กลับมาจากญี่ปุ่นตีห้าวันที่ 18 นอนมาตลอดเลยเพราะบินกลับมาตอนตีหนึ่งมาถึงบ้านเราประมาณตีสี่ครึ่งได้นอนหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นมาถึงก็นอนชดเชยค่ะ รวมๆแล้ว 17 ชั่วโมง ตอนตอน 6 โมงเช้าถึง 10โมง ตอนตอนบ่ายสามถึงหกโมงเย็น แล้วก็นอนตอนห้าทุ่มตื่นเก้าโมง ก็ยังเบลอๆอยู่เลยนะแต่มาเล่าเรื่องไปญี่ปุ่นกันดีกว่า
ออกเดินทางบ่ายสองวันที่16 ผู้โดยสารเต็มลำเลยส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่นนั่นแหละ ฉันก็ไม่เคยทำงานในไฟล์ทญี่ปุ่นมาก่อนการบริการอาหารมันจะแตกต่างนะคือมีสองรอบอย่างขาไปก็เป็นอาหารร้อนก่อนแล้วพอใกล้ถึงโอซาก้าจะเป็น ice burger(เบอร์เกอร์ไอติม) set อาหารที่เสริฟก็จะมีตะเกียบเพิ่มขึ้นมาและนอกจากของหวานจะมีผลไม้ด้วย full course จริงๆ การบริการก็ไม่ยุ่งยากค่ะนอกจากจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่านั้นแต่เรายังรู้เรื่องอยู่ดี ดีกว่าภาษาอังกฤษอีกคือเราก็พูดกับเค้าไม่ถูกหรอกแต่ฟังออกว่าเค้าจะรับอะไรแล้วที่ฮิตๆก็วิสกี้ค่ะจะวิสกี้น้ำ วิสกี้ออนเดอะร็อคอะไรก็ได้ ตรงแถวหลังๆมีวัยรุ่นญี่ปุ่นดูจะ request บ่อยหน่อยแต่ก็แบบนอบน้อมดีก็น่าทำให้แหละนะ (น่ารักเหมือนกัน..อ่าวไงงั้นหละ) แต่ก็มีคุณลุงญี่ปุ่นไม่น่ารักเหมือนกันตอนเราไปเก็บหูฟังลุงแกหยิบออกมาแล้วก็ปล่อยเลยมันก็ตกลงพื้นสิคะแกก็ไม่ว่าอะไร ไม่แบบขอโทษขอโพยแบบคนอื่นๆเค้าทำกัน อืมมนะ
หลัง serve อาหารรอบแรกไปก็ดูหนังปิดไฟหลับไปกันหลายคนเราก็นั่งเห่ออยู่ไงไม่ง่วงนั่งดูว่าโลกเราเนอะเมื่อกี้สว่างๆอยู่ดีๆตอนนี้มืดแล้วแค่ time zone เท่านั้น พอ 1 ชั่วโมงกว่าๆก่อนเครื่องลงก็ออกไปบริการเบอร์เกอร์ไอติมค่ะ(ก่อนหน้านี้เปลี่ยนจากชุดไทยมาใส่ยูนิฟอร์มแล้วใส่ผ้ากันเปื้อนเรียบร้อย) การบริการง่ายจัดเบอร์เกอร์ใส่ตระกร้าหวายแจกพร้อมทิชชู่แล้วก็ตามด้วย selection of drink แล้วก็เก็บแก้วเก็บขยะ แจกดอกไม้ เก็บหูฟังตาม procedure เครื่องลงแล้วค่ะ
แบกกระเป๋าตัวเองลงมาจากบินขนาดยังไม่ได้ซื้ออะไรนะก็หนักซะแล้วเปลี่ยนรองเท้าจากส้นเตี้ยเป็นส้นสูงแล้วก็ออกจากเครื่องค่ะ ตามพี่เค้าเพราะว่าไม่รู้จักทางเลย พี่ๆเค้าจะทำอะไรเร็วแล้วก็ไปเร็วค่ะออกมาก็มาขึ้นรถไฟค่ะ แปลกใหม่ค่าไม่เคยเจออย่างมากก็ง่วงแล้วก็ออกมาก็เจอ terminal แล้วก็เดินไปแต่นี้เป็นเหมือนรถรางหนะจาก gate พาไป terminal อีกทีออกจากรถไฟงงค่ะไปทางไหนดีพี่ๆเค้าก็เดินๆไปซะแล้วดีว่ามีพี่เป้ง(หรือเปล่าน้า)เดินช้าๆอยู่ด้วยพี่เค้าก็ถามว่าเคยมามั้ยแล้วก็เล่าๆอะไรให้ฟัง ตอนออกจากสนามบินจะต้องรับ crew permit อืมมเป็นใบสีส้มเราต้องเขียนเบอร์ passport และชื่อแล้วก็เซ็นชื่อด้วยต้องเก็บไว้กับตัวเพราะว่าถ้ามีคนมาตรวจอะไรเนี่ยเราไม่มีมันจะเหมือนหลบหนีเข้าประเทศได้ พี่เป้งบอกว่าบางทีพวกเราคิดว่าไปซื้อของใกล้ๆก็เลยไม่เอาไป ทำยังงั้นไม่ดีเท่าไหร่ ออกจากสนามบินก็เดินไปที่รถของโรงแรม เป็นรถบัสเล็กๆนั่งได้ประมาณ 15 คนนะ น่ารักทั้งสีสรร ขนาดรถ อะไรมันจะน่ารักไปหมดหรือไงกันน้า...
รถออกเดินทางไปโรงแรมข้ามสะพานที่เราเคยเห็นในทีวีมานานแล้วว่าออกแบบไฟถนนมาพิเศษคือมันติดอยู่ที่ขอบสะพานแต่ก็สว่างทั่ว(เฉพาะตรงกลางๆสะพานอ่ะนะ ตรงปลายสะพานก็เป็นเสาไฟนี่แหละแต่ขนาดจะเตี้ยๆมีสองระดับเตี้ยกว่าปกติแล้วก็เตี้ยมากพอกลางสะพานก็ไม่มีเสาไฟเลย) รถข้ามสะพานมามองไปข้างหน้าดูสวยดีที่เราข้ามมาหนะทะเลนะนั่น ตลอดทางไปโรงแรมมันก็ดูแบบนอกเมืองอ่ะนะเงียบๆไม่มีร้านค้าแต่มีตู้ขายน้ำเป็นระยะๆ น้ำหน้าตาน่ากินอยู่ในตู้สว่างๆเห็นแล้วอยากจะกิน(ดื่ม) รถมาถึงโรงแรมแล้วแต่ไหนหละไม่เห็นมี 7-11 อย่างที่ต้นบอกเลย
เอากระเป๋าลงรับกุญแจรับตังค์จดเวลา wakeup call และ pickup สำหรับวันรุ่งขึ้นที่จะกลับคือเวลา 23.15 และ 24.00 จะขึ้นห้องแล้วลองถามพี่ๆเค้าว่า 7-11 อยู่ไหนอ่ะพี่ปรากฎว่าพี่เอ๋จะไปพอดีก็เลยจะตามพี่เค้าไป พี่เป้งแนะนำว่าให้กินโอเด้งอร่อยมาก เอาของไปเก็บในห้อง ห้องนอนมีขนาดเล็กแบบครึ่งนึงของห้องที่อื่นๆแต่ก็ดีหละมีห้องน้ำมีที่นอนมีตู้เย็นทีวี โต๊ะเก้าอี้ กระจกแต่ไม่มีตู้เสื้อผ้า(ซึ่งก็ไม่จำเป็น) ในตู้เย็นไม่มีน้ำจริงๆด้วยแต่บ้านเค้ากินน้ำจากก๊อกได้นี่นาใช่ป่ะ เปลี่ยนชุดแล้วลงมารอพี่เอ๋ข้างล่างพี่เค้าโทรศัพท์ก่อน เราก็โทรศัพท์บ้างเจ๋งหวะ 1000 เยนโทรกลับไทยได้ 212 นาทีมันเป็น ISDN หนะแต่โทรในประเทศได้แป๊ปนึงฉันโทรไปหาซาโตะคุยยังไม่ทันรู้เรื่องก็ตังค์หมดซะก่อน เลยออกไปซื้อของก่อนดีกว่าขากลับค่อยมาโทรคนเดียวได้พี่เค้าจะได้ไม่ต้องรอ
7-11 ต้องออกทางด้านข้างของโรงแรมจะผ่านสถานี Hineno (โรงแรมที่พักชื่อ KankuHineno station hotel) ข้ามทางรถไฟไปก็ถึง แถบสีร้าน 7-11 ไม่เหมือนบ้านเราถุงที่ร้านก็น่ารักกว่าบ้านเรา ของที่ขายก็ไม่มี smokey bite แบบบ้านเราแต่มีโอเด้ง หน้าตาเหมือนจืดๆแต่ปรากฎว่าอร่อย ตอนซื้อเค้าจะให้ถ้วยโฟมมาแล้วเราก็เลือกอะไรตามใจ ของเหลือไม่มากนัก ฉันเลือกบุก เต้าหู้ทรงเครื่องแล้วก็หมูย่าง(หมูสับย่างๆเสียบไม้สามลูกเอามาต้มในน้ำซุปอีก) แล้วก็ตักน้ำซุปนั่นแหละ เลือกซื้อชาเขียวมาด้วย(ถูกกว่าที่ร้านเจ๊เล้งอีกนะแต่ก็ดีแล้วที่ไม่ซื้อขวดใหญ่เพราะมันไม่หวานเอาซะเลยคนญี่ปุ่นไม่กินหวานอ่ะม้าง...สุขภาพ สุขภาพ) แล้วก็ข้าวห่อมาด้วยหนึ่งอันไว้เป็นอาหารเช้า หมดไป 500 กว่าเยน แล้วก็เดินกลับมาโทรศัพท์ สรุปว่าแม่ซาโตะจะมาหาที่โรงแรม10.30 และไม่ไปเกียวโตแล้วเพราะไกลเกินไป ฉันต้องกลับมานอนก่อนเพราะวันที่จะตื่นมาเที่ยวก็คืนวันที่จะกลับเหมือนกันแล้วแม่เค้าก็ต้องนั่งรถไฟกลับบ้านเหมือนกัน
กินโอเด้งดูทีวีโฆษณาที่ญี่ปุ่นน่ารักแต่คิดๆดูท่าเป็นบ้านเราก็คงเห่ยอ่ะถ้าทำเหมือนกันอย่างโฆษณาป๊อกกี้ก็มีวง musume (อะไรซักอย่างที่แตกมาจาก morning musume) มานั่งทำหน้าเพ้อๆแบบนึกถึงป๊อกกี้แล้วมากิโกโตะ(คนที่น่าจะเด่นที่สุดในวง)ก็ทำหน้าเหม่อๆถือป๊อกกี้แตะไว้ที่ปากอ่ะ แต่ป๊อกกี้เค้าดูดีจิ๊งจริงๆว่าแต่เลิกใช้หญ้าหวานแล้วเหรอ ปลอดภัยอ่ะป่าว(เลยไม่ได้ซื้อมาเลยซักกะกล่องเดียว) กินเสร็จก็เข้านอนเที่ยงคืนบ้านเค้าก็สี่ทุ่มบ้านเรา
รุ่งขึ้นแสงสว่างลอดหน้าต่างเข้ามาเช้าแล้วเหรอเนี่ยบิดตัวไปดูนาฬิกาที่หัวเตียง 6.30 เช้าแล้วอ๊ะ !! มันก็ตีสี่ครึ่งบ้านเราอยู่เลยอ่ะสิ จะตื่นมาทำไมเนี่ยยยยย มุดผ้าห่มนอนต่อไปตื่นมาอีกที 9.30 เฮ้ยยยย !!!! ฝนตกมาตกอะไรวันนี้เล่า ไหนว่าแดดแรงไง ตกทำไมฝนจะตกทำไมฉันมีเวลาแค่วันเดียวนะยะ อาบน้ำแต่งตัวคิดว่าอีกหนึ่งชั่วโมงอาจจะหยุดก็ได้ ปรากฎว่าแม่ซาโตะมาถึงฝนก็ยังไม่หยุดเลยแถมฉันนะใส่รองเท้าแตะอีกไม่มีแจ๊คเกตด้วยแม่เค้าถามว่าไม่หนาวเหรอ โอเคป่าว ไม่รู้อ่ะไม่โอเคก็ทำไรไม่ได้แล้ว ลุยฝนไปเลย มีร่มแล้วหนิ(แม่เค้าเอามาให้อีกต่างหาก)
ขึ้นรถไฟไป Tennoji ใช้เวลา 36 นาทีค่ารถ 230 เยน คนใช้รถไฟเป็นส่วนใหญ่หมายถึงคนทำงานคนไปเที่ยว แหมแต่หนุ่มญี่ปุ่นหัวแดงยุ่งเหยิงใส่สูทดำนี่ดูดีจังเลยยย...รถไฟไปถึง Tennoji เราเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Osaka loop line จะไปปราสาทโอซาก้าต้องลงที่สถานี Osakajokoen ฝนตกหนักเลยหละแล้วก็ต้องเดินไปไกลมากๆแม่ชี้ให้ดูหลังคาปราสาทเห็นแล้วอ่อนใจฝนก็ตกซะด้วยนี่ถ้าเป็นบ้านเรานะแบบว่าถอนตัวไปแล้วอ่ะฝนตกหนักแบบว่าอยู่บ้านดีกว่า แต่นี่มันญี่ปุ่นนะยังไงก็ไปรองเท้าแตะบอบบางพังก็ช่างมันซื้อใหม่ได้
เดินไปเรื่อยๆเรื่อยมากเพราะไกลแต่ก็มีคนอื่นๆไปเหมือนกันเรานี่แหละแม่บอกว่าเพราะฝนตกคนเลยน้อยไม่งั้นคนเยอะมากฝรั่งเค้าก็ไปนะไม่กางร่มหรอกใส่เสื้อกันฝนอย่างเดียวระหว่างทางเดินไปเห็นฝาท่อสวยๆระบายสีเป็นรูปปราสาทนี่แหละ ต้นซากุระที่ไม่สนใจมันเลยเพราะเขียวขนาดนั้นไม่เคยเห็นเห็นในทีวีมันก็มีแต่ชมพูไปหมดแม่ชี้ให้ดูยังงงเค้าจะเรียกว่าต้น cherry นะแต่มันคือซากุระนี่แหละ(ซากุระบานก็เรียก cheery blossom) รอบๆปราสาทมีน้ำล้อมรอบเป็นชั้นๆนะเดินเข้าประตูมาแล้วก็ยังต้องเดินมาอีกแล้วก็ข้ามสะพานแล้วก็เข้าประตู เดินมาซื้อตั๋วเข้าชมข้างในก็ 600 เยน เดินขึ้นบันไดไปถึงหน้าปราสาทแล้วข้างในติดแอร์มีพนักงานต้อนรับพาเราขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นห้าแต่มันมีทั้งหมดแปดชั้นนะเราก็ต้องเดินต่อขึ้นไปเอง เดินที่ชั้นบนสุดออกไปชมนอกปราสาทได้ รอบๆปราสาทมีแต่ตึกสมัยใหม่ว่าไปมีแต่ปราสาทนี่แหละที่โบราณอยู่อย่างเดียวแล้วก็เดินวนดูที่เค้าจัดแสดงไว้มาแต่ละชั้นใช้เวลาสองชั่วโมง กางเกงและรองเท้าแห้งแล้วไม่อยากจะออกไปเปียกอีกเลยในใจก็คิดว่าสาธุฝนหยุดตกทีได้โปรดดดดดดดดด หนูมีเวลาแค่วันนี้เท่านั้นนะ
ก่อนออกจากปราสาธดูร้านขายของที่ระลึกทำไมถึงมีพวงกุญแจทาโกะยากินะ ถามดูปรากฎว่ามันดังค่ะฉันก็อยากจะกินซะหน่อยนะแม่ก็จะพาไปกินแต่เป็นพิซซ่าญี่ปุ่นแทน(ทำไมหละ) ตอนเดินออกจากปราสาทก็ดูแผนที่จะหาทางไปสถานีรถไฟบังเอิญมีอาสาสมัครที่เค้าคงจะนำเที่ยวแถวปราสาทนี่แหละมาช่วยเหลือและให้ความรู้เกี่ยวกับแถวๆประตูปราสาท บอกว่ามีการปัองกันศัตรูยังไง(เปิดประตูออกมาจะมีหอกพุ่งลงมา) หรือว่าหอรอบๆประตูจะมีรูเล็กๆให้สอดปืนออกมายิงศัตรูได้ แล้วที่ประตูใหญ่จะมี joint ของเสาที่เป็นไฮไลท์คือมันออกจะแปลกๆมองด้านหน้าจะเป็นตัดแบบเหลี่ยมแต่ด้านข้างจะเป็นแบบมุมแหลมขึ้นไปปลายเสา คุณป้าอาสาสมัครมีโมเดลในกระเป๋าให้เล่นแล้วก็มีเอกสารเกี่ยวกับข้อต่อนี้ให้ฉันด้วย เค้าให้ฉันลองประกอบดู ได้อยู่แล้วเรื่องดูภาพตัดขวางอ่ะฉันถนัดสุดตั้งแต่สมัยสอบความถนัดทางวิดวะแล้ว(อย่างอื่นทำไม่ได้)
จากปราสาทเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน(ที่ผ่านมาไม่ใช่ใต้ดิน)ฝนหยุดตกแล้ว(เย้!) นั่งจากสถานีอะไรไม่รู้ 4 chome(อ่านว่าโชเม) ไป 9 chome แล้วเปลี่ยนสายไปนัมบะ คุณป้าอาสาสมัครบอกว่าวัยรุ่นชอบแต่ summer sale เพิ่งหมดไป โธ่...
ไปถึงสถานีเพิ่งจะเห็นว่าร้านรวงเยอะแยะเดินไปหาของกินก่อนแม่เค้าก็ไม่เคยมานัมบะเหมือนกันถามหาร้านโอโคโนะมิยากิจากเจ้าของร้านขายเสื้อร้านอร่อยชื่อ Chibo กินไปสองวง อิ่มมั่กมาก แล้วก็เดินวนๆเจอร้านขนมน่ารักหมายถึงร้านน่ารักสีชมพูเหลืองดูขนมมากๆซื้อขนมกลับมาเยอะเหมือนกัน(แต่มาดูแล้วไม่เยอะอ่ะเราซื้ออะไรลงไปเนี่ยจ่ายไปตั้งสองพันกว่าเยน) มีน้ำลูกท้อ(พีช)อร่อยหอมหวานอยากกินอีก กระป๋องละ 16 บาทนิดๆ แล้วก็เดินมาเจอร้าน 100 เยนเล็กๆไม่ได้ดูอะไรมากเพราะกระเป๋าไม่มีที่จะใส่ของอ่ะ เศร้าใจ เดินแบบเร็วๆจะกลับไปดูกล้องเพราะตอนนั้นจะ 5 โมงแล้วเราต้องนั่งรถไฟกลับตอนห้าโมง ร้านเล็กๆที่ขายกล้องอ่ะมันก็นะมีร้านเดียวไม่รู้ถูกหรือแพงไม่มีแบตกล้องดิจิตอลด้วยก็เลยผ่านไปนึกว่าอดซะแล้วแต่ตอนจะเลี้ยวไปที่สถานีเห็นร้าน bic camera ร้านใหญ่มากเลยแม่เลยพาไปได้ของครบเลยแถมไม่ต้องเสียภาษีด้วย(ต้องใช้ passport) เงินก็พอดี นั่งรถไฟกลับขากลับคนเค้าเลิกงาน นักเรียนก็เลิกเรียนคนเยอะแต่ไม่แน่นเท่าในการ์ตูนนะ มาถึง Hineno ก็หกโมงสิบห้าแม่ซาโตะต้องกลับเลย ดูดิฉันทำอะไรลงไปเนี่ยเค้านั่งรถไฟจากบ้านมาหา 4 ชั่วโมงเลยนะตื่นแต่ตีห้ามาเลยหละ ฉันสิของฝากอะไรก็ไม่ได้เตรียมไปเล้ย ให้ตายทำม้ายยย ทำไมเป็นคนแบบนี้ แถมยังเอาร่มเค้ามาอีกแหนะ(ลืมคืน) คราวหน้าถ้ามีเวลานะจะไปค้างบ้านเค้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย(ตรงลงเกรงใจเค้ามะเนี่ย)
กลับโรงแรมจัดของอาบน้ำพยายามจะนอนเพราะขากลับต้องทำงานตอนดึกอ่ะแต่ก็ไม่หลับยังไงก็ไม่หลับดูทีวีรายการทีวีก็ตลกดี มีโฆษณาที่ชินโง(smap)เล่นด้วยเลยไม่นงไม่นอนมันแล้วดูทีวีมันเลยแล้วกัน มีโฆษณาโอเด้งของ 7-11 ด้วยนะทันสมัยชะมัดเลยเราที่ไปกินมาแล้วแต่ถ้ามีมีครบๆแบบในโฆษณาหละเจ๋งเลยมีหนวดปลาหมึกยักษ์ด้วยหละ ถึงเวลารถมารับแล้วก็ลงจากห้องมาขึ้นรถ
ทำงานขากลับก็ไม่ยุ่งนะเครื่องออกดึก(ตีหนึ่ง)ก็เสริฟแค่แซนวิชกับข้าวห่อสาหร่ายแล้วก็น้ำแล้วก็ปิดไฟนอนไม่เหมือนไฟล์ทไปแขกที่เที่ยงคืนก็เสริฟอาหารร้อน ฉันได้นอนตอน 00.00-1.30(เวลาไทย)แต่ก็กว่าจะนอนก็เลยได้นอนแค่หนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาเปลี่ยนเวร ตอนแรกทำใจยากมากเลยนั่งสัปหงกอีกแหนะแต่นานๆเข้าก็ตื่นๆแหละ เปลี่ยนชุดตอนใกล้เสริฟอาหารเช้า อาหารเช้ามีออมเลทกับอาหารแบบญี่ปุ่น ในถาดอาหารมีกระปุกเหมือนตังช่ายนะเขียวๆป้อมๆนึกว่าติดผักดองขนาดนั้นเลยนะปรากฎว่ามันคือโยเกริต ! แอบกินมาด้วยแหละก็ดีมันโยเกริตรสธรรมชาติ
เครื่องมาถึงตีสี่ครึ่งกว่าจะออกมาจากเครื่องแล้วก็มาขึ้นไฟล์ทที่มาถึงเช้าก่อนหกโมงอ่ะมีรถไปส่งถึงบ้านเลยฉันก็มาเลย มาถึงบ้านลากกระเป๋าขึ้นห้อง นอนค่ะนอน อะไรๆมันก็ดีอ่ะคะแต่ทำงานตอนกลางคืนทรมานที่ง่วงนี่แหละ
No comments:
Post a Comment