Saturday, November 23, 2002

จะโยคะให้สุขภาพดีหรือทำลายสุขภาพกันแน่หว่าตอนนี้ปวดบั้นเอว คลาสนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ไปเล่นโยคะครั้งแรกที่เล่นแล้วคิดว่าไม่เล่นอีกแล้วเพราะมันชักช้าเหลือเกินลีลาสงบนิ่งออกจะเบื่อแต่มาเล่นอีกทีเพราะว่าไอ้คลาสพวกคึกคักที่อยากเล่นได้เช่น step aerobic ทำเอาเหนื่อยแทบขาดใจตาย คิดว่าหันมาเล่นโยคะดีกว่าเพราะช้าๆเย็นๆเผื่อจะมีสมาธิแถมมากับการมีสุขภาพดีไว้เสาร์หน้าจะพยายามไปอีก จริงๆก็เพราะจะเลิกไปฟิตเนสแล้วเลยคิดเข้าคลาสโยคะบ่อยๆหน่อยจะได้จำมาเล่นที่บ้านได้หนะ

วันนี้ก็ได้ทำทุกอย่างอย่างที่คิดไว้ทั้งออกกำลังกายไปจ่ายหนี้และเอากระโปรงไปแก้ไม่รู้คิดผิดคิดถูกค่าแก้ตัวละ 120 บาทเลยนะที่ร้าน fix it (หรือเปล่าหว่า)หนะเค้าว่าเค้าฝีมือดีก็ไม่รู้สิลองดูแล้วกันเพราะร้านที่เค้าตัดให้ลองโทรไปถามเค้าว่างานเยอะแต่เราต้องการได้กระโปรงเร็วก็ไว้คราวหน้าที่ได้รับยูนิฟอร์มอีกครั้งค่อยแก้เรื่องความยาวกับที่ร้านใหม่แล้วกัน ส่วนแลกตังค์ไม่ไปแลกหลังบริษัทเพราะนอกเส้นทางเกินไปแต่แลกที่เอ็มโพเรียม(ธ.กรุงไทย)ก็ได้เยอะกว่าธนาคารทหารไทย ธนาคารเอเชีย และธนาคารไทยพาณิชย์(เช็ดดูตอนเดินผ่านหนะ)

เดี๋ยวจะไปเล่นเกม RO ซะหน่อยเพื่อนๆกำลังเล่นอยู่แต่จะเล่นกับเพื่อนได้ฉันต้องสร้างตัวละครใหม่ที่ server ที่เพื่อนๆเล่นโธ่...ตอนนี้ Level 12 แล้วนะแต่มันบอกว่าจะช่วยให้อัพเลเวลให้เร็วๆ ส่วนพรุ่งนี้จะไปดู Harry Potter จ้า

Friday, November 22, 2002

วันที่ 19 เครื่องออกเดินทางจากกรุงเทพ17.30 แวะการาจีประเทศปากีสถานแล้วถึงจะต่อไปมัสกัต ผู้โดยสารมีน้อยมากประมาณ 140 กว่าแล้วก็ลงที่การาจีบ้างและไม่มีผู้โดยสารเพิ่ม(เครื่องที่ใช้เดินทางคือ A330มี config ใน Y class 267 ที่นั่ง) ไปถึงมัสกัต(ประเทศโอมาน)เวลาตีสองซึ่งถ้าเป็นเวลามัสกัตยังห้าทุ่มอยู่(เวลาช้ากว่าบ้านเรา 3 ชั่วโมงส่วนการาจีเวลาช้ากว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง) สนามบินบ้านเค้าชื่อ Seeb International ไฟล์ทนี้มีชั่วโมงที่อยู่ค้างที่นั่นเกิน 36 ชั่วโมงเอากระเป๋าใบใหญ่ไปได้ กระเป๋าใหญ่เลยได้ไปเที่ยวต่างประเทศเป็นไฟล์ทแรก ฉันเอาขนม นม เค้กที่ซื้อไปแต่ไม่มีข้าวแช่แข็งแบบคนอื่แต่บางมื้อก็กินมาม่าผัดฝีมือพี่เดียวหรือมาม่าต้มฝีมือออย หรือกินกับข้าวของกัปตัน คิดว่าไปคราวหน้าคงต้องเอาอาหารแช่แข็ง s & p ไปด้วย

ที่มัสกัตพักที่ Sheraton Oman มีสระว่ายน้ำฟิตเนสแต่ไม่เล่นเลยทั้งที่เอาอุปกรณ์ไปพร้อมและที่คิดว่าจะไม่มีอะไรทำสุดๆหอบเกมบอย walkmanและลำโพงไปก็ไม่ได้ใช้เท่าไหร่(คือไม่มีปลั๊กให้เสียบอ่ะสิ)แต่ก็ใช้บ้างแหละเดียวหอบมาเสียเที่ยวไง

ขามาถึงที่พักประมาณตีสามนั่งรถมาไกลเชียวกว่าจะถึงตลอดทางจากสนามบินมาโรงแรมสว่างไสวมาก ถนนหนทางดี มีร้านขายรถเยอะมากส่วนมากเป็นรถญี่ปุ่นที่เห็นในท้องถนนก็พวกฮอนด้า โตโยต้า ถึงโรงแรมรับกุญแจเข้าห้องกว่าจะนอนก็ตีสี่

ตื่นนอนมันรุ่งขึ้น 10 โมงเช้าแต่ก็นอนต่อไปถึง 11 โมงตื่นมากินขนม นม อาบน้ำเตรียมไปเที่ยว Sultan center ตอนบ่ายโมงกับพี่ปี พี่โดนัทจาก BC (business class) และกัปตัน เอ(เพื่อนห้องเดียวกัน ไฟล์ทนี้มีเทรนนีสามคน เอ ออย และฉัน)

รถบัสมารับเราช้ากว่าเวลานัดขึ้นรถไปตกใจสภาพรถเบาะเยินมากเลย คนที่นี่ขับรถเร็วนะสังเกตตั้งแต่ขามาจากสนามบินแล้วต่างจากพวกสิงค์โปร์ญี่ปุ่นที่ถนนโล่งแต่ก็ขับช้า ไปถึง Sultan center ก็นัดรถมารับบ่ายสามโมงครึ่งแต่เค้าบอกว่าต้องไปรับคนอื่นขอมารับบ่ายสาม(เที่ยงบ้านเค้า)ก็โอเคแหละก็เข้าไปซื้อของกัน ห้างมันเป็นแบบคาร์ฟูหนะผลไม้เยอะ น้ำผลไม้เยอะ Tang มีตั้งหลายรสเลย ฉันเจอชั้นแรกก็กรี๊ดแล้วเป็น m&m แบบน่ารักสำหรับเทศกาลคริสตมาสปีใหม่เป็นเม็ดสีขาว มีชอกโกแลตอีกหลายแบบเลย Kiss สีเขียวสีแดง อะไรเงี้ยแต่ค่าเงินมันงงๆไงเพราะฉันไม่รู้อัตราแลกเปลี่ยนเลยไม่รู้ว่ามันถูกหรือแพงกันแน่ เดินเล่นผ่านทุกชั้นเจอซอสไฮนส์สีเขียวซื้อฝากปุ๊กเพราะมันไม่ชอบกินซอสมะเขือเทศเลยแต่เคยบอกว่าอยากได้ซอสมะเขือเทศสีเขียวจะได้สนุกในการกิน(ซอสมะเขือเทศมีประโยชน์นะมีไลโคปีนเยอะกว่ามะเขือเทศสด) เดินเล่นไปอีกเจอ pasta ในซอสมะเขือเทศกระป๋องเป็นพาสต้ารูปโปเกมอน เธอว่าฉันซื้อมั้ย ซื้ออยู่แล้วกี่บาทก็ไม่รู้เจอพี่โดนัทพี่บอกว่าก็คิดประมาณกว่า 1 เรียว(สกุลเงินบ้านเค้า มีหน่ยวสตางค์ด้วยเรียกบิซ่าหรืออะไรเนี่ยตัวย่อ bz)เท่ากับร้อยบาทถ้า 2.50 ก็สองร้อยห้าสิบบาท(แต่ราคาจริงๆประมาณ 1 เรียว 120 บาท) เดินมาถึงชั้นชอกโกแลตโอ้โห้เพียบเลย มี m&m ถุงที่มีแต่สีเขียวแดง m&m แบบมิ้นท์ แบบมินิ แบบกระป๋องอะไรเงี้ยตรึมนะ แต่ก็ไม่ได้ซื้อไปหมดหรอกกินไม่ไหวแล้วก็แพงหนะถุงนึงก็ 2.50 up (ค่าครองชีพแพงนะนั่น) พี่ๆบอกว่ามาที่นี่ก็ซื้อพวกโลชั่นอะไรเนี่ยดีฉันก็ซื้อมาเหมือนกันเป็นวาสลีนแบบที่มี spf 5 แล้วก็มี ratinal ด้วย(กันแก่) ตอนจะจ่ายตังค์กรี๊ดค่า มีไอติม sneaker, mars และ m&m ซื้อมาโดยไม่ได้คิดเพราะจริงๆเค้าห้ามกินในที่สาธารณะเพราะเป็นช่วง Ramadan หนะ(หรือตลอดไปหว่า)เอซื้อไอติมแล้วแกะกินโดนคนมาเตือนเลย กัปตันสูบบุหรี่ก็โดน มันคงจะทำลายจิตใจคนอดอาหารหนะนะ

ซื้อของเสร็จออกมารอรถ ไม่มา รอยังไงก็ไม่มา นั่งคุยกันจนหมดเรื่องจะคุยแล้วรอไปสองชั่วโมงหนะมันถึงจะมา(โทรตามไปสามที) เป็นการค่าเวลาไปเลยแต่ทรมานเพราะหิวทั้งข้าวและน้ำเลยหละกลับไปโรงแรมกินอาหารทันที ตอนค่ำประมาณสามทุ่มสี่ทุ่มออกไปเที่ยวแถว Ruwi ไปกันเก้าคนเป็นแหล่งค้าขายตอนนี้แขกจะคึกคักแล้วเพราะมืดแล้วเค้าทานอาหารได้แล้ว ร้านรวงไฟสว่างไสว พี่เดียวกับปุ๊ก(เพื่อนของเพื่อนที่คณะ)พาไปร้านกางเกงถูกซึ่งก็ถูกมากอ่ะ Gap made in oman ราคา 120 บาทแต่ไม่ได้ซื้อ เค้าก็เลือกกันใหญ่ เดินต่อไปร้านขายพวกถั่วมีลูกอมพวกชอกโกแลตห่อสวยๆเพียบเลย แล้วก็เดินต่อไปซุปเปอร์มาร์เกตซื้อของก่อนกลับโรงแรม ตอนเดินกลับผ่านร้าอาหารที่มีบริการดูดยามันเป็นกลิ่นเหมือนผลไม้เลย มีเหมือนแท่งๆที่จุดยาแล้วก็สายยางยาวออกมาให้ดูดกันกลิ่นชวนมึนมากเลยนะ ถึงโรงแรมเค้าก็เปิดวงเหล้าคาราโอเกะกันฉันอยู่ด้วยถึงตีสามไม่ได้กินเหล้าไม่ร้องเพลงหรอกอยู่เอาบรรยากาศแล้วก็ไปนอน

วันที่ 21 ตื่นมาตอนเที่ยงกินขนมในห้อง นอนเล่นเกม ออกมากินมาม่าใครๆเค้าไปว่ายน้ำกันฉันก็ขี้เกียจ กลับห้องไปนอนฟังเพลง อาบน้ำออกมาหาข้าวเย็นกิน(ประมาณห้าโมงครึ่ง)กินนั่นกินนี่จนอิ่มแล้วก็กลับห้องไปนอนตอนสองทุ่มแต่กว่าจะหลับก็สามทุ่ม

ย่างเข้าวันที่ 22 ตอนเที่ยงคืนสิบห้านาทีก็มี wake up call ตื่นมาแต่งตัวแต่งหน้า(อาบน้ำแล้วก่อนนอน)เก็บข้าวของลงมาเตรียมขึ้นรถ รถออกจากโรงแรมตอนตีหนึ่งสิบห้าไปถึงสนามบินเช็คกระเป๋า เช็ค passport ขึ้นเครื่องเปลี่ยนชุดไทยเตรียมรับผู้โดยสาร(งานไม่ต้องเตรียมมากเพราะเรารับเครื่องต่อจากไฟล์ทที่มาถึงวันนี้ซึ่งคนที่ทำงานมาส่วนใหญ่เค้าจะเตรียมอะไรไว้ให้แล้ว) เครื่องออกเดินทางตอนตีสาม เวลายังงี้เป็นใครเค้าคงนอนฝันหวานกันไปถึงไหนแล้ว

ผู้โดยสารน้อยอีกเช่นกันออกจากมัสกัตแวะการาจีก่อนมีผู้โดยสารลงและชึ้นเพิ่มเติมแต่ก็ยังน้อยอยู่ดีตอนนี้เราต้องรีบเสริฟนิดนึงเพราะตอนนั้นมันตีห้าและเราบินย้อนแสงเดียวสว่างผู้โดยสารอดทานอาหารกันพอดี เสริฟข้าวเสริฟน้ำก็ถึงเวลาพัก IM จัดเป็นสองกะตอน 6.20 ถึง 7.50 และ 7.50 ถึง 9.20 ฉันนอนรอบหลังตอนแรกๆที่อยู่เวรก็ไม่ง่วงหรอกแต่พอเจ็ดโมงจะแย่พอถึงเวลาไปนอนจัดท่านอนไม่เท่าไหร่หลับไปเลยตื่นก็พอดีเวลาและรู้สึกดีขึ้นอย่างมาก 9.30 ออกผ้าร้อนเสริฟน้ำก่อนลง เครื่องถึงกรุงเทพเวลา 10.10 กว่าจะออกมาเอากระเป๋าใหญ่เรียกแท็กซี่ถึงบ้านก็เกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว รื้อกระเป๋าลบหน้าลบเล็บแบบไร้วิญญาณ อาบน้ำแล้วนอนตอนบ่ายโมงถึงเกือบหกโมงเย็น ตื่นมาเพื่อจะดูละครเกาหลีตอนเย็นและไว้ค่อยนอนต่อตอนกลางคืน

พรุ่งนี้คิดว่าจะไปเล่นโยคะ(จะตื่นหรือเปลา) แลกตังค์เอาเงินไปจ่ายหนี้และเอากระโปรงไปแก้ให้สั้นขึ้นจะได้จ๊าบไม่ป้าใครๆก็ทักจนเสียเซ้วมากแล้วส่วนตอนนี้จะไปเล่นเกมซะหน่อย

ป.ล เวลาที่กล่างถึงเป็นเวลาประเทศไทยนะจ๊ะ

# # # # # # # # #
KIX II
ไปโอซาก้าคราวนี้เพื่อนในชั้นประหยัดสนุกๆทั้งนั้นเจอเมย์ที่เคยไปภูเก็ตด้วยกันเค้าแลกมากับแอมจะไปเที่ยว universal พี่รัตน์ที่ชอบร้องเพลงตอนทำงาน x(จริงๆจำชื่อเค้าไม่ได้เลวมะเค้าออกจะฮามากเลยแล้วก็ใจดีด้วยต้องไปคิดให้ออกแล้วจะมาบอกจ้า) พี่ดาวแอร์ญี่ปุ่น

ออกเดินทางผู้โดยสารไม่เต็มแต่ถึงเต็มผู้โดยสารญี่ปุ่นก็สงบเรียบร้อยอยู่ทำให้ทำงานสบายๆหนะเผลอแป๊ปเดียวก็ถึงคันไซแล้ว ออกจากเครื่องขึ้นรถราง(หรือรถไฟหว่า)ถึง main terminal รับ shorepass เป็นใบสีส้มให้เอาติดตัวไว้ตอนกลับค่อยคืน แล้วก็เดินไปขึ้นรถโรงแรมตรงที่จอดรถบัส เจอลมเย็นมากวูบแรกอยากกรี๊ดนิดๆหนาวเย็นแค่ uniform jacket หนะเอาไม่อยู่หรอก(จำอุณหภูมิไม่ได้แล้วแต่เราเช็คก่อนไปว่าอุณหภูมิอยู่ในช่วงเจ็ดถึงสิบห้า) ไปถึงโรงแรมรับเงิน(สำคัญ) รับกุญแจห้อง ที่นี่เห็นพี่แอร์ไฟล์ทอื่นเค้ากำลังดูลูกพลับกัน พี่เอ๊กซ์บอกว่าอร่อยมาเลยซื้อมั้ย ซื้อมั้ย ราคาลูกละ 104 เยน ตอนแรกพี่เค้าจะซื้อทั้งกล่อง 42 ลูกฉันยืนคำนวนราคาไม่ลดซักเยนเลยน่าจะลดซักหน่อยแต่ปัญหาไม่ได้เกี่ยวกับราคาหรอกแต่มันหนักมากลูกเดียวก็ใหญ่มากแล้ว พี่เอ๊กซ์ก็บอกว่าอร่อยมากเลยนะแต่ฉันแบกไม่ไว้อ่ะพี่เค้าคิดๆไปก็ไม่ไหวแต่ยังแบกไปตั้ง 30 ส่วนฉันซื้อ 12 ลูก( 1 กล่องเอามาแบ่งกัน รับของวันกลับ) จากนั้นก็นัดกับพี่เอกซ์จะไป 7-11(เหมือนเป็นธรรมเนียมถึงจะอิ่มแล้วแต่ก็อยากไป) เมย์กับแอมก็จะไปด้วย

ขึ้นห้องแปลงร่างหน้าก็ไม่ได้ลบเอาเสื้อยืดสีเทาที่มีหมวกสวมทับด้วยแจ๊คเกตที่ยืมพี่กอล์ฟมาใส่กางเกงยีนส์แล้วก็ออกไปข้างนอก ในโรงแรมมันก็อุ่นๆไม่รู้สึกอะไรแต่พอออกไปเจออากาศเย็น เสื้อที่ใส่ไม่อุ่นพอแถมลมพัดมาขอกรี๊ดอีกรอบ ยืนรอรถไฟให้ผ่านไปเพราะจะข้ามถนน ข้ามมาอีกฝากเจอรถทาโกะยากิคุณลุงนั่งขายท้ายรถมันเหมือนรถตู้เล็กๆหนะแกก็นั่งขายอยู่ในนั้นแต่เราเข้าร้าน 7-11 ก่อนฉันพยายามไม่ซื้อขนมเยอะๆเพราะลังเลเรื่องที่จะไม่พอเพราะต้องขนลูกพลับแล้วก็ไม่อยากเปลืองเงินไม่เข้าท่าแต่ก็ซื้อขนมชื่อ rega มาเพราะเห็นในโฆษณาทีวีที่นี่นั่นแหละ แล้วก็ซื้อน้ำลูกพีชกล่อง 500 ซีซี ลืมตัวไปซื้อโอเด้งอีกทั้งที่จะซื้อทาโกะยากิแต่ว่าคราวนี้โอเด้งมันมีชิกุวะด้วยหนะ ซื้อเกาลัดด้วยนะเป็นถุงสำเร็จรูปเหมือนขนมทั่วไปแหละ แล้วก็ไปซื้อทาโกะยากิ 8 ลูก 200 เยนขึ้นไปกินบนห้อง

เกาลัดเจ๋งดีคิดจะซื้อกลับบ้านแต่พอคิดๆเงินดูแล้วแพงมากเอาเงินมาซื้อเกาลัดที่เค้าคั่วๆในบ้านเราที่ว่าแพงแล้วยังถูกกว่าครึ่งนึงเลย นั่งกินทั้งโอเด้งทั้งทาโกะยากิน้ำลูกพีชกินจนหมดเลยแล้วก็นอนแต่นอนไม่หลับเพราะอากาศร้อนในห้องมันเป็นฮีดเตอร์หนะฉันก็เปิดแบบ min แล้วแต่ดึกๆไปเหมือนมันร้อนขึ้นตื่นมาร้อนโว้ยแล้วคิดแบบโง่ๆว่าหรือต้องปรับเป็น max วะมันจะได้ผสมแอร์ออกมาเยอะๆปรากฎว่าร้อนไปกันใหญ่นอนไม่หลับมาปิดตอนเช้าประมาณหกโมงบ้านเค้า(ก็ตีสี่บ้านเรา) ซึ่งสรุปว่าโง่จริงๆแหละเพราะพี่เอ๊กซ์บอกว่าก็เค้าไม่เปิดเลยไงเอาอากาศจากทางเดินที่รอดมาใต้ประตู โธ่เฟ้ยยยย นอนไม่พอเลยเราแต่ก็ออกไปเที่ยวนะไปเที่ยวคนเดียวนี่แหละพี่เอ๊กซ์ไม่ไป(ชวนเค้าแล้ว)

ออกจากห้องมาเจอพนักงานเป็นคนไทยฉันพูดถึงแอร์ในห้องเค้าบอกว่ามันปรับไม่ได้ทางโรงแรมกลัวหนาวก็เลยปรับเป็นฮีตเตอร์(คราวที่แล้วก็แอร์เย็นนอนไม่หลับเหมือนกัน) แล้วฉันก็ถามถึงเวลาที่ใช้จากสถานีรถไฟหน้าโรงแรมถึง umeda ที่จะไปเล่นชิงช้าสวรรค์เค้าบอกว่านั่งรถไฟประมาณหนึ่งชั่วโมงแต่จริงๆมีรถสายตรงจากสถานีนี้ไปถึงสถานีโอซาก้า(อยู่ใกล้ umeda) ด้วยตอน 10.42 แต่ตอนที่ฉันคุยกับเค้ามัน 10.45 พลาดค่า

เดินไปสถานี hineno ซื้อตั๋วอยากมั่นใจเพื่อไปสถานี tennoji เสียบตั๋วเดินไปยังชานชลาแล้วก็เอ๋อค่ะจะขึ้นรถฝั่งไหนหละจำไม่ได้ซะแล้วเห็นขบวนนึงไม่แน่ใจปล่อยมันไปก่อนแล้วสังเกตการณ์แต่ไม่ไหวอ่ะไปถามๆเค้าดีกว่าไปถามผู้ชายคนนึงเค้าก็ให้คำแนะนำดีนะบอก รถมา 11.07 ส่วนรถสีฟ้าที่เขียนว่า for tennoji อ่ะเป็น local ไม่ใช่เราต้องไปรถด่วน มีรถหน้าตาเหมือนขบวนแรกที่เห็นมาเลยไปถามพนักงานขับรถไฟเค้าดูปรากฎว่าใช่เลยเข้ามาในรถถึงจำได้ จำเบาะจำผ้าคลุมเบาะหนะ ถึงสถานี tennoji รอจะลงเงยไปดูป้ายบอกสถานีพบว่ารถที่ฉันนั่งหนะเป็น JR สายไปสนามบินซึ่งจริงๆมันน่าจะไปถึงสถานีโอซาก้าเหมือนกันแต่ไม่ได้ดูให้ดีตอนซื้อตั๋วคือเคยไปแบบไหนก็ไปแบบนั้นหนะ

จากสถานี tennoji ต้องต่อรถไฟใต้ดินสายสีแดง(midosuji) ฉันก็เดินวนหาเป็นวงกลมเลยไม่เจอไปถามเจ้าหน้าที่ปรากฎว่ามันอยู่หน้าสถานีต้องออกจากตัวสถานี tennoji ก่อน จากนั้นฉันก็เดินไปซื้อตั๋วเพื่อจะไปสถานี umeda มั่วจนขึ้นรถไฟถูกขบวน พอออกจากสถานี umeda งงแตกมันกว้างใหญ่มากเลยแล้วจะหา HEP Five เจอไหมเนี่ย กางแผนที่หมุนไปหมุนมาให้ตำแหน่งตึกเด่นๆเหมือนในแผนที่แล้วลองเดินลุยไปในที่สุดก็เจอเดินผ่านทางที่ดูเหมือนสถานีรถไฟออกมาซึ่งจริงๆคนรู้ทางก็คงไม่ออกจากสถานีตั้งแต่ฝั่งนู่นเหมือนฉันหรอกก็เดินใต้ดินมาเรื่อยๆได้หนะ

ห้าง HEP Five จะมีชิงช้าสวรรค์สีแดงอยู่ที่ชั้นบนสุด ห้างก็ตกแต่งสีแดงประตูทางเข้ามีแบบประตูธรรมดาให้เราผลักเค้าไปได้กลับแบบประตูหมุนอัตโนมัติเป็นแบบกลมๆเหมือนที่ซุปเปอร์แมนใช้แปลงร่างหนะ เข้าไปจะมีพนักงานทักทายสวัสดีฉันก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปจะไปนั่งชิงช้าสวรรค์นี่แหละแต่มาสะดุดกับ Snoopy town ซะก่อนน่ารักหนะ ข้างๆร้านก็มีร้านตัวการ์ตูนอีกเป็นของ sony creatio กับของ Disney น่ารักมากของที่ขายก็ต้อนรับคริสต์มาสในร้านก็เปิดเพลงคริสต์มาส อ๋อที่แถวสถานีรถไฟ umeda ดอกคริสต์มาสก็แดงเต็มไปหมดเลยอากาศเย็นดอกไม้ก็สวยอ่ะนะ

ฉันซื้อของร้าน snoopy นิดหน่อยซื้อถุงเล็กๆสำหรับใส่กล้อง fuji instax แทนถุงโฟมที่มากับกล้องแล้วก็หนังสือเพราะถูกกว่าที่บ้านเราแล้วก็เดินต่อไปยังจุดมุ่งหมายชิงช้าสวรรค์ ค่าตั๋ว 700 เยนซื้อจากเครื่องขายตั๋วพนักงานเค้าแค่มีหน้าที่ต้อนรับเฉยๆ ฉันถามเค้าได้ความว่า 1 รอบใช้เวลา 15 นาที เล่นเสร็จค่อยหาข้าวกิน ฉันนั่งหันหน้าออกดูวิวข้างหน้ารอบๆหน้าต่างจะมีสติกเกอร์ใสๆติดไว้ว่าอาคารอะไรชื่ออะไรฉันพยายามมองหาปราสาทโอซาก้าแต่ไม่เห็นฉันเห็นตึก shin umeda ที่มีสวยลอยฟ้าเปิดให้เข้าชม เห็นร้าน loft ออกจะไกลไปหน่อยคงไม่มีเวลาไปแน่

ลงจากชิงช้าสวรรค์ไปเข้าห้องน้ำเปิดประตูเข้าไปตกกะใจมันเป็นห้องน้ำแบบญี่ปุน(ที่เหมือนรองเท้าแตะอ่ะ)จริงๆเราก็เคยเห็นเคยใช้มาก่อนในรถไฟไงแต่ว่าที่ตกใจนิดหน่อยเพราะมันอยู่ระดับพื้นเลยไม่ได้ยกพื้นขั้นมาเหมือนห้องน้ำบ้านเรา ส่วนห้องน้ำแบบนั่งโถมันเจ๊งหนะ เข้าห้องน้ำก็ออกไปหาอะไรกินมีร้านขายอาหารเยอะเลยไม่รู้จะเข้าร้านไหนดี มีร้านขายพาเฟ่ต์ด้วยน่ากิน(หน้าร้านจะมีของจำลองโชว์) สรุปกินข้าวหมูทอดทงคัสซึราคา 1200 เยนอิ่มมากไม่สามารถกินขนมได้และก็อิ่มไปถึงเย็นเลย(ตอนกินก็บ่ายสองแล้ว)

ออกเดินทางจากสถานี umeda ไป shinsaibashi จะไปเดิน crysta underground shopping หาทางเดินไปยากเย็นเพราะไม่รู้ทางไงจริงๆมันคงเดินต่อจากใต้ดินไปได้เลยแต่ฉันดันออกมาบนดินแล้วหาไม่เจอเดินเข้าเดินออกจนไปถามพนักงานในสถานีรถไฟแล้วก็เจอจนได้แต่ผิดหวังหนะมันเงียบโล่งมากเลยก็เลยออกมาเดินบนดินดูวิวดีกว่าแล้วหาทางเดินต่อจะไป Namba ตอนแรกว่าจะเดินให้ผ่าน America Mura แต่ไม่ผ่านเพราะเดินผ่านทางคู่ขนานที่ถึงก่อน(มีตึก Sony tower อยู่ที่หัวมุม)ถนนสายนั้นแต่มันก็เป็นถนนสายช้อปปิ้งเหมือนกันยาวตลอดแนวเดินดูนั่นนี่ไปเรื่อยๆมีร้าน Tiffany & co. ด้วยนะอยากจะเข้าไปดูจังแต่ก็เปล่าตอนนั้นก็มืดควรจะรีบหาร้าน Biccamera ให้เจอจะได้ซื้อ memory stick กับกล้องที่พี่ปอพี่เก๋ฝากมาซึ่งก็เจอแต่ซื้อได้แค่ memory stick เพราะกล้องที่จะซื้อแพงกว่าบ้านเราสองเท่าเลย(กล้องใช้ฟิล์ม)เดินวนๆนั่นนี่ไปเรื่อย เจอตัว Sonic ยืนเต้นอยู่หน้าร้านเกมถ่ายรูปมาด้วยจริงๆก็อยากถ่ายด้วยแต่ไม่กล้าหนะ ตอนเดินๆมีคนทักสวัสดีด้วยนะฉันก็คิดว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นซะอีกดันเป็นแขก โอวววว มาถึงนี้ยังเจอแขกอีกนะว่าแต่หน้าตาเรามันกระเหรี่ยงดูออกเลยเหรอว่าไทยหนะ

จากสถานี Namba นั่งรถไฟไป Tennoji ออกมาเดินเล่นข้างบนดูบรรยากาศคริสตมาสแวะห้างแถวนั้นซื้อข้าวปั้น น้ำผลไม้และกาแฟโอเล่ยี่ห้อ Asahi (กินเบียร์ไม่ได้ขอกินกาแฟยี่ห้อนี่แล้วกัน) ที่สำคัญเค้ก เค้กที่เห็นมาบ่อยๆในทีวีแชมป์เปี้ยนก็ต้องเค้กสตรอเบอรรี่ที่มีสตรอเบอรี่สดและเค้กมองบลังซื้อที่ร้านฟูจิย่าที่สถานีนั่นแหละตอนซื้อคนขายถามถึงเวลาด้วยฉันก็งงนึกว่าซื้อตอนดึกจะลดราคาปรากฎว่าถ้ากลับบ้านใช้เวลานานเค้าจะใส่ dry ice มาด้วยหนะเพราะเค้กพวกนี้มันทำจาก whip cream ไม่เย็นมันจะยุบหนะ แล้วถึงต่อรถกลับโรงแรมเวลาที่กลับก็เป็นเวลาเลิกงานคนกลับบ้านก็ต้องยืนไปแต่เพราะเดินมาทั้งวันเมื่อยขาไปโม้ดดดดด กว่าจะได้นั่งก็ใกล้ๆถึงโรงแรมแล้วหละ

กลับถึงโรงแรมประมาณทุ่มครึ่ง(เวลาญี่ปุ่น)ไปเอาลูกพลับที่พี่เอ๊กซ์แล้วก็จัดกระเป๋าแล้วก็นอนเอาแรงก่อนประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาทำงานกลับบ้านจ้าไม่ค่อยง่วงทรมานเหมือนครั้งแรกเท่าไหร่ อยากไปอีกจังเลย

ป.ล ดูรูปประกอบได้ที่ KIX II

Tuesday, November 19, 2002

ว่าจะนอนม้วนเดียวให้ตื่นเก้าโมงเช้าภัทรดันมาปลุกตอนเกือบเจ็ดโมงเพราะเข้าใจผิดว่าจะออกจากบ้านสองโมงครึ่งตอนเช้า(8.30 AM)ก็เลยต้องพยายามนอนต่อให้ตื่นสิบนาฬิกาเพราะว่าวันนี้จะบินเย็นไปถึงตีอะไรก็ไม่รู้(เวลาบ้านเรา)

ตื่นมาสิบโมงเก็บข้าวของจะให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงจะได้มีเวลาเล่นเกมก่อนไปดันช้าไปครึ่งชั่วโมงพอลงมาจะเล่นเกมนึกว่ายังไม่ได้ซ่อมเล็บ(ทาให้มันดีเพราะมันถลอก)ก็ต้องทาเล็บแล้วน้าเค้าก็จัดบ้านใกล้ๆคอมจะมาเล่นก็เกะกะพอน้าลุกฉันก็เสียบปั๊บเลย ว่าจะเล่นสองชั่วโมงเลยเหลือชั่วโมงเดียวจะเล่นถึงบ่ายโมงครึ่งหนะ

พี่ตี่โทรมาถามเรื่องเกมragnarok อิอิ มีคนคล้อยตามมาอีกคนแล้วและเพื่อน cpe ( เพื่อนเมเจอร์คอม)เค้าก็เล่นอยู่แล้วเหมือนกันแต่คนละ server ที่ฉันเล่นยังงี้มีพวกเพียบนะ ว่าแล้วก็ไปเล่นเกมก่อนเพราะจะอดเล่นสี่วันอีกอย่างไฟล์ทที่ไปนี่โอมานหนะมันอยู่ใกล้อีรัคมะเนี่ย กลัวนะจ๊ะกลัว อวยพรฉันด้วย

Monday, November 18, 2002

ตื่นแต่ตอนเช้า..ไม่ได้เจตนาเล้ยเพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านมาล้างหน้าอาบน้ำเข้านอนก็ห้าทุ่มครึ่งแล้วแต่เพราะนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ไม่ได้ปิดเลยตื่น 6.50 โธ่..คืนก่อนบินก็นอนดึกเพราะเล่นเกมไม่เลิกเจอเพื่อนใหม่ชวนเข้ากลุ่ม(เวลาสู้ในที่เดียวกันจะแชร์ experience กันก็อัพเลเวลได้เร็วขึ้น)แถมเขาพาไปพื้นที่ใหม่เป็นทะเลทรายด้วย) นึกขึ้นได้ว่ามี re-run Mad TV ก็เลยตื่นดูทีวีเลยแล้วกันจากนั้นก็ดูมาตลอดจนสิบเอ็ดโมงกว่า ดูทีวีไปเปิดหนังสือพิมพ์ไปเห็นโฆษณาฟิลลิปเวนคิดจะเปลี่ยนมาสมัครฟิตเนสที่นี่ดีกว่าใกล้บ้านกว่าน่าจะไปเล่นมากกว่าโทรถามราคาเดือนละ 5500 !!! พี่พนักงานก็บอกว่าไปดูสถานที่ก่อนได้วันนี้เค้ามีงานครบรอบ 26 ปีด้วยสมัครในงานมีโปรโมชั่นสามเดือนแถมสามเดือนคิดแล้วตกเดือนละ 2750 ถ้วน อืมมม...คิด คิด คิดเกือบหลวมตัวไปแล้วดีว่าสติมาทันไม่งั้นเวรแน่ๆค่ะจะปลดหนี้กลายเป็นก่อหนี้ไปอีกพลิกหนังสือพิมพ์มาอีกเห็นโฆษณาจองตั๋วล่วงหน้าแฮรี่พอตเตอร์ได้แล้วงานนี้ต้องทำ!!ฉันก็เลยเพิ่มรายการสิ่งที่ต้องทำวันนี้

ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปเมเจอร์รัชโยธินเพราะฉันจะดูแฮรี่จอใหญ่ยักษ์เรียกแท็กซี่ไปเลย(เพราะออกจากบ้านช้าและอากาศร้อนมากๆ)คนขับแท็กซี่เป็นผู้หญิงด้วยหละเพิ่งเคยเจอไม่รู้สิพอคนขับเป็นผู้หญิงเหมือนจะรู้สึกผ่อนคลายนิดๆไม่ต้องกลัวขับรถห่วยๆแล้วก็เหมือนปลอดภัยหนะ พี่คนขับเป็นคนเชียงใหม่คุยกันเรื่องลอยกระทงบรรยากาศเก่าๆที่พี่เค้าเคยสนุกกับเทศกาลซึ่งพี่เค้าก็สงสัยว่ามันจะมีอยู่หรือเปล่าเพราะเค้ามาอยู่กรุงเทพ 20 ปีแล้ว(บรรยากาศประมาณไปวัดที่วัดก็มีกิจกรรมอะไรสนุกๆให้เล่น การจัดประตูป่าหน้าบ้าน จุดผางประทีป)ถึงเมเจอร์ฯลงจากรถฉันบอกว่าไว้เจอกันอีกไม่เคยพูดกับแท็กซี่คันไหนเลยเพราะล้วนแล้วแต่คิดว่าอย่าได้เจอกันอีกเลยได้โปรด...

ฉันจองตั๋ววันอาทิตย์จริงๆก็อยากดูวันศุกร์รอบแรกอะไรเงี้ยหรอกนะแต่พี่กอล์ฟไม่ว่างแล้วก็ฉันจะไป Muscatพรุ่งนี้กลับวันศุกร์ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้าคงจะนอนแน่เพราะออกจากนู่นพฤหัสเวลา23.59 ส่วนวันเสาร์พี่ก็ไม่ว่างเพราะทำบุญที่บริษัทต่อด้วยประชุม

ออกจากเมเจอร์ฯไปฟิตเนสไม่ได้ไปออกกำลังกายหรอกนะไปยกเลิกหนะไม่ค่อยได้ไปเล้ยเสียเงินเปล่าๆ(กว่าจะคิดได้)แต่แวะเซ็นทรัลชิดลมก่อนไปธนาคารแล้วก็กินข้าว ตอนกินข้าวมานพ(เพื่อนแอร์)โทรมาหาจะชวนไปดูหนังปรากฎว่าไม่ลงตัวคือเจ๊ใหญ่(ชื่อเล่นที่เพื่อนๆเรียก)อยากดู Red dragon ฉันดูแล้ว ฉันอยากดู Sweet home เจ๊ดูแล้วและฉันก็อยากจะกลับไปดูละครตอนหกโมงเย็นด้วยเลยกลายเป็นว่านัดเจอกันสี่โมงเย็นกินข้าวเย็นด้วยกัน ตอนนั้นก็บ่ายสามกว่าแล้วเผ่นไปฟิตเนสต้องฟังคำพรรณนาของพนักงานกว่าจะเสร็จเรื่อง(ฉันต้องจ่ายเงินไปอีก 1 เดือนก็โอเค ได้ ได้เริมปีใหม่ฟ้าใหม่รายจ่ายลดไปหนึ่งอย่างก็ไม่เลวแต่ตอนสมัครไหนว่าอยากเลือกเมื่อไหร่ก็ได้เลยไง)ปรี่ออกมานั่งรถไฟฟ้าไปถึงสยามสี่โมงครึ่งเจ๊หิวจะตาย

เราไปกินที่ร้านไอดินกลิ่นครกเจ๊แนะนำ(ตอนแรกฉันแนะนำไก่กะต๊าก)ไก่ทอดร้านนี้ดีนะไม่มีกระดูกทอดแบบชุปแป้งทอดหนะส้มตำก็มะเขือเทศเยอะดี กินๆคุยๆออกจากร้านมาหกโมงแล้วเฟ้ยไม่ทันละครแล้วตู คำนวณการกลับบ้านก็คงไม่ทันแน่เลยโทรบอกภัทรให้ดูแทนแล้วค่อยมาเล่าให้ฉันฟัง ฉันกับเจ๊ก็เลยเดินไปจองตั๋วหนัง Red dragon รอบทุ่มนึง(เจ๊ดูคนเดียวแหละฉันไปเป็นเพื่อน)แล้วก็ไปเดินช้อปปิ้งกัน

เดินช้อปปิ้งได้เสื้อมาสองตัวตัวละ 150 บาท(มานพบอกว่าดูดี) กับอีกตัว 400 ของร้าน Kinky คือฉันหนะเห็นเด็กๆถือถุงร้านนี้บ่อยๆเลยนะมันคงจะอินใช่ม้าแต่ไปดูไม่เคยจะมีตัวไหนใส่ได้เลยค่ะก็อยากที่บอกว่าแหละว่าเด็กสมัยนี้ตัวเล็กตัวบางมากๆๆแต่วันนี้ไปมีเสื้อตัวใหญ่ฉันใส่ได้ที่ร้านเค้าร่วมรายการ pop coupon ด้วยส่งข้อความ 1025 ไปที่ 195000 (ระบบ dtac dprompt ส่วนจีเอสเอ็มไม่รู้อ่ะ)จะได้คูปองลด 10 % นำมาใช้ที่ร้านได้ ฉันก็ยืนกดอยู่ในร้านนั่นแหละแต่ไม่มา คนขายให้ลองกดอีกทีก็ไม่มาเค้าก็เลยลดให้เลย(คูปองมาตอนสี่ทุ่มอ่ะค่าโธ่ส่งไปสองอันเสียเงิน 10 บาทเลย คูปองละ 5 บาทนะ) จากนั้นเจ๊ก็ไปดูหนังฉันก็ไปหาซื้อของกินสำหรับไป Muscat เพราะว่ามันไม่มีอะไรต้องเอาไปเองอยู่ประมาณสองวันฉันก็จะยังชีพด้วยขนมนม คอนเฟลก ชาเขียว แยม ขนมปัง บะหมี่ถ้วย อ๋อมีส้มด้วย แล้วก็กลับบ้านว่าจะไม่นอนดึกก็จะห้าทุ่มอีกแล้วสิยังไม่ได้เล่นเกมเลยนะ จะไม่ได้เล่นตั้งสี่วันลงแดงตายพอดี


ตอนนี้กำลังเห่ออะไรเกมๆใช่ม้านมที่ซื้อก็ยังเป็นเมจิดิจิมอน แซลมอนสเปรดกับเครกเกอร์ก็เป็นดิจิมอนไม่ได้ชอบดิจิมอนหรอกแต่ต้นมันบอกว่าเจ๋งกว่าโปเกมอนนะแปลงร่างเมื่อไรก็ได้(เหรอ เหรอ ต้องค้นดู) แล้วก็ตอนกินข้าวบ่ายหนะน้ำที่เคยเสริฟยี่ห้อใจรูปร่างเหมือน pupa ในเกมแร๊คน่าร้อคเลย...อยากเล่นเกมแต่ดึกแล้วหนอพรุ่งนี้ตื่นมาเก็บกระเป๋าแล้วค่อยเล่นหรือจะเล่นตอนนี้แล้วตื่นสายๆดีน้า

ป.ล1 มีเพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัวคอมบ้านเชียงใหม่เจ๊งปึ๊ดบอกว่าให้น้องยกมาสิจะซ่อมให้วันนี้ปุ๊กยกไปที่คณะ(ปึ๊ดเรียนจบแล้วเป็นอาจารย์ที่คณะ)เพื่อนว่าฮาร์ดดิสก์เจ๊งแต่จะเอาที่มีให้ใช้ไปก่อนระหว่างรอเอาของเสียไปเคลม ส่วนเรื่องจะอัพเมมเหมือนเค้าจะมี 128 MB ไม่ใช้ ถ้าอยากได้ 256 ฉันก็ซื้ออีกแผง โฮะ โฮะ โฮะ เริ่ดค่า ขอบคุณค่า

ป.ล 2 เมื่อวานบินเซี่ยงไฮ้ quickturn ขาไปใช้เวลา 3.45 ขากลับ 4.20 อยู่ในเครื่องนานๆปวดหัวช่างเบอล ตอนทำงานขากลับพี่พัด(สจ๊วต)ทำน้ำหกใส่ฉันฉันตกใจหลังจากเค้าตกใจอีกอ่ะเอ๋อไปแล้ว ปฏิกริยาตอบสนองต่ำคงเพราะนอนไม่พอมั้งหรือว่าออกซิเจนต่ำหรือว่าไง เรื่องการทำงานไม่มีอะไรหนักใจเลยพี่ๆที่ไปน่ารักหมดผู้โดยสารก็ดีมีที่ขอไวน์บ่อยๆแต่เราไปช้า(เพราะเสริฟชากาแฟอยู่ตอนนั้น)ก็ไม่ว่าไรบอกนานแค่ไหนเค้าก็จะรอ(ฮา) พี่นิดที่ทำงานด้วยข้าวเดียวกันก็ตลกพี่เค้าก็จบมอชอ ฉันคิดว่าเวลาทำงานที่จะให้ออกมาประณีตหน่อยคือไฟล์ทไทม์อย่างน้อยสองชั่วโมง(แค่ meal service นะ)

ป.ล 3 เรื่องญี่ปุ่นอ่ะเขียนพร้อมมัสกัตเลยแล้วกันนะจ๊ะ

Saturday, November 16, 2002

เขียนคืนวันศุกร์แต่โพสต์ช้าไปหนึ่งวินาทีกลายเป็นเหมือนเขียนวันเสาร์เลยเรา เช้าวันนี้หน่อยเพื่อนในกลุ่มตั้งแต่สมัยโรงเรียนแต่งงานเค้าจัดงานแต่งงานที่บ้านเชียงใหม่เลยไม่ได้ไปไว้ตอนงานเลี้ยงที่กรุงเทพเดือนหน้าไปแน่ๆถึงบินก็จะลาป่วยไปให้ได้(ไม่ใช่ว่าตรงกับไฟล์ทญี่ปุ่นนะยังงี้คิดหนัก) พูดถึงแฟนหน่อยก็คบกันตั้งแต่สมัยปีหนึ่ง(ฉันกับหน่อยเป็นสองคนที่จากโรงเรียนเดียวกันที่มาเรียนคณะเดียวกัน)เป็นคนรหัสข้างเคียงนับมาถึงวันนี้ก็จะสิบปีแหละ อย่าบอกว่าปิ๊งกันตั้งแต่ตอนเชียร์นะเพราะเวลาเชียร์เค้าจะยืนเรียงรหัสไงแล้วก็เชียร์กันเป็นเดือนๆแหนะ(ใครว่าการเชียร์ไม่ดี ฮึ) หน่อยบอกว่าให้ศึกษางานไว้จากเค้าอย่างงานที่เชียงใหม่เค้าอยากให้ใส่ชุดไทยหนะจะได้กลมกลืนกัน(เจ้าบ่าวเจ้าสาวใส่ชุดไทย)แต่ก็เพิ่งจะบอกเพื่อนสนิทๆวันก่อนจะมีงานยังงี้มันต้องเขียนไว้ในการ์ดว่าอยากให้คนร่วมงานแต่งตัวแบบไหน ฉันโทรไปคืนวันศุกร์ถามว่าตื่นเต้นป่าวจะนอนไม่หลับป่าวหน่อยบอกว่าเหนื่อยมากกว่ายังเตรียมงานไม่เสร็จเลย ฉันก็สงสัยว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องอยู่กันคนละที่ก่อนจะแต่งหรือเปล่าเค้าก็ทำแบบนั้นให้เซ๊ง(แฟนหน่อย)ไปนอนโรงแรมแล้วพอแต่งเสร็จก็ต้องอยู่บ้านสามวันคืออยู่ให้ติดที่ที่ไหนก็ได้สามวันจะได้อยู่กันยืนนานหนะ ไว้เจอตัวกันค่อยสัมภาษณ์กันใหม่

วันนี้ไม่ได้ไปสะพานเหล็กหรอกมันร้อนก็เลยไปแค่เดอะมอลล์ใกล้บ้านไปกับภัทรกับพี่กอล์ฟ ฉันอยากได้ harvest moon แต่ดันกลายเป็นซื้อ pokemon มาซะได้เพราะร้านที่เกมราคาถูกไม่มี harvest moon แผ่นเดี่ยวเค้าบอกว่าหายากแล้วมีแต่แผ่นรวมซึ่งแพงอ่ะเป็นพันเลยแล้วเกมอื่นในนั้นฉันก็ไม่อยากเล่นไงซื้อแผ่นเดี่ยวๆเท่กว่า คนขายเลยแนะนำ pokemon crystal version ให้บอกว่าภาคใหม่สุดเลยเด็กๆกำลังฮิต ฉันหนะที่เล่นค้างไว้ยังสมัย Red & Blue อยู่เล้ย เค้าบอกว่าเก่าแล้วนั่นสิเดี๋ยวเด็กว่าป้า อิอิแถมภาคใหม่เนี่ยเลือกได้ว่าจะเป็น trainer ผู้หญิงหรือผู้ชาย ตอนนี้ฉันมี pokemon 5 ตัวแล้วกำลังฝึกมันอยู่แต่ตอนนี้ขอตัวไปเล่นแร๊คน่าร็อคก่อนต้องรีบเล่นรีบนอนพรุ่งนี้ไปบินเช้ากลับเกือบสี่ทุ่ม ว่าแต่ฉันชักจูงเพื่อนให้มาเล่นด้วยกันได้สองคนพี่ปึ๊ด(เล่นเรียบร้อย)กับต้น(ต้องซื้อแผ่นก่อน) คืนนี้ลองไปดูสิว่าพี่ไก่เล่นอยู่หรือเปล่าจะไปขอเงินซะหน่อย ฮ่า ฮ่า
แก้ตัวอีกซักรอบจะเป็นไรไม่ได้เขียนไดอารี่เพราะเล่นเกมอ่ะค่า เมื่อคืนภัทรสอนให้สร้างตัวละครในเกมแร๊กน่าร็อคแล้วใช้ชื่อว่า puiii นี่แหละเจอกันก็มาให้เงินให้อาวุธได้นะจ๊ะเพราะว่าจนและอาวุธเห่ยมาก

ตอนเช้าตื่นมาเก้าโมงไม่อยากจะตื่นเพราะเมื่อคืนนอนตีสองยังไม่ได้เล่นเกมหรอกดูทีวีหนะ แต่อากาศร้อนมาก ตกลงหน้าหนาวกรุงเทพจะมีแค่สองสามวันก่อนนั่นหนะเหรอเนี่ย ตื่นมาก็กลิ้งเกลือกซักพักแล้วคิดว่าเล่นเกมดีฝ่าก็เลยมามั่วๆดู เจอคนใจดีมาช่วยให้เราอัพเลเวลเร็วด้วยโดยแลกเปลี่ยนกับคะแนนความดี เค้าพาไปสู้กับสัตว์ประหลาดตัวเก่งๆ ก็เราหนะเพิ่งเริ่มเล่นใช่ม้าเจอตัวอะไรแปลกๆก็ไปลองฆ่าดูเห็นตั๊กแตก(rocker)กระโดดๆก็ไปฟันมันไม่เจียมตัวเลย อาวุธที่ใช้ก็แค่ club ธรรมดาๆ เพื่อนใจดีให้ยืมอาวุธด้วยตอนเค้าจะไปปรากฎว่าเค้าก็ให้เราไว้ใช้เลย เย้ เย้ ตอนนี้ก็ฆ่าตัวนั้นตัวนี้เก็บของไปขายได้เงินมาซื้อเสื้อ jacket ให้ตัวเองได้แล้ว(ตอนแรกจะใส่ cotton shirt ธรรมดา) ตอนนี้ก็อยากจะเล่นอีกกำลังเห่อนั่นแหละแต่ว่ากลัวจะไม่ได้เขียนไดอารี่ซะเลยก็เลยเลิกเล่นก่อน(มีความรับผิดชอบนี๊ดส์นึง)

ไม่ต้องห่วงเรื่องไปญี่ปุ่นคราวนี้จะมีรูปให้ดูด้วยหละส่วนไฟล์ทที่ไปกัวลาฯคราวนี้เราชอบนะได้ไปนอนฟื้นฟูพลังประมาณ 5 –6 ชม. โรงแรมก็สวยดีด้วย Pan pacific(ไปถึงกัวลาประมาณสามทุ่มครึ่งบ้านเรา)แล้วก็ทำงานกลับมาตอนเช้าประมาณ 10 โมงเช้าก็ถึงบ้าน แล้วที่ชอบมากคือสนามบินเค้าสวยเก๋มากเลยเพดานมันจะเหมือนโดมสามเหลี่ยมมีหลายๆยอดนะไม่ใช่เหมือนกระโจมมียอดเดียว ท่อแอร์หรือลำโพงที่โผล่ออกมาก็ทำแบบมีดีไซน์หนะดูกลมกลืนกับอาคารดี ป้ายทางออก ป้ายเคาท์เตอร์ ป้ายโฆษณาหรือจอก็ดูดี ดูสวยไปหมดดีนะแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาไม่กล้าหนะ จาก arrival/departure hall มายัง main terminal เป็นรถรางเก๋ นึกถึงว่าหนองงูเห่าบ้านเราจะเป็นยังไงนะ arrival hall น่าจะทำให้รู้สึกถึงความเป็นไทยหนะแบบภาพเขียนวิจิตรๆสีที่ใช้หรือตกแต่งด้วยไม้ก็คงดี ปี 48คงได้เห็นกันว่าจะสู้บ้านเมืองอื่นเค้าได้หรือเปล่า

ข้าวเย็นวันนี้ออกไปกินนอกบ้านน้าปุ้ม น้าป้อม น้าเขย ภูมิ(ส่วนภัทรอยู่บ้านเล่นเกม) กินที่ร้านครัวขมิ้นถนนตัดใหม่แถวสนามบินน้ำ อร่อยแต่เผ็ดมาก กินข้าวแล้วไปกินเต้าทึงที่บางกระบือ อิ่มไปโม้ดคืนนี้คงนอนฝันดีเห็นเต้าทึงกับสัตว์ประหลาด(บอกแล้วว่าเห่อเกม) พรุ่งนี้อยากไปสะพานเหล็กไปซื้อเกมแต่สำหรับ gameboy หนะเผื่อติดตัวไปเล่นตอนไปค้างที่อื่น ตอนนี้ก็แหย่เพื่อนที่ทำงานออฟฟิศว่าเค้าทำงานเครียดเราก็เล่นเกมเครียดเหมือนกัน ยุ๊ง ยุ่งไม่ว่างเลยอ่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

Tuesday, November 12, 2002

กะจะมาเขียนไดอารี่แต่กลายไปเป็นมาอ่านไดอารี่คนอื่นๆไปซะแล้วน้องภูมิ(พี่ของภัทร)ก็จะต้องใช้คอมพิมพ์งานส่งครู ฉันก็เลยไม่สามารถจะอัพเดทได้วันนี้ไว้กลับมาจาก KUL วันพฤหัสจะมาเขียนแน่ๆค่า

ป.ล จะให้ภัทรสอนเล่นเกมแร๊กน่าร็อค (Ragnarok ตอนแรกว่า รักนรก แม้เฟ้ยโหดจริงๆ) ขี้เกียจอ่านคู่มือเอง

Monday, November 04, 2002

ผลเลือดได้มาแล้วก็ปกติหมายถึงเลือดจางเป็นปกติแต่ค่ามันน้อยลงกว่าเดิมนิดนึงก็เพราะไม่รักษาสุขภาพนั่นแหละ(นอนดึก) ส่วนเกี่ยวกับเรื่องงานหรือเปล่าหมอบอกว่าไม่เกี่ยวเพียงแต่เราจะเหนื่อยง่ายกว่าคนอื่นแล้วในเครื่องบินมันก็ปรับความดันปรับออกซิเจนก็ไม่น่าเกี่ยวอะไรแต่ถ้าไปปีนเขาดำน้ำอะไรเนี่ยคงไม่ไหว(สบายใจ)แล้วก็เรื่องกินยาแก้เมาก็ไม่ได้มีผลร้ายอะไร(สบายใจเข้าไปอีก)ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมาหรือไม่เมาแต่ไม่อยากจะเมาหนะเมาแล้วมากินยาทีหลังออกผลไม่ทันแต่ก็ลดเหลือครึ่งเม็ดเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ(กินยาแล้วไม่เมาหรอก)

แต่ตอนนี้ก็ปวดหัวนิดๆคงเพราะนอนไม่พอแต่สองวันมานี้ก็นอนสี่ทุ่มนิดๆแล้วหละวันนี้ก็จะพยายามอีกไม่นอนดึกอีกแล้ววว...กลัว กลัว แล้วก็กลัวว่านอนไม่พอแล้ววันพุธได้ไปนั่งชิงช้าสวรรค์ (HEP Five)จริงๆจะได้ไปสวรรค์เร็วเข้าไปอีกเพราะเคยนอนดึกแล้วไปเล่นของเล่นพวกเหวี่ยงๆหมุนๆมึนจะอ้วก(ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้เล่นอะไรมาอีกก็เลยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่านอนไม่พอหรือว่าแก่)

พรุ่งนี้จะเดินทางไปโอซาก้าค่ะไม่ค่อยชอบตอนทำงานขากลับเพราะง่วงแต่แลกกับการได้ไปญี่ปุ่นก็พยายามหน่อยแล้วกัน นี่ก็เช็คอุณหภูมิแล้ว เตรียมกล้อง เตรียมเสื้อผ้ารับลมหนาวและรองเท้าผ้าใบสำหรับเดินๆๆๆๆ ข้อมูลสำหรับเที่ยวก็มีแล้ว ถ้าฝนตกหละก็.........เศร้าและซวยเท่านั้นที่สามารถบรรยายได้(คราวที่แล้วก็ฝนตก)

ป.ล ปุ๊กโทรมาบอกว่าได้งานแล้ว(หลังจากว่างมาหนึ่งปี)เป็นงานโรงแรมยืนขาแข็งแน่แต่ก็ลองทำดูถือว่าหาเงินใช้ปีใหม่แล้วก็คงไม่ยืนเซ็งหรอกเพราะเข้าฤดูหนาวคนคงเยอะแหละ

Saturday, November 02, 2002

เมื่อเช้ารู้สึกตัวตอนเจ็ดโมงเช้ารู้สึกหัวหมุนนึกว่าเราขาดน้ำตาลหรือเปล่าคว้าลูกอมมากินก็ยังไม่หายลืมตาดูปรากฎว่าบ้านหมุนเคว้งคว้างมากความรู้สึกคือตูเป็นอะไรอีกเนี่ยจะตายมั้ยเนี่ยสงสัยจะทำงานนี้ไม่ได้นาน(ต๊ายยยยยย หนี้ยังไม่หมดเลยนะย้า) กลัวๆชอบกลหรือว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอต้องเป็นลมไปอีกหนึ่งวูบก่อนไม่เอาหน่า...ฉันเลยเปลี่ยนไปนอนพื้นยกขาพาดเตียงตอนลุกขึ้นหรือทำอะไรเนี่ยเหมือนเหนื่อยและรู้สึกหมุนๆอีกแล้ว คว้าโทรศัพท์โทรหาต่ายคุณหมอประจำตัว ฉันเองแหละไม่ดีนอนดึกนอนเที่ยงคืนกว่ามาหลายคืนแล้ว ต่ายให้ไปเจาะเลือดและวัดความดันแล้วโทรไปบอกด้วยต้องดูว่าซีดลงหรือเปล่า(ฉันเป็นโลหิตจางทำงานบนฟ้าหนะเหมือนฆ่าตัวเองให้ตายเร็วขึ้นอีกอยู่แล้ว) หลังจากนั้นฉันก็พยายามหลับและตื่นอีกทีเกือบเที่ยง โทรหาพี่ว่าไม่กล้าออกไปกลัวหน้ามืดระหว่างทาง(นัดกันที่เซน)

ฉันลงมากินข้าวแล้วนอนต่อพอน้าๆและภัทรกลับมาบ้านแล้วฉันก็เลยลงมาถามว่าคลีนิคหมออภิชาติใกล้บ้านเราเค้ายังเจาะเลือดยู่ใช่ป่าว(หมอจะเจาะเฉพาะต้นเดือน) พรุ่งนี้ก็เลยจะไปหาหมอตอนเช้าก่อนไปบิน คืนนี้จะนอนตั้งแต่สองทุ่มเล้ย...บางทีร่างกายผิดปกติบ่อยๆมันหงุดหงิดนะเป็นอะไรอยู่ได้ฟระเพราะตั้งแต่กลับจาก Perth ฉันก็เป็นนั่นนี่อยู่ได้ ใช่แล้วเพราะกลับจาก Perth นี่แหละที่ฉันเป็นลมครั้งแรกในชีวิตร่วงลงไปกับพื้นเลย ฉันจะตายมะเนี่ยหวังว่ามันแค่ช่วงนี้เฉยๆไม่ใช่เพราะทำงานนี้นะ เนี่ยแหละน้าไม่ออกกำลังกายแล้วยังนอนดึกสมน้ำหน้า (อดไปเซนเลยมะล่า)

Friday, November 01, 2002

เงินกำลังจะตกถึงมือเราแท้ๆแต่ก็หายแว้บไปเฉยเลยทั้งที่เราแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ 6:40 แต่ถามว่าเสียดายหรือเปล่าก็เปล่าเลยอยู่แล้วฉันหนะจนแล้วยังขี้เกียจอีกแหนะ

กำลังนอนสบายๆได้ยินเสียงน้าเรียกให้รับโทรศัพท์ไม่บอกก็ยังรู้เลยว่า OD แหงแก๋เพราะไม่ค่อยมีใครโทรหาฉันผ่านทางโทรศัพท์บ้าน พี่ OD เค้าบอกให้ไปบินเฉินตูตอน 11.15 ก็คือต้องไปเช็คอินตอน 9.15 มีการบอกด้วยนะว่ามีเพื่อนห้องเดียวกันไปด้วย เราหนะก็ขี้เกียจแต่มันก็ต้องไปใช่ม้า หน้าที่อ่ะหน้าที่ ก็เลยลุกไปเช็คเวลาบินใน TPI เพราะอยากรู้ว่าเวลาบินนานป่าว ไปแล้วกลับหรือว่าค้างซึ่งไฟล์ทนี้ก็เป็นแบบไปกลับ(quick turn) แล้วก็ต่อด้วยใบค่าเบี้ยเลี้ยง(ก็ไม่ได้งกหรอกหน่าแค่อยากรู้เฉยๆ) แล้วก็ได้ยินเสียงน้าให้รับโทรศัพท์อีกรอบ(เพราะไม่ค่อยมีโทรศัพท์ถึงฉันฉันเลยไม่ค่อยรับโทรศัพท์ที่บ้านเท่าไหร่)ปรากฎว่าไม่ต้องไปบินแล้ว พี่คนเดิมที่โทรมาตอนแรกบอกว่ามันมี Trainee แล้ว 2 คนเราไปอีกจะเป็น 3 คนก็ให้เราเป็น standby ต่อไปดีหวะ!!! ดีใจไม่ต้องบินแต่คิดๆดูแล้วไฟล์ทไทม์นานๆหนะมี trainee หมดฉันว่าไม่เป็นไรเลยเพราะยังไงก็ทำทันทีไฟล์ทไทม์สั้นๆนะ trainee ตรึมยังเคยเจอแบบ 4 คนพร้อมกันในครัวเดียว(แต่มีพี่สจ๊วตอีกหนึ่งคน)เป็นไฟล์ทที่ไม่มีใครรัก(TG 411 quickturn Singapore) ฉันก็อาบน้ำนั่งๆนอนๆกินๆดูทีวีวางแผนทัวร์(สำหรับไฟล์ทค้าง)แล้วก็หมดเวลา standby จนได้ อิอิ (standby 1 ตั้งแต่ตีห้าถึงบ่ายสองโมงตรง)

ส่วนเรื่องวางแผนทัวร์หนะเหรอก็สำหรับไฟล์ทไปโอซาก้าวันที่ 5 นี้(อยากได้ไป Fukuoka บ้างแต่เค้าจัด KIX มาให้ก็โอเคแหละเป็นญี่ปุ่นยังไงก็ชอบ.บ.บ.) คราวนี้แม่ซาโตะไม่มาหา(เขียนจดหมายไปบอกเค้าเองแหละจะไปโอซาก้าอีกแต่ไม่อยากรบกวนให้มาและซาโตะก็ไมได้กระตือรือร้นจะส่งแม่มาเหมือนครั้งแรกก็น่าจะเข้าใจได้ว่าไม่มานั่นเอง)ตอนแรกฉันคิดว่าจะไปห้าง Rinku town เป็น outlet ใหญ่โตและเดินจัสโก้ใกล้ๆแต่คิดว่าไม่เอาหน่าไปไกลๆเถอะดังนั้นฉันเลยคิดจะลองมั่วนั่งรถไฟไปเที่ยวซะหน่อยไม่น่าจะหลงเพราะอย่างน้อยก็แม่ซาโตะเคยพาไปแล้วครั้งนึงและก็สอนให้ซื้อตั๋วด้วยแถมยังมี city guide ที่ได้มาจากพนักงานที่ปราสาทโอซาก้าที่ไปเที่ยวเมื่อครั้งก่อนก็เลยมีเส้นทางรถไฟและสถานที่น่าสนใจของแต่ละมุมเมือง(แบ่งเป็นเหนือ ใต้ ออกและตก) หน้าสุดท้ายยังมี recommended touring option ด้วย มี 7 แบบ (fun-filled, romantic, delicious, interesting, inspirational, exciting และ tranquil) ฉันเลือกแบบที่ 2 แบบ romanticถึงแม้เค้าเขียนว่าเหมาะสำหรับคู่รักฉันก็ไม่ได้จะไปโรแมนติกกับใครหรอกแค่อยากไปนั่งชิงช้าสวรรค์สีแดงที่ชื่อ HEP Five แล้วก็ไปเดิน underground shopping ที่ใหญ่ที่สุดหนะเค้าว่าใหญ่สุดในญี่ปุ่นเลยแล้วก็มีร้านขายของ ร้านอาหารฮิตของวัยรุ่น(ฉันก็ยังวัยรุ่นอยู่นี่นา) เรื่องกิน(เส้นทาง delicious)ก็อยากอยู่หรอกอยากจะกินเค้ก(เห็นในทีวีแชมเปี้ยนบ่อยๆหน้าตาน่ากิน)กับทาโกะยากิ(คราวที่แล้วกินโอโคโนะมิยากิไปแล้วซึ่งสองอย่างนี้เป็นของที่ดังของโอซาก้าหนะ) ก็เลยคงจะเที่ยวแบบผสมผสานโดยเลือกที่ที่อยากไปใน 7 ทัวร์มาต่อๆกัน(ถ้ามันไปทางเดียวกัน)แต่จะเที่ยวมากไม่ได้ต้องกลับไปพักผ่อนเพราะวันที่ตื่นมาเที่ยวก็คือวันที่จะทำงานกลับตอนเที่ยงคืนไง ไม่อยากแฮ้งค์แบบคราวที่แล้ว(ใช้เวลาสองวันกว่าจะนอนหลับเป็นปกติ) แต่ว่ายังไม่มีเสื้อกันหนาวเลยหนะฉันแพ้ความหนาวด้วยสิ อากาศมันก็เย็นแบบ10นิดๆด้วยนะ

วันนี้ฝนยังตกตอนบ่ายทั้งบ่ายเหมือนเมื่อวานก็เลยไม่ได้ออกจากบ้านก็ดีไม่เสียเงินพรุ่งนี้ค่อยออกทีเดียวเลยก็อยากไปดู midnight sale ไง(หาเรื่องเสียเงิน) ส่วนวันอาทิตย์ทำงานไฟล์ท TG411 ที่ไม่มีใครรักนั่นแหละ

ป.ล Nestle tea time อร่อยดีนะลองดูสิ

# # # # # # # # #
Perth

เมื่อวันที่ 17 เดือนที่แล้วฉันไป Perth มามันก็เป็นประเทศที่เป็นฝรั่งที่สุดที่เคยได้ไปและจะได้ไป(หมายถึงออสเตเรีย)ตอนที่ยังเป็น Trainee หรือเป็นแอร์ชั้นประหยัดธรรมดาๆ(เห็นว่าเป็นสิบปีหนะถึงจะได้ไปยุโรบและอเมริกา) ก่อนเดินทางก็ได้รับรู้มาว่ามันสวย อากาศดีและมันกำลังเข้าฤดูร้อน

ทำงานอยู่ในเครื่องเกือบ 7 ชั่วโมงเสริฟอาหารสองมื้อและผู้โดยสารก็สั่งดริงก์เยอะมากแบบดื่มตลอดก็ว่าได้ พอไปถึงสนามบินกำลังจะเช็คกระเป๋าก่อนออกนึกได้ว่ามี skittle อยู่ในถุงเสื้อแต่ขนมอย่างอื่นเอาออกหมดตั้งแต่จัดกระเป๋ามาแล้ว(เค้าห้ามเอาอาหาร พืช ดอกไม้ เนื้อสัตว์เข้าประเทศ) ก็เอาให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วขอโทษเค้าซึ่งเค้าก็ไม่ว่าอะไรและอนุญาติให้เอาเข้าประเทศได้ พอออกจาก terminal อยากจะบ้า หนาวมาก !! ลมกรรโชกเชียวสะท้านค่ะสะท้าน ไหนว่าเข้าหน้าร้อนไง พี่เชอรี่เอาสายเดี่ยวมารับลมร้อนเต็มที่ลยพรุ่งนี้ที่จะออกไปเที่ยวตายแน่ๆ ส่วนฉันเอาเสื้อไหมพรมของแม่ที่คิดจะเอามาใส่นอนพรุ่งนี้สบาย

ถึงโรงแรมกว่าจะนอนก็ตีอะไรไม่รู้แล้วพี่ๆเค้านัดกัน 11 โมงเจอกันที่ lobby ฉันตื่นมาก่อนเวลาเพราะแสงแดดที่ส่องลอดม่าน(รูดปิดไม่สนิท)เข้ามาม่านอันหนามันไม่ทึบแสงซะทีเดียวก็เลยสว่างไปหน่อยก็เลยไม่นอนต่อไม่ได้ฉันเลยเดินไปดูวิวที่หน้าต่าง ด้านซ้ายมีมีทะเลสาบใหญ่(พี่อ้อมบอกว่าชื่อ swan lake) ด้านขาวมองเห็นโบสถ์ใหญ่ไหนๆก็ไม่หลับแล้วก็เลยอาบน้ำแต่งตัวซึ่งก็พอดีกับเวลานัดคือตอนแรกสับสนกันหน่อยว่า 11โมงบ้านไหนหละนึกว่าเวลาเมืองไทยปรากฎนัดเวลา Perth (เร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง) ลงมาข้างล่างมีพี่พรุน พี่เชอรี่ ตามมาด้วยพี่เล็ก พี่ปุ๊กกี้แล้วก็พี่อ้อม

พี่อ้อมจะพาไป fremantal จะไปกิน fish and chip ก่อนแล้วค่อยกลับมาช้อปปิ้งก็ทันเพราะวันนี้วันศุกร์ห้างปิดสามทุ่ม(ปกติห้างจะปิดหกโมงเย็น)แต่พี่เชอรี่กลัวไม่ได้ช้อปปิ้งนานๆก็เลยไม่อยากไปเราก็ไม่ไปด้วยเพราะก็อยากดูของต่างๆเหมือนกัน ยังไงซะตอนแรกทุกคนก็ไปทานอาหารเช้าด้วยกันก่อนพี่พรุนจะพาไปกินเคบับอร่อย ฉันก็ไม่รู้ว่าที่เราไปเรียกว่าอะไรแต่นั่งรถเมล์ตรงขึ้นไปจากโรงแรม(เราพักที่ Novotel และรถเมล์นั่งฟรี) ผ่านสวนข้างทางที่มีจิงโจ้ไปหนึ่งป้ายก็ลงเดินข้ามถนนผ่านหน้าโบส์ถเล็กๆ(อยากเข้าไปดูในโบส์ถเพราะเขาเขียนบอกว่าเปิดให้คนทั่วไปที่ต้องการความสงบ สมาธิแต่ไม่ได้เข้าไปเพราะต้องเดินตามพี่ๆ)จะเห็นทางเดินเล็กๆเหมือนซอยเป็นร้านขายของเราลงไปกินอาหารชั้นใต้ดิน ฉันเลือกเคบับทูน่ามันใหญ่มากและไม่อร่อยราคาเกือบ 7 เหรียญเชียวนะ(1 เหรียญประมาณ 23.51บาท)แต่เครื่องดื่มขวดหรือกระป๋องต่างๆน่ากินมากมีหลากหลายรสและสีแต่สังเกตุดูขนาดของขวดหรือกระป๋องจะใหญ่มากเลยหละ(หรือฝรั่งดื่มน้ำเยอะ) ฉันไม่ได้กินน้ำสำเร็จรูปหรอกเพราะเลือกกินน้ำผลไม้คั้นแพงอีกอ่ะแหละเกือบ 6 เหรียญ นั่งกินไปมองดูนั่นนี่ไปเห็นป้ายโฆษณาโค้กรสวานิลาอยากลองชิมดูนะเหลือบไปเห็นพี่เล็กซื้อมาฉันเลย(หน้าด้าน)ขอเค้าชิมเฉย รสชาติมันก็โค้กนี่แหละแต่มีกลิ่นวานิลา

หลังจากกินข้าวก็แยกเป็นสามกลุ่มคือพี่พรุนไปซื้อของคนเดียว พี่เล็กพี่อ้อมไป fremantle ฉันพี่ปุ๊กกี้พี่เชอรี่ไปด้วยกัน(เดินแถว walking street) พี่ปุ๊กกี้พาไปชี้ๆให้ดูว่าที่ไหนมีอะไรแล้วก็มายืนดูแฟชั่นรับลมร้อนของเค้า ตรงข้ามลานแฟชั่นโชว์มีห้องแถวห้องนึงที่มีนาฬิกาตอนแรกไม่ได้สังเกตุหรอกแต่มันดังขึ้นมาเลยหันไปดูมันมีรถม้าวิ่งออกด้วยหละ อาคารดูแบบเก่าหน่อยตกแต่งด้วยไม้ พอดูแฟชั่นไปได้ซักพักชักคิดได้ว่าเสียเวลาก็เลยเดินไปที่อื่นต่อ ไปร้านรองเท้าที่พี่เค้าว่าดี ไปเดินห้าง david jones เค้าเพิ่งเปิดได้ไม่นานมีการแจกลูกโป่งด้วยซึ่งฉันอยากได้บ้างสีสรรมันสวยมากเลย ในห้างดูดีเชียวดูนวลตา มีคนมาเล่นดนตรีแจ๊ซด้วย บรรยากาศดีชวนเสียเงินมาก พนักงานก็หน้าตาดี(ฝรั่งก็หน้าตาดีแหละ) เพราะอากาศหนาวนะคนแถวนั้นจะแต่งตัวเก๋ๆหนะแต่จะเป็นสีดำซะส่วนใหญ่เสื้อไหมพรมขาวของฉันดูเสร่อยังไม่รวมถึงรองเท้าแตะที่ไม่ได้เข้ากับกางเกงผมที่ลีบแบนสรุปเสียเซ้วมากค่ะเรื่องรูปร่างเหรอฝรั่งตัวสูงใหญ่ฉันที่ว่าสูงแล้วก็เหมือนคนสูงปานกลางและตัวจิ๋วไปถนัดใจ

ออกจากห้าง David jones(แน่นอนเสียเงินไปกับผลิตภัณฑ์เดวิด โจนส์ด้วย) ไปร้านขายยาไปซื้อวิตามินถึงตรงนี้พี่เชอรี่แยกไปหารองเท้าส่วนฉันตอนแรกก็ว่าจะแยกไปเอง(นัดเจอพี่เชอร์รี่ไว้ที่ Mc ตอนหกโมงเย็นจะไปซื้อของที่ foodland แล้วกลับโรงแรมด้วยกัน)แต่ไม่รู้จะไปไหนดีเลยเดินไปกับพี่ปุ๊กกี้ พี่พาไปร้าน Target เหมือนคาร์ฟูไปซื้อถุงน่อง(เพื่อนฝากซื้อ) แล้วก็หลงกับพี่ปุ๊กกี้ตอนหลังๆแหละพี่เค้าไปหาหนังสือฉันก็ต้องไปหา Bloom ที่เพื่อนฝากซื้อ ฉันก็เลยเดินไปเดินมาแต่มันก็วนๆอยู่ที่เดิมแหละจนมาถึงตึกที่มันมีนาฬิกาม้าหมุนอีกครั้งคราวนี้มองเข้าไปข้างในปรากฎว่ามันเป็นทางเดินทะลุไปถนนใหญ่และมีร้านขายของตลอดทางซึ่งตกแต่งเหมือนด้านหน้านั่นแหละคือเป็นไม้ๆดูไปแล้วมันตรอกไดแอกกอน(Harry potter) นี่นาเหมือนสุดๆ ฉันเค้าไปเดินเล่นและไปซื้อ Banana chill (นมรสกล้วยหอม)ที่ร้านขายน้ำสุดทางเดิน นั่งกินนมที่ม้านั่งมันไม่รู้จะไปแล้วดีหนะ เดินดู quicksilver ให้พี่ปอพี่กอล์ฟก็ไม่เห็นจะถูกกว่าบ้านเราเลยที่เค้าลดราคาก็มีอยู่หรอกแต่หนักไปทางของผู้หญิง นั่งดูเค้าร้องเพลงเปิดหมวกร้องเพราะมากแต่นั่งๆก็ระวังนะเพราะนกพิราบมันเยอะ บินๆมาขี้เฉยดีไม่ตกใส่หัวเรา เตร็ดเตร่ซักชั่วโมงจนหกโมงเย็นก็เดินไปหน้าแมคมองไม่เห็นพี่เชอรี่ซะหน่อยยืนให้ลมพัดหูชา(อากาศมันเย็นลงอีกเพราะไม่มีแดด) ก็ไม่เห็นมาซะทีเลยเดินไป foodland ปรากฎพี่เชอรี่อยู่ในนั้นกำลังซื้อของเค้าก็คิดว่าเราไม่มาแล้วซะอีก ฉันซื้อชอกโกแลต ชา(ชอบที่เค้ามีขายแบบแพคละ 10 ซอง ถูกด้วยขนาดยี่ห้อ twining นะ)และขนมนิดหน่อยลองซื้อ tim tam มาด้วยเพราะใครๆก็บอกว่าอร่อยทั้งนั้น(ก็อร่อยดีนะแต่อย่าหอบมาดีกว่าถ้าไม่ลดราคาเพราะน้าบอกว่าที่ Villa market ก็มี) ซื้อสตรอเบอรี่ด้วย 2 เหรียญกว่าเห็นในห้างบ้านเราอยากจะกินแต่มันแพงเกินไปร้อยกว่านี่แค่เกือบ 75 บาท แล้วก็เดินกลับโรงแรมอย่างรวดเร็วเพราะพี่เชอรี่จะแข็งตายอยู่แล้ว

กลับถึงโรงแรมอาหารที่มีติดไม้ติดมือมากินคือ choc chill สตรอเบอรี่ น้ำแร่ขวดใหญ่และแมคนักเกต(ไงล่า..พี่ๆกลุ่มอื่นไปกินสเต็ก กลุ่มผู้ใหญ่ไปกินซีฟู๊ด)แต่นักเกตเค้าอร่อยกว่าบ้านเราอ่ะซอสเผ็ดก็อร่อยกว่าของบ้านเราด้วย จริงๆอยากกิน Happy meal เอาของเล่น lilo & stitch เพราะไม่เหมือนบ้านเราแต่ของเล่นหมด กินเสร็จตอนประมาณสองทุ่มมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นโบส์ถเปิดไฟสวยดีและทะเลสาปก็ไม่ได้ไปดูใกล้ๆอยากจะออกไปแต่มันหนาวนะเจ็บเท้าเพราะรองเท้าแตะแล้วด้วยก็เลยนอนกินขนมฟังเพลงไปแล้วก็เปลี่ยนใจออกไปดีกว่าบ้านเมืองเค้าคงปลอดภัยและไฟล์ทนี้ไม่ได้มากันบ่อยยิ่งกว่าญี่ปุ่นซะอีก(ประมาณปีละครั้ง) ฉันเลยใส่รองเท้าเคบินให้นุ่มเท้าหน่อย(พามันไปเที่ยวด้วยทุกทีก็ใส่แต่เฉพาะตอนอยู่ในเครื่อง)และสวมเสื้อไหมพรมเตรียมออกไปสู้ลมหนาว

ออกจากโรงแรม(คืนนี้คึกคักเพราะมีงานเต้นรำของเด็กนักเรียน)เดินไปทางขวาก่อนลงเนินจะไปดูทะเลสาปแต่มันมีรั้วกั้นที่สวนริมทะเลสาปก็เลยคิดว่าเดินไปโบสถ์เถอะห่างไปประมาณสองบล็อก เริ่มต้นจากสี่แยกหน้าโรงแรมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามโรงแรมแล้วเดินไปทางซ้ายถึงอีกสี่แยกเดินเลี้ยวขวาขึ้นเนินไปสองบล็อกก็ได้ไปดูโบส์ถใกล้ๆมันเหมือนปราสาทนะแต่ถ่ายรูปยังไงก็ไม่สวยมันเบลอๆหนะ ตอนกลับก็เดินลงมาได้ 1 บล็อคก็คิดว่าเปลี่ยนเส้นทางดีกว่าก็เลยเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยไปเจอโรงกษาปณ์จริงๆเค้าเปิดให้ชมด้วยหละแต่ตอนนั้นก็สามทุ่มก็เลยถ่ายรูปภายนอกเฉยๆ แถวนั้นก็มีผับเล็กๆด้วย ถ่ายรูปซักหน่อยก็เดินกลับโรงแรม ขึ้นห้องอาบน้ำนอนวันรุ่งขึ้นตื่นมาก็กลับบ้านแล้วหละ

ขากลับฉันไม่สบายตั้งแต่อยู่ในเครื่องแล้วเหมือนจะเป็นไข้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวทำงานแบบกระเสาะกระแสะมากแถมขากลับยังต้องแวะภูเก็ตอีกด้วยอยากจะให้ถึงกรุงเทพซะทีทรมานจริงๆสุดท้ายก็กินพาราเข้าไปก็ดีขึ้นมาหน่อย

กลับมาบ้านก็ไม่สบายไข้ขึ้นแถมฝันว่ายังทำงานในเครื่องอีกด้วยหลอนมากทำให้หลับไม่สนิทและเหมือนกลัวไฟล์ทนี้ไปเลยแหละ