Friday, July 26, 2002

ไปเรียนภาษาอังกฤษวันแรกแทบจะเรียกว่า pre test ทั้งวันเลยเพื่อจะจัดกลุ่มนักเรียนที่มีพื้นฐานพอๆกันให้อยู่ด้วยกัน มีการอัดเสียงของเราด้วยครูให้พูดเกี่ยวกับตัวเอง 5 นาที ฉันพูดจบตั้งแต่ 2 นาทีแรกแล้ว จากนั้นก็นั่งเอ่ออ่าคิดว่าจะพูดอะไรต่อดีว้า...แล้วก็หาอะไรมาพูดแล้วก็หยุดไปอีกแล้วก็พูดขึ้นมาอีกเวลาห้านาทีมันยาวจริงๆเลยตอนนั้นหนะ ตอนฟังเทปที่ตัวเองพูดรู้สึกว่าเสร่อซะไม่มี

ก่อนกลับบ้านเค้าติดผลการจัดกลุ่มฉันอยู่ห้องคนเก่งซึ่งเค้าเก่งทั้งสอบและพูดด้วยนะ ฉันคงเสร่อสำเนียงกระเหรี่ยงสุดในห้องแน่ๆ

พรุ่งนี้จะไปทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือกับเพื่อนที่ห้องไปใช้เวลาร่วมกันซะหน่อยเดี๋ยวก็ไม่ได้เจอกันกลุ่มใหญ่ๆแล้วหละ

Thursday, July 25, 2002

วันสุดท้ายของการ mockup แล้วและฉันก็ได้ทำไฟล์ทสุดท้ายด้วย ยังรู้สึกไม่พอใจตัวเองและอ่านจาก comment ของเพื่อน(เวลาทำ mock up ครูให้เพื่อนๆจะเขียน comment การทำงานของเรา) เพื่อนจะเขียนว่าฉันดูไม่มั่นใจ กังวลเวลาพูดภาษาอังกฤษกลัวจะผิด ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฉันจะทำยังไงดีเวลาคงจะช่วยได้เพราะอยากน้อยๆ mock up หลังๆของฉัน ฉันก็พูดเต็มปากเต็มคำมากขึ้น ฉันก็ว่าฉันพัฒนาขึ้นกว่าตอนแรกและคิดว่าฉันจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ไม่ทำหน้าเหวอๆเวลางง ฉันก็อยากจะดูดีสง่างามเหมือนกันหละหน่า

ตอนบ่ายเป็นกิจกรรมเล่นเกม ร้องเพลง ตอนนี้แหละที่มีการเสียน้ำตากันเพราะมันเหมือนวันสุดท้ายของการเรียนแล้ว 3 เดือนเร็วไม่น่าเชื่อตอนแรกๆคิดว่า 3 เดือน(โครต)นานจังเลยแต่พอถึงวันนี้รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ครูให้ร้องเพลง green field ซึ้งกันน้ำตาเอ่อ แล้วก็มาจบที่การพูดความในใจ น้ำตายิ่งเอ่อกันไปใหญ่ ร้องไห้กันหลายคน ฟังเพื่อนๆเค้าบอกว่าไม่เคยเรียนหนักอย่างนี้มาก่อน สงสัยว่าเค้าเรียนกันยังไงไม่หนักหว่า แต่ก็อาจจะจริงก็ได้ถ้านับว่าเรียนหนักฉันก็ไม่เรียนหนักหรอกเพราะขี้เกียจแต่ถ้านับว่าเคยเรียนอะไรยากกว่าที่มาอบรมนี่คงจะใช่ แล้วมันก็ทำให้เจ็บใจตัวเองว่าเรียนอะไรยากกว่านี้ก็ทำได้แต่อะไรง่ายๆแค่นี้ทำไม่ได้ แค่นี้จำไม่ได้ โง่หรือว่าแก่แล้วฟระ ไม่รู้เหมือนกันว่าวันข้างหน้าที่เราต้องทดลองงาน 6 เดือนจะเป็นยังไง เราต้องไปคนเดียวไม่ได้มีเพื่อนไปกับเราด้วย เราจะได้รับตำแหน่งจริงๆ รับผิดชอบจริงๆ รุ่นพี่ที่ร่วมงานจะเป็นยังไง กลัวจังเลย ฉันยังคิดว่าฉันยังไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนมากพอไม่ได้พูดคุยให้รู้จักตัวตนของเค้าหรือให้เค้าได้รู้จักตัวตนของเรา แต่ครูก็ให้เราได้บอกความรู้สึกของเราต่อเพื่อนด้วยการเขียนจดหมายถึงเพื่อนคนละฉบับและถึงครูด้วย เอาหละสิ 53 ฉบับนะนั่น

พรุ่งนี้นับไปอีก 5 วันจะเรียนภาษาอังกฤษที่สำนักงานใหญ่ ไม่ได้เจอหน้าครูทั้ง 6 คนจนกว่าวันที่จะกลับมาสอบ final และประเมินผลครั้งที่สอง(หวังว่าคะแนน appearance ฉันจะดีขึ้นนะแต่งหน้าเด้งมากกว่าเดิม 2 เด้งแล้ว) และมีเวลาเจอเพื่อนประมาณ 9 วัน..ไม่อยากจะเชื่อว่าเวลาผ่านไปได้เร็วขนาดนี้

Tuesday, July 23, 2002

หลังจากทำ mock up สองวันติด(จันทร์เช้า,อังคารบ่าย)ให้ด้วยตำหนิจนจิตใจห่อเหี่ยวและเมื่อยเพราะว่าก่อนทำงานบ่ายของวันนี้ต้องยืน observe เพื่อนๆที่ทำงานตอนเช้าเมื่อยและระบมเท้าอีกแล้ว พรุ่งนี้นั่งเป็นผู้โดยสารแล้วก็กลับมายืนดูเพี่อนตอนเช้าทำงานตอนบ่ายอีกครั้งวันพฤหัส

ได้ฝึกบ่อยๆก็ดีเหมือนกันมือไม่ค่อยสั่นแล้ว เวลาพูดภาษาอังกฤษก็เต็มปากเต็มคำมากขึ้น รู้สึกตัวเองยืนตัวตรงไม่งอๆเหมือนแรกแต่โดนติบ่อยๆก็นะ..จิตใจแย่หนะแถมวันจันทร์หนะเจ็บทั้งใจเจ็บทั้งกายเพราะว่าเพื่อนร่วมงานและกาชากาแฟที่เพื่อนเก็บในตู้(เล็กๆ)ตกใส่ เพื่อนเค้าไม่ได้วางนอนซ้อนๆกันแต่วางตั้งเบียดๆไว้ ฉันเปิดตู้แล้วกาก็ตกลงมาแล้วฉันยังเอาหน้าแข้งไปรับซะอีกโดนพวยกาครูดหน้าแข้งแหก แต่จะให้งานโดยรวมดีหนะทุกคนต้องทำงานร่วมกันด้วยทำอะไรต้องช่วยกัน...เฮ้อคิดแล้วก็นะ..

ก่อนกลับบ้านแวะไปที่ lockerเพราะได้ยินว่า schedule (เรียกสั้นๆกันว่าสเกต) ที่จะบินเดือนหน้าออกแล้ว !!! ดูแล้วมีไฟล์ทเช้าแบบต้องตื่นประมาณตีสาม 2 ไฟล์ทแต่ที่เด็ดคือฉันเรียนจบวันที่ 9 มีงานปาร์ตี้ตอนกลางคืนแต่มีไฟล์ทต้องไปบินวันที่ 10 ซึ่งต้องไป chk in 8:55 AM งานปาร์ตี้ก็คงจะไม่ลงทุนแต่งตัวมากหละ(เป็นงานแฟนซี)เพราะต้องรีบกลับบ้านนอน ดูตารางของเพื่อนๆที่ไปเอาสเกตพร้อมๆกันทุกคนมี combo แบบ บิน 3 วัน 8 landing (กรุงเทพ-หาดใหญ่-กรุงเทพ-เชียงใหม่(ค้าง..อิอิกลับไปเยี่ยมบ้านฟรี)-กรุงเทพ-หาดใหญ่-สิงค์โปร(ค้าง)-หาดใหญ่-กรุงเทพ) แต่ฉันยังวนเวียนอยู่แถวสิงค์โปรอีกคือกลับมาจาก combo หยุด 1 วัน(แค่เนี้ยะ?!?)แล้วก็บินไปค้างสิงค์โปรอีกครั้ง(กรุงเทพ-ภูเก็ต-สิงค์โปร(ค้าง)-ภูเก็ต-กรุงเทพ) แล้วก็กลับมาหยุด 1 วันแล้วก็ไปสิงค์โปรอีกแต่คราวนี้ไปเช้ากลับเย็น ตารางบินดูแน่นๆประมาณว่าบินแล้วก็หยุด 1 วันแล้วก็บินแบบนี้ไปจนหมดเดือน แค่เห็นก็เหมือนจะเมาเครื่องซะแล้วเรา กลัวเรื่องไปนอนค้างสุดๆกลัวไม่ตื่น

ต้องเอาตารางบินไปคำนวณเวลา chk in จะได้ไม่พลาดให้โดนตัดคะแนนถ้าไปรายงานตัวช้าแต่คืนนี้งานด่วนกว่าคือคัดลายมือ(อีกแล้ว) โดนอีก 200 จบประโยคเดิมเลยถ้านับคืนนี้ด้วยสิริรวมเป็น 500 จบแล้วเนี่ย

Saturday, July 20, 2002

เมื่อคืนไปงานวันเกิดกวางที่ Passion เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันไปกินข้าวกับเพื่อนๆในรุ่น คืนนี้ครูนก ครูเป้ ครูใหญ่ก็ไปด้วย ฉันโดนแซวอีกต่างหากว่ามาได้ด้วยเหรอ แหมนะก็ไม่อยากโดนครูเป้ว่าอ่ะ (ตอนประเมินผลครั้งที่หนึ่งครูเคยถามว่าไปไหนกับเพื่อนบ้างหรือเปล่า) คนก็ไปกันเยอะนะในความรู้สึกของฉันแต่ครูบอกว่าน้อย คนที่ไม่มาครูยังโทรไปจิกแถมขู่ว่าถ้าไม่มาจะให้คะแนน social 2 (ถือว่าคะแนนต่ำมากแล้วฉันได้ apperance 2 มาแล้วซะด้วย)

คนไปร้านนี้เยอะเหมือนกันตัวร้านหนะเหมือนเป็นสี่เหลี่ยมจัตตุรัสมีที่ไม่มากแต่คนไปมีมากกว่า ที่นั่งข้างนอกก็ดูสบายเป็นเก้าอี้แบบนอนๆหนะ ถ้าเป็นหน้าหนาวคงจะดีเข้าไปอีก เพลงเพราะนักดนตรีก็เล่นดีแต่อาหารมีไม่มากราคาก็แพงเหมือนกัน ฉันอยู่ที่ร้านถึงเที่ยงคืนพี่ไปรับกลับบ้านแต่วันศุกร์ไม่ง่วงทุกทีนั่งดูทีวีถึงตีสอง ตอนเช้าตื่นมาหน้าตาเหมือนหมีแพนด้าไปใหญ่

มีการบ้านต้องทำแล้วก็ต้องเตรียมตัวสำหรับฝึกภาคปฎิบัติสัปดาห์หน้าฉันได้ทำตั้งสามครั้งวันจันทร์เช้า อังคารบ่าย พฤหัสบ่าย ได้ฝึกบ่อยๆก็ดีจะได้คล่องๆเวลาไปบินจริงจะได้ไม่เงอะงะ นอกจากการบ้านก็มีคัดลายมืออีกแล้วเพราะบ่ายวันพฤหัสคนที่รับผิดชอบเคลียร์ของที่ใช้ฝึกทำไม่เรียบร้อยครูเจี๊ยบโกรธที่พวกเราไม่รับผิดขอบอีกแล้วครูปรับเงินและให้คัดลายมือเหมือนอย่างเคย(ข้าพเจ้าต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้) 100 จบส่งวันศุกร์ปรากฏว่าฉันลืมคัด(แน่นอนไม่ใช่ฉันคนเดียวในห้องร้อก)เลยเจอไปอีก 100 จบ รวมเป็น 200 จบส่งวันจันทร์ คุณครูเสี่ยบอกว่าว่างๆคัดเผื่อไว้ก็ได้นะต้องมีกรณีแบบนี้อีกแน่ๆ

ฉันชอบครูเจี๊ยบ ครูคนอื่นฉันก็ชอบนะแต่เวลาครูเจี๊ยบสอน(ทั้งวิชาการและอบรมนิสัย)รู้สึกได้ถึงความห่วงใยความอบอุ่นเลยหละ ฉันชอบประโยคเดียวกับที่ครูชอบเหมือนกันและก็อยากรู้สึกได้แบบนั้นแม้ว่าจะเป็นขี้เกียจก็ตาม ครูพูดให้ฟังว่า If better is possible, good is not enough.

Tuesday, July 16, 2002

วันนี้เรียนการบริการของเครื่อง Airbus A330 กับ A333 มึนตึบตีกันยุ่งกับเครื่อง AB6, AB7 ที่ทำให้ปวดหัวเพราะห้องน้ำไม่เหมือนเดิม ครัวไม่เหมือนเดิม คนทำงานไม่เหมือนเดิม วิธีการเดินรถเครื่องดื่ม รถอาหารต่างกันเรียนแค่วันเดียวอีกต่างหาก (เครื่องเก่าหนะเรียนกันเป็นเดือน) พรุ่งนี้เรียน emergency ของเครื่องใหม่แล้ววันพฤหัสก็ทำ dry flight กันเลย เดี๋ยวก็ไปมึนต่อในห้อง Mock up อีก(ครูมักมีความเห็นไม่ตรงกันแล้วก็ขัดแย้งกันแล้วเราก็มึนหัวแตก)

พรุ่งนี้เรียน emergency 9:00 ตื่นสายหน่อยก็ดีนะ ตอนบ่ายไปดูเครื่องบินก็อาจเลิกเร็วอีกต่างหาก..วิเศษ

ป.ล สอบไม่ตก...ตลกจังเลย เปล่าหรอกก็สมควรไม่ตกแหละก็ทำได้อ่ะนะ อ่านมายากกว่าที่ออกสอบอีกแต่ก็ดีแล้วที่ไม่ออกยากเพราะอ่านไปก็จำไม่ได้

Sunday, July 14, 2002

แม่มาจากเชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อวานเพราะวันนี้ทำบุญคุณยายเสียครบ100 วัน น้าปลุกตั้งแต่ตีห้าแต่ฉันไม่ตื่นส่วนน้านอนตีหนึ่งตื่นตีสี่...ทำได้ไงเนี่ย ฉันตื่นคนสุดท้ายในบ้านเลยมั้งใช้วิชาวิ่งผ่านน้ำอย่างรวดเร็วแล้วก็ออกไปวัด
เราเลี้ยงพระเช้าเพราะตอนเพลท่านไม่ว่าง

เสร็จจากที่วัดกลับบ้านอยากจะนอนจริงๆเลยแต่ก็ออกไปตำหนักเจ้าแม่กวนอิมกับแม่ หนังสือก็อยากอ่านอ่านไม่ทันมีสอบวันจันทร์แต่ถ้าแม่ไปมาเราก็ไม่ไปคนเดียวร้อกอีกอย่างเราอธิษฐานไว้เยอะ(เรื่องงานนั่นแหละไม่มีเส้นแต่เราเน้นไสยศาสตร์ อิอิ) กว่าจะออกจากตำหนักก็บ่ายสองได้แล้วมั้ง หิวข้าว พาแม่ไปกินข้าวที่ไหนดีน้า..จะไปกินอาหารอินเดีย อากาศร้อนจะตาย จะไปกินร้านคุณอ้น( healthy spice)ก็แบบว่าจัตุจักรกลัวตบะแตกชวนแม่เดินเล่นซะอีก พาไปกินร้าน koko ที่สยามดีกว่าเคยไปกินกับก๊อกกับเอมาก่อน ยำ apple ก็อร่อยดี น้ำใบเตยก็หอมๆดี กินเสร็จก็กลับบ้าน

ไปอ่านหนังสือต่อก่อนยังไม่ได้อ่านอีกเล่มโตๆ อ่านจนปวดหัวแล้วเนี่ย ไม่เคยอ่านอะไรเยอะอย่างนี้เลย(แหงสิ..ว่างตั้งนานไม่อ่านมาอ่านก่อนสอบสองวันหัวแตกพอดี)

Thursday, July 11, 2002

หยุด 4 วันออกบ้านทุกวันไปหาเด็กๆที่ทำงานเก่า ไปดูหนังกับพี่ ไป fitness ไปทำธุระ ไปเรื่อยเปื่อยให้สาแก่ใจพรุ่งนี้ต้องกลับไปเรียนแล้ว วันจันทร์มีสอบใหญ่..เหมือนเดิมไม่อ่านหนังสือ จริงๆก็อ่านแล้วหละแต่ไม่จำ แก่แล้วหละสิ ไปอ่านต่อดีกว่าคราวนี้ถ้าสอบตกอดสอบ final ด้วยหละ

Sunday, July 07, 2002

my first flight to KTM

กลับมาถึงกรุงเทพด้วยความสบายใจแต่ไม่สบายกายเพราะเมาเครื่องนิดหน่อย ฉันก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองหายเมาเครื่องหรือยังเพราะเคยเมาแต่หลังสุด(นานมาแล้ว)ที่ขึ้นเครื่องไม่เป็นไรก็เลยขึ้นเครื่องไปแบบไม่กินยาแก้เมา

วันนี้เดินทางไป kathmandu ประเทศเนปาล เครื่องออก 10:30 แต่ต้องไปเช็คอิน 8:30 (สองชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องออก) ฉันไปกับอิสระ(บินไปดูงานไฟล์ทละสองคน)นัดมาเจอกันเจ็ดโมงนิดหน่อยเพราะต้องไปดูเมนูอาหาร(อีกอย่างก็ตื่นเต้นไง) เช็คอินเสร็จไปห้อง study room ดูรายการอาหารและ route spec จะบอก flight time เวลาที่เราสามารถทำงานได้จริงๆ(ตัดเวลาช่วง take off landing ออกไป) และขั้นตอนการบริการสำหรับไฟล์ทนั้นๆ เจอมื้ออาหารเที่ยงพอดี ก็โอเคนะเพราะตอนเรียนครูเค้าก็เน้นๆมันก็พอจะไหว ตอนเข้าห้อง brief ได้เจอพี่ๆตัวจริง(แอร์ สจ๊วตตัวจริงที่ให้บริการ) และ purser พี่ purser บอกว่าให้เราดูเฉยๆไม่ต้องช่วยเพราะจะเกะกะ ให้ห้อง brief เค้าจะให้ดูวีดิโอเรื่อง emergency บอกการบริการคร่าวๆให้เซ็นเอกสารจากนั้นก็ไปขึ้นรถเพื่อไปสนามบิน ตอนลงมาพี่น้ำให้ที่เปิดกระป๋องด้วย หน้าตาน่ารักแถมใจดีอีกต่างหาก(จริงๆก็ไม่น่าจะเป็นพี่หรอกใครจะมาแก่กว่าฉันอีกหละแต่นับ senior ก็ใช่เลย)

รถไปถึงสนามบินเราๆก็เดินไปเซ็นชื่อแล้วเดินเข้า(ไปไหนหละไม่รู้เค้าเรียกอะไร)ไปยังเกทที่เครื่องเราจอด เดินไกลเหมือนกัน นั่งรอเครื่องมาจอดต่องวง(aerobridge)และ cleaner ทำความสะอาดซักพักเราก็เข้าไปเตรียมงาน พี่ๆผู้หญิงเปลี่ยนเป็นชุดไทย(ชั่วโมงบินนานกว่าชั่วโมงครึ่งใส่ชุดไทย) ฉันกับอิสระไปไหว้กัปตัน(พี่ purser บอกว่าจะขอกัปตันให้ไปนั่งใน cockpit) กัปตันพาอิสระไปดูเครื่องข้างล่างด้วยฉันก็อยากไปแต่เค้าบอกว่าไม่ต้องไปมันร้อน ฉันก็ว่าง่ายนะไม่ให้ไปก็ไม่ไป(แต่อยากรู้มั่งนี่นา)ก็ไปช่วยจัดตระกร้า snack จัดหนังสือพิมพ์ อิสระกลับมาก็ไปศึกษางานจากพี่ๆผู้ชาย ได้ช่วยรับผู้โดยสารด้วยนะ ก็แค่ดู boarding pass นำทางช่วยยกกระเป๋าใส่ bin ปิดbin และทำท่าเช็คbin(ว่าปิดสนิท)เหมือนที่เราเคยเห็นแอร์เค้าทำต้องที่เราเป็นผู้โดยสาร ...เฮ้อ...ไม่อยากจะเชื่อว่าได้มาทำอย่างงี้

ผู้โดยสารขาไปไม่เต็ม เครื่องจะขึ้นแล้วอิสระเข้าไปใน cockpit ดูตอน take off (อยู่แล้วฉันขอไปดูตอน landing ดีกว่า) purser ให้ฉันนั่งที่ business นั่งติดกระจกดูวิวได้เหมือนกัน อยากจะอ้วกตอนมันเลี้ยว พอ seat belt sign off ก็ไปช่วยพี่ๆข้างหลัง ไอ้ที่เราเรียนๆมาหนะพี่เค้าก็ทำหลักๆแบบนั้นแหละแต่รายละเอียดไม่ใช่เลย ช่วยกันหมดไม่สนว่าใครตำแหน่งอะไร(เค้าจะมีตำแหน่งระบุประจำตัวแล้วหนังสือจะบอกว่าตำแหน่งไหนมีหน้าที่อะไรบ้าง) ต้องทำงานให้เร็วไว้ก่อน

ฉันก็ดูปกติดีไม่มึนไม่เมาอะไรจนมาเข้าชั่วโมงที่สามนี่แหละจะแย่ มึนหัวต้องนั่งพี่เค้าเรียกให้กินข้าวก็กินไม่ค่อยจะลงมันจะอ้วกซะมากกว่า เครื่องก็จะ land แล้วก็ต้องเข้าห้อง cockpit ก่อนจะ seat belt sign on (หลังจากนั้นเราจะเข้าไม่ได้เพราะเป็นช่วงสำคัญคือจะ landing นักบินต้องการสมาธิมาก) ฉันก็ต้องไปนั่งน้ำลายฟูมปากอยู่ในนั้นซักพัก เห็นเมฆเต็มไปหมดแต่ความรู้สึกตอนนั้นไม่ชื่นชมหรือมองอะไรสวยงามเพราะจะแย่แล้ว มองหา airsickness bag ไม่เห็น หาทางหนีที่ไล่ยังไงดี มองเห็นถุงอาเจียนที่นักบินเอามาใส่เอกสารคิดว่าฉุกเฉินถุงนี้แน่ เครื่องก็แล่นทะลุเมฆลงมาเรื่อยๆ(ลดระดับ) จนเห็นบ้านเมืองเนปาล นั่นไง!!! รันเวย์ได้โปรดแตะพื้นเร็วๆเลยกัปตัน ฉันก็นั่งลุ้นอยู่ข้างหลัง ในที่สุดก็ถึงพื้นอย่างปลอดภัยถุงที่เล็งไว้ก็ไม่ต้องใช้ กัปตันถามว่าเคยมาไหนแล้วบอกว่าที่ kathmandu นี่สนามปราบเซียนเพราะมันมีภูเขาล้อมรอบ เออ..แล้วไหนหละเอเวอร์เรสต์นั่งมองไปรอบๆก็มียอดนึงที่สูงๆกว่าเค้าใช่หรือเปล่านะ นักบินเค้าก็เช็คอะไรของเค้าไปฉันก็ออกมาคิดว่ากินยาแก้เมาดีฝ่ายังต้องบินกลับอีก 3 ชั่วโมงนะ ผู้โดยสารเต็มไม่มีที่ให้นั่งพักด้วย

จอดเครื่องประมาณ 1 ชั่วโมงให้ cleaner มาทำความสะอาด ที่สนามบินนี้ใช้รถบันไดมาต่อ ฉันกับอิสระชวนกันไปสูดอากาศเนปาลนอกลำ(ทำได้แค่นั้นแหละอยากจะเอาเท้าเราไปสัมผัสพื้นแผ่นดินเนปาลเหมือนกันแต่กลัวตำรวจเนปาลซิวซะก่อนก็พี่ท่านมายืนหน้าบันไดอ่ะ) ชักภาพมาเป็นที่ระลึกซึ่งดูแล้วพี่บอกว่าเหมือนถ่ายที่เชียงใหม่ ซักพักผู้โดยสารก็ขึ้นเครื่อง รับผู้โดยสารไม่หวาดไม่ไหวเต็มลำจริงๆว่างแต่ business 1 ที่(เค้าสำรองไว้ให้ฉันกับอิสระและช่างแล้ว) คราวนี้หละได้เห็นของจริงว่าผู้โดยสารเต็มจะเป็นยังไง พี่ๆเค้าก็ทำงานเร็วกว่าที่เราฝึกกันใน mock up ซะอีก ฉันไปช่วยแจก snack และเก็บแก้ว แจกฟอร์มเข้าประเทศ นอกนั้นก็มีไปสัมภาษณ์ผู้โดยสารตามที่ครูอาร์ตสั่งว่าให้สัมภาษณ์มา 5คน จริงๆก็อยากสัมภาษณ์ซัก 10 คือไป 5 กลับ 5 แต่ว่าสภาพไม่ไหวแล้น ตอนขากลับดีเลย์ด้วยเพราะฝนตก runway ลื่น ก็ไม่เอาเครื่องชึ้น ตอนบินกลับ seat belt sign on ตั้ง 2 ที่เพราะอากาศไม่ดี มี turbulance เป็นพักๆ เครื่องสั่นยิ่งกว่าขาไปอีก มาถึงกรุงเทพหกโมงครึ่งกว่าจะออกมากันกว่าจะกลับ crew center ก็ทุ่มกว่า ขนาดฉันไม่ได้ทำงานอะไรนะยังเหนื่อยเลย แต่คิดว่าถ้าเราได้เห็นไฟล์ทยากๆแล้วหละก็ไปไหนคราวนี้ก็สบาย แต่ต้องปรับตัวให้เป็นคนทำอะไรว่องไว พี่ๆเค้าเปลี่ยนชุดกันไวมากๆ(ตอนกลับต้องเปลี่ยนจากชุดไทยเป็นยูนิฟอร์ม)

ป.ล เรื่องล่องแก่งเขียนแล้ว อ่านได้ 1.7.02

Thursday, July 04, 2002

ผิดหวังในตัวเองจนอยากจะร้องไห้ ทำไมเรื่องอะไรมากมายที่เราทำได้แต่แค่การเสริฟอาหารกลับทำไม่ได้ดี แถมยังโง่เรื่องภาษาอังกฤษอีกพูดอะไรไม่ได้เรื่องเอาซะเลย มีครูคอยชี้จุดที่ผิดตลอดการทำ mock up แล้วฉันก็ผิดอยู่ได้ เงะงะเกินกว่าตัวเองจะรับได้ รู้สึก down อย่างแรง เขาอื่นเค้าก็ผิดกันทั้งนั้นแหละแต่ฉันรู้สึกแย่จนปวดหัวฉันว่าฉันต้องทำได้ดีกว่านี้สิ แต่เวลาสำคัญฉันควบคุมสติตัวเองไม่ได้เอาซะเลย

พรุ่งนี้ไม่มี mock upแต่ก็คงแย่ไม่ต่างกันเท่าไหร่(หรือแย่กว่า)เพราะเห็นว่าจะมีเรียกรายตัวไปประเมินไม่รู้ประเมินความเป็นเรา(บุคลิก นิสัย จุดดี จุดด้อย)หรือประเมินความรู้แต่แน่ๆไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ร้อก

ตอนกลับบ้านบ่นกับเพื่อนฉันว่าฉันต้องการพูดอะไรบ่นๆออกไปให้มันออกไปจากใจซะบ้าง ปูก็บอกว่าให้ฉันมั่นใจในตัวเองหน่อย ใช่เลยฉันไม่มั่นใจในตัวเองเอาซะเลย ก็ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ไม่มั่นใจในตัวเองเพราะตอนเด็กๆมันก็ยังมั่นๆอยู่แหละว่าเราก็เจ๋งเว้ย something like I’m the one but now I feel like I’m nothing.

การบ้านต้องส่งพรุ่งนี้บานโดนคัดลายมือเพราะว่ามีคนทำ boarding pass หายแต่ไม่มีใครรับผิดครูให้คัด "ข้าพเจ้าต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้" ทั้งห้องคนละ 100 จบ journal ก็ต้องส่ง ฉันจะคัดเพิ่มเองให้ตัวเองจำอีกด้วยนะว่า would you care for ...? (โดนว่าว่าพูดไม่สุภาพเพราะใช้คำว่า get)

Monday, July 01, 2002

“ออกเดินทางสู่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 9 (ขญ. 9) เพื่อเริ่มเดินทางเท้า 2.5 กม. สู่ตำนานสายน้ำอันยิ่งใหญ่ "แก่งหินเพิง" เริ่มต้นด้วยความมันส์กับการล่องแก่งที่จัดอยู่ในระดับ 3.5 ด้วยเรือยางล่องไปตามกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก หลากอารมณ์ที่ท้าทายวิญญาณ นักสู้ของท่านที่ "แก่งหินเพิง" ตามด้วยแก่งเบาๆ สบายๆ อย่าง"แก่งวังผักหนามล้อม" และ "แก่งวังบอน" ก่อนเตรียมปราบพยศที่ "แก่งลูกเสือ" และเราจะพาท่านมาเก็บความสนุกกับความโหด มันส์ ฮา ไม่แพ้แก่งอื่นที่ท่านสามารถสัมผัสได้ด้วยตัวของท่านเองที่จะปล่อยตัวล่องไปตามกระแสน้ำที่ไหลอย่างสบายๆ อย่าง "แก่งวังยาว" หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ช่องแคบมะละกา" จากนั้นติดตามด้วยความโหด (กรี๊ด) แบบที่สนุกไม่แพ้ใครมีฉายานามว่า "แก่งวังไทร" และหลังจากหมดเสียงกรี๊ดเราจะมาเล่น Wave ที่ "แก่งงูเห่า" และเราจะพาท่านเล่นน้ำมากับเพื่อนของท่านและความเย็นของน้ำที่จับใจ”

อ่านแล้วอยากไปมั้ย ? วันหยุดที่ใช้ชีวิตราบเรียบได้เปลี่ยนบรรยากาศไปทำอะไรที่ไม่เคยทำไปไหนที่ที่ไม่เคยไปอย่างนี้ซะบ้างใครจะพลาด ที่ทำงานเก่าเค้าจะไปเที่ยวกันฉันในฐานะหัวหน้าแก๊งค์เด็ก(ถึงแม้จะลาออกจากบริษัทมาแล้ว)ก็ต้องไปกับเด็กๆอยู่แล้ว ไม่ต้องจัดการอะไรเลยจ่ายแต่ตังค์แล้วรอรถมารับที่บ้านเท่านั้น(จะไปเที่ยวที่ไหนกันก็รู้วันที่ไปนั่นแหละ)

ออกเดินทางวันเสาร์ตอนเช้าสารถีก๊อกมารับที่บ้านไปเจอกับคนอื่นๆที่บริษัทแล้วก็ขับตามๆกันไปมีรถไป 3 คัน แก๊งค์เด็ก 1 คัน(ก๊อก เอ รสและฉัน) รถซุป(supervisor) 1 คัน(พี่วุฒิ พี่อี๊ด) รถผู้ใหญ่ 1 คัน(พี่บี พี่เล็ก อาโบ) ตอนเย็นจะตามมาอีกคันเรียกว่ารถเสี่ยงคงจะดี ขับโดยอิฐ และผู้ร่วมชะตากรรมอีกสองคือ ฝนกับน้องปาล์ม พวกที่ไปแต่เช้าได้ไปเที่ยวเขาใหญ่ก่อน ก๊อกนำทาง(ถิ่นของเขา)ไปดูน้ำตกเหวสุวัต น้ำตกก็โอเคแหละแต่เด็ดที่เจอหมีหมามันเดินออกมาจากป่ามาหาคน เจ้าหน้าที่กำลังนำทางมันจะพาไปเข้าป่า เค้าบอกว่าเลี้ยงมาแต่เด็กแล้วมันก็ติดคนซะแล้วเอาไปปล่อยก็เดินออกมาริมถนน หน้าตามันก็น่ารักอยากจะจับแต่ว่าเล็บมันยาวเหลือเกินเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่จับจะดีกว่า พอเราเดินกลับไปเอารถเพื่อจะไปที่อื่นต่อ หมีก็อยู่แถวต้นไม้แถวนั้นแต่มีคนสองคนดันไปล่อมันออกมาทีนี้มันก็เข้าไปในห้องน้ำหญิงห้องน้ำชายให้คนกรี๊ดกร๊าด(ฝรั่งชอบวิ่งมาดูใหญ่) เจ้าหน้าที่คนใหม่มาล่อมันออกจากห้องน้ำมันก็กอดก่ายและงับๆขาเจ้าหน้าที่ใหญ่เลย ฉันเห็นเค้าใส่ถุงขาวๆที่หน้าแข้งนึกว่าใช้กันหมีข่วนปรากฎว่ามันคือถุงเท้ากันทากต่างหาก

ทิ้งเจ้าหมีไว้ที่นั่นอยากจะถ่ายรูปเก็บไว้แต่ปรากฎว่าไม่มีใครซักคนเอากล้องถ่ายรูปมา...ให้ตาย ! จากนั้นคณะของเราก็เดินทางต่อไปน้ำตกเหวนรก(จริงๆ) กว่าจะได้ชมน้ำตกเดินกันนานเลยแถมที่มันนรกจัดๆก็ตรงที่ต้องเดินลงบันไดชันๆไปดูน้ำตกแต่ก็สวยคุ้มเหนื่อยเลยหละ น้ำสาดกระเซ็นสวยดี อีกครั้งที่ต้องบันทึกภาพไว้ในความทรงจำ(น่าจะมีทริปถ่ายรูปซ่อม) แล้วตอนเดินขึ้นจะกลับก็หอบแฮกไปตามๆกัน

ออกจากน้ำตกขับอ้อมไปดูอ่างเก็บน้ำมอสิงโต สวยยยยยยยยยยย (ได้โปรดมีทริปถ่ายรูปซ่อมเถอะ) ขับมาดูทุ่งหญ้าส่องหากวางก่อนเข้าที่พัก เราพักที่วังตะพาบรีสอร์ทไปถึงที่พักเค้าจัดอาหารเย็นไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือกันเลย ดูบอลไปด้วยกินไปด้วย พี่ฟู(เกาหลีเบอร์ 19)น่าร้าก... บอลจบรถอิฐยังมาไม่ถึง รอแล้วรอเล่าก็ไม่มา ออกจากกรุงเทพบ่ายสี่มาถึงสี่ทุ่ม(เว่อร์ไปป่าวหว่า) โทรกันครั้งสุดท้ายมันก็ใกล้แล้วแต่ไม่ถึงซะที(ขอโบวก...dtac ไม่มีสัญญาณ) ก๊อกต้องขับรถออกไปรับมาเพราะขับหลงกันไปถึงไหนไม่รู้แล้น มาถึงให้กินอาหารที่รีสอร์ทจัดไว้กับทำบาร์บีคิวที่เตรียมกันมา(ก๊อกเตรียม..อีกแล้นทำคนเดียวโม้ด เหนื่อยมะเนี่ยสงสัยจะไม่มีทริปหน้า) เพ้อเจ้อไปกินไปจนดึกดื่นก็แยกย้ายไปนอน พรุ่งนี้จะไปล่องแก่งแล้ว

เช้าวันอาทิตย์ตื่นมาทางที่พักเค้าก็มีอาหารเช้าบริการ พ่อก๊อกตามมาสมทบและพี่ๆอีกเพียบจากออฟฟิศ(เก่า) สิริรวมเป็น 18 คน 9โมงกว่าออกเดินทางไปแก่งหินเพิงทำทุกอย่างเหมือนที่เขียนไว้ข้างบน เดิน 2.5 กิโลไกลหวะถือพาย ถือหมวกกันน๊อค ใส่ชูชีพเดินไปด้วย (ถ่ายรูปมาดูงงๆอยู่ในป่าไผ่เหมือนจะไปขุดหน่อไม้แต่ใส่ชูชีพ)แล้วยังเพิ่มรสชาติด้วยแพคว่ำ(ไม่ใช่แพเรา อิอิ) และก้นกบฉันกระแทกหินตอนเอาตัวเราไปล่องในน้ำ 2 เด้งเจ็บสะเทือนใจจริงๆ

ขึ้นจากน้ำนั่งรถกลับที่พักอาบน้ำเก็บข้าวของเดินทางกลับกรุงเทพ บางคนก็กลับบ้านบางคน(ก็ไอ้รถ 3 คันแรกทั้งหมดแล้วก็อิฐ)ก็ไปต่อบ้านอาโบ(หัวหน้าแผนก)ไปดูบอลรอบชิงชนะเลิศที่นั่นก่อนกลับบ้าน

สนุกจังอยากไปเที่ยวอีก...แต่กลับมาไม่สบายรายงานก็ไม่เสร็จ วันที่ 4 เป็นคนเสริฟอีกแล้ว