Blogger เป็นอะไรไปจ๊ะอัพเดทไม่ได้วันนี้เลยเล่ายาวเลยมะ
* * * *
เขียนเมื่อวันที่ 29
สภาพร่างกายกลับมาเป็นปกติแล้วหลังจากพักผ่อนนอนหลับชดเชยที่นอนดึกๆไปสามคืนตอนไปดูไบ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังแต่บอกไว้ก่อนว่าเวลาที่เล่าเป็นเวลาประเทศไทยซึ่งเวลาของดูไบช้ากว่าเราสามชั่วโมง
ออกเดินทางไปดูไบตอนเกือบหกโมงเย็นวันที่ 25 ผู้โดยสารเต็มแต่ไม่ใช่แขกหละเป็นคนจีนแบบจีนจากไหนไม่รู้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือได้บ้างนิดหน่อยแล้วก็ขนข้าวของพะรุงพะรังเพราะเค้าจะไปแสวงบุญที่เมกกะเค้าเป็นจีนมุสลิมหนะ แค่ตอนรับผู้โดยสารก็บ้าแล้วเพราะพี่ไม่ดูอะไรเลยค่ะมาถึงนั่งเลยพอขอดู boarding pass ก็ไม่ให้อีกนะบอกว่ามาด้วยกันหมดเนี่ยนั่งไหนก็ได้แหละมันก็จริงอยู่ว่านั่งที่ตัวเองก่อนดิแล้วค่อยย้ายเพราะมันก็มีผู้โดยสารอื่นประปรายเหมือนกันที่(ซวย)มานั่งในโซนหลังนี้ด้วย ซึ่งก็มีปัญหาจริงๆจนได้เพราะผู้โดยสารคนนึงถูกแย่งที่ไปแต่เค้าก็ดีนะบอกว่านั่งที่อื่นก็ได้ ก็ได้ไปนั่งกับคนจีนซึ่งตอนฉัน service เค้าถามว่ามีที่ให้เปลี่ยนมั้ย ฮ่า ฮ่า ก็ได้แต่หัวเราะกันอ่ะนะเพราะมันเต็มหนะแล้วก็ที่เค้าอยากเปลี่ยนเพราะมันคงจะเหม็นไงแล้วก็รุงรังอ่ะ ฝูงผู้โดยสารมีกลิ่นแปลกก็ไม่ใช่กลิ่นเต่าแบบฝรั่งหรือว่ากลิ่นแบบคนแขกมันอาจเป็นกลิ่นชาค้างปีที่เค้าพกมาหรือการไม่อาบน้ำเพราะมาจากที่หนาวก็ได้นะแต่เล่นเอาเสวีจะอ้วก(เสวีมาด้วยอีกแล้ว มี trainee อีกคนด้วยชื่อปอม)
ที่นี้พอถึงตอนจะ service ก็เครียดสิคะเค้าจะกินอะไรจะรู้เรื่องกันมะนั่นพี่บอกว่าวางไปเลยคือยังไงอาหารเราก็สำหรับมุสสิมอยู่แล้วมีปลากับแกะแต่ตอนเดิน drink ฉันเดินคนเดียวนี่สิเซ็งเดี่ยวเลยหนะนั่นพี่ purser บอกภาษาจีนของน้ำส้มให้ก็ใช้ได้พูดกันรู้เรื่องเสริฟน้ำส้มเพลินเลยแล้วก็โค้ก(เขอเรอ) เค้าไม่กินน้ำแข็งแล้วก็กินอัลกอฮอล์ไม่ได้ว่าไปก็เสริฟง่ายๆเลยหละแต่เปลี่ยนเหยือกน้ำส้มหลายรอบหน่อย
อาหารเสริฟลำบากนิดนึงแม้ว่าจะพูดเป็นภาษาจีนแล้วก็ตามแต่บางคนไม่กินนี่สิเหมือนเค้าไม่เชื่อว่ามันใช่อาหารมุสลิมแต่ขอบอกว่าอาหารในการบินไทยผ่านพิธี halal มากินได้สบาย(เนื้อสัตว์ที่จะนำมาทำอาหารมุสลิมต้องทำพิธีนี้ก่อน)เค้าพกไข่ต้มมาเป็นสิบเลยแกะไข่ต้มกินกันน่าสงสารนะ คือพี่เค้าบอกว่าพวกนี้อาจจะมาจากจีนเหนือๆแล้วก็เดินทางมาปักกิ่งก่อนทีนึงแล้วต่อเครื่องมากรุงเทพ ต่อเครื่องจากกรุงเทพไปดูไบแล้วต้องเดินทางจากดูไบไปซาอุ คือเดินทางกันเป็นวันๆอ่ะด้วยศรัทธาเลยนะนั่น ตอนแจก snack ก่อนลงก็ไม่รับอีกพี่ทัสเดินอีกรอบเพราะมันเหลืออยู่มากเราคิดกันว่าเค้าจะได้เอาติดตัวไปกินตอนไปแสวงบุญแต่ก็เอาไปบ้างไม่เอาไปบ้างเราก็เลยมีเหลือให้เก็บไปกินกันตายที่โรงแรมเช่นกัน
ถึงดูไบประมาณตีหนึ่งเดินทางไปโรงแรมฟังพี่ๆเค้าคุยกันว่าโรงแรมใหม่ที่เราไปอยู่กันมันไกลออกไปจากที่ช้อปปิ้งแล้วก็ไม่มี crew room (ห้องรวมให้มาดูหนังฟังเพลง มีตู้เย็น ไมโครเวฟ ทำกับข้าว) นั่งรถไปจริงๆก็ไม่นานเท่าไหร่ประมาณ 20 นาทีมั้งถึงโรงแรม Dusit Dubai บรรยากาศไทยซะ ไม่เหมือนอยู่ต่างประเทศเลยมั้งนั่นเพราะมีเสียงดนตรีไทยบรรเลงตลอดพนักงานก็ไหว้ ก็พูดสวัสดี รับกุญแจแล้วก็ขึ้นห้อง ห้องที่ฉันได้พักอยู่บนสุดของส่วน resident (เราไม่ได้พักส่วนโรงแรม) อยู่ชั้น 22 ไม่มีเพื่อนอีกต่างหากอยู่คนเดียวที่ชั้นนั้น เข้าห้องไปตะลึงเลย ห้องใหญ่มากเหมือนคอนโดหนะมีส่วนรับแขก-ครัวแล้วก็ส่วนห้องนอน เก็บเสบียงเข้าตู้เย็นดีนะที่ฉันเอาพวกหมูทอด ขนมปัง นม คอนเฟลค ผลไม้มาไม่ต้องใช้ไมโครเวฟเพราะบางคนเอาอาหารแช่แข็งไปไงแล้วมันมีแต่เตาอบอ่ะอดรับประทานสิ กว่าจะนอนก็ตีสามครึ่งแล้ว
วันรุ่งขึ้นเสวีโทรมาถามว่าตกลงจะไปทัวร์ทะเลทรายจริงหรือเปล่าจะได้ยืนยันพนักงานโรงแรมและเอาเงินไปจ่ายเค้า ไปสิมีเพื่อนไปด้วยหนะถึงมันจะแพง(มาก 2680 บาท)แต่ครั้งอื่นเกิดไม่มีเพื่อนทำไงอดโดยปริยาย จ่ายเงินเสร็จก็รอ shuttle buss ไปห้าง City Center เป็นห้างใหญ่มากเลยรถจะออกตอนบ่ายสองแล้วก็กลับมาหกโมงเย็น ส่วนทัวร์ทะเลทรายเริ่มหกโมงครึ่งถึงตีหนึ่งครึ่ง (เวลาเค้าก็ 15.30-22.30) ไม่มีปัญหาก็ไปช้อปปิ้งกันก่อนมีสมาชิก trainee เพิ่มคือป๊อป(เพื่อนห้องเดียวกัน)เค้ามาไฟล์ทก่อนหน้าเราจะกลับวันนี้(26)
ไปถึงห้างหาข้าวกินฉันกินมังสาวิรัติเพราะเป็นวันพระกินสปาเกตตี้ผักไปไม่อร่อยแถมราคา 180 บาทน้ำขวดละ 24 บาท แล้วก็ไปเดินดูของกัน ปอมแยกไปเดินเอง ฉันให้ป๊อปพาไปดู quiksilver ไม่มีอะไรเลย แต่ก็มาเสียเงินซื้อรองเท้าลังเลอยู่แต่เพื่อนดันยุ ผู้ชายไม่นายุนะแต่ป๊อปกับเสวีบอกว่าอยากได้ก็ซื้อเลยมันลดจาก 3000 กว่าเหลือพันกว่าอ่ะดูดีด้วยนะก็ซื้อเลยอ่ะสิ แล้วก็ไปเดิน Ikea ร้านดูดีนะใหญ่โตมากของก็สวยดีคล้ายๆ habitat แต่ราคาถูกกว่า เดินดูเฉยๆยังไม่ซื้อไว้มาซื้อวันพรุ่งนี้(27) แล้วก็แยกกัน ป๊อปกับเสวีไปคาร์ฟูฉันไปดูเสื้อผ้า Mango หนะสิเซลด้วยแต่เวลาเหลือ 50 นาทีเดินไม่ทั่วร้านมันใหญ่(อะไรก็ใหญ่ไปหมดคาร์ฟูใหญ่มากเหมือนกัน) รีบๆดูของไม่สนุกอ่ะ จากนั้นก็มารอรถกลับโรงแรม
ถึงโรงแรมเกือบถึงเวลานัดไปทัวร์แล้วก็ต้องรีบเอาของไปเก็บเอาแจ๊คเกตแล้วก็ลงมาที่ล็อบบี้ มีรถจากบริษัททัวร์มารับเป็นรถ 4 WD ในรถมีสมาชิกอยู่แล้วสองเป็นสามีภรรยาหน้าตาเป็นแขกนี่แหละตอนแรกก็งงๆกันว่าเค้าจะไปทัวร์นี้ทำไมนะ ปรากฎว่าคุยๆกันแล้วเค้ามาจากลอนดอนหนะเค้าอยู่ที่นั่นตั้งแต่เกิดนี่มาเหมือนฮันนี่มูนรอบสองของเค้า
ออกจากโรงแรมแวะไปดูวังของใครฉันก็จำไม่ได้(ประมุขเค้าอ่ะจำชื่อไม่ได้)ที่ประตูวังมีม้าทำท่ากระโจนอยู่บนประตูเราก็แค่ขับผ่านเฉยๆ แล้วก็เดินทางต่อไปอีกไกลเลย ถนนหนทางเค้าดีมากเลยสองข้างทางเป็นทรายส่วนใหญ่ โอววว พี่แขกเอาโทรศัพท์มาโทรหาเพื่อนพี่เค้าใช้โนเกียรุ่นล่า(7210มั้ง) แล้วเราก็เดินทางไปถึงจุดเริ่มต้นมีคันอื่นมาร่วมขบวนเป็นสิบอ่ะ เค้าก็จอดให้ลงไปเดินเล่นแป๊ปนึง เธอจ๋าไอ้ที่ลังเลว่าจะมาดีเหรอเนี่ยมันเปลี่ยนไปเลยทรายมันสวยมากมากมากมากมันเป็นสีส้ม สีทองแดงบอกไม่ถูก ทรายละเอียดและนุ่มมากๆ ริวๆที่เกิดจากกระแสลมพัดที่เค้าเป็นแต่ในรูปได้เห็นของจริงแล้วสวยงามจริงๆ
เริ่มเดินทางแล้วจ้าแค่ออกเดินทางก็กรี๊ดเพราะมันก็ลุยเนินลงเนินกระเด้งกระดอนต้องรัดเข็มขัดไม่งั้นตายแน่แต่มันนานไปอ่ะ มันเด้งมันขึ้นๆลงๆนานไป ชามา(ตัวภรรยา)อาเจียนไปสองรอบฉันเองก็ทนได้ซะทีไหนแต่เพราะเค้าให้หยุดรถสองรอบนี่แหละฉันเลยได้พักด้วยแต่อีรอบสุดท้ายพอออรถปุ๊ปฉันเกิดอาการจะอาเจียนกับเค้าด้วย แหวะอ้วกแตกไปหนึ่งรอบ เราคงเป็นรถที่ไม่ได้ไปบุกตะลุยเหมือนคนอื่นเท่าไหร่เพราะไม่ไหวแล้วหวะก็เลยไป camp ก่อนซึ่งยังไม่มีใครมาเลย แต่ตอนเดินทางก็เห็นหรอกว่าคันอื่นเค้าตามๆกันขึ้นไปบนภูเขาทรายแค่เห็นตอนนั้นก็อยากตาย ชามาบอกว่าถ้าขากลับเป็นยังงี้เค้าตายแน่ๆ อีกอย่างคนขับรถของเราเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองมากไม่ตาม track ที่คันอื่นไปพี่แกลุยไปทางใหม่ๆ ไปติดอยู่บนยอดเนินให้เสียวกันบ้างประปราย ฉันอยากถ่ายรูปทะเลทรายเยอะๆแต่กล้องโพลารอยด์มันคุณภาพไม่ดีหรอกคิดว่าจะมาถ่ายรูปซ่อมอีกรอบคงต้องกินยาแก้เมามาก่อนหละ
ไปถึง camp ก่อนก็มีสิทธิ์ก่อนได้ถ่ายรูปกับอูฐแต่เพราะฉันเป็นตากล้องให้เพื่อนๆก่อนพอถึงตาฉันแสงก็เริ่มหมดรูปออกมาก็ไม่ดีเท่าไหร่คิดถึง Nikon ของพี่กอล์ฟจริงๆเฟลชต้องสาดช่วยชีวิตเราได้แน่ๆ ถ่ายรูปแล้วคนอื่นๆก็ตามมาพอดีแล้วเค้าก็ได้นั่งอูฐแซงหน้าฉันไปอีกแหนะ แต่สุดท้ายเราก็ได้ขี่อูฐ เค้าพามันเดินวนๆอยู่แถว camp นั่นแหละไม่ได้เดินทางไกลไปไหน ที่น่าตื่นเต้นก็ตอนที่อูฐจะลุกจะนั่งนี่แหละเวลาลุกขึ้นยืนมันจะเอาขาหน้าขึ้นก่อนก็จะทำให้เราตัวเทไปข้างหลังแต่ไม่น่ากลัวเท่าตอนมันจะนั่งเพราะมันจะย่อขาหน้าลงก่อนหน้าเราจะทิ่มลงไปข้างหน้าตัวที่ฉันนั่งดันเป็นตัวที่สูงสุดตอนมันนั่งฉันจะกระดอนหลุดไปจากตัวมันแต่พี่แขกเค้าจับไว้ (คือตัวนี้ใครนั่งเค้าก็ต้องจับให้ทั้งนั้น)
นั่งอูฐกันแล้วก็เข้าไปใน camp มีชุดแขกให้ใส่ถ่ายรูปกันฉันใส่ชุดผู้หญิงก่อนที่เป็นชุดดำยาวโพกหัวอ่ะพอไปถ่ายรูปเห็นแต่หัวค่ะมันมืดกลืนไปกับ backgroud เฟลชไม่ถึงเลยไปเปลี่ยนเป็นชุดผู้ชายสีขาวมาถ่ายรูปอีก เสวีกับปอมหิวแล้วเค้าเลยไปกินแต่ฉันคิดว่าคงกินอะไรไม่ได้(เนื่องจากกินมังแต่คืนนี้เค้าบอกเลี้ยงบาร์บีคิว)ก็เลยไปซุ้มเขียน henna ชามาบอกให้เขียนดูสิก็อยากหรอกแต่เขียนมือไม่ได้ต้องทำงานก็เลยเขียนที่ต้นแขนแทน นั่งคุยกับคนเขียน(เธอชื่อ rubina) เค้ามาทำงานที่นี่ทุกวันแล้วก็ไม่ได้ไปเรียนเขียนที่ไหนหรอกคิดลายเอาเอง หมึกที่เขียนมันเป็นหลอดๆตอนเขียนจะนูนเป็นหมึกสีดำพอมันแห้งมันจะแตกออกเอง สีที่ติดผิวเป็นสีน้ำตาลจะติดอยู่หนึ่งสัปดาห์ แล้วก็ไปถ่ายรูปกับลูกเหยี่ยว
จากนั้นฉันก็ไปหาเพื่อน เพื่อนบอกว่าอาหารฉันกินได้เพราะมันก็เป็นพวกเจๆนี่แหละ ก็เลยเค้าไปนั่งด้วยมันเป็นเหมือนคอกเป็นรูปวงกลมมีกองไฟอยู่ตรงกลางก็ไม่ได้ไฟลุกโชนอะไรแค่กองถ่านอุ่นอาหารให้เราหนะ ฉันไม่ได้กินสองเมนูแรกแต่เพื่อนก็ขอเมนูสองมาให้กินบอกว่าอร่อยสุดเป็นลูกแป้งทอดราดน้ำผึ้ง เมนูสามเป็นซุปถั่วลูกไก่(chick pea เค้าว่าหน้าตามันเหมือนลูกไก่) จากนั้นเค้าก็ตั้งโต๊ะบุฟเฟ่ต์ อาหารแขกก็เป็นมังฯส่วนใหญ่ฉันก็กินขนมปัง”นาน”แล้วก็กินข้าวผัดกับพวกเครื่องเคียงเค้าไม่ได้กินพวกเนื้อสัตว์ย่างเลยก็ไม่รู้ว่าอร่อยมั้ย ตักอาหารแล้วไปนั่งกินที่โต๊ะเตี้ยๆ เพื่อนร่วมโต๊ะนอกจากเราห้าคนมีสามีภรรยาแก่แล้วชาวอเมริกันเค้าก็คุยสนุกดีตลกด้วยแต่ไม่ธรรมดาเลยนะเค้าก็ประสพความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้วตอนนี้ก็คงจะเที่ยวหนะฟังๆดูเที่ยวต่อเนื่องกันมาเลยนะนั่งเครื่องบินก็แต่ first class เท่านั้น(เค้าบอกว่าแก่แล้วไปนั่ง y มันลำบาก)
หลังอาหารมีของหวานเป็นพุดดิ้งอะไรซักอย่างแต่ฉันกินฟรุทสลัด กินอาหารเสร็จก็ถึงเวลาดูระบำหน้าท้อง คนที่มาเต้นสวยเลยหละผิวดีมากๆเนียนสุดๆ เต้นซัก3-4 เพลงก็เลิกทัวร์ก็จบ ขากลับลุยทะเลยทรายนิดหน่อยไม่เป็นเนินใหญ่แล้วก็ถึง high way เราขอให้พี่แขกไปส่งที่งาน global village ส่วนชามาและสามีไปห้างต่อเพราะจะกลับพรุ่งนี้แล้ว
งาน global village เหมือนงานกาชาดป่าวแต่เป็นงานที่ประเทศต่างๆมาเปิดบูทขายของมีประเทศไทยด้วย จีนก็มีนอกนั้นก็พวกแขกๆด้วยกัน ฉันซื้อรองเท้าแขกจากซุ้มประเทศอินเดีย ซื้ออินทผลัมจากซุ้มซาอุ ซุ้มของไทยของที่ขายก็พวกถุงผ้า naraya ชุดนอนอะไรทำนองนั้น ผลไม้ปลอม ของสมุนไพร นอกงานขายของก็มีเครื่องเล่นพวกชิงช้าสวรรค์เครื่องเล่นหวาดเสียว free fall อะไรแบบนั้นแต่ราคาแพง มีซุ้มเล่นเกมด้วยค่าเล่นเกมละ 120 บาท ฉันไม่ได้เล่นเลยเพื่อนๆเล่นดูแต่ไม่ได้รางวัล แขกเค้าออกมาเที่ยวงานเยอะนะไม่ใช่แค่วัยรุ่นหรือเด็กๆเท่านั้นของรางวัลก็ดูดีตุ๊กตาตัวใหญ่มากๆ ออกจากงานประมาณตีสามกว่าเดินทางกลับโรงแรมกว่าจะนอนก็เกือบตีห้าแล้ว
วันสุดท้ายก่อนทำงานกลับตื่นมาประมาณ 11 โมงกินอาหารเช้านั่งนอนดู MTV เปิดแต่เพลงฮิตๆทั้งนั้นอาบน้ำแต่งตัวลงไปรอรถไป city center ไปถึง city center มุ่งหน้าไป Ikea พาปอมไปเมื่อวานเค้าหาไม่เจอตอนแรกว่าจะกินอาหารใน Ikea แต่เสวีเปลี่ยนใจเพราะมันเป็นอาหารเช้าอะไรเงี้ย แต่ฉันขี้เกียจเดินออกไป food center มันคนละมุมเลยก็เลยกินในนี้แต่เสวีกับปอมไปกินอาหารแขกเราก็เลยแยกกันเดินตั้งแต่ตอนนั้น
ฉันซื้อเทียนสำหรับจุดเตาน้ำมัน ขนของไม่เข้าท่าใช่ม้าแต่ว่ามันถูก 100 อัน 132 บาท แล้วก็เทียนแท่งกลมอ้วนสูงประมาณหกนิ้วราคา 36 บาท ตัดใจซื้อของไม่จำเป็นไปด้วยทั้งที่มันถูกมากคือที่รองเทียนแบบเอาเทียนเตามาใส่ได้ 1 อันทำจากแก้วมีสีฟ้ากับสีใสราคา 12 บาท ซื้อกรอบรูปสีเงินเล็กๆขายคู่ละ 120 บาท ดูดีเผื่อเป็นของขวัญได้ แล้วก็ไปเดินดูนั่นนี่เกือบเสียเงินซื้อแว่นกันแดดแล้วแต่มันแพงอ่ะ เดินแวะร้านอื่นอีกเกือบได้รองเท้าใส่ทำงาแล้วเชียวแต่ไม่มี size ลดราคาด้วยถูกใจก็ตรงที่มันเป็นรองเท้าหน้ากว้างแล้วก็หัวตัด(ทุกวันนี้ใส่ที่บริษัทให้มันรูปแบบเห่ยแต่มันนิ่ม) แล้วก็ไป Mango วันนี้หละเสียเงินจริงๆซื้อเสื้อแจคเก็ตแล้วก็เสื้อยืดอื่นๆ เวลาจะหมดแล้วรถจะมารับแล้วแต่ยังไม่ได้ไปคาร์ฟู ก็วิ่งไปเลยจะหาอินทผลัมอีก พี่กอล์ฟบอกให้ซื้อเยอะๆฉันก็ไม่รู้ว่าเยอะมันแค่ไหนหว่า 1 กิโลที่ซื้อเมื่อคืนก็น่าจะเยอะแล้วนะแต่เดี๋ยวไม่เยอะมาแล้วก็ไปหาอีกละกัน ได้มาอีก 1 กล่อง 900 กรัม 1.9 กิโลก็น่าจะเยอะแล้วนะ เอ้อ ลืมเล่าไปว่าพี่บอกให้ซื้อซีดีของศิลปินที่ดังๆของเค้ามาด้วยฉันซื้อมาจากงาน global village ราคา 600 แหนะ เป็นศิลปินป๊อปดังซะคนขายยกนิ้วโป้งให้แล้วให้อีกบอกว่าดี ดี ไม่รู้พี่ฟังหรือยัง
กลับโรงแรมเก็บข้าวของ กินอาหารเย็นแล้วก็เข้านอนตอนสองทุ่ม wake up 23.30 รถออกจากโรงแรม 24.30 บินกลับกรุงเทพ 2.00 ง่วงค่ะ แต่ขากลับผู้โดยสาร 160 คน( เครื่อง 330 ชั้นY มี 267 ที่นั่ง) ได้นอนคนละ 1 ชั่วโมงฉันได้นอนรอบสองตอน 5.30 ถึงกรุงเทพ 8.00 กลับบ้าน ล้างหน้าล้างตา นอนไป 5 ชั่วโมงตื่นมาไปดู Hero นั่งก็เน้นความสวยงามของสีอ่ะนะ
วันนี้จะออกไปแลกเงินเอาเงินไปจ่าย visa จ่ายค่าโทรศัพท์ปรากฎว่าไปที่ไหนก็เจ๊งอดแลก ก็เลยซื้อของกลับบ้านเล่นเกมกับอี้กับปุ๊ก
No comments:
Post a Comment