Wednesday, May 29, 2002

ตอนเช้าลุ้นอุจจาระแตกอ่ะค่ะ ออกจากบ้านสาย( 6:55) รถติดมากแต่ก็ยังพอไปได้แต่ที่สุดๆก็สี่แยกในดวงใจอีกแล้ว ติดที่หลักสี่เกือบยี่สิบนาที นั่งติดอยู่ในรถตั้งแต่ 7:30 ไปถึงที่เรียน 7:50 ก็ไม่สายหรอกแต่ลุ้นเกินไปเกิดมีอาการซวยมาประกอบนี่จะพลาดเอาได้ง่ายๆ ไปถึงไม่ทันกินข้าวแต่ขอกาแฟก่อนเถอะ เมื่อคืนว่าจะนอนเร็วก็เกิดหาเรื่องลบสีเล็บจะทาใหม่ปรากฎว่าเที่ยงคืนยังไม่ได้นอนเลยทาสีแดงไม่ได้ แต่จะไม่ทาไปเรียนก็ไม่ได้ ต้องเอาสีมุขๆทาไปก่อน(กันตายไปเปราะนึงโดนว่าว่าสีอ่อนก็อีกเรื่องหนึ่ง) พรุ่งนี้ตรวจ apperance ซะด้วย(ผู้หญิงตรวจสีหน้า สีเล็บ สีปาก ขี้หู ผู้ชายเรื่องแต่งตัวคงไม่มีอะไรหรอกแต่ครูบอกว่าจะดูขนจมูกโผล่มาหละก็...) ก่อนกลับบ้านให้พี่(ดีใจวันนี้ไม่ต้องกลับเอง)พาไปทาเล็บ อ่ะโธ่ 20 บาทเองเสียไปเถอะดีกว่าทาเองเสียจิตเปล่าๆ พรุ่งนี้ต้องแต่งตัวดีๆหน่อย วันนี้ใส่เสื้อสยาม( 199 บาทและตัวสั้นเกินไปสำหรับฉัน คนอื่นเค้าใส่ก็เริ่ดกันทั้งน้านอ่ะ) โดนว่าเลย ว่าเสื้อสั้นและห้ามปล่อยชาย เนี่ยน้าวันนึงมันต้องมีไม่ดีซักอย่าง วันนึงหน้าเด้ง แต่งตัวห่วย วันไหนแต่งตัวดี หน้าแย่ ดีหมดเป็นไม่มี วันศุกร์มีหวังได้เพิ่มยอดหนี้กันซะเห็นว่ามี Sale

วันนี้ไม่มีการบ้าน!! แต่มีอะไรให้ท่องเยอะเลยสะสมมาตั้งแต่วันจันทร์(รวมทั้งบันทึกประจำวันด้วย) วันนี้เรียนเรื่อง catering มึนซะแต่จริงๆมันหนักที่สจ๊วตมากกว่าเพราะเป็นหน้าที่ของเขา ก่อนเลิกเรียนไป Mock up (เครื่องบินจำลองแบบให้เราฝึกงาน มีเก้าอี้ มีครัว มีหมดเหมือนเครื่องจริง) unit ใส่อาหารใส่ของไม่เบาเลยถ้าเป็นหน้าที่ของแอร์ตายแน่ และตอนที่มาดูครัวตรงกับพี่ๆเค้ามาเรียน first class (มั้ง) เราเลยได้กินผลไม้ ขนมปัง ทาร์ตผลไม้ ชีสและสารพัดที่เค้าเหลือๆหนะ fruit cheese อร่อยดี เหอะๆได้กินอาหารชั้น first class ซะด้วยเพิ่งรู้ว่ากล้วยหอมกินกับชีสอร่อย (เพื่อนๆบอกให้ลองดู ตอนนั้นในมือมี ซาลาลี ชีสและขนมปัง)

ไปอ่านหนังสือซะหน่อยไล่ไม่ทันแล้วพรุ่งนี้จะเรียนหน้าที่ของแอร์มีอะไรให้จำอีกมากแน่ๆ

Tuesday, May 28, 2002

เมื่อเช้าออกจากบ้านช้าเพราะเสียนิสัยอืดอาดอีกแล้วแถมแท็กซี่เสร่อ ฉันบอกแล้วว่าจาก local road ตรงแยกหสักสี่จะไป crew center ให้อยู่เลนขวา เลนขวา อีลุงแกก็ยังเสือกออกมาทางซ้ายหมายจะไปตัดหน้าคันอื่นเค้า สุดท้ายโดนบังคับเลี้ยวซ้ายเข้าแจ้งวัฒนะต้องไปกลับรถเลยมะเล่า แล้วแกยังมาทำเสียง จิ๊ จิ๊ อีกนะ มันต้องฉันสิไอ้คนที่เซ็งหนะ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาแล้วยังเสียอารมณ์อีกต่างหาก ดีนะว่ามีเวลาเหลือเฟือถ้าฉันไปช้าโดนตัดคะแนนใครจะรับผิดชอบอนาคตฉันนี่

จากเมื่อวานที่เรียนเรื่องการคำนวณเวลาให้พอมึนๆวันนี้มึนมากกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้างในเครื่องบินที่ฉันจะทำงาน เครื่องบินรุ่นแรกที่เรียนคือ Airbus A300 B6กับ B7 มีการบ้านด้วยมึนไปโม้ด ยังจำ 3 letter airport code ที่เรียนเมื่อวานไม่ได้เลยต้องมาจำอีกแล้วว่าอะไรอยู่ที่ไหนเป็นยังไงในเครื่อง แถมบันทึกประจำวันของสัปดาห์นี้ยังไม่ได้เริ่ม(ของสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งจะส่งวันนี้เอง)

คืนนี้ก็มีการบ้านต้องทำอีกแต่มาหารายงานให้เพื่อนๆก่อนแล้วจะทำรายชื่อเพื่อนในห้องให้หัวหน้าเค้าเช็คเวลาตามงานส่งซะหน่อย คนดีอ่ะนะ ฝึกไว้บริการคืองานของเรา แต่มันจะสี่ทุ่มแล้วน้ำก็ยังไม่ได้อาบ การบ้านก็ยังไม่ได้ทำ มีหวังพรุ่งนี้ต้องพึ่งกาแฟอีกแล้ว

Sunday, May 26, 2002

ตอนที่ดูหนัง legally blonde ฉันรู้สึกอยากเป็นนักเรียน ตอนนี้ฉันเป็นนักเรียนอีกครั้งแล้ว(มีอุปกรณ์การเรียนเยอะกว่าตอนเป็นนักเรียนซะอีก ปากกา hi-light อะไรตอนเรียนมหาวิทยาลัยไม่เคยใช้เล้ย) ตอนเช้าตื่นมานั่งปั่นบันทึกประจำวัน(บันทึกประจำวิชาต้องทำทุกวิชาที่เรียน)ตั้งแต่ของวันอังคารที่แล้วจนถึงวันเสาร์ ตอนนี้ยังค้างอีก 1 วันแต่ไว้ค่อยทำพรุ่งนี้ เอาเวลาไปรีดเสื้อที่จะใส่สัปดาห์หน้า กับมาต่อเนตหารายงานก่อน มีรายงานเรื่อง cognac ต้องส่งวันศุกร์ที่ 31 ฉันอาสาเพื่อนมาพิมพ์ให้แต่คิดว่าบางทีหาข้อมูลเพิ่มให้ตรงใจฉันอีกหน่อยก็คงดี ในใจคิดว่าน่าจะทำแบบว่า cognac คืออะไร(ฉันยังไม่รู้จักเลย) ผลิตจากอะไร ที่ไหน มียี่ห้ออะไรบ้าง เสิร์ฟแบบไหนได้บ้าง ทำนองนั้นหนะ คิดๆไปยังมีเวลาอีกตั้ง 4 วันนะ(ชักจะขี้เกียจแถมง่วงแล้วหละ)

เมื่อคืนไม่ได้ไปเที่ยวไหนหลังเรียนพี่กอล์ฟมารับไปบ้านพี่แตแล้วเราสามคนก็ไปทำพาสต้ากินกันที่บ้านพี่กบ(พี่สาวคนโตของพี่กอล์ฟ) พี่แตทำพาสต้าหอยลายตามสูตรของเจมมี่โอลิเวอร์(น่าร้ากกก)แล้วก็นั่งคุยนั่งเล่นกัน ได้ฝึกภาษาอังกฤษกับสามีพี่กบด้วย ก่อนกลับบ้านแวะไปเจอต่ายที่ชูก้าร์บีท ต่ายลงมางานแต่งงานเพื่อนที่กรุงเทพ คุยกันนิดหน่อยแล้วฉันก็กลับบ้านเพราะง่วงนอน อยากคุยด้วยนานๆเหมือนกันเพราะว่ากว่าจะได้กลับเชียงใหม่คงต้องรอเทรนจบก่อน

พรุ่งนี้มีเรียนต้องหอบหนังสือที่แจกมาไปด้วยทุกเล่มครูให้เอาใส่กระเป๋าลากไปเลยฉันไม่อยากจะลากเลยเพราะกว่าจะถึงปากซอยล้อสึกพอดี ถ้าแนะนำหนังสือกันเป็นที่รู้เรื่องเอาใส่เป้ไปเรียนได้ไหมน้า..

ป.ล ชอบเทสโตวาซาบิและชอบเพลง my December ด้วย ได้ฟังเพลงดังๆที่บ้านพี่แตรู้สึกดี วันที่ไปเรียนแต่ละวันเปิดแต่ทีวีอยากฟังเพลงแต่ไม่ได้ฟังเลยก็ยังดีที่ได้ดู Dexter ก่อนออกจากบ้าน(แต่ไม่ได้ดู cow& chicken power puff และ I am weasel)

Friday, May 24, 2002

วันนี้คงจะเป็นวันที่ไปเรียนแบบสบายที่สุดเลยเพราะบ่ายสองก็เลิกเรียนแล้วแถมไม่ต้องแต่งหน้าไปเรียนด้วย ใส่เสื้อกางเกงและรองเท้าส้นเตี้ยอีกต่างหาก จริงๆมันก็ไม่เรียกว่าเรียนหรอกเพราะวันนี้แค่ไปที่เวชศาสตร์การบินเพื่อเข้า hypobaric chamber เป็นห้องที่ใช้ฝึกเรื่องความดันบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตามความสูงระดับต่างๆ เครื่องนี้เป็นเครื่องใหม่และเป็นรุ่นใหม่ที่สุดและรุ่นฉันเป็นหนูทดลองรุ่นแรกที่ใช้ห้องนี้(จะได้ใบประกาศด้วยหละ)

ตอนแรกตื่นเต้นเหมือนกันกลัวจะหัวเราะน้ำลายไหล(เพราะขาดออกซิเจน) ฉันเป็นหนึ่งในสิบสองคนแรกของห้องที่ต้องเข้าห้องนี้ก่อนซะด้วยมองไปเห็นมีครูทหารมีหมอมาอยู่ใกล้ๆก็สบายใจแต่ปรากฎว่าเค้าไม่ให้เราทำ hypoxia(ขั้นไปที่ความสูง 25000 ฟุตแล้วเอาออกซิเจนมาส์กออกเพื่อให้ขาดอากาศแล้วดูว่าเรามีอาการยังไงจะได้ไว้สังเกตุตัวเองและผู้โดยสาร)

การไต่ระดับนั้นเค้าบอกว่าจะเริ่มจากศูนย์ไปที่ 5000 ฟุต ช่วงนี้ฉันไม่รู้สึกอะไร แล้วก็ลดระดับมาที่ 2000 ฟุตให้เราลอง clear หูแต่ฉันไม่ต้องทำอะไรไม่มีอาการเจ็บหู จากนั้นก็ไต่ระดับขึ้นไปใหม่ที่ 8000 ฟุต ฉันได้ยินเสียงปั๊ปๆในหูข้างซ้ายของตัวเองเป็นระยะมันคือลมในหูชั้นกลางที่ขยายตัวแล้วดันออกมาได้เอง ครูคงระดับความสูงไว้ที่ 8000 ซักพักเพราะว่าเป็นความดันในห้องโดยสารที่เราจะต้องไปทำงานต่อไปอีกนาน ฉันรู้สึกมั่นใจขึ้นเพราะคิดว่าตัวเองเมาเครื่องแต่ก็ไม่มีอะไรคิดว่าถ้าตอนทำงานเป็นได้แบบนี้ก็คงดี(ไม่นับเรื่องเหนื่อย) จากนั้นจะทำการไต่ระดับไปที่ 15000 ฟุตแต่เป็นนการไต่ระดับด้วยความเร็วที่มากขึ้นจำไม่ได้แต่ประมาณ 10000 กว่าฟุตต่อนาที(ปกติประมาณ 4000 ฟุตต่อนาที ถ้าจำไม่ผิด)เพื่อจะให้เกิดภาวะ rapid decompression ภาวะ RD เกิดได้ถ้าเครื่องบินเกิดมีหน้าต่างหลุด ประตูหลุด มีรอยแตก จะทำให้เกิดการถ่ายเทของอากาศ(หรือความดันนี่แหละ) ซึ่งทำให้เกิดเหตุการ์ณต่างๆเหมือนในหนัง แบบที่อะไรปลิวว่อน คนหลุดออกไปนอกเครื่อง มีไอน้ำ ขาดอากาศ ออกซิเจนมาส์กตกลงมา ตอนที่ไต่ระดับอย่างรวดเร็วก็มีไอน้ำให้เห็นด้วยและพอถึงความสูง 15000 ฟุตก็มีออกซิเจนมาส์กตกลงมาด้วย คว้ามาใส่กันใหญ่ แต่หลังจากลองบินเสร็จแล้วมาคุยกับหมอ หมอบอกว่าจริงๆไม่ต้องใช้มาส์กก็ได้ ความสูง 15000 ฟุตเราอยู่ได้ประมาณ 30 นาทีแบบไม่มีเครื่องช่วย

ขาลงก็ลดระดับลงมาเรื่อยๆ จนถึงพื้นเป็นอันจบ ฉันไม่ต้องทำ valsava (ปิดปากปิดจมูกแล้วทำเหมือนสั่งน้ำมูกเพื่อไล่อากาศให้เข้าไปที่หูชั้นกลาง) แต่มีเสียงปั๊ปๆในหูทั้งตอนขึ้นตอนลงแต่ครูสอนว่ามันจะเป็นเองตอนขาขึ้นแต่ตอนลงมันไม่มีอากาศในหูให้ดันออกมาแล้วเราต้องเอาอากาศเข้าไปในหูชั้นกลาง(ถ้าไม่เคลียร์หูแก้วหูอาจแตกได้) ฉันประหลาดอะไรนี่แต่ก็ดีแล้วที่ไม่เจ็บหูหนะแต่ว่าอาจต้องไปรื้อครอบฟันใหม่เพราะตอนที่ขึ้นไปสูงที่สุดรู้สึกหวาบๆที่ฟัน หมออาจครอบฟันไม่แน่นมีโพรงอากาศพอขึ้นไปที่สูงอากาศขยายตัวแล้วมันหาทางออกโดยไปทางรากฟันเลยโดนเส้นประสาททำให้เราเจ็บปวดได้ ถึงแม้ว่าตอนทำงานมันในห้องโดยสารมันจะเหมือนบินแค่ 5000-8000 ฟุตซึ่งระดับความสูงนี้ฉันไม่รู้สึกอะไรแต่ถ้าหวาบๆทุกไฟล์ทคงไม่สนุกแน่ๆ

ตอนบ่ายที่เพื่อนๆทำการบินจำลองกันหมดแล้วพวกครูๆเค้าสาธิต RD ให้ดูคือใน chamber มันมีห้องเล็กกับห้องใหญ่ เค้าให้ห้องเล็กมีความดันบรรยากาศเท่ากับความดันที่ความสูง 8000 เปรียบเหมือนในห้องโดยสาร และห้องใหญ่มีความดันเท่ากับที่ความสูง 35000 ฟุตคือความสูงจริงที่เครื่องบินบินแล้วเค้าก็ทำให้เกิด RD คือเหมือนมีกระจกแตก ช่วงเวลาไม่ทันกระพริบตาไอน้ำเกิดขึ้นพรึ่บเลย กรี๊ดกันซ้า...ขนาดยืนดูข้างนอกนะเนี่ย จนความดันมันเท่าๆกันไอน้ำก็หายไป สุดยอดแล้วววว คำแนะนำตอนเกิด RD คือให้เรานั่งรัดเข็มขัดแล้วเอาออกซิเจนมาส์กมาครอบ ครอบให้ตัวเองก่อนเสมอแล้วค่อยไปช่วยคนอื่น สมัยก่อนตอนที่นั่งเครื่องบินแล้วฟังเรื่องออกซิเจนมาส์กที่บอกว่าให้ใส่ให้ตัวเองก่อนค่อยใส่ให้คนข้างๆ นึกว่าเห็นแก่ตัวจริงๆไม่ใช่เพราะว่าถ้าเกิดการพร่องออกซิเจนขึ้นมาเราจะมีเวลาที่รู้สึกตัวดีประมาณ 3-5 นาทีก็ให้เราใส่มาส์กซะก่อนแล้วไปช่วยคนอื่น ถ้าคนอื่นเค้าเป็นลมไปแล้วพอเค้าได้ออกซิเจนเค้าก็จะรู้สึกขึ้นมาได้แต่ถ้าเราไปใส่ให้คนอื่นแล้วมันเกินเวลาที่เรารู้สึกตัวนั่นเราอาจจะนั่งยิ้มนั่งหัวเราะไอ้คนข้างเราอาจจะคิดว่าเราเจ๋งหวะไม่ต้องใช้มาส์กซึ่งจริงๆ hypoxia ไปแล้วอ่ะ

จบดูสาธิตก็แยกย้ายกลับ บีมมารับฉันที่เวชศาสตร์ฯ นี่ถ้าเขาไม่มีเรื่องทุกข์ใจฉันคงไม่ได้เจอะเจอเธอแน่แถมไม่มีทางที่เธอจะมารับฉันได้ แล้วเราก็ไปช้อปปิ้งบำบัดกันที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เสียเงินซื้อลิปสติกไปอีกแล้วจริงๆไม่เสียเงินเลย ฉันมีลิปสีชมพูซึ่งทาแล้วดูอึมครึมชอบกลแต่ลองให้บีมทาแล้วดูดีกว่าบีมเลยซื้อสีส้มแล้วเราก็เอามาแลกกัน สรุปสวยทั้งคู่ อิอิ เดินวนนั่นวนนี่ไปเรื่อยแต่ต้องกลับซะแล้วเพราะพี่กอล์ฟบอกให้ไปเจอที่ the mall วันๆนึงนี่ใช้เวลาไม่ถูกเลย งานก็มี เพื่อนก็อยากเจอ แฟนก็อยากเจอ เอาเข้าไป พรุ่งนี้เพื่อนที่ห้องก็จะไปเที่ยวกลางคืนอยากไปกับเพื่อนเหมือนกันแต่ก็ไม่อยากไปกลางคืน คุณพี่ก็จะมารับซะอีกสรุปไม่ต้องไปกับเพื่อน แต่พอคุยกันอีกทีพี่บอกว่าไว้คราวหน้าคืนพรุ่งนี้เค้าจะไปเที่ยวก่อน ดีเหมือนกันแฮะ ทีตอนกลับจากค่ายไม่สนใจ ชาไปหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไร

พรุ่งนี้ยังมีเรียนอีกหนึ่งวันเรียนเรื่องปฐมพยาบาล วันอาทิตย์หยุดวันเดียวมีงานส่งวันจันทร์เพียบ (วันจันทร์ก็เรียนนะคะ) ผ้าก็ไม่ได้รีดเป็นตั้งเลย แย่แน่ๆ

Thursday, May 23, 2002

ใส่รองเท้าส้นสูงทุกวันชักจะแย่เจ็บนิ้วก้อยมากเลยแต่ต้องใส่ทุกวันแบบนี้คงจะหนาด้านไม่เจ็บไม่ปวดไปเองในที่สุด วันนี้แต่งตัวไม่ดีเลยจริงๆถ้าเป็นคนอื่นใส่ชุดแบบเดียวกันคงดูดีแต่ฉันใส่แล้วดูแย่จัง เสื้อสีเขียวๆฟ้าๆลายทางๆที่ใครๆเค้าก็มีกัน(แต่สีต่างกันไป หาได้ตามสยาม 199 บาท) แต่มันสั้นเกินกว่าจะเอาใส่ในกระโปรงได้ ก็เลยปล่อยชายไปโรงเรียน ดูแย่มากค่า..ตัวคล้ำๆ เสื้อสีเขียวแถมปล่อยชายอีกต่างหาก ความมั่นใจหดหาย แต่เพราะไปเรียนที่เวชศาสตร์การบินเลยช่างมันไม่เป็นไร สัปดาห์หน้าเรียนที่ crew center แล้วแต่งตัวโทรมโดนแน่ๆ

วันพรุ่งนี้ใส่กางเกงไปเรียนเพราะว่าจะเข้า chamber เป็นห้องปรับความดันต่ำเค้าจะให้เราฝึกแล้วก็ให้รู้อาการ hypoxia (พร่องออกซิเจน) ฉันหละกลัวทำอะไรน่าเกลียดๆออกไปจริง เวลาเราขาดออกซิเจนอาจจะหัวเราะไม่ใช่ว่าตลกนะแต่เพราะเรามีอาการหลงอยู่ในความสุข และมีอาการน่ากลัวๆอีกเยอะเลยเช่นอาจจะตดได้ เพราะว่ามีกาซในลำไส้ต้องนวดไล่มันอาจจะเรอหรือผายลมหนะ ครูบอกว่าถ้าเพื่อนได้กลิ่นเป็นความผิดเพื่อนแสดงว่าเพื่อนใส่ oxygen mask ไม่ดี แถมถ้าเราเคลียร์หูไม่ได้แก้วหูเราอาจแตกได้ด้วย สยองมากแล้วฉันเลือดจางกว่าเพื่อนๆอยู่แล้ว ฉันต้องตายก่อนแน่ๆ แถมฉันมีเม็ดเลือดไม่ปกติเม็ดเลือดน่ารักๆของฉันต้องแตกกระจายเยอะแหงๆ แถมฉันเข้าเป็น flight แรกอีกต่างหากเวรแล้ว

ตอนเย็นกลับมาที่ crew center มาลองยูนิฟอร์มต้องแก้กระโปรงขึ้นนิดหน่อยแต่เสื้อใส่ได้พอดีก็เอาเสื้อกลับบ้านมาสองตัวคือสีขาวคอจีน กับสีม่วงคอกลม แต่อีกนานกว่าจะได้ใส่ยูนิฟอร์มซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะถ้าใส่ยูนิฟอร์แล้วเราต้องดูดีตลอดเวลากว่านี้ไปอีก จนถึงวันนี้ส่องกระจกมากกว่าที่เคยส่องมาตลอดตั้งแต่ต้นปีแล้วมั้ง แปลกดีเหมือนกันนะที่ทุกวันนี้เรื่องที่คุยก็จะเป็นสีของหน้า(แบบว่าฉันแต่งหน้าไม่ได้เรื่อง แต่งหน้าแล้วตัวเองดูดำลงไปอีก) สีของลิปสติก สีของยาทาเล็บ จริงๆมันก็แค่ไม่อยากโดนตัดคะแนนในเรื่องที่เราควบคุมได้หนะ อ๋อแต่นอกจากจะต้องเสียเงินไปกับเครื่องสำอางค์แล้วเหมือนจะต้องเสียเงินซื้อซิลิโคนอีกต่างหากแบ่บว่าใส่ชุดทูนิก(สีม่วงทั้งเสื้อและกระโปรง)แล้วกระดานมากค่ะ ครูบอกว่าไม่สวยเลยแล้วถ้าใส่ชุดไทยจะไปกันใหญ่ เงินเดือนยังไม่ได้เลยอาศัยมนต์ดำ(visa) ตลอดได้เงินค่าบินมาก็เอามาใช้หนี้อีกเจริญแน่ๆ

ต้องรีบไปเข้านอนแล้วหละร่างกายจะได้แข็งแรงไม่อ่อนเพลียมากเวลาเข้า chamber (ไม่ใช่ secret of chamber นะ) แล้วจะมาเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไง ราตรีสวัสดิ์

Monday, May 20, 2002

วันนี้ไปเรียนวันแรกที่ Crew center ตื่นตอนตีห้าไม่อยากจะตื่นเพราะฝนตกอากาศดีแต่ก็ไม่อยากจะเสี่ยงด้วยอนาคตทางการงานและชีวิต ออกจากบ้าน 6:30 ถึงที่เรียน 7:00 แต่ก็มีเพื่อนมาแล้วก็ไม่เหงา นั่งกินขนมในแคนทีน พอใกล้เวลาเรียนก็ขึ้นห้อง

เรียนวันแรกไม่ค่อยมีอะไรเรื่องพวกกฎระเบียบต่างๆฟังไม่ค่อยเข้าหัวอยู่แล้ว ส่วนเรื่องหน่วยงานที่สังกัดและหน้าที่รับผิดชอบของเขาที่มาเกี่ยวกับเราก็ฟังจนเข้าใจระดับนึง ห่างหายจากการฟังเลคเชอร์มานานคงต้องใช้เวลากว่าจะชิน แบบว่าได้ยินหรอกแต่จดไม่ทัน วันนี้ได้หนังสือกลับบ้าน 4 เล่ม ภาษาอังกฤษหมดเลย ตายแน่ๆ

ก่อนกลับบ้านไปเซ็นทรัลกับเพื่อน ไปหาลิปสติกใหม่ให้สีสดใส เงินก็ยังไม่มีนะแต่มีเรื่องให้เสียเงินอยู่เรื่อยต้องพึ่งอำนาจมืด(visa)อีกแล้ว คุณครูให้แต่งหน้าสีสดใสจืดชืดแบบคนป่วยใช้ไม่ได้ถ้าครูเตือนอีกจะหักคะแนน น่านนนนฉันเลยซื้อลิปสติกสีแดงมาซะเลย แจ่มซะไม่มี

สี่ทุ่มแล้วอยากจะนอนก่อนเมื่อคืนก็นอนดึกไว้วันหยุดค่อยเขียน portfolio เขาให้เขียนทุกวิชาที่เรียนเลยเพื่อดูว่าเราเข้าใจหรือเปล่า แต่ตอนนี้ง่วงแล้ว สัปดาห์นี้เรียนหกวันซะด้วยสิแต่พรุ่งนี้ครูนัด 7:30 ออกไปเรียนนอกสถานที่(อังคาร - ศุกร์) ควรจะไปนอนก่อนดีกว่าวันนี้กาแฟเกือบเอาไม่อยู่

Sunday, May 19, 2002

ฉันยังมีชีวิตอยู่...กลับจากค่ายวันศุกร์เย็นสะบักสะบอมใช่ได้ มีบาดแผลถลอกจากการเล่นสนามทดสอบกำลังใจ ต้นแขน ต้นขาปวดเมื่อยไปโม้ดดดด...แต่กระชับดีที่เดียวเพราะโดนทำโทษเยอะ ไม่คิดว่าการย่อเข่าครึ่งนั่งวันละซัก 30-40 ครั้ง 5 วันจะทำขางามเช่นนี้

ไว้ค่อยมาเล่าต่อเพราะต้องไปเขียนรายงานและหารูปหานั่นหานี่ส่งครูวันจันทร์ ยังไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง

Sunday, May 12, 2002

พรุ่งนี้ไปเข้าค่ายแล้วไปห้าวัน เค้านัด 6:15 AM ที่การบินไทย กระเป๋าก็ยังไม่ได้จัด ต้องรีบแล้วจะได้นอนเร็วๆเดี๋ยวไปสายจะซวยได้ค่า

10.05.02 * วันก่อน post ไม่ได้
ตีห้ารู้สึกตัวเพราะเสียงนาฬิกาปลุกอันใหม่ที่ได้จากก๊อกกับพี่ปอนด์แต่ก็ยังไม่ยอมลุกจากเตียง สุดท้ายก็นั่งลุ้นไปในแท็กซี่ตลอดทาง ก็ตื่นตอน 5:45 AM แล้วแหละแต่ชักช้าบ้าอะไรไม่รู้ (แต่งหน้าไง มัวดีเอาแปรงมาสคาร่าแทงตาอีกต่างหาก) คือพี่ๆนัดที่การบินไทย 7:45 AM แต่ฉันไปถึง 7:50 AM ยังไม่ทันจะเริ่มงานเล้ยยย...

ไปถึงนั่งรอเวลาซักพักพี่ๆเค้าก็เรียกให้ไปห้องประชุมให้เซ็นสัญญาจ้างงาน ชี้แจงอะไรต่างๆแล้วให้ไปถ่ายรูปติดบัตร ซึ่งต้องเปลี่ยนใส่เสื้อของแอร์ซะด้วย เฮ้อ..ไม่อยากจะเชื่อมาถึงขนาดนี้ได้ไงกันนี่

อยู่ถ่ายรูปกันจนเที่ยงลงไปทานข้าวแล้วกลับมาห้องประชุมอีกครั้ง ขนาดเข้าห้องไปตรงเวลาบ่ายโมงตรงยังโดนครูเม่นดุ ทีหลังจะทำอะไรคงต้องก่อนเวลาเท่านั้นอ่ะนะ ปลอดภัยไว้ก่อน คุณครูที่จะสอนพวกเรามาแจงตารางเรียน ฉันเป็นนักเรียนรุ่นสองพันสองราตรี ไม่ใช่ ! รุ่น2002/4 หนะ ดูตารางแล้วต๊ายตายอดกลับบ้าน นึกว่าจะได้กลับบ้านวันที่ 25-27 พ.ค แต่มีเรียนวันที่ 25 และ 27 แล้วจะได้กลับบ้านอีกทีเมื่อไหร่กันหนอ คิดถึงแมว

จากนั้นครูอี๊ดก็มาแจกเอกสารเรื่องที่จะไปเข้าค่ายที่เขาชะโงก มีรายการของที่ต้องเอาไป(ต้องซื้อเพียบ) ตารางเวลาและกิจกรรม โหดมิใช่น้อยมีปีนเขาด้วย โดดหอน้ำด้วย เดินป่า(ค้นหาอาหารที่เค้าเอาไปซ่อน) นอนป่า แถมนอนดึกแต่ต้องตื่นตีห้าสิบห้านาที(ให้เวลา 15 นาทีอาบน้ำ !?!?!) จริงๆก็ไม่เห็นต้องกลัวไปก่อนเลยแหมเราผ่านห้องเชียร์มาแล้วเรื่องแค่นี้จิ๊บๆหน่า(ปลอบใจตัวเองชัดๆ)

ชี้แจงอะไรกันเสร็จแล้วก็ถึงเวลาวัดตัวตัดชุดแล้วหละ ผู้ชายแยกไปวัดกันอีกที่แต่ผู้หญิงอยู่ห้องเดิมร้านตัดผ้าเค้าขนผ้าไหมมาให้เลือกในห้อง ตาลายไปหมดเลยหลากสีเหลือเกิน เค้าให้เลือก 4 พับเป็นชุดแบบมีสไบกับไม่มีสไบอย่างละสองชุด เลือกกันจนเหนื่อยแต่ละคนก็เรียกให้พี่อา(เค้าเป็นแอร์เก่าแต่มาทำงานออฟฟิศ)ช่วยดูให้ว่าสีไหนใส่แล้วเกิด พี่อาเหมาะแล้วที่จะเป็นแอร์ เค้าถูกเรียกทางนั้นทีทางนี้ทีไม่ยักกะมีสีหน้าหงุดหงิดแล้วก็ช่วยดูสีผ้าให้อย่างกระตือรือร้นมีรอยยิ้มเสมอด้วย(สรุปว่าพี่เค้าสวยด้วยใจดีด้วย) สีผ้าที่ฉันเลือกมาก็ไม่รู้เป็นยังไงบ้างดูเป็นผืนๆมันก็สวยดีแต่เอามาใส่มันอาจไม่เวิร์คได้(ไม่มีกระจกให้ดูใช้ทาบกับตัวแล้วถามเพื่อน ถามครู ถามพี่) แต่เด็ดๆเลยฉันมีสีเหลืองแดงกลายเป็นแมคโดนัลเคลื่อนที่

เลือกผ้าแล้วก็ไปวัดตัว วัดเท้า รับกระเป๋าลาก, กระเป๋าสะพาย(ใบใหญ่เหลือเกิน), ผ้าพันคอ,เข็ดขัด, ปีก, ถุงใส่เสื้อ,ชุดไปเข้าค่าย แล้วก็กลับบ้าน อ๊ะรุ่นฉันหนะมีดาราด้วยนะจำชื่อไม่ได้แต่เล่นละครช่องเจ็ดหนะ แล้วก็มีคนนึงหน้าตาเหมือนนักร้องที่ร้าน good view ไว้วันนึงจะถามซะให้รู้กันไปเลย

พี่กอล์ฟมารับกลับบ้านเป็นพระคุณจริงๆไม่งั้นต้องลากกระเป๋าออกมาเรียกแทกซี่ ถึงบ้านเห่ออวดของให้ที่บ้านดู(เห่อซ้า..) แล้วก็ออกไปกินสเต๊กลุงหนวดในซอยสามัคคีกับน้าป้อม น้าเลอสรร ปุ๊ก (ส่วนพี่ไปฉลองเงินเดือนขึ้นกับเพื่อนที่ทำงาน) กินสเต๊กข้างถนนกับสายผนปรอยๆ ได้บรรยากาศอีกแบบ

ที่ทำงานเก่าเป็นยังไงบ้างนะ วันนี้หัวหน้าทั้งหลายไม่อยู่คงจะร่าเริงกันน่าดูแค่โทรไปหาก็ได้ยินเสียงเพลงดังเชียว เออ..แก้ข่าวหน่อยซิ คนใหม่ที่จะมาหนะมาเดือนหน้าวันที่ 10 ต่างหากก็นึกว่าดีใจมากแบบฉันไปซะได้ก็ดีมีคนใหม่แล้วเว้ย...ตอนนี้มีของที่ระลึกจากเพื่อนๆ เฮ้อ...จริงๆมันก็อยู่ในกรุงเทพด้วยกันนั่นแหละน้า ไปดูตารางเรียนดีกว่าจะได้ดูนัดเที่ยวกันวันไหนได้บ้าง

Thursday, May 09, 2002

เมื่อคืนไปกินข้าวกันที่ Bar Baska ร้านอยู่ในซอยลึกลับขนาดนั้นก็ยังมีคนไปถ้าเราเป็นเจ้าของร้านคงจะปลื้มใจ บรรยากาศที่ร้านดูดี บริเวณรอบๆมีน้ำมีต้นไม้ เค้าจุดเทียนวางริมน้ำทำให้ดูดี ยังคิดว่าจะนั่งข้างนอกดีไหมแต่คิดว่าอากาศที่ร้อนอาจทำให้ไม่โสภามากนัก หน้าหนาวค่อยว่ากัน อาหารงั้นๆ(เมนูที่เราสั่ง)แต่ยำผักบุ้งกรอบก็โอเคดี เค้าเอาก้านผักบุ้งมาชุปแป้งทอดทำให้ดูสวยงามที่เคยกินมาจะเอาใบๆก้านๆ ถ้ามีเวลาแล้วนั่งคุยกันไปเรื่อยๆคงจะดีไม่น้อย

เมื่อคืนมีวงดนตรีเล่นด้วย(ก๊อกบอกว่าปกติไม่มีวงดนตรีเล่นจะเปิดเพลงเฉยๆ)เล่นเพลงแบบฟังสบายๆแหละ หลังจากที่เค้าตั้งเสียงตั้งสายกันเรียบร้อยเพลงแรกที่ร้องคือ Leaving on a jet plane อะไรมันจะอินกันปานนั้น ทานข้าวกันเสร็จไปต่อร้านไอติม Tuscanini (ไอเดียป๋าก๊อกอีกนั่นแล) มีไอติมรส Earl Gray ด้วยแหละ ยังมีรสขิงอีกด้วยแต่ไม่กล้าสั่ง(แล้วทำไมไม่ขอเค้าชิมเล่า จื้อบื้อ กลับบ้านไปปุ๊กบอกว่ามีรสกะเพราด้วยหนิ) ไอติมแปลกๆก็ยังมีอย่างอื่นอีกหวังว่าคราวหน้าจะได้ไปลองกินอีกที

กลับถึงบ้านประมาณห้าทุ่มกว่า ไปส่งพี่ปอนด์ ส่งรส แล้วก็ฉัน (เตะเอลงกลางทางไปตั้งนานแล้ว) ไอ่คนส่งอ่ะก๊อก ฉันมีรถที่ไหนเล่า ลำบากน้องต้องไปส่งบ้านแต่น้องคงจะเข้าใจแหละ ขอเห็นแก่ตัวอีกไม่กี่วันเท่านั้นเอง อีกหน่อยจะเป็นไงน้า กลับบ้านเองหลังเลิกเรียนแค่คิดก็เสียวซะแล้ว (มีแต่คนยุให้ซื้อรถ)

วันนี้มาทำงานวันสุดท้าย หนังสือลาออกยังไม่ได้เซ็นเลย ข้าวของเก็บเรียบร้อยแล้ว คิดไปใจหายเหมือนกันถึงทำงานแป๊ปเดียวแต่สนิทกับเพื่อนๆมากอย่างไม่น่าเชื่อ พี่ปอนด์กลัวว่าฉันจะลืมพวกเขาแต่ฉันกลัวพวกเขาจะลืมฉันก่อนเสียมากกว่า นี่ก็มีคนใหม่มาแทนฉันแล้วอ่ะ ยังไม่ทันจะไปเลย พรุ่งนี้ฉันไปคนใหม่มาแทนทันใด(แล้วจะกลับมาได้ไงอ่ะ Bossillaaaa) ฉันออกไปคนเดียวไปเจออะไรคนเดียว ใจก็ต้องคิดถึงกลุ่มแหงๆ คิดว่าต้องเพิ่มบริการ family & friend เสียแล้วหาเบอร์ที่โทรบ่อยมา 5 เบอร์นับๆดูเอาเบอร์น้อง เบอร์แฟน เบอร์บ้าน เบอร์ต่าย(ฉันต้องการจิตแพทย์แต่ไม่เอาไอ่เบญ...เบญอ่านแล้วรู้ไว้เลยฉันไม่เลือกแกเพราะคงจะทำให้ฉันเครียดเข้าไปใหญ่ :P) อีกเบอร์จะประมูล อิอิ

ตอนกลางวันไปกินข้าวมื้อกลางวันสุดท้ายกันที่ร้านยำแซ่บ แหงะไม่อร่อย ตอนบ่ายสามพี่อารีพี่อ้อพาไปเลี้ยงโอบองแปง ตอนเย็นวันนี้งดเดี๋ยวพรุ่งนี้ตาโบ๋ ตื่นสาย ซวยซะ

ว่างๆนั่งหาการ์ดไว้ส่งให้เพื่อนๆ แล้วลองไปดูดวงที่ sanrio ได้เคล็ดลับแบบอินๆมาด้วย
A little advice from Badtz-Maru :: If you’re separated from the one you love, say his/her name 3 times and send an e-mail. You feeling are sure to get through
แต่กว่าจะเรียกครบทุกคนคอแห้งพอดี

17:00 เดินไปขอลายเซ็น Bossilla เค้าบอกว่า last minute เพราะเค้าต้องไปสัมมนา เค้าอวยพรให้เราโชคดีและขอบคุณที่เรามาทำงานที่นี่ เราก็ขอบคุณเค้าด้วยและบอกว่าอย่าลืมตามเราไปงานปาร์ตี้ที่บ้าน อิอิ

ถึงเวลาร่ำลาคนอื่นแล้วหละ ไปเขียนจดหมายก่อนนะ

Wednesday, May 08, 2002

เห็นมะหละว่าสูติบัตรหนะมันไม่มีในบ้านจริงๆด้วย เดือดร้อนน้าป้อมพาไปแถมยังต้องไปรับอาแดงไปด้วยเพราะไม่รู้ว่าเขตบางกอกใหญ่ไปยังไง อาแดงก็ไม่แน่ใจว่าเขตมันย้ายไปไหนแล้วสามีของแกบอกว่าเห็นอยู่กลางสะพาน จริงๆด้วยมันอยู่กลางสะพานขับรถขึ้นสะพานแล้วจะเห็นป้ายชัดเจนแต่จะลงไปยังไงกันหละ ต้องไปกลับรถนู่นหน้าซอยจรัญฯ 5 ขากลับรถมารถติดแถมปรากฎว่ามาผิดเขต !!! เกิดศิริราชต้องไปบางกอกน้อย น้าปุ้มนะน้าปุ้มตอนคุยกันหละก็พูดถึงแต่บางกอกใหญ่แล้วไหงไม่ใช่หละ(น้าปุ้มเคยไปคัดสูติบัตรให้ปุ๊กครั้งนึง) โทรไปถามปรากฏว่าน้าไปคัดที่บางกอกน้อย แป่ว..

ขับรถไปบางกอกน้อย(อาแดงโทรถามทางเพื่อน) โอ้โฮกว่าจะถึงตัวสำนักงานเขตต้องเข้าซอยลึกล้ำเหลือเกินทำไมสถานที่สำคัญอะไรทำนองนี้มันเข้าถึงยากจริงๆ(อย่างน้อยก็สองเขตนี้หละ) ฉันกับแม่ลงไปติดต่อ น้ากับอาวนหาที่จอดรถ

ใช้เวลาไม่นานในการขอเอกสารแต่ต้องวิ่งเอาสูติบัตรตัวจริงไปถ่ายเอกสารหน้าเขต(เค้าไม่กลัวเราเอาไปเลยหรือไงนะ) พอเอามาให้ผู้ช่วยฝ่ายประทับตราเซ็นชื่อ เค้าถามว่าเกิด 18 เหรอขอไปทำอะไรคะนี้(จริงๆอาจจะคิดว่า แก่ขนาดนี้ยังจะเอาสูติบัตรไปทำอะไรคะนี่) เสียเงิน 5 บาทเป็นค่าธรรมเนียมเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ตอนเดินออกมาแม่บอกว่าที่หลังมาติดต่อราชการให้รู้จักไหว้ซะบ้าง(คือมือไม้หนูแข็งเหลือเกิน) แล้วน้าอาเค้าพามาขอบคุณเค้าด้วย
ออกจากซอยแคบๆลึกๆมาถึงถนนใหญ่อาแดงลงจากรถไปทำธุระต่อ(มาเพื่อเราจริงๆเลย) ติดรถน้ามาลงใกล้สถานีสุรศักดิ์ มาถึงที่ทำงาน 12: 20 อดไปกินฟรีมื้อกลางวันกับพี่อารีแถมเพื่อนๆที่แผนกไปกินข้าวกันหมดแล้ว!!! ไม่อยากจะเชื่อ พวกเค้าไปกินชั้นไอ แต่ฉันไม่อยากกินก็เลยเดินไปสรรพากรจะไปทำบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี ไปถึงต้องไปนั่งรอเจ้าหน้าที่กลับมาจากกินข้าวก่อน แถมเอกสารฉันไม่ครบลืมใบแจ้งความ แล้วเจ้าหน้าที่แนะนำว่าให้ใช้ที่อยู่บ้านก็ต้องเอาสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของน้ามาอีก ก็ต้องไปทำวันหลังอ่ะแหละแต่กว่าจะคิดภาษีกันอีกทีก็ปีหน้าอ่ะเนอะ ไม่รีบ ไม่รีบ ขากลับเดินซอยละลายทรัพย์ ซื้อทอดมันที่อยากกินมานานมากินเป็นอาหารกลางวัน

18:00 เลิกงานแล้วป๋าก๊อกไม่รู้อยู่ไหน แม้ว่าจะขาหักแต่เขาก็จะพาเด็กๆ(คนแก่อีกคน::พี่ปอนด์) ไปกินข้าว

ป.ล ตอนทำเวบแนะนำตัว Bossilla เดินมาชะโงกดูเฉยเลยเกือบจะหยุดหายใจแหนะตู เปล่าหรอกจังหวะนั้นหนะกำลังปิดพอดีเพราะกำลังจะ ftp ขึ้นเวบ เค้าเห็นแว้บๆแล้วถามว่าอะไรอ่ะดูดีนะ(อ๊ะจริงอ่ะ)ก็เปิดให้เขาดูหน่อยก็มีรูปเค้าด้วยนี่นา

Tuesday, May 07, 2002

ตื่นตั้งแต่ 6:30 ไม่ใช่ว่านอนเต็มอิ่มแล้วแต่เพราะร้อนและอาจเพราะติดเป็นนิสัยก็ได้แต่เมื่อคืนนอนดึกนะ ช่วงเช้าเลยหงุดหงิดนิดๆ

มาถึงที่ทำงาน Bossilla เรียกไปคุยด้วย(ไอ่หย๋า) เค้าพูดว่าได้ยินจากคุณวุฒิ( supervisor) ว่าฉันจะไปบินในไม่ช้าแล้ว ดีใจด้วยและถ้าจะออกสัปดาห์นี้ก็ไม่มีปัญหา(โอววว ใจดีจังเลย) เขาเสียใจเพราะฉันทำงานดีแต่ก็ดีใจด้วยที่ความฝันของฉันเป็นจริง สัปดาห์นี้เขาไปสัมมนาให้หาวันว่างสัปดาห์หน้ากินอาหารเย็นกัน (โอวววววววววววววววว ใจดีเข้าไปอีก) แล้วก็ในอนาคตยังไงถ้าจะกลับมา บริษัทก็ยินดี (เจ๋งงงงงงง เผื่อไปไม่รอดนะ) ไอ้ที่แปลๆมาข้างบนอาจจะเข้าข้างตัวเองแต่ก็ได้ยินชัดๆประมาณนั้นจริงๆ

ฉันบอก Bossilla ว่าทำงานที่นี่ดีมากๆ เพื่อนดีมากๆ แต่เพราะงานใหม่อันนี้เท่านั้นเลยนะก็ตัดสินใจลำบากอ่ะ แต่อยากลองทำดูแล้วฉันกลับมาได้ใช่ป่าว ออกจากห้องมาด้วยความมั่นใจมากขึ้นว่าไปไม่รอดหรือเรื่องมันไม่จริงๆยังมีที่ไปอยู่นะเฟ้ย มั่นใจครับมั่นใจ

โทรหาพี่อ้อแต่พี่อารีรับคือจะขอหมายเลขผู้เสียภาษีพี่เค้าจะหาให้และนัดไปกินข้าวเที่ยงพรุ่งนี้ ฮือ...พี่อ้อพี่อารีก็เป็นคนฮาๆสนุกๆ ก็ไม่อยากไปเพราะยังงี้ด้วยอ่ะน้า...

หลังจากนั้นก็ว่างเชียว วันนี้ทำไมไม่วุ่นวายแต่ก็ดีแหละ ฉันจะได้จัดการเมล(ลอก address ไปปะใน free mail) ทำ template ไดอารีเพราะจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษเผื่อ Bossilla จะอ่าน ส่งเมลบอกเพื่อนๆที่ทำงานเก่าเรื่องเปลี่ยนอีเมลซึ่งฉันถามอีเมลของน้องต่อจากตี้เพราะเห็นว่าเผื่ออาจได้ไปหามันที่อเมริกาแต่เมื่อได้รับจดหมายตอบจากต่อคิดว่าวันหนึ่งคงจะไปฆ่ามันแน่นอนใจความจดหมายตอบบอกว่า
“Long time no hear na P',good news that you're still alive.What kind of the hell (job) that you're gonna work la krub.I hope that it will not be drug detail na P'.
Almost 7 months,since Octorber 17th that i have left from Thailand(and “old company name” kingdom) .Everything in my life was change krub P'.No more crazy Thai friend like P'Pui and awsome friends…”
สมควรแล้วใช่ไหมที่ต้องไปลงไม้ลงมือซักกะหน่อย

ตอนเที่ยงหลังกินข้าวฉัน รส พี่ปอนด์เดินไปซอยละลายทรัพย์ ไปซื้อเค้กร้านโบว์ ปุ๊กอยากจะกินเค้กช็อกโกแลต อยากจะเดินซอยละลายทรัพย์ให้ทั่วจังเลยแฮะ จะมีของดีราคาถูกซ่อนอยู่หรือเปล่านะ

15:00 แม่โทรมาหาบอกว่าให้โทรกลับที่การบินไทย(เค้าโทรไปที่บ้าน ทำไมไม่โทรเข้ามือถือฉันตรงๆอ่ะ มีอะไรหรือเปล่า) ใจหายวูบนึกว่าแห้วแล้วตู ปรากฏว่าเขาขอหลักฐานเพิ่มซึ่งเป็นหลักฐานที่ดิฉันไม่เคยเห็นว่ามันน่าจะมีอยู่ภายในบ้านเลยอ่ะ สูจิบัตร(โอวววเลิกใช้ตั้งแต่สมัครเรียนอนุบาลแล้วมั้ง) หลักฐานการเปลี่ยนนามสกุล(ยัง..ยังไม่ได้แต่งงานหรือหย่าร้างอะไรแต่เปลี่ยนจากใช้นามสกุลของพ่อมาใช้ของแม่) แม่จะกลับเชียงใหม่วันที่ 13 แต่เค้าอยากได้วันที่ 10 แล้วถึงจะส่ง EMS มาวันที่ 14-15 ฉันก็ไปเข้าค่ายซึ่งถ้าให้เอกสารเขาช้าฉันก็จะได้เงินเดือนช้า เอ...คุยมาขนาดนี้ก็แปลว่าฉันได้งานที่นั่นแน่ๆแล้วอ่ะสิ สิ สิ อิ อิ อิ อิ จะได้เมลบอกตี้เพราะเพิ่งจะเมลมาตัดพ้อว่าเราไม่บอกเค้าเรื่องได้งานการบินไทย ใครจะกล้าบอกอ่ะก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันก็ไม่อยากโม้ไปทั่วแล้วหน้าแหกนี่นา

16:44 เงียบเหงาจังเลย user ไม่มีปัญหาเลยอ่ะ
18:00 เลิกงานแล้วหิวจัง กลับบ้านหละจะไปแวะ the mall มีบัตรลด 20% อยู่ 1 ใบเผื่อได้ใช้(เสียเงิน)

เมื่อวานพาปุ๊กไปตัดผม ไปเดินเล่น ไปร้านตัดผมจะให้ปุ๊กตัดผมกับเจฟฟี่ปรากฎว่าเค้ามาบ่ายสามแถมคนที่ร้านบอกว่าตัดกับคนนี้ 500 บาท ทำไมอ่ะตะก่อนเราตัด 350 เองอ่ะ เค้าตัดดีแล้วมีแต่คนมาจะให้เค้าตัดอ่ะสิท่า ขึ้นราคาเฉยเลยสรุปเพื่อไม่ใช่เสียเวลาปุ๊กก็ตัดผมกับช่างคนไหนก็ได้ ฉันก็ไปเล่นฟิตเนส แล้วก็กลับมาเดินสยามวนๆได้เสื้อมา 2 ตัวดีใจจริงๆ ตัวละ 199 กับ 200 ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อในห้าง แบบว่าไม่ใช่เรื่องมากแต่เสื้อผ้าส่วนมากมันไซส์เล็กเหลือเกิน อยากได้เสื้อที่มีชายเสื้อยาวพอจะเอาใส่ไปในกระโปรงได้แต่มันก็สั้นเกินไป(หรือฉันผิดเองที่ตัวยาว) ปรากฎว่าร้านที่ขาย 200 หนะเสื้อยาวกว่าหน่อยนึง ดี ดี ไว้วันหลังถ้ารู้ว่าต้องใส่เสื้อเชิ้ตทุกวันจะมาซื้อ(เพราะซื้อหลายตัวทีเดียวก็ไม่ลด) ชักจะทนร้อนไม่ไหวแล้วไปกินไก่กะต๊ากเป็นอาหารว่างยามบ่ายแล้วเหาะไปเดิน Kinokuniya ที่เอ็มโพเรี่ยม น้องไปดูหนังสือ ฉันก็ชักอยากจะศึกษาเรื่องฮ้วงจุ้ย ปรากฎว่าไม่ซื้ออ่ะส่วนนิยายก็ไว้จะมาซื้อให้ปุ๊กวันหลัง อ่านที่ซื้อมาจากจัตตุจักรให้หมดก่อนแล้วกัน เงินจะได้ไม่จมไง

จากเอ็มโพเรี่ยมมาต่อเซ็นทรัลชิดลม(ก็เอ็มฯไม่ sale นี่นาหรือว่าชนชั้นแรงงานไม่เกี่ยวกับห้างนี้) เดินเล่นดูนั่นนี่อยากได้ที่เช็ดตาเผอิญว่าพี่กอล์ฟต้องมาส่งพี่สาวเค้าแถวนี้ก็เลยขอให้เค้ามาหาหน่อยพี่มีบัตรเซ็นทรัล แหมลด 5% ก็ยังดีกว่าไม่ลดใช่ม้า ระหว่างรอพี่มาพาปุ๊กไปกินข้าวรอ ตอนเข้าร้านคนที่ต้อนรับพูดว่า 3 ที่นะครับ ฉันกับปุ๊กมองตากับปริบๆ ใครมาด้วยอ่ะ แบบว่ามันกันแค่สองคนนะจ๊ะ แล้วก็คุยกันว่าตั้งแต่เมื่อวานแล้วนา(วันอาทิตย์)ไปกินพิซซ่ากัน ฉัน ปุ๊กและแม่เข้าไปในร้านก่อน แล้วน้ากับภัทรตามมา ปรากฎว่าเด็กที่มารับออเดอร์ก็จะเอาน้ำมาเพิ่ม 3 แก้วอยู่นั่น ฉันก็ยังยั๊วะอยู่ว่าพูดไม่รู้เรื่องนี่หว่า แล้วใครอ่ะที่มาด้วยอ่ะ ยายเหรอหรือว่าใครง่ะ

พี่มาถึงก็ไปพาไปรูดบัตรให้หน่อยพี่บ่นกร่นด่าเรื่องใช้เงินไม่เข้าท่าของเราซะไม่มีดี

Saturday, May 04, 2002

พี่กอล์ฟมารับเด็กๆ(ปุ๊ก ภัทรและฉัน)ไปเที่ยว

ตอนเช้าไปเที่ยวจัตตุจักรแม่กับน้าก็ติดรถมาเดินเล่นด้วย กว่าจะหาที่จอดรถได้นานเลย เราเริ่มเดินจากโครงการในฝันก่อนไปดูหนังสือ น้าได้หนังสือทำขนม ฉันอยากได้หนังสือ origami (พับกล่อง)แต่แพงและซื้อมาก็คงยังไม่พับหรอกก็ประหยัดไว้ก่อนเพราะต้องเอาเงินไปซื้ออย่างอื่นอีกมาก แล้วเราก็ไปกินลอดช่องใบเตย หอมหวาน อร่อยดี(แต่แพงนะ 15 บาท) จากนั้นแม่กับน้าแยกไปเดินดูอะไรๆที่เค้าสนใจ ส่วนกลุ่มเราก็พาปุ๊กไปร้านหนังสือ(ก็มันถูกกว่าปกติ 20%) แล้วก็เดินมั่วๆไปมาอยู่แถวต้นไม้จนไปเจอร้านขายเสื้อยืดน่ารักปุ๊กก็เลยได้เสื้อไป 2 ตัว ฉันก็ซื้อมา 1 ตัว พี่กับภัทรหิวข้าวแล้วเริ่มหงุดหงิด อากาศก็ร้อนมากด้วยเดินต่อไม่ไหวอ่ะ

ไปเซ็นทรัลต่อกว่าจะวนหาที่จอดรถได้นานเลยคงเพราะงาน power buy แน่ๆ หิวแล้วนะแต่ก็ต้องรอโต๊ะอีก 10 นาที(จะกินร้านฟูจิ) ระหว่างรอโต๊ะฉันกับปุ๊กไปร้าน body shop ไปลงเวลาเรียนแต่งหน้าฟรี(เค้าส่ง email มา แหมถูกเวลาจริงๆ) เจออากาศร้อนๆดื่มน้ำไปเยอะพอมากินข้าวไม่ค่อยเจริญอาหารเท่าที่ควร กินข้าวเสร็จไปเล่นแต่งหน้า ภัทรบอกว่าหน้าตาเหมือนผู้ก่อการร้ายปลอมตัวมามากกว่า จดหมายที่เค้าส่งมาให้หนะเป็นการแต่งหน้า trend ล่าสุดแนววิบๆวับๆ ฉันว่าเวลาดูแล้วเหมือนหน้ามันๆ หน้ามีเหงื่อ แต่ถ้าเจอไฟสีเหลืองๆก็พอไหว สรุปเสียเงินซื้อเครื่องสำอางค์มา ยืมบัตรพี่รูดไปก่อนอีกต่างหากโดนว่าว่าใช้เงินเปลืองอีกด้วย โธ่แต่เค้าไม่มีอะไรซักอย่างนี่นา

ออกจากเซ็นทรัลไปร้านมัณตาแถวประชานิเวศน์ น้านัดไว้ตอนห้าโมงเย็น ที่บ้านจะเลี้ยงส่งพี่แก้วพยาบาลใจดีที่ดูแลคุณยายตอนเข้าโรงพยาบาล พี่เค้าจะไปเรียนต่อต่างประเทศ

กินข้าวกลับบ้านง่วงอยากนอนแล้ว พี่ส่งเราเสร็จกลับบ้านไปนอนเลย เค้าง่วงมาตั้งแต่บ่ายแล้ว นี่คงเพราะปุ๊กมาเที่ยวเลยทำให้ใจดีอดทนได้(ทั้งร้อน ทั้งรถติด)ไม่งั้นต้องฟาดงวงฟาดงา หงุดหงิดใส่ฉันแน่ๆ

Friday, May 03, 2002

วันนี้ก็ยังไม่เห็นจะมีใครมาคุยกับเราเลย ไหนว่าจะคุยกับเค้าไงหละตัวเองเดี๋ยวก็ชิ่งซะเลย

ตอนครึ่งเช้าเกือบเม้งแตกแหนะฉันหละไม่ชอบคนโวยวายขี้บ่นเล้ยยย แต่ก็สะกดเอาไว้คิดว่าฝึกไว้ก่อนอีกหน่อยคงจะเลวร้ายกว่านี้แหงๆ ระบายออกด้วยการวาดการ์ตูนประหลาดๆ ตาขวางๆมีเส้นเลือดปูดๆ เสียดายเอามาอวดไม่ได้(คือไม่กล้าไปขอพี่อารีสแกน) หลบไปคุยกับพี่อ้อพี่อารี พี่เค้าถามว่าไปแน่ๆใช่ไหม “ใช่เลย” แต่มันไม่ใช่ว่าเราอยากจะออกจากงานที่นี่หรือว่างานที่นี้ไม่สนุกนี่นาแต่ว่าอยากทำงานนั่นนี่นา คือไม่ได้อยากเป็นแอร์เพราะแค่คำว่าแอร์โฮสเตสแต่อยากทำอะไรแบบที่อาชีพนี้มันมีโอกาสได้ทำหนะ พี่อารีบอกว่ายังไงก็ต้องบอกเค้าอย่างเป็นทางการด้วยนะ

แต่จนแล้วจนรอดวันนี้ก็ไม่มีการคุยกันระหว่างพี่วุฒิ Bossilla และฉัน ใกล้เลิกงานมารุมกินไก่ กินพิซซ่า ฉันก็มองหน้า Bossilla แล้วนะเค้าก็มีท่าทีแล้วหละเพราะเค้าถามว่า doing fine? แน่นอนก็ยังสบายดีแล้วเค้าก็พูดแบบว่าวันนี้เราจะมีมิตติ้งนี่นา แล้วไงอ่ะ แล้วเค้ากินไก่แล้วเค้าก็หายไป

กลับบ้านดีฝ่าวันอังคารมาทำงานอีกทีค่อยว่ากัน ต้องไปทำบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีด้วย(ที่โดนจี้ไปไง)

Thursday, May 02, 2002

อ๊ากส์ เจอซาโตะออนไลน์ msn ต้องรีบทักทาย(วันอื่นเราคงไม่เล่นเนตที่บ้านเท่าไหร่) ถึงจะเป็นคนญี่ปุ่นอยู่ประเทศที่เราคิดว่าเทคโนโลยี้..โลยี เขาก็เพิ่งจะมาเล่น msn นี่แหละ ชินจังคงจะสอนหละมั้งเพราะชินจังเล่นก่อน

ปรากฎว่าซาโตะนอนไปซะแล้วที่กำลังคุยอยู่หนะแม่เค้า โอววว แม่ขาวันไหนหนูอาจจะได้ไปเยี่ยม อิอิ
เลิกงานฝนตกเซ็งงงง เข้าซอยบ้านต้องน่ากลัวกว่าปกติเข้าไปอีก
แถมไม่มีคนขึ้นรถไฟฟ้าเป็นเพื่อน(ก๊อกลาพักร้อน เอมีนัดกับเพื่อน)แถมโทรไปอ้อนพี่ พี่ก็ไม่สนใจ ฮือ..

ก่อนออกจากที่ทำงานพี่ปอนด์ถามว่าใครจะไปส่งหละวันนี้ โธ่...ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้วหละชั่วโมงนี้ นั่งรถไฟฟ้ามาต่อรถตู้แล้วใกล้ๆบ้านต่อแทกซี่เข้าซอยอีกที ประหยัดด้วยแล้วก็สบายใจไม่มีลุ้น(โดนจี้)แต่ก็ใช้ได้ในกรณีที่แทกซี่ดีอ่ะนะ

ทุกวันนี้ก็จิตตกไปมากเลย กลัวคนแปลกหน้าและหน้าแปลกๆ กลัวการไปไหนคนเดียวโดยเฉพาะกลางคืน จริงๆก็กลัวการนั่งแทกซี่แต่ก็ดีกว่าเดินในซอยเปลี่ยวๆ ตอนนี้ไปไหนมาไหนทำอะไรจะมองหน้าอีกฝ่ายเสมอ(ทุกทีไม่เคยดูเลย เดินสวนใคร ซื้อของกับแม่ค้าหน้าตายังไง ไม่รุ) ก็ดีมั้งกลายเป็นคนระแวดระวัง(คล้ายจะประสาท)มากขึ้น อย่าแปลกใจเลยถ้าเจอกันแล้วทำไมฉันคอยหันซ้ายหันขวาหนะ

เล่าเรื่องปาร์ตี้ดีกว่า...

ตกลงก็ไปงานปาร์ตี้ ฉันหนะอยากไปเพราะคิดว่าคงจะเป็นครั้งสุดท้าย(จริงๆชอบหมูย่างสูตรของ Bossilla) แต่ตอนแรกก็เกือบไม่สนุกซะแล้วเพราะสมาชิกแก๊งค์เด็กจะไม่ยอมไปเหลือแต่ฉันกับก๊อกแต่ในที่สุดก็ลากน้องรสไปด้วยจนได้
Bossilla ไม่เห็นมีทีท่าเหมือนรู้ว่าฉันจะออกเลย ตอนฉันไปดูๆเครื่องเสียงของเค้าก็มาบอกให้ฉันเป็น DJ คืนนี้ เรียกให้ฉันไปดูตู้ CD อยากเปิดอะไรก็เอาเลย แล้วยังตอนที่ยืนคุยกัน 3 คน (ฉัน ก๊อกและเค้า) ก็คุยดี คุยสารพัดหนะเรื่องเครื่องเสียง เรื่องเพลง เรื่องเที่ยว และเค้ายังว่าถ้าได้งานทำที่เมืองนอกให้ไปเลย ดีเพราะได้ประสพการ์ณอย่างอื่นด้วย(จะเข้าเรื่องฉันหรือเปล่านี่...เปล่าหวะ) ฉันก็พยักหน้างึกๆช่ายยยย อยากไปเมืองนอก ไอจะไปล้างจาน เค้าก็บอกว่าให้มันตรงกับ field หน่อย(จะเข้าเรื่องฉันหรือเปล่านี่ก็เรียนคอมเสือกจะไปเป็นแอร์...แต่ก็ไม่พูดถึง) แล้วก็คุยอะไรอีกซักพัก ชักสงสัยว่าพี่วุฒิคุยแล้วจริงๆเหรอเรียกพี่วุฒิมาถาม แกก็บอกว่า Bossilla รู้ก่อนแกจะไปบอกอีก(รู้จากพี่อารี) เมื่อสบโอกาสฉันเลยถาม Bosilla ว่าพี่อารีบอกอะไรหรือเปล่า เค้าตอบว่าเค้ารู้แล้วไว้คุยกันวันพฤหัส โอเควันพฤหัสก็วันพฤหัส(แต่วันพฤหัสก็ยังไม่คุย)

พอสี่ทุ่มแก๊งค์เด็กกลับบ้านเพราะรสไม่อยากกลับดึก น้าก็ไม่ให้ฉันกลับดึก ก๊อกก็ต้องไปพักผ่อนเพราะต้องขับรถไปต่างจังหวัดแต่เช้า

วันรุ่งขึ้นวันแรงงานไม่ได้ไปเที่ยวไหนตอนกลางวันเพราะฝนทำท่าจะตกและถ้าไม่ได้ออกไปไหนเลยจะเซ็งมากเพราะถูกแฟนงอนฟรีๆ คือฉันไม่ไปงานศพกับเค้าที่เพชรบุรีเพราะอยากไปเที่ยวกับเพื่อนๆง่ะ แต่น้องเอดันคิดว่าฉันจะไม่นัดแล้วก็เลยนัดเพื่อนแบบว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้(เพื่อนสาวแหงแก๋) ส่วนก๊อกโทรมาตอนเย็นๆว่ายังอยู่จันท์(หรืออะไรประมาณนั้น) พอดีเจ้าอิฐโทรมาบอกว่าเค้ากับพี่ปอนด์จะมารับไปกินข้าวเย็น(มากเพราะรอก๊อกด้วย)ซึ่งกว่าจะมาก็เกือบสองทุ่ม(โอววว ได้นั่ง CRV ใหม่) ฉันจะหลับซะแล้วและปวดหัวตึบๆ

ตอนแรกมันก็จะมีแค่อิฐ พี่ปอนด์ ฉันและก๊อกแต่อิฐกับพี่วุฒิเค้าโทรหากันหละมั้งเลยนัดมากินข้าวกับพวกพี่วุฒิ พี่อี๊ด พันและพี่ของเค้า และ Bossilla

ไปกินอาหารอิตาเลี่ยนที่ร้าน Ma Be Ba แถวหลังสวน ซึ่งกินกันจนเสร็จแล้วก๊อกก็ยังไม่มาเลยยยยย (สามทุ่ม) พาสต้าทะเลก็อร่อยดีและฉันชอบสลัด Insalata dello chef (rucola salad with grilled Italian sausange in balsamic dressing ถ้าจดมาไม่ผิด) ซึ่ง dressing มันเปรี้ยวๆดี(เหมือนซ้อสไก่งวง) ออกจากร้านประมาณสามทุ่มกว่าก๊อกกำลังมาแล้วก็เลยไปนัดเจอกันที่บ้าน Bossilla (พี่ปอนด์ไปส่งเค้าที่บ้าน) ส่วนคนอื่นๆก็กลับบ้าน

ไหนๆก๊อกก็มาแล้วก็ไปนั่งคุยกันต่ออีกหน่อยที่ร้าน Good evening แล้วก็กลับบ้านห้าทุ่ม