Sunday, September 12, 2004

หยุดวันเดียวก็ออกไปแรดจนได้ แฟนไม่นัดเราก็ลากน้องไปดู shutter กดติดวิญญาณ ภัทรดูแล้วแต่ก็ไปดูอีกได้ก็ไปด้วยกัน(เพื่อนไม่ดู แฟนไม่ดู กลัวผีกันหมด)อยากจะไปกรี๊ดแก้เซ็งแต่ก็ไม่ได้กรี๊ดมาก หนังมันก็ทำน่ากลัวดีนะแต่มันเหมือน the eye1ที่ตามหาต้นตอผีหลอกแล้วก็เหมือนหนังผีอื่นๆพอจะทันมุขมันแต่ก็มีเฮ ตอนผีโผล่มาใกล้ๆหน้าอ่ะแหละ มันอีกอย่างก็คนดูคนอื่นกรี๊ดก็สนุกดี

พรุ่งนี้ทำงานแบบไปฟังสัมมนาเค้าบอกให้แต่งกายสุภาพ อยากใส่กางเกงไปมันสุภาพหรือเปล่าแต่ว่าจริงๆคนที่ทำงานก็แต่งตัวไงไม่รู้สวยนะแต่ทำให้เราไม่แน่ใจว่าสุภาพมันแปลว่าไรกันแน่ เราแต่งตัวทีไรออกแนวออฟฟิศทุกทีไม่เก๋ไก๋เลยอ่ะ

ยังง่วงอยู่เลยคงต้องนอนเร็วเพราะไปสัมมนาเวลาแปดโมงเช้า


FUK
เดินทางจากกรุงเทพเวลาเกือบตีหนึ่งแล้วได้พักระหว่างทำงานหนึ่งชั่วโมงตอนตีสามถึงตีสี่(เวลาประเทศไทย)แล้วตื่นขึ้นมาเสิรฟอาหารเช้า รุ่งเช้าภาพนอกหน้าต่างสวยมากๆอยากถ่ายรูปแต่ว่ากำลังทำงานอดเลยเรา

ถึงฟุกุโอกะเวลาแปดโมงเช้า(เวลาญี่ปุ่น)ฝนตกปรอยๆ = = ถึงโรงแรมคิดว่าจะนอนหรือไม่นอนแต่พี่สจ๊วตคนนึงเค้าจะออกไปเดินเล่นเลย ฉันก็ไม่ง่วงก็ไปกะเค้าด้วย ก็ให้เวลาอาบน้ำแต่งตัวหนึ่งชั่วโมง ออกจากโรงแรมเก้าโมง

แผนของฉันคืออัดรูปฟรีร้านลุง kitamura กินราเม็งอิปปุโด ดูเลนส์ให้เชษฐ์ ไปคาเนลซิตี้ พี่สจ๊วตเค้าจะดูกล้องเพราะเพื่อนฝากซื้อเยอะ พี่แอร์กะน้องอีกคนนอนก่อนแล้วจะตามมาตอนเที่ยงครึ่งนัดเจอกันที่ร้าน bic camera2

เราเดินไปร้านลุงเล็ก ร้าน bic p kan ร้านลุงใหญ่ ฉันสั่งอัดรูปด้วยความว่าโง่ภาษาญี่ปุ่นดันเข้าใจว่าเลือกสามสิบใบแต่ดันเป็นสามสิบรูปแต่ทั้งหมดหนะ 42 ใบเลยต้องจ่ายเงินเพิ่ม 444 เยน สรุปว่าแพงกว่าอัดบ้านเราเลย แต่คอมที่ให้เลือกรูปมันเจ๋งดีนะฉันเอาซีดีไปมันมี folder เพียบมันอ่านเอาออกมาเรียงกันหมดเลย พอเราเลือกรูป thumbnail มันจะไปอยู่ด้านซ้ายมือกด preview ดูได้ว่าอัดแล้วได้รูปแบบไหนจะเอากี่ใบ กดไป ไม่เอารูปนี้กดให้เป็น 0 กดเลือกหน้าถัด ถอยหลัง ไปเริ่มหน้าแรกไปหน้าสุดท้ายไรได้หมด ด้านล่างจะบอกจำนวนรูปที่เลือก พอเสร็จแล้วกดปุ่ม(อ่านไม่ออก เรียกคนขายมาบอกว่าเสร็จแล้วเค้าก็มากดให้)มันจะสรุปให้ว่าทั้งหมดกี่รูป รูปราคาใบละ 37 เยน เค้านัดให้มารับอีกหนึ่งชั่วโมงแต่ว่ามันมีตู้เขียวๆที่อัดปุ๊ปได้ปั๊ปด้วยไม่รู้มันต่างกันยังไงแต่ว่าตู้นั้นไม่มีที่อ่านซีดีต้องเอา media จากกล้องไปเลย(เท่าที่ยืนสังเกตดู)

เวลายังเหลือไม่เที่ยงครึ่งก็เดินไปร้าน bic ใหญ่ แล้วก็เดินหาร้านราเม็ง tv champion เจอร้านแล้วก็กลับไปรอร้าน bic ใหญ่ก็ไม่มาซะที 12.45 แล้ว พี่สจ๊วตบอกว่าเค้าต้องหมายถึงเวลาประเทศไทยแน่ อะไรนะ 14:30 อ่ะนะ อ่ะโหยแล้วจะมีเวลาทำไรอ่ะ แต่เรารอแล้วก็ไม่มาซะทีก็เดินไปร้าน bic เล็กเวลาก็บ่ายโมงแล้ว หิวมากแต่ว่าพี่สจ๊วตคิดว่าเป็นเวลาไทยแน่ๆเราก็เลยค่าเวลาด้วยการไปร้าน 100 เยนที่ตึกไดเอ้

เราเดินใต้ดินไป(เพื่อนบอกว่ามีunderground shopping ที่ยาวยืดมากๆก็หาจนเจอจนได้)ร้านเยอะแยะเลยนะเห็นแล้วตะลึง



แต่ไม่ได้ดูซักกะร้านเดินผ่านเฉยๆ แค่ได้รู้ก็พอใจเพราะครั้งแรกที่มามันคาใจว่าคนเค้าชอบเมืองนี้กันยังไงหว่าไม่มีไรเลยคือมันมาอยู่ใต้ดินนั่นเอง เดินมาขึ้นที่ห้าง vivre เพราะจะชี้ให้พี่เค้าดูร้านราเม็งข้อสอบ(ichiran)มันอยู่ในซอยเล็กๆมืดๆแถวห้างนี้ พี่เค้าไม่เคยกิน เรียกข้อสอบเพราะต้องใบสั่งอาหารเราวงๆเลือกๆเอาเองว่าจะเอาอะไร นั่งกินในคอกแบบคูหาเลือกตั้ง กินแล้วออกไปไม่นั่งแช่

จากร้านราเม็งข้อสอบเดินไปอีกบล็อคถึงไดเอ้ร้านร้อยเยนอยู่ชั้นแปด แยกย้ายกันเดินนัดจ่ายเงินบ่ายสองฉันคิดไรไม่ออกไม่รู้อยากได้อะไรแต่ก็ซื้อนะซื้อถุงสูญญากาศสองใบสำรองไว้(ใส่เสื้อผ้าแล้วบีบให้แบนๆทำให้กระเป๋ามีที่เยอะขึ้นน้า จำเป็นสำหรับไฟล์ทไปญี่ปุ่นนี่แหละ อิอิ)แล้วก็แฟ้มใส่กระดาษก็คิดว่าจะเป็นนักเรียนไปเรื่อยๆก็คงต้องใช่แหละ สวยด้วย 38 บาท(เพิ่งรู้ค่าเงินตอนกลับเนี่ย แพงซะนึกว่า 35-36)แล้วก็นั่งรอพี่เค้า เดินตั้งแต่ 9:00 - 14:00 เมื่อยสุดๆ

เดินกลับมาถึงร้าน bic เล็กกรี๊ดดด พี่แอร์กะน้องสจ๊วตก็กำลังเดินเลี้ยวไปทางร้านbicเล็ก เค้าก็ยืนดูแผนที่หน้าร้านพอดีฉันวิ่งไปหา แง้งๆๆ เค้านัดเวลาประเทศไทยจริงๆเหรอเนี่ย สองคนที่ได้นอนคิดว่าไอ่สองคนที่มันไม่ได้นอนนี่สุดยอดจริงๆแต่พี่สจ๊วตที่มากะฉันบอกว่าฉันไฮเปอร์กว่าเค้าอีก ก็ไม่รู้นะยังไม่ง่วง มุ่งไปร้านราเม็งเลยคร้าบ ร้านชื่อ ippudo



เป็นร้านที่คนเสริฟน่ารัก(เกี่ยวมะเนี่ย)และเปิดเพลงแจ๊ส o_O แต่ได้บรรยากาศดีนะ น้ำซุปมีสองแบบ แบบดั่งเดิม shiromaru motoaji และแบบเผ็ด akamaru shinaji(spicy miso soup) ฉันเลือกแบบเผ็ดแต่เลือกเมนู akamaru nikuri ราคา 900 เยนมีหมูหกชิ้นอิอิ (แบบเผ็ด original อ่ะมีหมูสองชิ้นราคา 700เยน)



เครื่องเคียงมีผักดอง(ข้าวซอยป่ะเนี่ย)ขิงดอง ถั่วงอก กินเล่นเพลินๆดีอ่ะ



อิ่มมากๆเลยอิ่มจนเอียนน้ำมันเข้มข้นอ่ะนะ กินเสร็จเดินไปร้านลุงใหญ่ ทีนี่ก็ช้อปกันใหญ่ พี่ๆเค้าดูกล้องดิจิตอลกันฉันหาอุปกรณ์ให้กล้องฉัน ฟิลม์ติดจอ ผ้าเช็ดเลนส์ แล้วก็ซองใหม่ไม่มีซิบเป็นตีนตุ๊กแกและซองบางทำให้รู้สึกว่ากล้องเรามันเล็กๆจริงอิอิ เดินไปชั้นสองมีเลนส์ด้วยแต่เวรกระดาษที่จดรุ่นที่เชษฐ์จะเอาหายไปไหนไม่รู้เลยหยิบหนังสือเลนส์มันมาซะเลย ฉันเสียเงินกับฟิลม์กล้อง instax ด้วยไม่รู้จะใช้ถ่ายตอนไหนอีกแต่ว่ามันถูกไหนๆก็มาแล้วก็เอาไปก่อนหมดอายุตั้งปี 06

จากร้านกล้องพี่แอร์กะน้องสจ๊วตจะไปร้านร้อยเยน พี่สจ๊วตไม่ไหวแล้วจะไปนอน แต่ฉันจะไปคาเนลก็เลยแยกย้ายกันฉันนั่งรถเมล 100 เยน(รถวนราคาประหยัด)แต่ว่าโง่เลยเสียสองร้อยเพราะเอาเงินไปหยอดผิดที่ตอนจะลงจะไม่ใส่เงินในกล่องแล้วแต่ว่ายังไงอ่ะทำไมอีนี่เดินไปเงียบๆหละก็ต้องใส่เงินใช่ม้า



Canel city มันประกอบด้วยหลายตึกมากที่คนเค้าบอกไม่มีอะไรจริงๆมันมีแต่ว่าเป็นของที่เราไม่ซื้อแพงซะแต่ร้านขายยาร้าน disney ร้าน sanrio ก็มีนะ ชั้นบนสุดมี ramen stadium อยากรู้แต่ขึ้นไปแล้วจะอ้วกเหม็น คิดว่ากินราเม็งไม่ได้แล้วหละมันเอียนแล้ว เดินวนไปมาไม่ทั่วหรอกนะแค่ผ่านๆ แล้วไปนั่งกินเครบที่ใต้ดิน แพงแต่อร่อยบ้านเราอ่ะเครบกล้วยหอมช็อกโกแลต 25 บาทใช่ป่ะแต่นี้มันปาไปร้อยกว่าแต่ว่าเครปมันนิ่มและเลือกแบบใส่ไอติมด้วย วิปครีมก็สด อร่อยมั่กมาก ไปถ่ายสติกเกอร์อีกแล้วแต่เยินเป็นกรอบ sanrio แต่ว่าทำไม่ทันรูปนึงเลยเป็นรูปธรรมดาหน้าตาแหวะ ที่ตกแต่งมันไม่หรูหราแบบตู้ misaki จริงๆไม่มีอารมณ์จะถ่ายเลยแต่เห็นว่าเป็นซานริโอ้เอาซะหน่อย ไงหละเยิน

มื้อเย็นจะกลับไปกินแถวโรงแรมก็คิดว่าไปไม่ทันมันคงจะปิดกันหมดอ่ะห้างแถวนั้นก็หาไรกินที่นี่ไปเลย กินเวนดี้เบอร์เกอร์เพราะเดินผ่านแล้วเห็นเฟรนช์ฟรายด์ใหญ่กิน spicy chicken filet น้ำเป็น ginger ale (บ้านเราไม่ยักมีคงยังไม่ฮิต)เบอร์เกอร์อร่อยดี ร้านก็เปิดเพลงแจ๊ส ข้างนอกริมน้ำก็มีวัยรุ่นมาเล่นเพลงแจ๊สอีก ฮิตเหรอ ?!?



จาก canel city นั่งรถเมล์เวียนร้อยเยนไปลงสถานี tenjin แล้วเดินกลับโรงแรม หมดวันแหละ เก็บของอาบน้ำเข้านอน(สรุปว่าตั้งแต่คืนวันพฤหัสสามทุ่มถึงสามทุ่มครึ่งวันศุกร์ได้นอนไปชั่วโมงเดียวในเครื่อง คึกจริงๆเรา)ชอบแหะ อยากไปอีก

วันกลับแดดจ้าเชียวนะที่เมื่อวานฝนตกทั้งวันเลยมาหยุดตอนกลางคืน ได้ของฝากให้แก้วแล้ว ^^กำลังจะเข้าเครื่องเห็นของเล่นเป็นโดเรม่อนดีใจมากเพราะว่าตอนที่เดินที่ canel หาของฝากให้คุณแม่มือใหม่ ตอนกลับไปเชียงใหม่จะได้เอาไปให้เพื่อนไง หาไม่ได้เลยของฝากจากญี่ปุ่นก็อยากให้เป็นญี่ปุ่นจะเอาซานริโอ้สีฟ้าดันเป็นรถไฟไม่ใช่คิตตี้ลูกเค้าผู้ชายจะให้คิตตี้ชมพูก็ไม่เข้าท่านะ สรุปซื้อโดเรม่อนไปฝากหลาน โดเรม่อนติดคอปเตอร์ไม้ไผ่หัวใหญ่มาก(ขี้เกียจเป่าลมมาถ่ายรูปมาอวดไว้วันหลังๆก่อน ก็ตอนเอาขึ้นเครื่องเกือบลืมเอาลมออกดีนะพี่ๆบอกไม่งั้นหัวโดเรม่อนระเบิดแน่ๆ)

กลับถึงกรุงเทพวันเสาร์บ่ายสี่ตอนเย็นไปกินหมูกระทะแถวบ้านเห็นมานาน ร้านใหญ่มากๆวันนี้สบโอกาสไปกะบ้านพี่(บ้านน้าเค้าไปปาร์ตี้บ้านเพื่อนแล้น)




ดูควันดิ โอวว



ป.ลแต่ขอบอกว่าหมูกระทะชุมแพที่เชียงใหม่อร่อยกว่านัก โปรดไปกินด่วน

No comments: