Friday, November 01, 2002

เงินกำลังจะตกถึงมือเราแท้ๆแต่ก็หายแว้บไปเฉยเลยทั้งที่เราแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ 6:40 แต่ถามว่าเสียดายหรือเปล่าก็เปล่าเลยอยู่แล้วฉันหนะจนแล้วยังขี้เกียจอีกแหนะ

กำลังนอนสบายๆได้ยินเสียงน้าเรียกให้รับโทรศัพท์ไม่บอกก็ยังรู้เลยว่า OD แหงแก๋เพราะไม่ค่อยมีใครโทรหาฉันผ่านทางโทรศัพท์บ้าน พี่ OD เค้าบอกให้ไปบินเฉินตูตอน 11.15 ก็คือต้องไปเช็คอินตอน 9.15 มีการบอกด้วยนะว่ามีเพื่อนห้องเดียวกันไปด้วย เราหนะก็ขี้เกียจแต่มันก็ต้องไปใช่ม้า หน้าที่อ่ะหน้าที่ ก็เลยลุกไปเช็คเวลาบินใน TPI เพราะอยากรู้ว่าเวลาบินนานป่าว ไปแล้วกลับหรือว่าค้างซึ่งไฟล์ทนี้ก็เป็นแบบไปกลับ(quick turn) แล้วก็ต่อด้วยใบค่าเบี้ยเลี้ยง(ก็ไม่ได้งกหรอกหน่าแค่อยากรู้เฉยๆ) แล้วก็ได้ยินเสียงน้าให้รับโทรศัพท์อีกรอบ(เพราะไม่ค่อยมีโทรศัพท์ถึงฉันฉันเลยไม่ค่อยรับโทรศัพท์ที่บ้านเท่าไหร่)ปรากฎว่าไม่ต้องไปบินแล้ว พี่คนเดิมที่โทรมาตอนแรกบอกว่ามันมี Trainee แล้ว 2 คนเราไปอีกจะเป็น 3 คนก็ให้เราเป็น standby ต่อไปดีหวะ!!! ดีใจไม่ต้องบินแต่คิดๆดูแล้วไฟล์ทไทม์นานๆหนะมี trainee หมดฉันว่าไม่เป็นไรเลยเพราะยังไงก็ทำทันทีไฟล์ทไทม์สั้นๆนะ trainee ตรึมยังเคยเจอแบบ 4 คนพร้อมกันในครัวเดียว(แต่มีพี่สจ๊วตอีกหนึ่งคน)เป็นไฟล์ทที่ไม่มีใครรัก(TG 411 quickturn Singapore) ฉันก็อาบน้ำนั่งๆนอนๆกินๆดูทีวีวางแผนทัวร์(สำหรับไฟล์ทค้าง)แล้วก็หมดเวลา standby จนได้ อิอิ (standby 1 ตั้งแต่ตีห้าถึงบ่ายสองโมงตรง)

ส่วนเรื่องวางแผนทัวร์หนะเหรอก็สำหรับไฟล์ทไปโอซาก้าวันที่ 5 นี้(อยากได้ไป Fukuoka บ้างแต่เค้าจัด KIX มาให้ก็โอเคแหละเป็นญี่ปุ่นยังไงก็ชอบ.บ.บ.) คราวนี้แม่ซาโตะไม่มาหา(เขียนจดหมายไปบอกเค้าเองแหละจะไปโอซาก้าอีกแต่ไม่อยากรบกวนให้มาและซาโตะก็ไมได้กระตือรือร้นจะส่งแม่มาเหมือนครั้งแรกก็น่าจะเข้าใจได้ว่าไม่มานั่นเอง)ตอนแรกฉันคิดว่าจะไปห้าง Rinku town เป็น outlet ใหญ่โตและเดินจัสโก้ใกล้ๆแต่คิดว่าไม่เอาหน่าไปไกลๆเถอะดังนั้นฉันเลยคิดจะลองมั่วนั่งรถไฟไปเที่ยวซะหน่อยไม่น่าจะหลงเพราะอย่างน้อยก็แม่ซาโตะเคยพาไปแล้วครั้งนึงและก็สอนให้ซื้อตั๋วด้วยแถมยังมี city guide ที่ได้มาจากพนักงานที่ปราสาทโอซาก้าที่ไปเที่ยวเมื่อครั้งก่อนก็เลยมีเส้นทางรถไฟและสถานที่น่าสนใจของแต่ละมุมเมือง(แบ่งเป็นเหนือ ใต้ ออกและตก) หน้าสุดท้ายยังมี recommended touring option ด้วย มี 7 แบบ (fun-filled, romantic, delicious, interesting, inspirational, exciting และ tranquil) ฉันเลือกแบบที่ 2 แบบ romanticถึงแม้เค้าเขียนว่าเหมาะสำหรับคู่รักฉันก็ไม่ได้จะไปโรแมนติกกับใครหรอกแค่อยากไปนั่งชิงช้าสวรรค์สีแดงที่ชื่อ HEP Five แล้วก็ไปเดิน underground shopping ที่ใหญ่ที่สุดหนะเค้าว่าใหญ่สุดในญี่ปุ่นเลยแล้วก็มีร้านขายของ ร้านอาหารฮิตของวัยรุ่น(ฉันก็ยังวัยรุ่นอยู่นี่นา) เรื่องกิน(เส้นทาง delicious)ก็อยากอยู่หรอกอยากจะกินเค้ก(เห็นในทีวีแชมเปี้ยนบ่อยๆหน้าตาน่ากิน)กับทาโกะยากิ(คราวที่แล้วกินโอโคโนะมิยากิไปแล้วซึ่งสองอย่างนี้เป็นของที่ดังของโอซาก้าหนะ) ก็เลยคงจะเที่ยวแบบผสมผสานโดยเลือกที่ที่อยากไปใน 7 ทัวร์มาต่อๆกัน(ถ้ามันไปทางเดียวกัน)แต่จะเที่ยวมากไม่ได้ต้องกลับไปพักผ่อนเพราะวันที่ตื่นมาเที่ยวก็คือวันที่จะทำงานกลับตอนเที่ยงคืนไง ไม่อยากแฮ้งค์แบบคราวที่แล้ว(ใช้เวลาสองวันกว่าจะนอนหลับเป็นปกติ) แต่ว่ายังไม่มีเสื้อกันหนาวเลยหนะฉันแพ้ความหนาวด้วยสิ อากาศมันก็เย็นแบบ10นิดๆด้วยนะ

วันนี้ฝนยังตกตอนบ่ายทั้งบ่ายเหมือนเมื่อวานก็เลยไม่ได้ออกจากบ้านก็ดีไม่เสียเงินพรุ่งนี้ค่อยออกทีเดียวเลยก็อยากไปดู midnight sale ไง(หาเรื่องเสียเงิน) ส่วนวันอาทิตย์ทำงานไฟล์ท TG411 ที่ไม่มีใครรักนั่นแหละ

ป.ล Nestle tea time อร่อยดีนะลองดูสิ

# # # # # # # # #
Perth

เมื่อวันที่ 17 เดือนที่แล้วฉันไป Perth มามันก็เป็นประเทศที่เป็นฝรั่งที่สุดที่เคยได้ไปและจะได้ไป(หมายถึงออสเตเรีย)ตอนที่ยังเป็น Trainee หรือเป็นแอร์ชั้นประหยัดธรรมดาๆ(เห็นว่าเป็นสิบปีหนะถึงจะได้ไปยุโรบและอเมริกา) ก่อนเดินทางก็ได้รับรู้มาว่ามันสวย อากาศดีและมันกำลังเข้าฤดูร้อน

ทำงานอยู่ในเครื่องเกือบ 7 ชั่วโมงเสริฟอาหารสองมื้อและผู้โดยสารก็สั่งดริงก์เยอะมากแบบดื่มตลอดก็ว่าได้ พอไปถึงสนามบินกำลังจะเช็คกระเป๋าก่อนออกนึกได้ว่ามี skittle อยู่ในถุงเสื้อแต่ขนมอย่างอื่นเอาออกหมดตั้งแต่จัดกระเป๋ามาแล้ว(เค้าห้ามเอาอาหาร พืช ดอกไม้ เนื้อสัตว์เข้าประเทศ) ก็เอาให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วขอโทษเค้าซึ่งเค้าก็ไม่ว่าอะไรและอนุญาติให้เอาเข้าประเทศได้ พอออกจาก terminal อยากจะบ้า หนาวมาก !! ลมกรรโชกเชียวสะท้านค่ะสะท้าน ไหนว่าเข้าหน้าร้อนไง พี่เชอรี่เอาสายเดี่ยวมารับลมร้อนเต็มที่ลยพรุ่งนี้ที่จะออกไปเที่ยวตายแน่ๆ ส่วนฉันเอาเสื้อไหมพรมของแม่ที่คิดจะเอามาใส่นอนพรุ่งนี้สบาย

ถึงโรงแรมกว่าจะนอนก็ตีอะไรไม่รู้แล้วพี่ๆเค้านัดกัน 11 โมงเจอกันที่ lobby ฉันตื่นมาก่อนเวลาเพราะแสงแดดที่ส่องลอดม่าน(รูดปิดไม่สนิท)เข้ามาม่านอันหนามันไม่ทึบแสงซะทีเดียวก็เลยสว่างไปหน่อยก็เลยไม่นอนต่อไม่ได้ฉันเลยเดินไปดูวิวที่หน้าต่าง ด้านซ้ายมีมีทะเลสาบใหญ่(พี่อ้อมบอกว่าชื่อ swan lake) ด้านขาวมองเห็นโบสถ์ใหญ่ไหนๆก็ไม่หลับแล้วก็เลยอาบน้ำแต่งตัวซึ่งก็พอดีกับเวลานัดคือตอนแรกสับสนกันหน่อยว่า 11โมงบ้านไหนหละนึกว่าเวลาเมืองไทยปรากฎนัดเวลา Perth (เร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง) ลงมาข้างล่างมีพี่พรุน พี่เชอรี่ ตามมาด้วยพี่เล็ก พี่ปุ๊กกี้แล้วก็พี่อ้อม

พี่อ้อมจะพาไป fremantal จะไปกิน fish and chip ก่อนแล้วค่อยกลับมาช้อปปิ้งก็ทันเพราะวันนี้วันศุกร์ห้างปิดสามทุ่ม(ปกติห้างจะปิดหกโมงเย็น)แต่พี่เชอรี่กลัวไม่ได้ช้อปปิ้งนานๆก็เลยไม่อยากไปเราก็ไม่ไปด้วยเพราะก็อยากดูของต่างๆเหมือนกัน ยังไงซะตอนแรกทุกคนก็ไปทานอาหารเช้าด้วยกันก่อนพี่พรุนจะพาไปกินเคบับอร่อย ฉันก็ไม่รู้ว่าที่เราไปเรียกว่าอะไรแต่นั่งรถเมล์ตรงขึ้นไปจากโรงแรม(เราพักที่ Novotel และรถเมล์นั่งฟรี) ผ่านสวนข้างทางที่มีจิงโจ้ไปหนึ่งป้ายก็ลงเดินข้ามถนนผ่านหน้าโบส์ถเล็กๆ(อยากเข้าไปดูในโบส์ถเพราะเขาเขียนบอกว่าเปิดให้คนทั่วไปที่ต้องการความสงบ สมาธิแต่ไม่ได้เข้าไปเพราะต้องเดินตามพี่ๆ)จะเห็นทางเดินเล็กๆเหมือนซอยเป็นร้านขายของเราลงไปกินอาหารชั้นใต้ดิน ฉันเลือกเคบับทูน่ามันใหญ่มากและไม่อร่อยราคาเกือบ 7 เหรียญเชียวนะ(1 เหรียญประมาณ 23.51บาท)แต่เครื่องดื่มขวดหรือกระป๋องต่างๆน่ากินมากมีหลากหลายรสและสีแต่สังเกตุดูขนาดของขวดหรือกระป๋องจะใหญ่มากเลยหละ(หรือฝรั่งดื่มน้ำเยอะ) ฉันไม่ได้กินน้ำสำเร็จรูปหรอกเพราะเลือกกินน้ำผลไม้คั้นแพงอีกอ่ะแหละเกือบ 6 เหรียญ นั่งกินไปมองดูนั่นนี่ไปเห็นป้ายโฆษณาโค้กรสวานิลาอยากลองชิมดูนะเหลือบไปเห็นพี่เล็กซื้อมาฉันเลย(หน้าด้าน)ขอเค้าชิมเฉย รสชาติมันก็โค้กนี่แหละแต่มีกลิ่นวานิลา

หลังจากกินข้าวก็แยกเป็นสามกลุ่มคือพี่พรุนไปซื้อของคนเดียว พี่เล็กพี่อ้อมไป fremantle ฉันพี่ปุ๊กกี้พี่เชอรี่ไปด้วยกัน(เดินแถว walking street) พี่ปุ๊กกี้พาไปชี้ๆให้ดูว่าที่ไหนมีอะไรแล้วก็มายืนดูแฟชั่นรับลมร้อนของเค้า ตรงข้ามลานแฟชั่นโชว์มีห้องแถวห้องนึงที่มีนาฬิกาตอนแรกไม่ได้สังเกตุหรอกแต่มันดังขึ้นมาเลยหันไปดูมันมีรถม้าวิ่งออกด้วยหละ อาคารดูแบบเก่าหน่อยตกแต่งด้วยไม้ พอดูแฟชั่นไปได้ซักพักชักคิดได้ว่าเสียเวลาก็เลยเดินไปที่อื่นต่อ ไปร้านรองเท้าที่พี่เค้าว่าดี ไปเดินห้าง david jones เค้าเพิ่งเปิดได้ไม่นานมีการแจกลูกโป่งด้วยซึ่งฉันอยากได้บ้างสีสรรมันสวยมากเลย ในห้างดูดีเชียวดูนวลตา มีคนมาเล่นดนตรีแจ๊ซด้วย บรรยากาศดีชวนเสียเงินมาก พนักงานก็หน้าตาดี(ฝรั่งก็หน้าตาดีแหละ) เพราะอากาศหนาวนะคนแถวนั้นจะแต่งตัวเก๋ๆหนะแต่จะเป็นสีดำซะส่วนใหญ่เสื้อไหมพรมขาวของฉันดูเสร่อยังไม่รวมถึงรองเท้าแตะที่ไม่ได้เข้ากับกางเกงผมที่ลีบแบนสรุปเสียเซ้วมากค่ะเรื่องรูปร่างเหรอฝรั่งตัวสูงใหญ่ฉันที่ว่าสูงแล้วก็เหมือนคนสูงปานกลางและตัวจิ๋วไปถนัดใจ

ออกจากห้าง David jones(แน่นอนเสียเงินไปกับผลิตภัณฑ์เดวิด โจนส์ด้วย) ไปร้านขายยาไปซื้อวิตามินถึงตรงนี้พี่เชอรี่แยกไปหารองเท้าส่วนฉันตอนแรกก็ว่าจะแยกไปเอง(นัดเจอพี่เชอร์รี่ไว้ที่ Mc ตอนหกโมงเย็นจะไปซื้อของที่ foodland แล้วกลับโรงแรมด้วยกัน)แต่ไม่รู้จะไปไหนดีเลยเดินไปกับพี่ปุ๊กกี้ พี่พาไปร้าน Target เหมือนคาร์ฟูไปซื้อถุงน่อง(เพื่อนฝากซื้อ) แล้วก็หลงกับพี่ปุ๊กกี้ตอนหลังๆแหละพี่เค้าไปหาหนังสือฉันก็ต้องไปหา Bloom ที่เพื่อนฝากซื้อ ฉันก็เลยเดินไปเดินมาแต่มันก็วนๆอยู่ที่เดิมแหละจนมาถึงตึกที่มันมีนาฬิกาม้าหมุนอีกครั้งคราวนี้มองเข้าไปข้างในปรากฎว่ามันเป็นทางเดินทะลุไปถนนใหญ่และมีร้านขายของตลอดทางซึ่งตกแต่งเหมือนด้านหน้านั่นแหละคือเป็นไม้ๆดูไปแล้วมันตรอกไดแอกกอน(Harry potter) นี่นาเหมือนสุดๆ ฉันเค้าไปเดินเล่นและไปซื้อ Banana chill (นมรสกล้วยหอม)ที่ร้านขายน้ำสุดทางเดิน นั่งกินนมที่ม้านั่งมันไม่รู้จะไปแล้วดีหนะ เดินดู quicksilver ให้พี่ปอพี่กอล์ฟก็ไม่เห็นจะถูกกว่าบ้านเราเลยที่เค้าลดราคาก็มีอยู่หรอกแต่หนักไปทางของผู้หญิง นั่งดูเค้าร้องเพลงเปิดหมวกร้องเพราะมากแต่นั่งๆก็ระวังนะเพราะนกพิราบมันเยอะ บินๆมาขี้เฉยดีไม่ตกใส่หัวเรา เตร็ดเตร่ซักชั่วโมงจนหกโมงเย็นก็เดินไปหน้าแมคมองไม่เห็นพี่เชอรี่ซะหน่อยยืนให้ลมพัดหูชา(อากาศมันเย็นลงอีกเพราะไม่มีแดด) ก็ไม่เห็นมาซะทีเลยเดินไป foodland ปรากฎพี่เชอรี่อยู่ในนั้นกำลังซื้อของเค้าก็คิดว่าเราไม่มาแล้วซะอีก ฉันซื้อชอกโกแลต ชา(ชอบที่เค้ามีขายแบบแพคละ 10 ซอง ถูกด้วยขนาดยี่ห้อ twining นะ)และขนมนิดหน่อยลองซื้อ tim tam มาด้วยเพราะใครๆก็บอกว่าอร่อยทั้งนั้น(ก็อร่อยดีนะแต่อย่าหอบมาดีกว่าถ้าไม่ลดราคาเพราะน้าบอกว่าที่ Villa market ก็มี) ซื้อสตรอเบอรี่ด้วย 2 เหรียญกว่าเห็นในห้างบ้านเราอยากจะกินแต่มันแพงเกินไปร้อยกว่านี่แค่เกือบ 75 บาท แล้วก็เดินกลับโรงแรมอย่างรวดเร็วเพราะพี่เชอรี่จะแข็งตายอยู่แล้ว

กลับถึงโรงแรมอาหารที่มีติดไม้ติดมือมากินคือ choc chill สตรอเบอรี่ น้ำแร่ขวดใหญ่และแมคนักเกต(ไงล่า..พี่ๆกลุ่มอื่นไปกินสเต็ก กลุ่มผู้ใหญ่ไปกินซีฟู๊ด)แต่นักเกตเค้าอร่อยกว่าบ้านเราอ่ะซอสเผ็ดก็อร่อยกว่าของบ้านเราด้วย จริงๆอยากกิน Happy meal เอาของเล่น lilo & stitch เพราะไม่เหมือนบ้านเราแต่ของเล่นหมด กินเสร็จตอนประมาณสองทุ่มมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นโบส์ถเปิดไฟสวยดีและทะเลสาปก็ไม่ได้ไปดูใกล้ๆอยากจะออกไปแต่มันหนาวนะเจ็บเท้าเพราะรองเท้าแตะแล้วด้วยก็เลยนอนกินขนมฟังเพลงไปแล้วก็เปลี่ยนใจออกไปดีกว่าบ้านเมืองเค้าคงปลอดภัยและไฟล์ทนี้ไม่ได้มากันบ่อยยิ่งกว่าญี่ปุ่นซะอีก(ประมาณปีละครั้ง) ฉันเลยใส่รองเท้าเคบินให้นุ่มเท้าหน่อย(พามันไปเที่ยวด้วยทุกทีก็ใส่แต่เฉพาะตอนอยู่ในเครื่อง)และสวมเสื้อไหมพรมเตรียมออกไปสู้ลมหนาว

ออกจากโรงแรม(คืนนี้คึกคักเพราะมีงานเต้นรำของเด็กนักเรียน)เดินไปทางขวาก่อนลงเนินจะไปดูทะเลสาปแต่มันมีรั้วกั้นที่สวนริมทะเลสาปก็เลยคิดว่าเดินไปโบสถ์เถอะห่างไปประมาณสองบล็อก เริ่มต้นจากสี่แยกหน้าโรงแรมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามโรงแรมแล้วเดินไปทางซ้ายถึงอีกสี่แยกเดินเลี้ยวขวาขึ้นเนินไปสองบล็อกก็ได้ไปดูโบส์ถใกล้ๆมันเหมือนปราสาทนะแต่ถ่ายรูปยังไงก็ไม่สวยมันเบลอๆหนะ ตอนกลับก็เดินลงมาได้ 1 บล็อคก็คิดว่าเปลี่ยนเส้นทางดีกว่าก็เลยเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยไปเจอโรงกษาปณ์จริงๆเค้าเปิดให้ชมด้วยหละแต่ตอนนั้นก็สามทุ่มก็เลยถ่ายรูปภายนอกเฉยๆ แถวนั้นก็มีผับเล็กๆด้วย ถ่ายรูปซักหน่อยก็เดินกลับโรงแรม ขึ้นห้องอาบน้ำนอนวันรุ่งขึ้นตื่นมาก็กลับบ้านแล้วหละ

ขากลับฉันไม่สบายตั้งแต่อยู่ในเครื่องแล้วเหมือนจะเป็นไข้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวทำงานแบบกระเสาะกระแสะมากแถมขากลับยังต้องแวะภูเก็ตอีกด้วยอยากจะให้ถึงกรุงเทพซะทีทรมานจริงๆสุดท้ายก็กินพาราเข้าไปก็ดีขึ้นมาหน่อย

กลับมาบ้านก็ไม่สบายไข้ขึ้นแถมฝันว่ายังทำงานในเครื่องอีกด้วยหลอนมากทำให้หลับไม่สนิทและเหมือนกลัวไฟล์ทนี้ไปเลยแหละ

No comments: