หมดเวลา standby แล้ว !!!วันนี้ standby ถึงสามทุ่มเมื่อวานก็ standby แต่ถึงบ่ายสองโมง การ standby มีสามแบบค่ะแบบแรกเรียก SB ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงห้าทุ่ม แบบที่สองเรียก SB1 ตั้งแต่ตีห้าถึงบ่ายสองโมง และแบบที่สาม SB2 ตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่มเพราะฉะนั้นวันนี้ standby แบบ SB2 คะ
เมื่อวานหมดเวลา standby ก็ออกไปดู waterboys ตลกมากเลยตอนแรกนึกว่าต้องไปดูคนเดียวซะแล้วเพราะพี่กอล์ฟไม่อยากดูเท่าไหร่แต่ก็ไปจนได้ในที่สุดสุดท้ายก็หัวเราะร่วนเลย ไปดูหนังที่เมเจอร์รามคำแหงเพราะใกล้ที่ทำงานพี่ ตอนไปรอดูหนัง(ไปถึงก่อนตั้งนาน)ค่าเวลาด้วยการกินเค้กก็แล้วเวลาก็ยังเหลือเวลาอีกเลยชวนพี่ขึ้นไปนั่งดูตัวอย่างหนังดีฝ่า ขึ้นไปข้างบนเห็นตู้คาราโอเกะเยอะแยะเลยเป็นสีๆก็สะดุดตาดี เห็นมานานแล้วหละแต่ไม่เคยสนใจเพราะร้องเพลงไม่เป็น ปุ๊กเคยบอกว่าไปร้องคนเดียวมันพะยะค่ะมาก สรุปรู้ตัวอีกทีก็ไปอยู่ในตู้จะร้องเพลงซะแล้วพี่กอล์ฟลากมา แลกตังค์มา 20 บาทร้องได้สองเพลง พี่เค้าก็ไม่เคยเล่นเหมือนกันเพลงที่มีให้ร้องก็ทันสมัยเลยหละแต่ฉันเลือกร้องเพลงเก่า อยากฟังหมดคำถามเลือกให้พี่ร้อง พี่ก็บอกให้ฉันร้องมั่งร้องเพลงไรดีหว่าเลือกเพลงดาวของคริสตินค่ะ ปรากฎว่าร้องไม่ได้เสียงสูงเกินเหตุกลายเป็นพี่กอล์ฟร้อง ฮ่า ฮ่า หมดสองเพลงแล้วอยากเล่นอีกเล่าให้ปุ๊กฟังปุ๊กบอกว่า “บอกแล้วว่า..จาติดจายยย” คราวหน้าจะแลกไป 10 เหรียญเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า
วันนี้ทำสมาธิด้วยการช่วยน้าหั่นอัลมอนด์(ไว้ทำขนม)หั่นตั้งกะสายจนบ่ายแก่เลยหละกว่าจะมาเล่นคอม จริงๆก็อยากจะเล่นเกมแต่ไม่เล่นแต่เช้าเพราะถ้าเล่นจะไม่เลิก ตอนนี้มีเกมที่ชอบๆคือ yahoo graffiti กับ toki toki boom เหมือน tertinet แต่ก็ยังงงๆอยู่ พรุ่งนี้วันหยุดจ้าจะไปออกกำลังกายและไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนห้องสามห้องสี่ที่โพลาโพล่า
วันเสาร์นี้ไปค้างภูเก็ตหมวดผึ้งบอกว่าอย่าพลาดก๋วยเตี๋ยวปลา
Thursday, September 26, 2002
Saturday, September 21, 2002
มาเชียงใหม่ฝนก็ตกไปจะออกไปกินข้าวข้างนอกก็ไม่ต้องไปกันเพราะมันแฉะและอากาศเย็น ไปสิงค์โปร์ฝนก็คงตกอีกเซ่…
มาถึงเชียงใหม่แม่มารับที่โรงแรมแล้วเราค่อยไปรับปุ๊กสอบเสร็จ(ไม่รู้ผลจะเป็นไงบ้าง)แล้วก็กลับมานั่งๆนอนๆที่บ้านไม่หลับอีกต่างหากคืนนี้ค่อยหลับทีเดียว แม่เอาผลงานระบายสีมาอวดเป็นกิจกรรมยามว่างใหม่ของแม่รู้สึกแม่จะมีเทคนิคการระบายเจ๋งดีเหมือนกันแถมมีจินตนาการไม่ยึดติดอ่ะน้า..อย่างชุดของเวนดี้ในปีเตอร์แพนมันก็ต้องสีฟ้าแต่แม่ก็เปลี่ยนๆซะบ้างเพราะทั้งเล่มระบายแต่ชุดสีฟ้าเบื่อตาย นั่นดิเป็นฉันก็คงสีฟ้าทั้งเล่มนั่นแหละ ไว้ไปร้านหนังสือที่สิงค์โปร์ดูสมุดระบายสีน่ารักๆให้แม่ดีกว่า(จะมีมั้ยนะ)
ที่บ้านมีลูกแมวใหม่ 3 ตัวลูกของหมี 2 ตัว(ชื่อตุ๊ะต๊ะกับติ๊งต๊อง)ลูกของเสือเข้ม 1 ตัว(ชื่อโทน)หน้าตาน่ารักแล้วก็ติ๊งต๊องสีประหลาดออกขาวๆน้ำตาลอ่อนไม่ใช่สามสีธรรมดาแบบตัวอื่นๆ(ไม่นับทองก้อนที่มีสีเหลือง) แต่ที่น่าเศร้าคือดูเหมือนแมวๆที่บ้านจะจำเราไม่ได้ซะแล้ว
เดี๋ยวจะกลับไปนอนโรงแรมพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นเช้าอีกวันแต่จะถ่ายรูปเล่นก่อนเห่อกล้องใหม่ค่า(่ีfuji instant จากร้าน bic camera)
มาถึงเชียงใหม่แม่มารับที่โรงแรมแล้วเราค่อยไปรับปุ๊กสอบเสร็จ(ไม่รู้ผลจะเป็นไงบ้าง)แล้วก็กลับมานั่งๆนอนๆที่บ้านไม่หลับอีกต่างหากคืนนี้ค่อยหลับทีเดียว แม่เอาผลงานระบายสีมาอวดเป็นกิจกรรมยามว่างใหม่ของแม่รู้สึกแม่จะมีเทคนิคการระบายเจ๋งดีเหมือนกันแถมมีจินตนาการไม่ยึดติดอ่ะน้า..อย่างชุดของเวนดี้ในปีเตอร์แพนมันก็ต้องสีฟ้าแต่แม่ก็เปลี่ยนๆซะบ้างเพราะทั้งเล่มระบายแต่ชุดสีฟ้าเบื่อตาย นั่นดิเป็นฉันก็คงสีฟ้าทั้งเล่มนั่นแหละ ไว้ไปร้านหนังสือที่สิงค์โปร์ดูสมุดระบายสีน่ารักๆให้แม่ดีกว่า(จะมีมั้ยนะ)
ที่บ้านมีลูกแมวใหม่ 3 ตัวลูกของหมี 2 ตัว(ชื่อตุ๊ะต๊ะกับติ๊งต๊อง)ลูกของเสือเข้ม 1 ตัว(ชื่อโทน)หน้าตาน่ารักแล้วก็ติ๊งต๊องสีประหลาดออกขาวๆน้ำตาลอ่อนไม่ใช่สามสีธรรมดาแบบตัวอื่นๆ(ไม่นับทองก้อนที่มีสีเหลือง) แต่ที่น่าเศร้าคือดูเหมือนแมวๆที่บ้านจะจำเราไม่ได้ซะแล้ว
เดี๋ยวจะกลับไปนอนโรงแรมพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นเช้าอีกวันแต่จะถ่ายรูปเล่นก่อนเห่อกล้องใหม่ค่า(่ีfuji instant จากร้าน bic camera)
Friday, September 20, 2002
หนทางประหยัดตังค์คือการทำตัวให้ติดเนตเข้าไว้จะได้ไม่ออกจากบ้าน วันนี้ลองเล่น msn chat มันก็ไม่ได้สะนุ๊กสนุกเหมือนตอนเด็กๆอ่ะแต่เรามีจุดประสงค์ไงเราอยากฝึกภาษาญี่ปุ่นแต่ก็เข้าไปโง่ในห้องสุดๆเพราะเค้าคุยกันแบบใช้ตัวหนังสือญี่ปุ่นหนะ เราก็นั่งงมจะพยายามเซตตัวหนังสือญี่ปุ่นใน msn แต่ทำไม่ได้ตอนแรก tanuki อุตส่าห์บอกแล้วเชียวว่าต้องใช้ ie 6 ใหม่เราก็เห็นมีแต่ sp 1 นี่แหละก็นั่งโหลดและ setup แล้วแต่หาไม่เจอว่ามันต้องทำยังไงเค้าก็ไปนอนซะแล้ว เอาหน่าอ่านออกก็พอแล้วม้างเพราะยังไงก็คงพิมพ์ไม่ถูกอยู่ดีแหละ
พรุ่งนี้จะทำงานอีกครั้งหัวก็ยังไม่ได้ไปไดร์เลยฝนก็ทำท่าจะตกซะอีกนะ พรุ่งนี้ต้องไปเช็คอินตอนตีห้าครึ่งจะบินไฟล์ทคอมโบค่ะ(ได้ยินเค้าเรียกว่าไฟล์ทพวงนะแต่ฟังแล้วไม่เก๋เลยอ่ะ) ไปหาดใหญ่กลับมากรุงเทพแล้วไปค้างเชียงใหม่ จะได้ไปเจอแม่เจอน้องอีกแล้วพรุ่งนี้ปุ๊กก็สอบศาลด้วยสิเห็นอ่านหนังสืออยู่แต่ก็อ่านไปบ่นไปมันไม่ชอบเลขแล้วก็ไม่อยากจะไปสอบซะแล้วคนสอบเป็นสองแสนคนเลยปุ๊กบอกว่าต่อให้คนขาดสอบไปซักสี่หมื่นมันก็ยังสอบไม่ติดเล้ยมีแต่ปาฎิหารย์เท่านั้นแหละ ก็ไม่รู้เหมือนกันก็ต้องลองก่อนหละน้า
หลังจากเชียงใหม่ก็ไปกรุงเทพ หาดใหญ่แล้วก็สิงค์โปร์ค่ะคราวนี้จะต้องไป orchard ให้ได้ นึกแล้วก็อยากกินเค้กแครอทที่ร้าน coffee bean อีก(มันร้านเดียวกับที่กรุงเทพหรือเปล่าอ่ะไม่เคยไปที่กรุงเทพเลย) จ๊าก! ฝนตกซะแล้วสิทำไงดี ทำใจค่ะทำใจยังไงก็ต้องออกไปไดร์ผมเย็นกว่านี้หน่อยก็ได้ว่าแต่กระเป๋ายังไม่ได้จัดเลยง่ะ
พรุ่งนี้จะทำงานอีกครั้งหัวก็ยังไม่ได้ไปไดร์เลยฝนก็ทำท่าจะตกซะอีกนะ พรุ่งนี้ต้องไปเช็คอินตอนตีห้าครึ่งจะบินไฟล์ทคอมโบค่ะ(ได้ยินเค้าเรียกว่าไฟล์ทพวงนะแต่ฟังแล้วไม่เก๋เลยอ่ะ) ไปหาดใหญ่กลับมากรุงเทพแล้วไปค้างเชียงใหม่ จะได้ไปเจอแม่เจอน้องอีกแล้วพรุ่งนี้ปุ๊กก็สอบศาลด้วยสิเห็นอ่านหนังสืออยู่แต่ก็อ่านไปบ่นไปมันไม่ชอบเลขแล้วก็ไม่อยากจะไปสอบซะแล้วคนสอบเป็นสองแสนคนเลยปุ๊กบอกว่าต่อให้คนขาดสอบไปซักสี่หมื่นมันก็ยังสอบไม่ติดเล้ยมีแต่ปาฎิหารย์เท่านั้นแหละ ก็ไม่รู้เหมือนกันก็ต้องลองก่อนหละน้า
หลังจากเชียงใหม่ก็ไปกรุงเทพ หาดใหญ่แล้วก็สิงค์โปร์ค่ะคราวนี้จะต้องไป orchard ให้ได้ นึกแล้วก็อยากกินเค้กแครอทที่ร้าน coffee bean อีก(มันร้านเดียวกับที่กรุงเทพหรือเปล่าอ่ะไม่เคยไปที่กรุงเทพเลย) จ๊าก! ฝนตกซะแล้วสิทำไงดี ทำใจค่ะทำใจยังไงก็ต้องออกไปไดร์ผมเย็นกว่านี้หน่อยก็ได้ว่าแต่กระเป๋ายังไม่ได้จัดเลยง่ะ
Thursday, September 19, 2002
กลับมาจากญี่ปุ่นตีห้าวันที่ 18 นอนมาตลอดเลยเพราะบินกลับมาตอนตีหนึ่งมาถึงบ้านเราประมาณตีสี่ครึ่งได้นอนหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นมาถึงก็นอนชดเชยค่ะ รวมๆแล้ว 17 ชั่วโมง ตอนตอน 6 โมงเช้าถึง 10โมง ตอนตอนบ่ายสามถึงหกโมงเย็น แล้วก็นอนตอนห้าทุ่มตื่นเก้าโมง ก็ยังเบลอๆอยู่เลยนะแต่มาเล่าเรื่องไปญี่ปุ่นกันดีกว่า
ออกเดินทางบ่ายสองวันที่16 ผู้โดยสารเต็มลำเลยส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่นนั่นแหละ ฉันก็ไม่เคยทำงานในไฟล์ทญี่ปุ่นมาก่อนการบริการอาหารมันจะแตกต่างนะคือมีสองรอบอย่างขาไปก็เป็นอาหารร้อนก่อนแล้วพอใกล้ถึงโอซาก้าจะเป็น ice burger(เบอร์เกอร์ไอติม) set อาหารที่เสริฟก็จะมีตะเกียบเพิ่มขึ้นมาและนอกจากของหวานจะมีผลไม้ด้วย full course จริงๆ การบริการก็ไม่ยุ่งยากค่ะนอกจากจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่านั้นแต่เรายังรู้เรื่องอยู่ดี ดีกว่าภาษาอังกฤษอีกคือเราก็พูดกับเค้าไม่ถูกหรอกแต่ฟังออกว่าเค้าจะรับอะไรแล้วที่ฮิตๆก็วิสกี้ค่ะจะวิสกี้น้ำ วิสกี้ออนเดอะร็อคอะไรก็ได้ ตรงแถวหลังๆมีวัยรุ่นญี่ปุ่นดูจะ request บ่อยหน่อยแต่ก็แบบนอบน้อมดีก็น่าทำให้แหละนะ (น่ารักเหมือนกัน..อ่าวไงงั้นหละ) แต่ก็มีคุณลุงญี่ปุ่นไม่น่ารักเหมือนกันตอนเราไปเก็บหูฟังลุงแกหยิบออกมาแล้วก็ปล่อยเลยมันก็ตกลงพื้นสิคะแกก็ไม่ว่าอะไร ไม่แบบขอโทษขอโพยแบบคนอื่นๆเค้าทำกัน อืมมนะ
หลัง serve อาหารรอบแรกไปก็ดูหนังปิดไฟหลับไปกันหลายคนเราก็นั่งเห่ออยู่ไงไม่ง่วงนั่งดูว่าโลกเราเนอะเมื่อกี้สว่างๆอยู่ดีๆตอนนี้มืดแล้วแค่ time zone เท่านั้น พอ 1 ชั่วโมงกว่าๆก่อนเครื่องลงก็ออกไปบริการเบอร์เกอร์ไอติมค่ะ(ก่อนหน้านี้เปลี่ยนจากชุดไทยมาใส่ยูนิฟอร์มแล้วใส่ผ้ากันเปื้อนเรียบร้อย) การบริการง่ายจัดเบอร์เกอร์ใส่ตระกร้าหวายแจกพร้อมทิชชู่แล้วก็ตามด้วย selection of drink แล้วก็เก็บแก้วเก็บขยะ แจกดอกไม้ เก็บหูฟังตาม procedure เครื่องลงแล้วค่ะ
แบกกระเป๋าตัวเองลงมาจากบินขนาดยังไม่ได้ซื้ออะไรนะก็หนักซะแล้วเปลี่ยนรองเท้าจากส้นเตี้ยเป็นส้นสูงแล้วก็ออกจากเครื่องค่ะ ตามพี่เค้าเพราะว่าไม่รู้จักทางเลย พี่ๆเค้าจะทำอะไรเร็วแล้วก็ไปเร็วค่ะออกมาก็มาขึ้นรถไฟค่ะ แปลกใหม่ค่าไม่เคยเจออย่างมากก็ง่วงแล้วก็ออกมาก็เจอ terminal แล้วก็เดินไปแต่นี้เป็นเหมือนรถรางหนะจาก gate พาไป terminal อีกทีออกจากรถไฟงงค่ะไปทางไหนดีพี่ๆเค้าก็เดินๆไปซะแล้วดีว่ามีพี่เป้ง(หรือเปล่าน้า)เดินช้าๆอยู่ด้วยพี่เค้าก็ถามว่าเคยมามั้ยแล้วก็เล่าๆอะไรให้ฟัง ตอนออกจากสนามบินจะต้องรับ crew permit อืมมเป็นใบสีส้มเราต้องเขียนเบอร์ passport และชื่อแล้วก็เซ็นชื่อด้วยต้องเก็บไว้กับตัวเพราะว่าถ้ามีคนมาตรวจอะไรเนี่ยเราไม่มีมันจะเหมือนหลบหนีเข้าประเทศได้ พี่เป้งบอกว่าบางทีพวกเราคิดว่าไปซื้อของใกล้ๆก็เลยไม่เอาไป ทำยังงั้นไม่ดีเท่าไหร่ ออกจากสนามบินก็เดินไปที่รถของโรงแรม เป็นรถบัสเล็กๆนั่งได้ประมาณ 15 คนนะ น่ารักทั้งสีสรร ขนาดรถ อะไรมันจะน่ารักไปหมดหรือไงกันน้า...
รถออกเดินทางไปโรงแรมข้ามสะพานที่เราเคยเห็นในทีวีมานานแล้วว่าออกแบบไฟถนนมาพิเศษคือมันติดอยู่ที่ขอบสะพานแต่ก็สว่างทั่ว(เฉพาะตรงกลางๆสะพานอ่ะนะ ตรงปลายสะพานก็เป็นเสาไฟนี่แหละแต่ขนาดจะเตี้ยๆมีสองระดับเตี้ยกว่าปกติแล้วก็เตี้ยมากพอกลางสะพานก็ไม่มีเสาไฟเลย) รถข้ามสะพานมามองไปข้างหน้าดูสวยดีที่เราข้ามมาหนะทะเลนะนั่น ตลอดทางไปโรงแรมมันก็ดูแบบนอกเมืองอ่ะนะเงียบๆไม่มีร้านค้าแต่มีตู้ขายน้ำเป็นระยะๆ น้ำหน้าตาน่ากินอยู่ในตู้สว่างๆเห็นแล้วอยากจะกิน(ดื่ม) รถมาถึงโรงแรมแล้วแต่ไหนหละไม่เห็นมี 7-11 อย่างที่ต้นบอกเลย
เอากระเป๋าลงรับกุญแจรับตังค์จดเวลา wakeup call และ pickup สำหรับวันรุ่งขึ้นที่จะกลับคือเวลา 23.15 และ 24.00 จะขึ้นห้องแล้วลองถามพี่ๆเค้าว่า 7-11 อยู่ไหนอ่ะพี่ปรากฎว่าพี่เอ๋จะไปพอดีก็เลยจะตามพี่เค้าไป พี่เป้งแนะนำว่าให้กินโอเด้งอร่อยมาก เอาของไปเก็บในห้อง ห้องนอนมีขนาดเล็กแบบครึ่งนึงของห้องที่อื่นๆแต่ก็ดีหละมีห้องน้ำมีที่นอนมีตู้เย็นทีวี โต๊ะเก้าอี้ กระจกแต่ไม่มีตู้เสื้อผ้า(ซึ่งก็ไม่จำเป็น) ในตู้เย็นไม่มีน้ำจริงๆด้วยแต่บ้านเค้ากินน้ำจากก๊อกได้นี่นาใช่ป่ะ เปลี่ยนชุดแล้วลงมารอพี่เอ๋ข้างล่างพี่เค้าโทรศัพท์ก่อน เราก็โทรศัพท์บ้างเจ๋งหวะ 1000 เยนโทรกลับไทยได้ 212 นาทีมันเป็น ISDN หนะแต่โทรในประเทศได้แป๊ปนึงฉันโทรไปหาซาโตะคุยยังไม่ทันรู้เรื่องก็ตังค์หมดซะก่อน เลยออกไปซื้อของก่อนดีกว่าขากลับค่อยมาโทรคนเดียวได้พี่เค้าจะได้ไม่ต้องรอ
7-11 ต้องออกทางด้านข้างของโรงแรมจะผ่านสถานี Hineno (โรงแรมที่พักชื่อ KankuHineno station hotel) ข้ามทางรถไฟไปก็ถึง แถบสีร้าน 7-11 ไม่เหมือนบ้านเราถุงที่ร้านก็น่ารักกว่าบ้านเรา ของที่ขายก็ไม่มี smokey bite แบบบ้านเราแต่มีโอเด้ง หน้าตาเหมือนจืดๆแต่ปรากฎว่าอร่อย ตอนซื้อเค้าจะให้ถ้วยโฟมมาแล้วเราก็เลือกอะไรตามใจ ของเหลือไม่มากนัก ฉันเลือกบุก เต้าหู้ทรงเครื่องแล้วก็หมูย่าง(หมูสับย่างๆเสียบไม้สามลูกเอามาต้มในน้ำซุปอีก) แล้วก็ตักน้ำซุปนั่นแหละ เลือกซื้อชาเขียวมาด้วย(ถูกกว่าที่ร้านเจ๊เล้งอีกนะแต่ก็ดีแล้วที่ไม่ซื้อขวดใหญ่เพราะมันไม่หวานเอาซะเลยคนญี่ปุ่นไม่กินหวานอ่ะม้าง...สุขภาพ สุขภาพ) แล้วก็ข้าวห่อมาด้วยหนึ่งอันไว้เป็นอาหารเช้า หมดไป 500 กว่าเยน แล้วก็เดินกลับมาโทรศัพท์ สรุปว่าแม่ซาโตะจะมาหาที่โรงแรม10.30 และไม่ไปเกียวโตแล้วเพราะไกลเกินไป ฉันต้องกลับมานอนก่อนเพราะวันที่จะตื่นมาเที่ยวก็คืนวันที่จะกลับเหมือนกันแล้วแม่เค้าก็ต้องนั่งรถไฟกลับบ้านเหมือนกัน
กินโอเด้งดูทีวีโฆษณาที่ญี่ปุ่นน่ารักแต่คิดๆดูท่าเป็นบ้านเราก็คงเห่ยอ่ะถ้าทำเหมือนกันอย่างโฆษณาป๊อกกี้ก็มีวง musume (อะไรซักอย่างที่แตกมาจาก morning musume) มานั่งทำหน้าเพ้อๆแบบนึกถึงป๊อกกี้แล้วมากิโกโตะ(คนที่น่าจะเด่นที่สุดในวง)ก็ทำหน้าเหม่อๆถือป๊อกกี้แตะไว้ที่ปากอ่ะ แต่ป๊อกกี้เค้าดูดีจิ๊งจริงๆว่าแต่เลิกใช้หญ้าหวานแล้วเหรอ ปลอดภัยอ่ะป่าว(เลยไม่ได้ซื้อมาเลยซักกะกล่องเดียว) กินเสร็จก็เข้านอนเที่ยงคืนบ้านเค้าก็สี่ทุ่มบ้านเรา
รุ่งขึ้นแสงสว่างลอดหน้าต่างเข้ามาเช้าแล้วเหรอเนี่ยบิดตัวไปดูนาฬิกาที่หัวเตียง 6.30 เช้าแล้วอ๊ะ !! มันก็ตีสี่ครึ่งบ้านเราอยู่เลยอ่ะสิ จะตื่นมาทำไมเนี่ยยยยย มุดผ้าห่มนอนต่อไปตื่นมาอีกที 9.30 เฮ้ยยยย !!!! ฝนตกมาตกอะไรวันนี้เล่า ไหนว่าแดดแรงไง ตกทำไมฝนจะตกทำไมฉันมีเวลาแค่วันเดียวนะยะ อาบน้ำแต่งตัวคิดว่าอีกหนึ่งชั่วโมงอาจจะหยุดก็ได้ ปรากฎว่าแม่ซาโตะมาถึงฝนก็ยังไม่หยุดเลยแถมฉันนะใส่รองเท้าแตะอีกไม่มีแจ๊คเกตด้วยแม่เค้าถามว่าไม่หนาวเหรอ โอเคป่าว ไม่รู้อ่ะไม่โอเคก็ทำไรไม่ได้แล้ว ลุยฝนไปเลย มีร่มแล้วหนิ(แม่เค้าเอามาให้อีกต่างหาก)
ขึ้นรถไฟไป Tennoji ใช้เวลา 36 นาทีค่ารถ 230 เยน คนใช้รถไฟเป็นส่วนใหญ่หมายถึงคนทำงานคนไปเที่ยว แหมแต่หนุ่มญี่ปุ่นหัวแดงยุ่งเหยิงใส่สูทดำนี่ดูดีจังเลยยย...รถไฟไปถึง Tennoji เราเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Osaka loop line จะไปปราสาทโอซาก้าต้องลงที่สถานี Osakajokoen ฝนตกหนักเลยหละแล้วก็ต้องเดินไปไกลมากๆแม่ชี้ให้ดูหลังคาปราสาทเห็นแล้วอ่อนใจฝนก็ตกซะด้วยนี่ถ้าเป็นบ้านเรานะแบบว่าถอนตัวไปแล้วอ่ะฝนตกหนักแบบว่าอยู่บ้านดีกว่า แต่นี่มันญี่ปุ่นนะยังไงก็ไปรองเท้าแตะบอบบางพังก็ช่างมันซื้อใหม่ได้
เดินไปเรื่อยๆเรื่อยมากเพราะไกลแต่ก็มีคนอื่นๆไปเหมือนกันเรานี่แหละแม่บอกว่าเพราะฝนตกคนเลยน้อยไม่งั้นคนเยอะมากฝรั่งเค้าก็ไปนะไม่กางร่มหรอกใส่เสื้อกันฝนอย่างเดียวระหว่างทางเดินไปเห็นฝาท่อสวยๆระบายสีเป็นรูปปราสาทนี่แหละ ต้นซากุระที่ไม่สนใจมันเลยเพราะเขียวขนาดนั้นไม่เคยเห็นเห็นในทีวีมันก็มีแต่ชมพูไปหมดแม่ชี้ให้ดูยังงงเค้าจะเรียกว่าต้น cherry นะแต่มันคือซากุระนี่แหละ(ซากุระบานก็เรียก cheery blossom) รอบๆปราสาทมีน้ำล้อมรอบเป็นชั้นๆนะเดินเข้าประตูมาแล้วก็ยังต้องเดินมาอีกแล้วก็ข้ามสะพานแล้วก็เข้าประตู เดินมาซื้อตั๋วเข้าชมข้างในก็ 600 เยน เดินขึ้นบันไดไปถึงหน้าปราสาทแล้วข้างในติดแอร์มีพนักงานต้อนรับพาเราขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นห้าแต่มันมีทั้งหมดแปดชั้นนะเราก็ต้องเดินต่อขึ้นไปเอง เดินที่ชั้นบนสุดออกไปชมนอกปราสาทได้ รอบๆปราสาทมีแต่ตึกสมัยใหม่ว่าไปมีแต่ปราสาทนี่แหละที่โบราณอยู่อย่างเดียวแล้วก็เดินวนดูที่เค้าจัดแสดงไว้มาแต่ละชั้นใช้เวลาสองชั่วโมง กางเกงและรองเท้าแห้งแล้วไม่อยากจะออกไปเปียกอีกเลยในใจก็คิดว่าสาธุฝนหยุดตกทีได้โปรดดดดดดดดด หนูมีเวลาแค่วันนี้เท่านั้นนะ
ก่อนออกจากปราสาธดูร้านขายของที่ระลึกทำไมถึงมีพวงกุญแจทาโกะยากินะ ถามดูปรากฎว่ามันดังค่ะฉันก็อยากจะกินซะหน่อยนะแม่ก็จะพาไปกินแต่เป็นพิซซ่าญี่ปุ่นแทน(ทำไมหละ) ตอนเดินออกจากปราสาทก็ดูแผนที่จะหาทางไปสถานีรถไฟบังเอิญมีอาสาสมัครที่เค้าคงจะนำเที่ยวแถวปราสาทนี่แหละมาช่วยเหลือและให้ความรู้เกี่ยวกับแถวๆประตูปราสาท บอกว่ามีการปัองกันศัตรูยังไง(เปิดประตูออกมาจะมีหอกพุ่งลงมา) หรือว่าหอรอบๆประตูจะมีรูเล็กๆให้สอดปืนออกมายิงศัตรูได้ แล้วที่ประตูใหญ่จะมี joint ของเสาที่เป็นไฮไลท์คือมันออกจะแปลกๆมองด้านหน้าจะเป็นตัดแบบเหลี่ยมแต่ด้านข้างจะเป็นแบบมุมแหลมขึ้นไปปลายเสา คุณป้าอาสาสมัครมีโมเดลในกระเป๋าให้เล่นแล้วก็มีเอกสารเกี่ยวกับข้อต่อนี้ให้ฉันด้วย เค้าให้ฉันลองประกอบดู ได้อยู่แล้วเรื่องดูภาพตัดขวางอ่ะฉันถนัดสุดตั้งแต่สมัยสอบความถนัดทางวิดวะแล้ว(อย่างอื่นทำไม่ได้)
จากปราสาทเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน(ที่ผ่านมาไม่ใช่ใต้ดิน)ฝนหยุดตกแล้ว(เย้!) นั่งจากสถานีอะไรไม่รู้ 4 chome(อ่านว่าโชเม) ไป 9 chome แล้วเปลี่ยนสายไปนัมบะ คุณป้าอาสาสมัครบอกว่าวัยรุ่นชอบแต่ summer sale เพิ่งหมดไป โธ่...
ไปถึงสถานีเพิ่งจะเห็นว่าร้านรวงเยอะแยะเดินไปหาของกินก่อนแม่เค้าก็ไม่เคยมานัมบะเหมือนกันถามหาร้านโอโคโนะมิยากิจากเจ้าของร้านขายเสื้อร้านอร่อยชื่อ Chibo กินไปสองวง อิ่มมั่กมาก แล้วก็เดินวนๆเจอร้านขนมน่ารักหมายถึงร้านน่ารักสีชมพูเหลืองดูขนมมากๆซื้อขนมกลับมาเยอะเหมือนกัน(แต่มาดูแล้วไม่เยอะอ่ะเราซื้ออะไรลงไปเนี่ยจ่ายไปตั้งสองพันกว่าเยน) มีน้ำลูกท้อ(พีช)อร่อยหอมหวานอยากกินอีก กระป๋องละ 16 บาทนิดๆ แล้วก็เดินมาเจอร้าน 100 เยนเล็กๆไม่ได้ดูอะไรมากเพราะกระเป๋าไม่มีที่จะใส่ของอ่ะ เศร้าใจ เดินแบบเร็วๆจะกลับไปดูกล้องเพราะตอนนั้นจะ 5 โมงแล้วเราต้องนั่งรถไฟกลับตอนห้าโมง ร้านเล็กๆที่ขายกล้องอ่ะมันก็นะมีร้านเดียวไม่รู้ถูกหรือแพงไม่มีแบตกล้องดิจิตอลด้วยก็เลยผ่านไปนึกว่าอดซะแล้วแต่ตอนจะเลี้ยวไปที่สถานีเห็นร้าน bic camera ร้านใหญ่มากเลยแม่เลยพาไปได้ของครบเลยแถมไม่ต้องเสียภาษีด้วย(ต้องใช้ passport) เงินก็พอดี นั่งรถไฟกลับขากลับคนเค้าเลิกงาน นักเรียนก็เลิกเรียนคนเยอะแต่ไม่แน่นเท่าในการ์ตูนนะ มาถึง Hineno ก็หกโมงสิบห้าแม่ซาโตะต้องกลับเลย ดูดิฉันทำอะไรลงไปเนี่ยเค้านั่งรถไฟจากบ้านมาหา 4 ชั่วโมงเลยนะตื่นแต่ตีห้ามาเลยหละ ฉันสิของฝากอะไรก็ไม่ได้เตรียมไปเล้ย ให้ตายทำม้ายยย ทำไมเป็นคนแบบนี้ แถมยังเอาร่มเค้ามาอีกแหนะ(ลืมคืน) คราวหน้าถ้ามีเวลานะจะไปค้างบ้านเค้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย(ตรงลงเกรงใจเค้ามะเนี่ย)
กลับโรงแรมจัดของอาบน้ำพยายามจะนอนเพราะขากลับต้องทำงานตอนดึกอ่ะแต่ก็ไม่หลับยังไงก็ไม่หลับดูทีวีรายการทีวีก็ตลกดี มีโฆษณาที่ชินโง(smap)เล่นด้วยเลยไม่นงไม่นอนมันแล้วดูทีวีมันเลยแล้วกัน มีโฆษณาโอเด้งของ 7-11 ด้วยนะทันสมัยชะมัดเลยเราที่ไปกินมาแล้วแต่ถ้ามีมีครบๆแบบในโฆษณาหละเจ๋งเลยมีหนวดปลาหมึกยักษ์ด้วยหละ ถึงเวลารถมารับแล้วก็ลงจากห้องมาขึ้นรถ
ทำงานขากลับก็ไม่ยุ่งนะเครื่องออกดึก(ตีหนึ่ง)ก็เสริฟแค่แซนวิชกับข้าวห่อสาหร่ายแล้วก็น้ำแล้วก็ปิดไฟนอนไม่เหมือนไฟล์ทไปแขกที่เที่ยงคืนก็เสริฟอาหารร้อน ฉันได้นอนตอน 00.00-1.30(เวลาไทย)แต่ก็กว่าจะนอนก็เลยได้นอนแค่หนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาเปลี่ยนเวร ตอนแรกทำใจยากมากเลยนั่งสัปหงกอีกแหนะแต่นานๆเข้าก็ตื่นๆแหละ เปลี่ยนชุดตอนใกล้เสริฟอาหารเช้า อาหารเช้ามีออมเลทกับอาหารแบบญี่ปุ่น ในถาดอาหารมีกระปุกเหมือนตังช่ายนะเขียวๆป้อมๆนึกว่าติดผักดองขนาดนั้นเลยนะปรากฎว่ามันคือโยเกริต ! แอบกินมาด้วยแหละก็ดีมันโยเกริตรสธรรมชาติ
เครื่องมาถึงตีสี่ครึ่งกว่าจะออกมาจากเครื่องแล้วก็มาขึ้นไฟล์ทที่มาถึงเช้าก่อนหกโมงอ่ะมีรถไปส่งถึงบ้านเลยฉันก็มาเลย มาถึงบ้านลากกระเป๋าขึ้นห้อง นอนค่ะนอน อะไรๆมันก็ดีอ่ะคะแต่ทำงานตอนกลางคืนทรมานที่ง่วงนี่แหละ
ออกเดินทางบ่ายสองวันที่16 ผู้โดยสารเต็มลำเลยส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่นนั่นแหละ ฉันก็ไม่เคยทำงานในไฟล์ทญี่ปุ่นมาก่อนการบริการอาหารมันจะแตกต่างนะคือมีสองรอบอย่างขาไปก็เป็นอาหารร้อนก่อนแล้วพอใกล้ถึงโอซาก้าจะเป็น ice burger(เบอร์เกอร์ไอติม) set อาหารที่เสริฟก็จะมีตะเกียบเพิ่มขึ้นมาและนอกจากของหวานจะมีผลไม้ด้วย full course จริงๆ การบริการก็ไม่ยุ่งยากค่ะนอกจากจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่านั้นแต่เรายังรู้เรื่องอยู่ดี ดีกว่าภาษาอังกฤษอีกคือเราก็พูดกับเค้าไม่ถูกหรอกแต่ฟังออกว่าเค้าจะรับอะไรแล้วที่ฮิตๆก็วิสกี้ค่ะจะวิสกี้น้ำ วิสกี้ออนเดอะร็อคอะไรก็ได้ ตรงแถวหลังๆมีวัยรุ่นญี่ปุ่นดูจะ request บ่อยหน่อยแต่ก็แบบนอบน้อมดีก็น่าทำให้แหละนะ (น่ารักเหมือนกัน..อ่าวไงงั้นหละ) แต่ก็มีคุณลุงญี่ปุ่นไม่น่ารักเหมือนกันตอนเราไปเก็บหูฟังลุงแกหยิบออกมาแล้วก็ปล่อยเลยมันก็ตกลงพื้นสิคะแกก็ไม่ว่าอะไร ไม่แบบขอโทษขอโพยแบบคนอื่นๆเค้าทำกัน อืมมนะ
หลัง serve อาหารรอบแรกไปก็ดูหนังปิดไฟหลับไปกันหลายคนเราก็นั่งเห่ออยู่ไงไม่ง่วงนั่งดูว่าโลกเราเนอะเมื่อกี้สว่างๆอยู่ดีๆตอนนี้มืดแล้วแค่ time zone เท่านั้น พอ 1 ชั่วโมงกว่าๆก่อนเครื่องลงก็ออกไปบริการเบอร์เกอร์ไอติมค่ะ(ก่อนหน้านี้เปลี่ยนจากชุดไทยมาใส่ยูนิฟอร์มแล้วใส่ผ้ากันเปื้อนเรียบร้อย) การบริการง่ายจัดเบอร์เกอร์ใส่ตระกร้าหวายแจกพร้อมทิชชู่แล้วก็ตามด้วย selection of drink แล้วก็เก็บแก้วเก็บขยะ แจกดอกไม้ เก็บหูฟังตาม procedure เครื่องลงแล้วค่ะ
แบกกระเป๋าตัวเองลงมาจากบินขนาดยังไม่ได้ซื้ออะไรนะก็หนักซะแล้วเปลี่ยนรองเท้าจากส้นเตี้ยเป็นส้นสูงแล้วก็ออกจากเครื่องค่ะ ตามพี่เค้าเพราะว่าไม่รู้จักทางเลย พี่ๆเค้าจะทำอะไรเร็วแล้วก็ไปเร็วค่ะออกมาก็มาขึ้นรถไฟค่ะ แปลกใหม่ค่าไม่เคยเจออย่างมากก็ง่วงแล้วก็ออกมาก็เจอ terminal แล้วก็เดินไปแต่นี้เป็นเหมือนรถรางหนะจาก gate พาไป terminal อีกทีออกจากรถไฟงงค่ะไปทางไหนดีพี่ๆเค้าก็เดินๆไปซะแล้วดีว่ามีพี่เป้ง(หรือเปล่าน้า)เดินช้าๆอยู่ด้วยพี่เค้าก็ถามว่าเคยมามั้ยแล้วก็เล่าๆอะไรให้ฟัง ตอนออกจากสนามบินจะต้องรับ crew permit อืมมเป็นใบสีส้มเราต้องเขียนเบอร์ passport และชื่อแล้วก็เซ็นชื่อด้วยต้องเก็บไว้กับตัวเพราะว่าถ้ามีคนมาตรวจอะไรเนี่ยเราไม่มีมันจะเหมือนหลบหนีเข้าประเทศได้ พี่เป้งบอกว่าบางทีพวกเราคิดว่าไปซื้อของใกล้ๆก็เลยไม่เอาไป ทำยังงั้นไม่ดีเท่าไหร่ ออกจากสนามบินก็เดินไปที่รถของโรงแรม เป็นรถบัสเล็กๆนั่งได้ประมาณ 15 คนนะ น่ารักทั้งสีสรร ขนาดรถ อะไรมันจะน่ารักไปหมดหรือไงกันน้า...
รถออกเดินทางไปโรงแรมข้ามสะพานที่เราเคยเห็นในทีวีมานานแล้วว่าออกแบบไฟถนนมาพิเศษคือมันติดอยู่ที่ขอบสะพานแต่ก็สว่างทั่ว(เฉพาะตรงกลางๆสะพานอ่ะนะ ตรงปลายสะพานก็เป็นเสาไฟนี่แหละแต่ขนาดจะเตี้ยๆมีสองระดับเตี้ยกว่าปกติแล้วก็เตี้ยมากพอกลางสะพานก็ไม่มีเสาไฟเลย) รถข้ามสะพานมามองไปข้างหน้าดูสวยดีที่เราข้ามมาหนะทะเลนะนั่น ตลอดทางไปโรงแรมมันก็ดูแบบนอกเมืองอ่ะนะเงียบๆไม่มีร้านค้าแต่มีตู้ขายน้ำเป็นระยะๆ น้ำหน้าตาน่ากินอยู่ในตู้สว่างๆเห็นแล้วอยากจะกิน(ดื่ม) รถมาถึงโรงแรมแล้วแต่ไหนหละไม่เห็นมี 7-11 อย่างที่ต้นบอกเลย
เอากระเป๋าลงรับกุญแจรับตังค์จดเวลา wakeup call และ pickup สำหรับวันรุ่งขึ้นที่จะกลับคือเวลา 23.15 และ 24.00 จะขึ้นห้องแล้วลองถามพี่ๆเค้าว่า 7-11 อยู่ไหนอ่ะพี่ปรากฎว่าพี่เอ๋จะไปพอดีก็เลยจะตามพี่เค้าไป พี่เป้งแนะนำว่าให้กินโอเด้งอร่อยมาก เอาของไปเก็บในห้อง ห้องนอนมีขนาดเล็กแบบครึ่งนึงของห้องที่อื่นๆแต่ก็ดีหละมีห้องน้ำมีที่นอนมีตู้เย็นทีวี โต๊ะเก้าอี้ กระจกแต่ไม่มีตู้เสื้อผ้า(ซึ่งก็ไม่จำเป็น) ในตู้เย็นไม่มีน้ำจริงๆด้วยแต่บ้านเค้ากินน้ำจากก๊อกได้นี่นาใช่ป่ะ เปลี่ยนชุดแล้วลงมารอพี่เอ๋ข้างล่างพี่เค้าโทรศัพท์ก่อน เราก็โทรศัพท์บ้างเจ๋งหวะ 1000 เยนโทรกลับไทยได้ 212 นาทีมันเป็น ISDN หนะแต่โทรในประเทศได้แป๊ปนึงฉันโทรไปหาซาโตะคุยยังไม่ทันรู้เรื่องก็ตังค์หมดซะก่อน เลยออกไปซื้อของก่อนดีกว่าขากลับค่อยมาโทรคนเดียวได้พี่เค้าจะได้ไม่ต้องรอ
7-11 ต้องออกทางด้านข้างของโรงแรมจะผ่านสถานี Hineno (โรงแรมที่พักชื่อ KankuHineno station hotel) ข้ามทางรถไฟไปก็ถึง แถบสีร้าน 7-11 ไม่เหมือนบ้านเราถุงที่ร้านก็น่ารักกว่าบ้านเรา ของที่ขายก็ไม่มี smokey bite แบบบ้านเราแต่มีโอเด้ง หน้าตาเหมือนจืดๆแต่ปรากฎว่าอร่อย ตอนซื้อเค้าจะให้ถ้วยโฟมมาแล้วเราก็เลือกอะไรตามใจ ของเหลือไม่มากนัก ฉันเลือกบุก เต้าหู้ทรงเครื่องแล้วก็หมูย่าง(หมูสับย่างๆเสียบไม้สามลูกเอามาต้มในน้ำซุปอีก) แล้วก็ตักน้ำซุปนั่นแหละ เลือกซื้อชาเขียวมาด้วย(ถูกกว่าที่ร้านเจ๊เล้งอีกนะแต่ก็ดีแล้วที่ไม่ซื้อขวดใหญ่เพราะมันไม่หวานเอาซะเลยคนญี่ปุ่นไม่กินหวานอ่ะม้าง...สุขภาพ สุขภาพ) แล้วก็ข้าวห่อมาด้วยหนึ่งอันไว้เป็นอาหารเช้า หมดไป 500 กว่าเยน แล้วก็เดินกลับมาโทรศัพท์ สรุปว่าแม่ซาโตะจะมาหาที่โรงแรม10.30 และไม่ไปเกียวโตแล้วเพราะไกลเกินไป ฉันต้องกลับมานอนก่อนเพราะวันที่จะตื่นมาเที่ยวก็คืนวันที่จะกลับเหมือนกันแล้วแม่เค้าก็ต้องนั่งรถไฟกลับบ้านเหมือนกัน
กินโอเด้งดูทีวีโฆษณาที่ญี่ปุ่นน่ารักแต่คิดๆดูท่าเป็นบ้านเราก็คงเห่ยอ่ะถ้าทำเหมือนกันอย่างโฆษณาป๊อกกี้ก็มีวง musume (อะไรซักอย่างที่แตกมาจาก morning musume) มานั่งทำหน้าเพ้อๆแบบนึกถึงป๊อกกี้แล้วมากิโกโตะ(คนที่น่าจะเด่นที่สุดในวง)ก็ทำหน้าเหม่อๆถือป๊อกกี้แตะไว้ที่ปากอ่ะ แต่ป๊อกกี้เค้าดูดีจิ๊งจริงๆว่าแต่เลิกใช้หญ้าหวานแล้วเหรอ ปลอดภัยอ่ะป่าว(เลยไม่ได้ซื้อมาเลยซักกะกล่องเดียว) กินเสร็จก็เข้านอนเที่ยงคืนบ้านเค้าก็สี่ทุ่มบ้านเรา
รุ่งขึ้นแสงสว่างลอดหน้าต่างเข้ามาเช้าแล้วเหรอเนี่ยบิดตัวไปดูนาฬิกาที่หัวเตียง 6.30 เช้าแล้วอ๊ะ !! มันก็ตีสี่ครึ่งบ้านเราอยู่เลยอ่ะสิ จะตื่นมาทำไมเนี่ยยยยย มุดผ้าห่มนอนต่อไปตื่นมาอีกที 9.30 เฮ้ยยยย !!!! ฝนตกมาตกอะไรวันนี้เล่า ไหนว่าแดดแรงไง ตกทำไมฝนจะตกทำไมฉันมีเวลาแค่วันเดียวนะยะ อาบน้ำแต่งตัวคิดว่าอีกหนึ่งชั่วโมงอาจจะหยุดก็ได้ ปรากฎว่าแม่ซาโตะมาถึงฝนก็ยังไม่หยุดเลยแถมฉันนะใส่รองเท้าแตะอีกไม่มีแจ๊คเกตด้วยแม่เค้าถามว่าไม่หนาวเหรอ โอเคป่าว ไม่รู้อ่ะไม่โอเคก็ทำไรไม่ได้แล้ว ลุยฝนไปเลย มีร่มแล้วหนิ(แม่เค้าเอามาให้อีกต่างหาก)
ขึ้นรถไฟไป Tennoji ใช้เวลา 36 นาทีค่ารถ 230 เยน คนใช้รถไฟเป็นส่วนใหญ่หมายถึงคนทำงานคนไปเที่ยว แหมแต่หนุ่มญี่ปุ่นหัวแดงยุ่งเหยิงใส่สูทดำนี่ดูดีจังเลยยย...รถไฟไปถึง Tennoji เราเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Osaka loop line จะไปปราสาทโอซาก้าต้องลงที่สถานี Osakajokoen ฝนตกหนักเลยหละแล้วก็ต้องเดินไปไกลมากๆแม่ชี้ให้ดูหลังคาปราสาทเห็นแล้วอ่อนใจฝนก็ตกซะด้วยนี่ถ้าเป็นบ้านเรานะแบบว่าถอนตัวไปแล้วอ่ะฝนตกหนักแบบว่าอยู่บ้านดีกว่า แต่นี่มันญี่ปุ่นนะยังไงก็ไปรองเท้าแตะบอบบางพังก็ช่างมันซื้อใหม่ได้
เดินไปเรื่อยๆเรื่อยมากเพราะไกลแต่ก็มีคนอื่นๆไปเหมือนกันเรานี่แหละแม่บอกว่าเพราะฝนตกคนเลยน้อยไม่งั้นคนเยอะมากฝรั่งเค้าก็ไปนะไม่กางร่มหรอกใส่เสื้อกันฝนอย่างเดียวระหว่างทางเดินไปเห็นฝาท่อสวยๆระบายสีเป็นรูปปราสาทนี่แหละ ต้นซากุระที่ไม่สนใจมันเลยเพราะเขียวขนาดนั้นไม่เคยเห็นเห็นในทีวีมันก็มีแต่ชมพูไปหมดแม่ชี้ให้ดูยังงงเค้าจะเรียกว่าต้น cherry นะแต่มันคือซากุระนี่แหละ(ซากุระบานก็เรียก cheery blossom) รอบๆปราสาทมีน้ำล้อมรอบเป็นชั้นๆนะเดินเข้าประตูมาแล้วก็ยังต้องเดินมาอีกแล้วก็ข้ามสะพานแล้วก็เข้าประตู เดินมาซื้อตั๋วเข้าชมข้างในก็ 600 เยน เดินขึ้นบันไดไปถึงหน้าปราสาทแล้วข้างในติดแอร์มีพนักงานต้อนรับพาเราขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นห้าแต่มันมีทั้งหมดแปดชั้นนะเราก็ต้องเดินต่อขึ้นไปเอง เดินที่ชั้นบนสุดออกไปชมนอกปราสาทได้ รอบๆปราสาทมีแต่ตึกสมัยใหม่ว่าไปมีแต่ปราสาทนี่แหละที่โบราณอยู่อย่างเดียวแล้วก็เดินวนดูที่เค้าจัดแสดงไว้มาแต่ละชั้นใช้เวลาสองชั่วโมง กางเกงและรองเท้าแห้งแล้วไม่อยากจะออกไปเปียกอีกเลยในใจก็คิดว่าสาธุฝนหยุดตกทีได้โปรดดดดดดดดด หนูมีเวลาแค่วันนี้เท่านั้นนะ
ก่อนออกจากปราสาธดูร้านขายของที่ระลึกทำไมถึงมีพวงกุญแจทาโกะยากินะ ถามดูปรากฎว่ามันดังค่ะฉันก็อยากจะกินซะหน่อยนะแม่ก็จะพาไปกินแต่เป็นพิซซ่าญี่ปุ่นแทน(ทำไมหละ) ตอนเดินออกจากปราสาทก็ดูแผนที่จะหาทางไปสถานีรถไฟบังเอิญมีอาสาสมัครที่เค้าคงจะนำเที่ยวแถวปราสาทนี่แหละมาช่วยเหลือและให้ความรู้เกี่ยวกับแถวๆประตูปราสาท บอกว่ามีการปัองกันศัตรูยังไง(เปิดประตูออกมาจะมีหอกพุ่งลงมา) หรือว่าหอรอบๆประตูจะมีรูเล็กๆให้สอดปืนออกมายิงศัตรูได้ แล้วที่ประตูใหญ่จะมี joint ของเสาที่เป็นไฮไลท์คือมันออกจะแปลกๆมองด้านหน้าจะเป็นตัดแบบเหลี่ยมแต่ด้านข้างจะเป็นแบบมุมแหลมขึ้นไปปลายเสา คุณป้าอาสาสมัครมีโมเดลในกระเป๋าให้เล่นแล้วก็มีเอกสารเกี่ยวกับข้อต่อนี้ให้ฉันด้วย เค้าให้ฉันลองประกอบดู ได้อยู่แล้วเรื่องดูภาพตัดขวางอ่ะฉันถนัดสุดตั้งแต่สมัยสอบความถนัดทางวิดวะแล้ว(อย่างอื่นทำไม่ได้)
จากปราสาทเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน(ที่ผ่านมาไม่ใช่ใต้ดิน)ฝนหยุดตกแล้ว(เย้!) นั่งจากสถานีอะไรไม่รู้ 4 chome(อ่านว่าโชเม) ไป 9 chome แล้วเปลี่ยนสายไปนัมบะ คุณป้าอาสาสมัครบอกว่าวัยรุ่นชอบแต่ summer sale เพิ่งหมดไป โธ่...
ไปถึงสถานีเพิ่งจะเห็นว่าร้านรวงเยอะแยะเดินไปหาของกินก่อนแม่เค้าก็ไม่เคยมานัมบะเหมือนกันถามหาร้านโอโคโนะมิยากิจากเจ้าของร้านขายเสื้อร้านอร่อยชื่อ Chibo กินไปสองวง อิ่มมั่กมาก แล้วก็เดินวนๆเจอร้านขนมน่ารักหมายถึงร้านน่ารักสีชมพูเหลืองดูขนมมากๆซื้อขนมกลับมาเยอะเหมือนกัน(แต่มาดูแล้วไม่เยอะอ่ะเราซื้ออะไรลงไปเนี่ยจ่ายไปตั้งสองพันกว่าเยน) มีน้ำลูกท้อ(พีช)อร่อยหอมหวานอยากกินอีก กระป๋องละ 16 บาทนิดๆ แล้วก็เดินมาเจอร้าน 100 เยนเล็กๆไม่ได้ดูอะไรมากเพราะกระเป๋าไม่มีที่จะใส่ของอ่ะ เศร้าใจ เดินแบบเร็วๆจะกลับไปดูกล้องเพราะตอนนั้นจะ 5 โมงแล้วเราต้องนั่งรถไฟกลับตอนห้าโมง ร้านเล็กๆที่ขายกล้องอ่ะมันก็นะมีร้านเดียวไม่รู้ถูกหรือแพงไม่มีแบตกล้องดิจิตอลด้วยก็เลยผ่านไปนึกว่าอดซะแล้วแต่ตอนจะเลี้ยวไปที่สถานีเห็นร้าน bic camera ร้านใหญ่มากเลยแม่เลยพาไปได้ของครบเลยแถมไม่ต้องเสียภาษีด้วย(ต้องใช้ passport) เงินก็พอดี นั่งรถไฟกลับขากลับคนเค้าเลิกงาน นักเรียนก็เลิกเรียนคนเยอะแต่ไม่แน่นเท่าในการ์ตูนนะ มาถึง Hineno ก็หกโมงสิบห้าแม่ซาโตะต้องกลับเลย ดูดิฉันทำอะไรลงไปเนี่ยเค้านั่งรถไฟจากบ้านมาหา 4 ชั่วโมงเลยนะตื่นแต่ตีห้ามาเลยหละ ฉันสิของฝากอะไรก็ไม่ได้เตรียมไปเล้ย ให้ตายทำม้ายยย ทำไมเป็นคนแบบนี้ แถมยังเอาร่มเค้ามาอีกแหนะ(ลืมคืน) คราวหน้าถ้ามีเวลานะจะไปค้างบ้านเค้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย(ตรงลงเกรงใจเค้ามะเนี่ย)
กลับโรงแรมจัดของอาบน้ำพยายามจะนอนเพราะขากลับต้องทำงานตอนดึกอ่ะแต่ก็ไม่หลับยังไงก็ไม่หลับดูทีวีรายการทีวีก็ตลกดี มีโฆษณาที่ชินโง(smap)เล่นด้วยเลยไม่นงไม่นอนมันแล้วดูทีวีมันเลยแล้วกัน มีโฆษณาโอเด้งของ 7-11 ด้วยนะทันสมัยชะมัดเลยเราที่ไปกินมาแล้วแต่ถ้ามีมีครบๆแบบในโฆษณาหละเจ๋งเลยมีหนวดปลาหมึกยักษ์ด้วยหละ ถึงเวลารถมารับแล้วก็ลงจากห้องมาขึ้นรถ
ทำงานขากลับก็ไม่ยุ่งนะเครื่องออกดึก(ตีหนึ่ง)ก็เสริฟแค่แซนวิชกับข้าวห่อสาหร่ายแล้วก็น้ำแล้วก็ปิดไฟนอนไม่เหมือนไฟล์ทไปแขกที่เที่ยงคืนก็เสริฟอาหารร้อน ฉันได้นอนตอน 00.00-1.30(เวลาไทย)แต่ก็กว่าจะนอนก็เลยได้นอนแค่หนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาเปลี่ยนเวร ตอนแรกทำใจยากมากเลยนั่งสัปหงกอีกแหนะแต่นานๆเข้าก็ตื่นๆแหละ เปลี่ยนชุดตอนใกล้เสริฟอาหารเช้า อาหารเช้ามีออมเลทกับอาหารแบบญี่ปุ่น ในถาดอาหารมีกระปุกเหมือนตังช่ายนะเขียวๆป้อมๆนึกว่าติดผักดองขนาดนั้นเลยนะปรากฎว่ามันคือโยเกริต ! แอบกินมาด้วยแหละก็ดีมันโยเกริตรสธรรมชาติ
เครื่องมาถึงตีสี่ครึ่งกว่าจะออกมาจากเครื่องแล้วก็มาขึ้นไฟล์ทที่มาถึงเช้าก่อนหกโมงอ่ะมีรถไปส่งถึงบ้านเลยฉันก็มาเลย มาถึงบ้านลากกระเป๋าขึ้นห้อง นอนค่ะนอน อะไรๆมันก็ดีอ่ะคะแต่ทำงานตอนกลางคืนทรมานที่ง่วงนี่แหละ
Sunday, September 15, 2002
กลางวันต่ายกับพี่เผ่า(แฟนต่าย)และน้องเก้(เพื่อนของน้องต่าย)มารับออกไปกินข้าวเที่ยง ต่ายมาเรียนวิชาอะไรก็ไม่รู้ที่จุฬาสองเดือนตั้งแต่มาก็เพิ่งจะได้เจอกันนี่แหละ กินข้าวเสร็จเค้าทั้งหลาย(เป็นคุณหมอกันหมด)ต้องไปอ่านหนังสือ(นั่น..ชีวิตที่ฉันไม่มีทางเลือกแน่ๆ)ฉันก็กลับบ้านมาดูทีวีอ่านการ์ตูน(นี่แหละชีวิตที่ชอบ)
ตอนเย็นพี่กอล์ฟมารับออกไป the mall ออกไปทำผมเพราะพรุ่งนี้จะบินไปญี่ปุ่นออกเดินทางตอนบ่ายสองก็ต้องไปเช็คอินตอนเที่ยงตรงตอนเช้าก็ไม่ทัน(ทำเองไม่เป็นเมื่อไหร่มันจะยาวๆมัดไปซะเลยประหยัดค่าทำผมไปเยอะ) พี่ให้ยืมกล้องดิจิตอลมาด้วยเรานะจะถ่ายรูปให้สนุกไปเลย อืมม..แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วนี่แหละประเทศที่อยากจะไปมานาน ชิชะตะก่อนขอวีซ่าไปไม่ให้เราไป(ไม่รู้ทำไมเงินในบัญชีเราคงน้อยเกินไปแล้วก็เป็นผู้หญิงอีกต่างหากหละม้าง)ทีนี้จะเข้าออกเข้าออกให้เบื่อไปเล้ย อุวะฮ่ะฮ่ะฮ่า(แหงนหน้าขึ้นฟ้าเอามือป้องปากแล้วหัวเราะอย่างสาแก่ใจ)
เดี๋ยวต้องไปเก็บกระเป๋าและเตรียมชุดไทยก่อน(ชุดที่อยู่ในถุงเสื้ออยู่แล้วเพิ่งเอาออกไปซักใส่มาหลายทีแล้ว) ต้องเตรียมน้ำไปด้วยหมวดผึ้ง(เพื่อนห้องสี่)โทรมาบอกว่าในโรงแรมไม่มีแล้วก็เดินเที่ยวคนเดียวก็โอเคง่ายๆให้เอาหมวกไปด้วยเพราะแดดแรงมาก แล้วไม่รู้อะไรเข้าสิงต้นให้โทรมาหาเราเมื่อตะกี้นี้เอง(นานน้านโทรมาทีแบบว่ามันโทรมาทีเรานึกว่ามันต้องการความช่วยเหลืออย่างแรง)เราเลยถามเรื่องที่พักที่เที่ยวซะหน่อย (เห่ออ่ะสิ)ต้นบอกว่าใกล้ที่พักมี 7-11 มีน้ำแปลกๆเพียบเลย ดี ดี อิอิ ฉันก็คิดอย่างนั้นแหละเพราะเมื่อวานไปร้านเจ๊เล้งมีน้ำชาเขียวขวดน่ารักๆแต่แพงอ่ะไว้ไปญี่ปุ่นจะไปยืนหยอดเหรียญกินหน้าตู้(ขายน้ำอัตโนมัติ)มันซะเลย อิอิ
ว่าแต่ต้องไปเช็คเมลซะหน่อยไม่รู้แม่ซาโตะจะมาเจอที่โรงแรมหรือเปล่าตอนที่คุย msn กันไว้เขาว่ายังงั้น(ถ้าจริงก็มีเจ้ามือแล้นนน..) รีบเลยรีบเลยจะได้นอนเร็วๆนอนดึกเดี๋ยวได้อ้วกสมใจแน่ๆ
ป.ล ต้นแลก sched. ไม่ได้มันบอกแลกกันลำบากอ่ะไปบินทีเจอแค่กัปตันถ้าเค้าไม่ให้แลก(หรือไม่มีให้แลก)ก็อดหนะสิเป็นลูกเรือแลกง่ายกว่านั่นหนะสิคนมันเยอะ
ตอนเย็นพี่กอล์ฟมารับออกไป the mall ออกไปทำผมเพราะพรุ่งนี้จะบินไปญี่ปุ่นออกเดินทางตอนบ่ายสองก็ต้องไปเช็คอินตอนเที่ยงตรงตอนเช้าก็ไม่ทัน(ทำเองไม่เป็นเมื่อไหร่มันจะยาวๆมัดไปซะเลยประหยัดค่าทำผมไปเยอะ) พี่ให้ยืมกล้องดิจิตอลมาด้วยเรานะจะถ่ายรูปให้สนุกไปเลย อืมม..แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วนี่แหละประเทศที่อยากจะไปมานาน ชิชะตะก่อนขอวีซ่าไปไม่ให้เราไป(ไม่รู้ทำไมเงินในบัญชีเราคงน้อยเกินไปแล้วก็เป็นผู้หญิงอีกต่างหากหละม้าง)ทีนี้จะเข้าออกเข้าออกให้เบื่อไปเล้ย อุวะฮ่ะฮ่ะฮ่า(แหงนหน้าขึ้นฟ้าเอามือป้องปากแล้วหัวเราะอย่างสาแก่ใจ)
เดี๋ยวต้องไปเก็บกระเป๋าและเตรียมชุดไทยก่อน(ชุดที่อยู่ในถุงเสื้ออยู่แล้วเพิ่งเอาออกไปซักใส่มาหลายทีแล้ว) ต้องเตรียมน้ำไปด้วยหมวดผึ้ง(เพื่อนห้องสี่)โทรมาบอกว่าในโรงแรมไม่มีแล้วก็เดินเที่ยวคนเดียวก็โอเคง่ายๆให้เอาหมวกไปด้วยเพราะแดดแรงมาก แล้วไม่รู้อะไรเข้าสิงต้นให้โทรมาหาเราเมื่อตะกี้นี้เอง(นานน้านโทรมาทีแบบว่ามันโทรมาทีเรานึกว่ามันต้องการความช่วยเหลืออย่างแรง)เราเลยถามเรื่องที่พักที่เที่ยวซะหน่อย (เห่ออ่ะสิ)ต้นบอกว่าใกล้ที่พักมี 7-11 มีน้ำแปลกๆเพียบเลย ดี ดี อิอิ ฉันก็คิดอย่างนั้นแหละเพราะเมื่อวานไปร้านเจ๊เล้งมีน้ำชาเขียวขวดน่ารักๆแต่แพงอ่ะไว้ไปญี่ปุ่นจะไปยืนหยอดเหรียญกินหน้าตู้(ขายน้ำอัตโนมัติ)มันซะเลย อิอิ
ว่าแต่ต้องไปเช็คเมลซะหน่อยไม่รู้แม่ซาโตะจะมาเจอที่โรงแรมหรือเปล่าตอนที่คุย msn กันไว้เขาว่ายังงั้น(ถ้าจริงก็มีเจ้ามือแล้นนน..) รีบเลยรีบเลยจะได้นอนเร็วๆนอนดึกเดี๋ยวได้อ้วกสมใจแน่ๆ
ป.ล ต้นแลก sched. ไม่ได้มันบอกแลกกันลำบากอ่ะไปบินทีเจอแค่กัปตันถ้าเค้าไม่ให้แลก(หรือไม่มีให้แลก)ก็อดหนะสิเป็นลูกเรือแลกง่ายกว่านั่นหนะสิคนมันเยอะ
Thursday, September 12, 2002
เมื่อวานบินไปค้างปีนังเห็นว่าเป็นวันที่ 11 เดือน 9 ก็คิดว่าจะมีอะไรให้กลัวหรือเปล่าว้า..เราก็ไม่รู้หรอกว่าประเทศนี้(มาเลเซีย)จะมีเอี่ยวอะไรหรือเปล่าแต่ก็ดูน่ากลัวกว่าที่จะได้ไปไฟล์ทพวกปากีหละน้า
ผู้โดยสารส่วนมากเป็นคนจีน(ทำไมเป็นคนจีนหละนึกว่าจะแขกๆ)และแขก(ท่าทางเหมือนไปทำงานใส่เสื้อยืดเหมือนกันเป็นกลุ่มเลย)มีคนไทยบ้างนิดหน่อย ตอนรับผู้โดยสารโหวกเหวกน่าดูเพราะคนจีนแกมาเป็นหมู่คณะหรือไรไม่ทราบจะนั่งใกล้กันแต่ boarding pass มันคนละเรื่องเลย(ยังสงสัยว่าเค้าเช็คอินไม่พร้อมกันหรือยังไงหรือคนที่เคาท์เตอร์เบลอๆมีคู่นึงคุณลุงคุณป้าดูเหมือนสามีภรรยากันแต่ได้ที่นั่ง 52 K กับ 53A คนละฝั่งคนละแถวกันเล้ย) แต่ก็ดีเค้าก็ตกลงกันเองได้แลกกันชุลมุนไปหมด
อีตอนตื่นเต้นแบบ 911 หรือเปล่าก็คือท่านผู้โดยสารแขกที่นั่งใกล้ประตู 3R พี่แกเปิดประตูเครื่องเฉย !!! ตายแล้วพี่แกคิดอะไรอยู่พี่แหม่มที่ประจำประตูตกกะใจหมดเลย พี่ตู่ที่อยู่ประตู 3L กับฉันบอกว่าตั้งแต่บินมาไม่เคยมีเหตุการณ์ยังงี้เลย นั่นดิเรารึตอนเป็นผู้โดยสารแทบไม่เคยกระดิกกระเดี้ยเล้ยกลัวไปหมด ดีนะว่าเปิดตอนยังไม่ได้ arm ประตู(ติดสไลด์กับ floor fitting) ถ้าประตูเปิดสไลด์ก้างรับรองอีกนานกว่าจะได้ออกเดินทาง
ขาไปอากาศไม่ดีตอนไต่ระดับมีอาการกระดอนดึ๋งๆแบบรถยนต์ผ่านหลังเต่าด้วยหละ(ข้างนอกเมฆมาก)เสริฟ์อาหารเครื่องดื่มหัวฟูเพราะมีออกรถ drink ด้วย(แต่ปกติที่กำหนดไว้จะเป็นจัดน้ำใส่ถาด)ไฟลท์ไทม์สั้นขอบริการมี choice ให้เลือกก็เสียเวลาตอนที่ผู้โดยสารตัดสินใจนี่แหละ เครื่องลงเก็บของออกไปขึ้นรถไปโรงแรม
พักที่โรงแรม Equatorial อยู่บนเขาโรงแรมดูใหญ่โตดีไปถึงก็ดึกแล้วสี่ทุ่มกว่าบ้านเค้า(เวลามาเลเซียเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง)เก็บอะไรกินในห้อง(มีขนมปังติดกระเป๋าไปกับอาหารที่เอามาจากเครื่อง)แล้วก็นอนประมาณเที่ยงคืนตอนตีสองยังมีหน้าตื่นมาอีกนะอยู่ดีๆก็ตื่นลืมตาขึ้นมาเฉยๆงั้นแหละ มองดูรอบๆห้องอีกทีเราอยู่ที่ไหนหว่าเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วก็นอนต่อตีห้าสิบห้านาฬิกาปลุกตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวเก็บกระเป๋าออกไปรอขึ้นรถไปสนามบิน
เครื่องดีเลย์เพราะมีผู้โดยสารโดนจับกระเป๋าไม่ใช่ว่ามีของผิดกฎหมายหรอกแต่ว่าขนาดกระเป๋าใหญ่เกินไปพอเขาทั้งหลาย(โดนไปหลายคนแขกล้วนๆ)ขึ้นเครื่องมา...โอ้กระเป๋าใหญ่จริงๆหนักด้วย ฉันว่าจริงๆเราเอาของจำเป็นๆของมีค่าขึ้นมาก็พอพวกกระเป๋าใหญ่โหลดไปเถอะเพราะเอาขึ้นมาก็ลำบากเราไหนจะถืออย่างลำบากยกขึ้น-ลง Bin อย่างลำบากแล้วดีไม่ดีอันตรายกับเราอีกต่างหากเกิด turbulance bin เปิดกระเป๋าตก ใบใหญ่ๆตกลงมาใส่หละก็ไม่อะไรก็อะไรซักอย่างละน้า ถ้าไม่แน่ใจว่ากระเป๋าใหญ่ไปหรือเปล่าแล้วๆ gate หรือเคาท์เตอร์เช็คอินมีที่วัดขนาดกระเป๋าเดินทางที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ แต่ก็ไม่รู้จะจำกัดความยังไงเหมือนกันฉันว่าคงจะวัดกันที่น้ำหนักด้วยแหละเพราะบางที่กระเป๋าใหญ่แต่เบาหรือกระเป๋าเล็กแต่หนักมาก ไม่รู้ว่าน้ำหนักกระเป๋าผู้โดยสารที่เอาขึ้นเครื่องมาเท่ากับของลูกเรือหรือเปล่าเพราะที่กำหนดไว้มันคือเจ็ดกิโลกรัมจ้า
กลับถึงบ้านยังไม่ง่วง(จริงๆถ้านอนก็คงหลับ)เลยมาเขียนไดอารี่ก่อน พรุ่งนี้หยุดหนึ่งวันวันเสาร์เป็น standby อยากจะบนว่าขอให้ไม่โดนเรียกแต่วันหยุดหนะโดนแหงๆตอนนี้จะไปอ่านการ์ตูนที่เช่ามาก่อนเผื่อไปคืนเย็นนี้จะได้เปลี่ยนเรื่องใหม่อ่านต่อไป
ป.ล เป้เพื่อน trainee จากห้อง 1 ใช้ปากกา monblac ของแท้!!!! (ตอนแรกดูไม่เป็น..ต้องดูว่ามี serial number ค่ะ) ฉันหละสงสัยทำไมอ่ะแพงนะแพง มันดียังไงเหรอตัวเอง น้อต(จากห้องหนึ่งเหมือนกัน)บอกว่าเหมือนเบนซ์กับโตโยต้าอ่ะ โอเคเลยเพื่อน
ผู้โดยสารส่วนมากเป็นคนจีน(ทำไมเป็นคนจีนหละนึกว่าจะแขกๆ)และแขก(ท่าทางเหมือนไปทำงานใส่เสื้อยืดเหมือนกันเป็นกลุ่มเลย)มีคนไทยบ้างนิดหน่อย ตอนรับผู้โดยสารโหวกเหวกน่าดูเพราะคนจีนแกมาเป็นหมู่คณะหรือไรไม่ทราบจะนั่งใกล้กันแต่ boarding pass มันคนละเรื่องเลย(ยังสงสัยว่าเค้าเช็คอินไม่พร้อมกันหรือยังไงหรือคนที่เคาท์เตอร์เบลอๆมีคู่นึงคุณลุงคุณป้าดูเหมือนสามีภรรยากันแต่ได้ที่นั่ง 52 K กับ 53A คนละฝั่งคนละแถวกันเล้ย) แต่ก็ดีเค้าก็ตกลงกันเองได้แลกกันชุลมุนไปหมด
อีตอนตื่นเต้นแบบ 911 หรือเปล่าก็คือท่านผู้โดยสารแขกที่นั่งใกล้ประตู 3R พี่แกเปิดประตูเครื่องเฉย !!! ตายแล้วพี่แกคิดอะไรอยู่พี่แหม่มที่ประจำประตูตกกะใจหมดเลย พี่ตู่ที่อยู่ประตู 3L กับฉันบอกว่าตั้งแต่บินมาไม่เคยมีเหตุการณ์ยังงี้เลย นั่นดิเรารึตอนเป็นผู้โดยสารแทบไม่เคยกระดิกกระเดี้ยเล้ยกลัวไปหมด ดีนะว่าเปิดตอนยังไม่ได้ arm ประตู(ติดสไลด์กับ floor fitting) ถ้าประตูเปิดสไลด์ก้างรับรองอีกนานกว่าจะได้ออกเดินทาง
ขาไปอากาศไม่ดีตอนไต่ระดับมีอาการกระดอนดึ๋งๆแบบรถยนต์ผ่านหลังเต่าด้วยหละ(ข้างนอกเมฆมาก)เสริฟ์อาหารเครื่องดื่มหัวฟูเพราะมีออกรถ drink ด้วย(แต่ปกติที่กำหนดไว้จะเป็นจัดน้ำใส่ถาด)ไฟลท์ไทม์สั้นขอบริการมี choice ให้เลือกก็เสียเวลาตอนที่ผู้โดยสารตัดสินใจนี่แหละ เครื่องลงเก็บของออกไปขึ้นรถไปโรงแรม
พักที่โรงแรม Equatorial อยู่บนเขาโรงแรมดูใหญ่โตดีไปถึงก็ดึกแล้วสี่ทุ่มกว่าบ้านเค้า(เวลามาเลเซียเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง)เก็บอะไรกินในห้อง(มีขนมปังติดกระเป๋าไปกับอาหารที่เอามาจากเครื่อง)แล้วก็นอนประมาณเที่ยงคืนตอนตีสองยังมีหน้าตื่นมาอีกนะอยู่ดีๆก็ตื่นลืมตาขึ้นมาเฉยๆงั้นแหละ มองดูรอบๆห้องอีกทีเราอยู่ที่ไหนหว่าเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วก็นอนต่อตีห้าสิบห้านาฬิกาปลุกตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวเก็บกระเป๋าออกไปรอขึ้นรถไปสนามบิน
เครื่องดีเลย์เพราะมีผู้โดยสารโดนจับกระเป๋าไม่ใช่ว่ามีของผิดกฎหมายหรอกแต่ว่าขนาดกระเป๋าใหญ่เกินไปพอเขาทั้งหลาย(โดนไปหลายคนแขกล้วนๆ)ขึ้นเครื่องมา...โอ้กระเป๋าใหญ่จริงๆหนักด้วย ฉันว่าจริงๆเราเอาของจำเป็นๆของมีค่าขึ้นมาก็พอพวกกระเป๋าใหญ่โหลดไปเถอะเพราะเอาขึ้นมาก็ลำบากเราไหนจะถืออย่างลำบากยกขึ้น-ลง Bin อย่างลำบากแล้วดีไม่ดีอันตรายกับเราอีกต่างหากเกิด turbulance bin เปิดกระเป๋าตก ใบใหญ่ๆตกลงมาใส่หละก็ไม่อะไรก็อะไรซักอย่างละน้า ถ้าไม่แน่ใจว่ากระเป๋าใหญ่ไปหรือเปล่าแล้วๆ gate หรือเคาท์เตอร์เช็คอินมีที่วัดขนาดกระเป๋าเดินทางที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ แต่ก็ไม่รู้จะจำกัดความยังไงเหมือนกันฉันว่าคงจะวัดกันที่น้ำหนักด้วยแหละเพราะบางที่กระเป๋าใหญ่แต่เบาหรือกระเป๋าเล็กแต่หนักมาก ไม่รู้ว่าน้ำหนักกระเป๋าผู้โดยสารที่เอาขึ้นเครื่องมาเท่ากับของลูกเรือหรือเปล่าเพราะที่กำหนดไว้มันคือเจ็ดกิโลกรัมจ้า
กลับถึงบ้านยังไม่ง่วง(จริงๆถ้านอนก็คงหลับ)เลยมาเขียนไดอารี่ก่อน พรุ่งนี้หยุดหนึ่งวันวันเสาร์เป็น standby อยากจะบนว่าขอให้ไม่โดนเรียกแต่วันหยุดหนะโดนแหงๆตอนนี้จะไปอ่านการ์ตูนที่เช่ามาก่อนเผื่อไปคืนเย็นนี้จะได้เปลี่ยนเรื่องใหม่อ่านต่อไป
ป.ล เป้เพื่อน trainee จากห้อง 1 ใช้ปากกา monblac ของแท้!!!! (ตอนแรกดูไม่เป็น..ต้องดูว่ามี serial number ค่ะ) ฉันหละสงสัยทำไมอ่ะแพงนะแพง มันดียังไงเหรอตัวเอง น้อต(จากห้องหนึ่งเหมือนกัน)บอกว่าเหมือนเบนซ์กับโตโยต้าอ่ะ โอเคเลยเพื่อน
Tuesday, September 10, 2002
หลังจากออกไปเล่นกับเหมียวดำแล้วคิดๆดูไม่รู้จะเขียนไดอารี่ว่าอะไรดีแฮะ ช่วงนี้วันๆนึงรับรู้และคิดอะไรหลายอย่างไม่รู้จะเขียนถึงอะไรดีอยากเขียนไดอารี่ดีๆตอนที่อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกแบบกลางๆ(ออกไปทางดีๆถึงดีมาก) แต่ถ้าเขียนตอนนี้มันออกจะเป็นอารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาตซะมากกว่า เมื่อวานก็เกือบจะเป็นวันดีถ้าไม่คุยกับเบญตอนก่อนเข้านอนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง(ในความคิดเรา) เรื่องผิดใจกันระหว่างมันกับต่ายแล้วตูไปอยู่ตรงกลางอีกสิ(ทั้งปี) แล้วสุดท้ายมันก็ดึงเราเข้าไปหาว่าเราทำให้มันเสียใจด้วยทั้งที่ฉันพูดให้มันคิดให้มันเห็นความจริง ว่าจะไม่คิดแล้วนะแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมมันถึงคิดไปเรื่อยได้ใหญ่โตขนาดนั้น คนเราเนาะไม่เหมือนกันหวังว่ามันจะคิดได้ว่าที่มันรู้สึกและพูดออกมาเกินความจริงไปมาก
พรุ่งนี้จะได้ทำงานอีกแล้ว ดีเหมือนกัน แต่งตัวแต่งหน้าเหมือนไม่ใช่เราดี ไปยิ้มแย้มสนุกดี ฉันว่าฉันมาถูกทางแล้วหละ ชอบจังงานแบบนี้(เหตุผลมีมากกว่านั้นก็ยังคิดๆอยู่)
ป.ล แต่ไปค้างปีนังคืนวันที่ 11 กันยาเนี่ยนะ ไม่เป็นไรบ้านเราเร็วกว่าอเมริกาวันที่ 12 เราก็อยู่บ้านไม่ได้อยู่ในเครื่องบินแล้ว
พรุ่งนี้จะได้ทำงานอีกแล้ว ดีเหมือนกัน แต่งตัวแต่งหน้าเหมือนไม่ใช่เราดี ไปยิ้มแย้มสนุกดี ฉันว่าฉันมาถูกทางแล้วหละ ชอบจังงานแบบนี้(เหตุผลมีมากกว่านั้นก็ยังคิดๆอยู่)
ป.ล แต่ไปค้างปีนังคืนวันที่ 11 กันยาเนี่ยนะ ไม่เป็นไรบ้านเราเร็วกว่าอเมริกาวันที่ 12 เราก็อยู่บ้านไม่ได้อยู่ในเครื่องบินแล้ว
Monday, September 09, 2002
นอนหลับไป 10 ชั่วโมงแต่เหมือนยังไม่พอเพราะตอนที่กลับมาจากมุมไบเช้าวันที่ 8 ตอนตีห้า(เครื่องลง) ได้นอนประมาณสองชั่วโมงก็ลากสังขารตามบ้านพี่ไปงาน Jim Thomson sale อยากมีตังค์เฟ้ย อยากซื้อของมันลดราคาเยอะเลย คนไปงานก็โกยของใส่ถุงเพียบเลยหละ แล้วก็อยู่นอกบ้านทั้งวันแถมยังไปว่ายน้ำอีกนะ กว่าจะกลับก็เย็นเลยแล้วก็นอนหลับยาว
ตอนเช้ารู้สึกตัวโทรหาต่ายศรีรัตน์(ทำงานแควนตัส)เพราะเค้าก็หยุดวันที่ 9 –10 เหมือนกันแต่เราออกบ้านได้วันนี้วันเดียวเผื่อจะนัดเจอกันวันนี้เลย ต่ายโทรนัดกับบีมส่วนฉันนอนรอผล เกือบแห้วไปแล้วเพราะบีมจะทำงานเตรียมเสนออาจารย์แต่เปลี่ยนใจว่าทำตอนกลางคืนก็ได้ (ดีมาก) เลยไปกินอาหารกลางวันที่ร้านไก่กาต๊ากที่สยาม(ไปสาขาพหลฯแต่มันปิดไปซะแล้ว)แล้วก็ไปกินไอติมนั่งคุยกัน
ก่อนกลับบ้านฉันเจอพี่เพลินโดยบังเอิญสุดๆ ดีใจ ดีใจเพราะพี่เค้าทำงานที่เชียงใหม่แต่จะไปประชุมที่เวียดนามแล้วเค้านัดเจอน้องที่สยามเราเลยบังเอิญมาเจอกัน พี่เพลินเคยทำงานที่โรงงานเดียวกับฉันแต่ฉันออกมาทำงานที่กรุงเทพแล้วพี่เค้าก็เปลี่ยนงานไปทำในเชียงใหม่(โรงงานอยู่ลำพูน) พี่เพลินบอกว่าตอนแรกที่เห็นก็ไม่แน่ใจว่าเป็นฉันหรอก ลองเรียกดูเพราะคิดว่าเป็นแอร์แล้วยายเพิ้งนี่คงไมใช่ แต่ดูแล้วเหมือนฉัน พี่เค้าบอกว่าฉันเหมือนเดิมสุดๆ นึกว่าเป็นแอร์จะแต่งตัวสวยๆพี่เค้าอยากจะเห็นว่าฉันแต่งชุดทำงานแล้วจะเป็นยังไงเพราะมันนึกไม่ออกเลยจริงๆ พี่เล่าว่าตอนที่บอกว่าพี่เล็ก(ที่โรงงาน)พี่เค้าก็อยากจะเห็นว่าฉันจะเป็นยังไงจะไปเก้งก้างทำอะไรหกหรือเปล่า ไม่อยากจะบอกว่าใครๆเค้าก็นึกไม่ถึงเหมือนพี่ๆทั้งนั้นแหละ คุยกันได้นิดหน่อยก็แยกย้ายหละเพราะเดี๋ยวจะค่ำ ต่ายอยู่สยามต่อรอเจอเพื่อนเค้า ฉันกับบีมนั่งรถไฟฟ้าไปลงอารีย์ไปเอารถที่จอดไว้แล้วไปเกษตรบีมไปทำงานต่อฉันก็ต่อแทกซี่กลับบ้าน
ตอนเช้ารู้สึกตัวโทรหาต่ายศรีรัตน์(ทำงานแควนตัส)เพราะเค้าก็หยุดวันที่ 9 –10 เหมือนกันแต่เราออกบ้านได้วันนี้วันเดียวเผื่อจะนัดเจอกันวันนี้เลย ต่ายโทรนัดกับบีมส่วนฉันนอนรอผล เกือบแห้วไปแล้วเพราะบีมจะทำงานเตรียมเสนออาจารย์แต่เปลี่ยนใจว่าทำตอนกลางคืนก็ได้ (ดีมาก) เลยไปกินอาหารกลางวันที่ร้านไก่กาต๊ากที่สยาม(ไปสาขาพหลฯแต่มันปิดไปซะแล้ว)แล้วก็ไปกินไอติมนั่งคุยกัน
ก่อนกลับบ้านฉันเจอพี่เพลินโดยบังเอิญสุดๆ ดีใจ ดีใจเพราะพี่เค้าทำงานที่เชียงใหม่แต่จะไปประชุมที่เวียดนามแล้วเค้านัดเจอน้องที่สยามเราเลยบังเอิญมาเจอกัน พี่เพลินเคยทำงานที่โรงงานเดียวกับฉันแต่ฉันออกมาทำงานที่กรุงเทพแล้วพี่เค้าก็เปลี่ยนงานไปทำในเชียงใหม่(โรงงานอยู่ลำพูน) พี่เพลินบอกว่าตอนแรกที่เห็นก็ไม่แน่ใจว่าเป็นฉันหรอก ลองเรียกดูเพราะคิดว่าเป็นแอร์แล้วยายเพิ้งนี่คงไมใช่ แต่ดูแล้วเหมือนฉัน พี่เค้าบอกว่าฉันเหมือนเดิมสุดๆ นึกว่าเป็นแอร์จะแต่งตัวสวยๆพี่เค้าอยากจะเห็นว่าฉันแต่งชุดทำงานแล้วจะเป็นยังไงเพราะมันนึกไม่ออกเลยจริงๆ พี่เล่าว่าตอนที่บอกว่าพี่เล็ก(ที่โรงงาน)พี่เค้าก็อยากจะเห็นว่าฉันจะเป็นยังไงจะไปเก้งก้างทำอะไรหกหรือเปล่า ไม่อยากจะบอกว่าใครๆเค้าก็นึกไม่ถึงเหมือนพี่ๆทั้งนั้นแหละ คุยกันได้นิดหน่อยก็แยกย้ายหละเพราะเดี๋ยวจะค่ำ ต่ายอยู่สยามต่อรอเจอเพื่อนเค้า ฉันกับบีมนั่งรถไฟฟ้าไปลงอารีย์ไปเอารถที่จอดไว้แล้วไปเกษตรบีมไปทำงานต่อฉันก็ต่อแทกซี่กลับบ้าน
Tuesday, September 03, 2002
นึกแช่งชักหักกระดูกต้นเพราะโทรไปหาอยากจะให้เค้าแลกไฟล์ทให้มาเจอกัน เค้ากำลังขับรถและบอกว่าถึงบ้านจะโทรกลับมาซึ่งฉันก็ไม่เห็นได้รับโทรศัพท์อะไรเลยผ่านมากี่วันแล้วหละ(ตั้งแต่วันที่ไปเชียงราย..อะไรมันจะไม่สนใจเพื่อนขนาดนี้..ฉันเพื่อนมันหรือเปล่านี่) คิดว่าตามใจ๋ เชอะฉันไปคนเดียวก็ด้าย..ยย(ไฟล์ทคอมโบที่ค้างเชียงใหม่ สิงค์โปร์ จริงๆอยากให้ไปโอซาก้าด้วยแต่มันจะไปฟุกุโอกะ เชอะ) ไหนๆก็ต่อเนตอยู่คิดว่าส่ง msg ไปต่อว่าหน่อยดีกว่า(ไม่โทรมาเราก็ไม่โทรเว้ย)ต้นโทรกลับมาบอกว่าโทรมาแล้วคืนนั้นนั่นแหละตั้งสองครั้งบอกว่ามีคนรับด้วยแต่พูดอะไรไม่รู้ฉันหละสิ ฉันแน่ๆ ฉันหลับไปแล้วนี่นา(เพลียจากการอาเจียน ก๊าก )ก็ว่าตื่นมาไม่มี miss call (ก็แล้วทำไมไม่โทรมาอีกวันหลังหละฟระ) เช็คดูไม่มีไฟล์ทไหนตรงกันเลย ฮือ...แต่มันก็พยายามไปหาแลกให้ไปสิงค์โปร์ สาธุขอให้แลกได้ด้วยเทิ้ดดด ฉันยังไม่อยากไปนานๆแบบคนเดียวเลยโดดเดี่ยวเกินไปแต่ตอนที่จดเมนูเมื่อวานเจอมานพเค้าก็บอกว่านั่งรถไปเที่ยวคนเดียว(ไฟล์ทค้างเชียงใหม่สิงค์นี่แหละ)
หยุดอยู่บ้านสองวันนับจริงๆสองวันครึ่งเลยนะเนี่ยเพราะเมื่อวานกลับจากบินตอนเที่ยง แต่ก็ไม่กลับบ้านทันทีไปจดเมนูอาหารของไฟล์ทที่จะบินเดือนนี้ดีกว่า เดือนนี้ส่วนมากจะเช็คอินตอนเช้าๆทั้งนั้นจะได้ตัดเรื่องอาหารออกไปซะอย่าง(แค่ตื่นอย่างเดียวก็จะแย่)
วันก่อนที่คิดว่าจะนอนซัก 20 หน่วยเอาเข้าจริงแค่ 12 หน่วยเองเพราะแชทกับเพื่อน เบญบอกว่าเพื่อนๆนัดกินข้าวกันครบเลย(ยกเว้นฉันกับเล็ก)วรวรรณกับเซ้งก็ไป(ปกติทำงานกรุงเทพ)พวกเค้าไปเตรียมเรื่องแต่งงาน คุยกันไปจนตีสองนึกว่าวันรุ่งขึ้นบินสุราษฎร์ตอนเย็นค่อยนอนกลางวันปรากฎว่า OD โทรมาตอนแปดโมงเช้าบอกให้ไปบินเชียงรายเพราะสุราษฎร์เค้าเปลี่ยนเครื่องฉันบินไม่ได้ ไงหละต้องตื่นตอน 9 :30 อาบน้ำออกไปเช็คอินสรุปไฟล์ทนี้อาเจียนไปสองที ทรมานง่ะตั้งแต่จำความได้นี่อาเจียนเป็นครั้งที่สองกับสามในชีวิตตต..ฮือ..คงเพราะนอนไม่พอและนอนดึกแล้วยังไม่ได้กินยาแก้เมาด้วยเพราะเห็นว่าเป็น Domestic จะได้หัดไม่กินยา แต่หลังจากนี้กินยาตลอดหละเว้ยเมื่อวานไปภูเก็ต turbulance ทำให้มึนนิดๆขนาดกินยาแล้วนะนั่น
หยุดอยู่บ้านตั้งสองวัน จริงๆก็อยากไปเที่ยวอ่ะแต่ไม่ตังค์ซะแล้ว(midnight saleหนะสิ)เลยเช่าการ์ตูนมาอ่าน เรื่องเก่าๆที่อ่านค้างปีเอาไว้ทั้ง peach girl 10-12, Mars 14-15 แล้วก็เรื่องอื่นๆอีกปาไปไป 10 เล่ม ค่าเช่าเล่มละ 4 บาทแหนะแต่ก็นะประหยัดกว่าซื้ออ่านอยู่แล้วแถมไม่ต้องเก็บให้รกบ้านด้วย ตอนเย็นจะไปเปลี่ยนเรื่องใหม่ ตอนนี้เล่นเกมดีฝ่า
วันก่อนที่คิดว่าจะนอนซัก 20 หน่วยเอาเข้าจริงแค่ 12 หน่วยเองเพราะแชทกับเพื่อน เบญบอกว่าเพื่อนๆนัดกินข้าวกันครบเลย(ยกเว้นฉันกับเล็ก)วรวรรณกับเซ้งก็ไป(ปกติทำงานกรุงเทพ)พวกเค้าไปเตรียมเรื่องแต่งงาน คุยกันไปจนตีสองนึกว่าวันรุ่งขึ้นบินสุราษฎร์ตอนเย็นค่อยนอนกลางวันปรากฎว่า OD โทรมาตอนแปดโมงเช้าบอกให้ไปบินเชียงรายเพราะสุราษฎร์เค้าเปลี่ยนเครื่องฉันบินไม่ได้ ไงหละต้องตื่นตอน 9 :30 อาบน้ำออกไปเช็คอินสรุปไฟล์ทนี้อาเจียนไปสองที ทรมานง่ะตั้งแต่จำความได้นี่อาเจียนเป็นครั้งที่สองกับสามในชีวิตตต..ฮือ..คงเพราะนอนไม่พอและนอนดึกแล้วยังไม่ได้กินยาแก้เมาด้วยเพราะเห็นว่าเป็น Domestic จะได้หัดไม่กินยา แต่หลังจากนี้กินยาตลอดหละเว้ยเมื่อวานไปภูเก็ต turbulance ทำให้มึนนิดๆขนาดกินยาแล้วนะนั่น
หยุดอยู่บ้านตั้งสองวัน จริงๆก็อยากไปเที่ยวอ่ะแต่ไม่ตังค์ซะแล้ว(midnight saleหนะสิ)เลยเช่าการ์ตูนมาอ่าน เรื่องเก่าๆที่อ่านค้างปีเอาไว้ทั้ง peach girl 10-12, Mars 14-15 แล้วก็เรื่องอื่นๆอีกปาไปไป 10 เล่ม ค่าเช่าเล่มละ 4 บาทแหนะแต่ก็นะประหยัดกว่าซื้ออ่านอยู่แล้วแถมไม่ต้องเก็บให้รกบ้านด้วย ตอนเย็นจะไปเปลี่ยนเรื่องใหม่ ตอนนี้เล่นเกมดีฝ่า
Subscribe to:
Posts (Atom)