Friday, May 24, 2002

วันนี้คงจะเป็นวันที่ไปเรียนแบบสบายที่สุดเลยเพราะบ่ายสองก็เลิกเรียนแล้วแถมไม่ต้องแต่งหน้าไปเรียนด้วย ใส่เสื้อกางเกงและรองเท้าส้นเตี้ยอีกต่างหาก จริงๆมันก็ไม่เรียกว่าเรียนหรอกเพราะวันนี้แค่ไปที่เวชศาสตร์การบินเพื่อเข้า hypobaric chamber เป็นห้องที่ใช้ฝึกเรื่องความดันบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตามความสูงระดับต่างๆ เครื่องนี้เป็นเครื่องใหม่และเป็นรุ่นใหม่ที่สุดและรุ่นฉันเป็นหนูทดลองรุ่นแรกที่ใช้ห้องนี้(จะได้ใบประกาศด้วยหละ)

ตอนแรกตื่นเต้นเหมือนกันกลัวจะหัวเราะน้ำลายไหล(เพราะขาดออกซิเจน) ฉันเป็นหนึ่งในสิบสองคนแรกของห้องที่ต้องเข้าห้องนี้ก่อนซะด้วยมองไปเห็นมีครูทหารมีหมอมาอยู่ใกล้ๆก็สบายใจแต่ปรากฎว่าเค้าไม่ให้เราทำ hypoxia(ขั้นไปที่ความสูง 25000 ฟุตแล้วเอาออกซิเจนมาส์กออกเพื่อให้ขาดอากาศแล้วดูว่าเรามีอาการยังไงจะได้ไว้สังเกตุตัวเองและผู้โดยสาร)

การไต่ระดับนั้นเค้าบอกว่าจะเริ่มจากศูนย์ไปที่ 5000 ฟุต ช่วงนี้ฉันไม่รู้สึกอะไร แล้วก็ลดระดับมาที่ 2000 ฟุตให้เราลอง clear หูแต่ฉันไม่ต้องทำอะไรไม่มีอาการเจ็บหู จากนั้นก็ไต่ระดับขึ้นไปใหม่ที่ 8000 ฟุต ฉันได้ยินเสียงปั๊ปๆในหูข้างซ้ายของตัวเองเป็นระยะมันคือลมในหูชั้นกลางที่ขยายตัวแล้วดันออกมาได้เอง ครูคงระดับความสูงไว้ที่ 8000 ซักพักเพราะว่าเป็นความดันในห้องโดยสารที่เราจะต้องไปทำงานต่อไปอีกนาน ฉันรู้สึกมั่นใจขึ้นเพราะคิดว่าตัวเองเมาเครื่องแต่ก็ไม่มีอะไรคิดว่าถ้าตอนทำงานเป็นได้แบบนี้ก็คงดี(ไม่นับเรื่องเหนื่อย) จากนั้นจะทำการไต่ระดับไปที่ 15000 ฟุตแต่เป็นนการไต่ระดับด้วยความเร็วที่มากขึ้นจำไม่ได้แต่ประมาณ 10000 กว่าฟุตต่อนาที(ปกติประมาณ 4000 ฟุตต่อนาที ถ้าจำไม่ผิด)เพื่อจะให้เกิดภาวะ rapid decompression ภาวะ RD เกิดได้ถ้าเครื่องบินเกิดมีหน้าต่างหลุด ประตูหลุด มีรอยแตก จะทำให้เกิดการถ่ายเทของอากาศ(หรือความดันนี่แหละ) ซึ่งทำให้เกิดเหตุการ์ณต่างๆเหมือนในหนัง แบบที่อะไรปลิวว่อน คนหลุดออกไปนอกเครื่อง มีไอน้ำ ขาดอากาศ ออกซิเจนมาส์กตกลงมา ตอนที่ไต่ระดับอย่างรวดเร็วก็มีไอน้ำให้เห็นด้วยและพอถึงความสูง 15000 ฟุตก็มีออกซิเจนมาส์กตกลงมาด้วย คว้ามาใส่กันใหญ่ แต่หลังจากลองบินเสร็จแล้วมาคุยกับหมอ หมอบอกว่าจริงๆไม่ต้องใช้มาส์กก็ได้ ความสูง 15000 ฟุตเราอยู่ได้ประมาณ 30 นาทีแบบไม่มีเครื่องช่วย

ขาลงก็ลดระดับลงมาเรื่อยๆ จนถึงพื้นเป็นอันจบ ฉันไม่ต้องทำ valsava (ปิดปากปิดจมูกแล้วทำเหมือนสั่งน้ำมูกเพื่อไล่อากาศให้เข้าไปที่หูชั้นกลาง) แต่มีเสียงปั๊ปๆในหูทั้งตอนขึ้นตอนลงแต่ครูสอนว่ามันจะเป็นเองตอนขาขึ้นแต่ตอนลงมันไม่มีอากาศในหูให้ดันออกมาแล้วเราต้องเอาอากาศเข้าไปในหูชั้นกลาง(ถ้าไม่เคลียร์หูแก้วหูอาจแตกได้) ฉันประหลาดอะไรนี่แต่ก็ดีแล้วที่ไม่เจ็บหูหนะแต่ว่าอาจต้องไปรื้อครอบฟันใหม่เพราะตอนที่ขึ้นไปสูงที่สุดรู้สึกหวาบๆที่ฟัน หมออาจครอบฟันไม่แน่นมีโพรงอากาศพอขึ้นไปที่สูงอากาศขยายตัวแล้วมันหาทางออกโดยไปทางรากฟันเลยโดนเส้นประสาททำให้เราเจ็บปวดได้ ถึงแม้ว่าตอนทำงานมันในห้องโดยสารมันจะเหมือนบินแค่ 5000-8000 ฟุตซึ่งระดับความสูงนี้ฉันไม่รู้สึกอะไรแต่ถ้าหวาบๆทุกไฟล์ทคงไม่สนุกแน่ๆ

ตอนบ่ายที่เพื่อนๆทำการบินจำลองกันหมดแล้วพวกครูๆเค้าสาธิต RD ให้ดูคือใน chamber มันมีห้องเล็กกับห้องใหญ่ เค้าให้ห้องเล็กมีความดันบรรยากาศเท่ากับความดันที่ความสูง 8000 เปรียบเหมือนในห้องโดยสาร และห้องใหญ่มีความดันเท่ากับที่ความสูง 35000 ฟุตคือความสูงจริงที่เครื่องบินบินแล้วเค้าก็ทำให้เกิด RD คือเหมือนมีกระจกแตก ช่วงเวลาไม่ทันกระพริบตาไอน้ำเกิดขึ้นพรึ่บเลย กรี๊ดกันซ้า...ขนาดยืนดูข้างนอกนะเนี่ย จนความดันมันเท่าๆกันไอน้ำก็หายไป สุดยอดแล้วววว คำแนะนำตอนเกิด RD คือให้เรานั่งรัดเข็มขัดแล้วเอาออกซิเจนมาส์กมาครอบ ครอบให้ตัวเองก่อนเสมอแล้วค่อยไปช่วยคนอื่น สมัยก่อนตอนที่นั่งเครื่องบินแล้วฟังเรื่องออกซิเจนมาส์กที่บอกว่าให้ใส่ให้ตัวเองก่อนค่อยใส่ให้คนข้างๆ นึกว่าเห็นแก่ตัวจริงๆไม่ใช่เพราะว่าถ้าเกิดการพร่องออกซิเจนขึ้นมาเราจะมีเวลาที่รู้สึกตัวดีประมาณ 3-5 นาทีก็ให้เราใส่มาส์กซะก่อนแล้วไปช่วยคนอื่น ถ้าคนอื่นเค้าเป็นลมไปแล้วพอเค้าได้ออกซิเจนเค้าก็จะรู้สึกขึ้นมาได้แต่ถ้าเราไปใส่ให้คนอื่นแล้วมันเกินเวลาที่เรารู้สึกตัวนั่นเราอาจจะนั่งยิ้มนั่งหัวเราะไอ้คนข้างเราอาจจะคิดว่าเราเจ๋งหวะไม่ต้องใช้มาส์กซึ่งจริงๆ hypoxia ไปแล้วอ่ะ

จบดูสาธิตก็แยกย้ายกลับ บีมมารับฉันที่เวชศาสตร์ฯ นี่ถ้าเขาไม่มีเรื่องทุกข์ใจฉันคงไม่ได้เจอะเจอเธอแน่แถมไม่มีทางที่เธอจะมารับฉันได้ แล้วเราก็ไปช้อปปิ้งบำบัดกันที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เสียเงินซื้อลิปสติกไปอีกแล้วจริงๆไม่เสียเงินเลย ฉันมีลิปสีชมพูซึ่งทาแล้วดูอึมครึมชอบกลแต่ลองให้บีมทาแล้วดูดีกว่าบีมเลยซื้อสีส้มแล้วเราก็เอามาแลกกัน สรุปสวยทั้งคู่ อิอิ เดินวนนั่นวนนี่ไปเรื่อยแต่ต้องกลับซะแล้วเพราะพี่กอล์ฟบอกให้ไปเจอที่ the mall วันๆนึงนี่ใช้เวลาไม่ถูกเลย งานก็มี เพื่อนก็อยากเจอ แฟนก็อยากเจอ เอาเข้าไป พรุ่งนี้เพื่อนที่ห้องก็จะไปเที่ยวกลางคืนอยากไปกับเพื่อนเหมือนกันแต่ก็ไม่อยากไปกลางคืน คุณพี่ก็จะมารับซะอีกสรุปไม่ต้องไปกับเพื่อน แต่พอคุยกันอีกทีพี่บอกว่าไว้คราวหน้าคืนพรุ่งนี้เค้าจะไปเที่ยวก่อน ดีเหมือนกันแฮะ ทีตอนกลับจากค่ายไม่สนใจ ชาไปหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไร

พรุ่งนี้ยังมีเรียนอีกหนึ่งวันเรียนเรื่องปฐมพยาบาล วันอาทิตย์หยุดวันเดียวมีงานส่งวันจันทร์เพียบ (วันจันทร์ก็เรียนนะคะ) ผ้าก็ไม่ได้รีดเป็นตั้งเลย แย่แน่ๆ

No comments: