Tuesday, April 30, 2002

จากที่ service บนบกอีกหน่อยจะไป service บนฟ้าแล้วหละ
ได้รับโทรศัพท์ว่าให้ไปรายงานตัวเข้ารับการฝึกเป็นนางฟ้า !!!!!! อุ๊แม่เจ้าอะไรกันนี่ สมัครมาสองปีแล้วอ่ะ จนลืมไปแล้ว แล้วก็มาเรียกไปสอบต่อ ตอนนั้นก็มีใจขึ้นมาอีกว่าอยากได้ อยากได้งานนี้ แล้วก็มาคอตกกังวลเพราะผลตรวจสุขภาพมีปัญหาต้องไปตรวจเพิ่มแล้ว หมอบอกว่าพวกที่เรียกมาคือตกหมดนั่นแหละแต่ให้มาตรวจให้ละเอียดเผื่อว่ารักษาได้ ฉันก็กังวลหมดความหวัง(แต่ในใจก็อยากให้มีปาฎิหารย์สุดๆ) ชื่อก็เสือกไม่ขึ้นบอร์ดอีกนะพวกที่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมเนี่ย เค้าจะโทรมาเอง

แล้วเค้าก็โทรมา !!! แล้วที่เราได้ยินหละฝันไปหรือเปล่าหละ จริงหรือเปล่า ไม่ใช่ตูลาออกแล้ววันไปรายงานตัวเจ้าหน้าที่มาถามว่าหนูมาทำไมคะ บูมมมมมม ตายกันตรงนั้นเลยชีวิตที่เหลือจะทำไง จะหางานได้ไง ฉันโทรกลับไปถามเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่ามีชื่อฉันแน่ๆใช่ไหม เค้าถามหมายเลขไปแล้วก็บอกว่าให้มาวันที่ 10 พ.ค ตกลงเรื่องจริงใช่ไหมนี่ นี่ นี่ นี่ นี่(เสียงก้องอยู่ในหัว)

มือสั่นใจสั่นจะบอกใครก่อนดี HR, Supervisor, director มันไม่ถึง 30 วัน(แจ้งก่อนล่วงหน้า)เผ่นไปห้อง HR ก่อนพี่อารีย์ พี่อ้อ พี่เอ๋อ(ไม่ใช่ HR เป็นเลขาบอสหย่ายยย) เค้าก็ดีใจด้วยนะแต่ก็บอกว่าเหนื่อยนะ แล้วก็ให้ฉันไปบอกพี่วุฒิ(sup) เรียกพี่เค้ามาคุยแล้วก็กรี๊ดแล้วก็ฮาคือพี่เค้าไม่อยากให้ไป เค้าคิดว่าเสียดายความรู้ แต่ฉันไม่เสียดายอ่ะ (คิดถึงแต่เงิน) อยากทำนะ ถึงแม้ตอนนี้จะติดเพื่อนที่ทำงานแต่ถึงออกไป เราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้อยู่นี่นา พี่วุฒิก็ใจดีนะโทรหาเพื่อนที่เป็นแอร์ด้วยให้ฉันคุยกับเพื่อนเค้าเพราะฉันกังวลใจหนะเห็นข่าวว่ามีการขัดแย้งกลัวว่าเราจะโดนลอยแพ ฝึกแล้วไม่ได้บินอะไรทำนองนั้น แต่โตน(เพื่อนพี่วุฒิ)บอกว่าไม่มีหรอก ถ้าเค้ารับแล้วก็รับเลยแต่ต้องรักษาเวลามากๆ(นั่นแหละปัญหา) สาทู้.....ขอให้จริงเถอะ

เอาหละที่นี้ก็เหลือแต่พี่วุฒิคุยกับ Bossilla เท่านั้น คืนนี้ดันมีปาร์ตี้ BBQ ที่บ้าน Bossilla ซะด้วย ไปดีไม่ไปดี

ป.ล ดีใจกับฉันหน่อยเป็นไร

Monday, April 29, 2002

ไหนๆก็ยังไม่มีงานอะไร เอาเวลามาทำไดอารี่ดีกว่า ก่อนที่ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการจะยึดที่คืนเสียก่อน

ไดอารี่ใหม่มาอาศัยพื้นที่ของเวบแม่บ้านโดยที่คุณแม่บ้านกอล์ฟผู้ใจดีให้การสนับสนุน Geocities ใจร้ายไม่ให้ ftp แล้ว(ใช้ได้แต่ไม่ฟรี) ไอ้เราจะมาทำตัวเฉื่อยแฉะเหมือนตะก่อนก็ไม่ดีเกรงใจเจ้าบ้าน ยังงี้ต้องขยันอัพเดทซะแล้ว(จะดีได้กี่นานกันยะ)

Thursday, April 25, 2002

อากาศในออฟฟิศหนาวเย็นมาก...มากเกินเหตุ ความจริงปรากฎว่าไม่ใช่อย่างที่อิฐสันนิษฐาน(ต้อนรับฝรั่ง)แต่เพราะเค้าเพิ่งล้างแอร์ใหม่ เมื่อไหร่มันจะเก่าเข้าที่หละเนี่ย

ตอนเย็นมีแต่คนเป็นห่วงไล่ให้กลับบ้านเร็ว พี่วุฒิบอกว่า Bossilla ออกกฎว่าไม่ใช่ฉันอยู่ดึก(เป็นผู้หญิงคนเดียวในฝ่าย) เจ้าอิฐบ่นว่านี่จะเป็นการทำให้ Infra ไม่รับผู้หญิงอีกหรือเปล่าเนี่ย แต่ที่ยังไม่กลับเพราะว่าก๊อกบอกจะไปส่งบ้านแต่เค้าออกไปธุระนิดนึง พี่ปอนด์แหย่ว่าถ้าก๊อกลืมหละ อืมมม...ถ้าหลอกกันหละก็จะด่า 3 วัน 3 คืนเลย

คนอื่นๆเค้าออกไปช้อปปิ้งที่สยามกันหมดแล้วทั้งพี่อี๊ด พี่ปอนด์ อิฐ รส และฝน เราก็อยากไปหรอกแต่รอก๊อกอยู่แต่ไม่ไปก็ดีแล้วเพราะได้เสียเงินแน่ๆยิ่งอยากได้รองเท้ากับเสื้อใหม่อยู่แต่เก็บเงินไว้ใช้หนี้จะดีกว่าแต่จะเก็บได้นานแค่ไหนน้า... กำลังจะมีลดราคาต้อนรับวันแรงงานอยู่ด้วยสิ แรงงานอย่างเราจะอดใจได้ไวเร้อ...

ทำไมก๊อกยังไม่มาหละ

เล่าเรื่องไปเชียงใหม่ต่อดีกว่า...ตอนที่ขึ้นวัดเตรียมจะไปทำบุญกระดูกให้คุณยายไปค้างบ้านป้าหัทยากับน้าๆยายๆ ส่วนแม่หนะนอนที่กุฏิที่วัด

นอนบ้านป้าหัทสบายดีเพราะนอนห้องแอร์ ฉันกับปุ๊กนอนกับยายๆ คุณยายกลาง(น้องคุณยายใหญ่) คุณยายจา คุณยายกรอบ(เพื่อนคุณยาย) ตอนเช้าวันอาทิตย์คุณยายกลางตื่นแต่เช้ามาก(จริงๆก็ทุกยายแหละ) มาผัดข้าวผัดปูไปทำบุญที่วัดพระธาตุแม่เจดีย์ ฉันกับปุ๊กกว่าจะตื่นก็ 8 โมงเช้า(ก็เช้าแล้วสำหรับเรา) ไม่ได้ช่วยอะไรเค้าเล้ย.. ออกจากบ้านไปเลี้ยงเพลหลังอาหารเพลก็ไปเที่ยวห้วยย่าคำมาเป็นเขื่อนเก็บน้ำอยู่ในบริเวณวัดที่หลวงพ่อพัฒนาประมาณว่าธรรมชาติกับศาสนา มีปลามีต้นไม้ก็เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ถึงแม้อากาศจะร้อนแต่ก็มีลมพัดมาเสมอ บ่ายกว่าๆเดินทางเข้าเชียงใหม่(วัดอยู่เชียงราย) ฉันกับปุ๊กตามมาด้วยจะได้แวะบ้านดูแมวและซื้อของฝากที่ทำงาน คุณยายๆก็ซื้อของฝาก ส่วนแม่กับน้าๆไปซื้อของสำหรับทำบุญกระดูกวันจันทร์(22 เม.ย)

กลับจากเชียงใหม่ก็เหนื่อยเพราะนั่งรถ ฉัน ปุ๊ก ภัทร ยายกรอบ อาบน้ำนอนอยู่บ้านที่เหลือเค้าออกไปทานเข้ากัน ตอนกลับมาฉันยังดูทีวีอยู่ห้องที่คุณยายจานอน คุณยายจากับคุณยายกลางยังไม่นอนก็ดูทีวีด้วยกัน คุยกัน รู้สึกดีจัง อยากคุยกับยายๆ นี่ถ้ายายใหญ่อยู่ด้วยคงฟังยายเค้าคุยกันเพลินเพราะคุณยายก็ชอบแหย่ๆกันสนุกดี

เช้าวันจันทร์ตื่นไปเตรียมทำบุญกระดูก คุณยายกลางไม่ได้ทำกับข้าวเพราะที่วัด(จริงๆเป็นสำนักปฎิบัติธรรม)เวียงกาหลงกินมังสาวิรัติ คุณยายกลางทำไม่เป็นแต่ป้าหัทก็ติดต่อคุณปุกไว้แล้ว พิธีเริ่มจากพระสวด แล้วญาติก็มาพรมๆน้ำกับใส่ดอกไม้ในโถกระดูก(ผู้ใหญ่ใส่เงิน น้าบอกว่าเด็กๆใส่ดอกไม้) จากนั้นนำโถกระดูกไปให้หลวงพ่อบรรจุ จริงๆคือฝังลงดินแล้วปลูกต้นไม้ ตอนแรกที่บ้านเตรียมดอกลั่นทมไว้(ชื่อใหม่เค้าว่าไงนะ?) ที่บ้านเราไม่ถือเรื่องชื่อดอกไม้และใครๆก็ชอบดอกนี้กัน แต่ปรากฎว่าหลวงพ่อให้ต้นสาละมา

เมื่อปลูกต้นไม้เสร็จก็ให้ญาติๆรดน้ำลงดินอีกครั้งนึง ก็ให้คุณยายๆรดก่อน คุณยายกลางร้องไห้เลย ก็เหลือคุณยายคนเดียวแล้ว พี่(ยายใหญ่)กับน้อง(ยายเล็ก)ก็เสียหมดแล้ว ตอนคุณยายจารดน้ำปรากฎว่าคุณยายล้มก็พยุงกันขึ้นมา พอหลานๆพากลับไปนั่งเก้าอี้ในศาลา คุณยายกลางบอกว่าเจ๊ใหญ่คงจะหมั่นใส้พี่จามานานแล้ว ก็ค่อยหัวเราะกันได้หน่อยเพราะยายๆก็น้ำตาซึมกันหมด

ทุกอย่างก็เสร็จสิ้นตอนประมาณบ่ายโมง พระฉันคนฉัน(เลี้ยงคนที่วัดด้วย) เก็บข้าวเก็บของ น้าๆยายๆกลับกรุงเทพ โกความพาฉัน ปุ๊ก ภัทร กลับเชียงใหม่(แม่นั่งไปส่งด้วยแต่แม่จะกลับขึ้นวัดมาอีกเพราะจะไปตามพี่สมให้มาเฝ้าบ้านเพราะต้นเดือนหน้าแม่กับน้องจะลงกรุงเทพ) ภัทรอยู่เชียงใหม่ต่อให้ปุ๊กปวดหัว ส่วนฉันนั่งรถไฟกลับคืนวันที่ 22 แล้วก็มาทำงานวันที่ 23 ..จบ

Friday, April 19, 2002

กลับถึงเชียงใหม่เมื่อวาน อากาศก็ร้อนแดดแรงแต่ถ้าอยู่ในบ้านก็พอไหวอยู่ได้แบบไม่ต้องเปิดพัดลม(แต่ถ้าเปิดแล้วก็จะทนอยู่แบบไม่เปิดไม่ได้) ถึงบ้านวันแรกยังไม่ได้ไปไหนเพราะว่าอยู่กับแม่ที่บ้านก่อน ตอนบ่ายแม่ถึงขึ้นวัดเอากระดูกคุณยายไปที่วัดก่อนแล้วแม่ก็ไปเตรียมงานทำบุญกระดูกด้วย

วันนี้ถึงจะได้ออกจากบ้านไปทำบัตรประชาชนแต่เค้าห้ามรถเข้าไปจอดข้างในเทศบาลแล้วก็ไม่รู้จะไปจอดที่ไหนดีเพราะรถคันอื่นก็จอดเต็มไปหมด เวลาก็ใกล้เที่ยงแล้วก็พนักงานคงไปกินข้าวกันหมดแล้ว ฉันกับปุ๊กก็เลยไปกินข้าวกันก่อน(จริงๆกินพิซซ่า)ที่เชียงอินทร์แล้วนั่งรถแดงมาเทศบาล นึกว่าจะอดซะแล้วเพราะที่เทศบาลมีงานรดน้ำดำหัวและคงเพราะมีงานแบบนี้แหละมั้งทำให้คนไม่ค่อยมาติดต่อธุระกันเท่าไหร่ฉันเลยไม่ต้องรอบัตรนาน ตอนนี้ฉันก็มีบัตรประชาชนสมัยใหม่แบบคนอื่นเขาแล้ว

จากนั้นก็ไปคัดใบขับขี่แต่เพราะมาตอนบ่ายเลยได้บัตรวันจันทร์ซึ่งคงไม่ทันได้มาเอาเพราะลงจากวัดก็ต้องไปขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพ แต่อยู่กรุงเทพก็อาศัยรถไฟฟ้าและรถตู้(แสนเกลียด)ในการเดินทางแต่หมู่นี้ยังคงวิตกจริตไม่กล้าเดินเข้าซอยก็เปลืองเงินนั่งแทกซี่(ยังกะปลอดภัยนักนี่)

หลังทำใบขับขี่ไปนั่งที่ร้าน Coffee world (เชียงใหม่ก็มีเน้อเจ้า) ที่โรบินสันรอต่ายกับเบญเลิกงาน ตอนเย็นไปกินข้าวกับเพื่อน จริงๆนั่งดูปุ๊กกับเพื่อนๆกินเพราะวันนี้วันพระ ดิฉันไม่ฉันหลังเพล กินข้าวแล้วก็เดินซื้อของ จากนั้นก็ไปส่งต่ายกลับหอ แล้วไปส่งเบญที่บ้านแถมต้องไปดูคอมให้มันแลกกับมะม่วงมา 1 ใบ

พรุ่งนี้ขึ้นวัด

Monday, April 15, 2002

ถึงจะลองทำที่บ้านแต่ก็ยังคง upload diary ไป geocities ไม่ได้
หรือต้องทำไดอารี่เองแล้ว upload ผ่านเวบ เพราะมัน ftp ไม่ได้

เคยคิดว่าชีวิตของฉันราบเรียบจนไม่รู้จะหยิบจับอะไรมาจดบันทึกไว้ แต่ชีวิตก็ไม่แน่ไม่นอนตามแบบของมันเสมอ

ฉันไปสัมมนากับแผนกที่พัทยาวันที่ 30-31 2 เมษา เสียกระเป๋าตังค์ เสียตังค์ไปสามพัน เสียเอกสารทุกอย่าง คนร้ายมา 2-3 คนขี่มอเตอร์ไซค์เร่งมาในซอย ฉันรู้สึกแปลกๆแล้วหละเพราะว่าซอยบ้านฉันเป็นซอยตัน รถไม่พลุกพล่าน ตอนแรกคิดว่ามันจะขี่มากระชากไปเลย เราก็เอาตัวเบี่ยงมาข้างรถที่จอดอยู่จับกระเป๋าไว้แนบตัว แต่มันเสือกลงมาถึงตัวเลย กระเป๋าตังค์หนะจริงๆไม่ให้มัน ให้ได้ไง เงินก็ไม่มี หนี้ก็ผ่อนไม่หมด แต่มันดึงคอเสื้อแล้ววันนั้นใส่เสื้อที่กระดุมเป็นแป๊ะ มันดึงคอเสื้อกระดุมก็หลุดฉันกลัวจะเสียอย่างอื่น เปิดกระเป๋าเอากระเป๋าเล็กให้ มันเสือกลวงไปเอากระเป๋าใหญ่แล้วผลักเราล้ม แล้วก็หนีไป ตอนแรกมันให้เราเอาเงินเอามือถือให้มันด้วย แต่เราไม่ให้ซึ่งก็ดีที่เราไม่เสียมือถือไปด้วย ลุกขึ้นมาได้ เกิดมาไม่เคยใช้บริการก็ใช้วันนี้แหละ โทร 191 ทันที แต่ก็รู้ว่าตำรวจคงช่วยอะไรไม่ได้เพราะว่าเราเองจำอะไรไม่ได้เลย

แต่เจ็บใจที่ไม่ทำอะไรเลย ไม่สู้ ไม่จำรายละเอียด ใครๆก็บอกว่าดีแล้วที่ไม่เป็นไร ดีแล้วที่เสียแค่เงิน ดีแล้วที่เจ็บแต่ปาก ถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์ไป ไม่ต้องมาลำบากเรื่องบัตรต่างๆเต็มไปหมด ฉันคิดว่าบางทีต้องไปเรียนศิลปะป้องกันตัวอย่างจริงๆจังเพราะแค่ body combat อะไรนั่นถึงเวลาจริงๆจำห่าอะไรไม่ได้เลย

คุณยายของฉันเสียวันที่ 6 ตอนนี้เราจัดการเรื่องคุณยายเสร็จแล้ว มีพิธีสวด 3 คืนแล้วก็เผาเมื่อวานเก็บกระดูกกลับบ้านเรียบร้อย รอหลังสงกรานต์แม่,น้าๆ,ยายกลางและเพื่อนซี้ของคุณยายจะขึ้นเชียงใหม่ (กลับบ้าน 14-22 เมษา) จะทำบุญกระดูกกันอีกทีที่นั่น

ตอนนี้คุณยายก็ไปสบายแล้วไม่ทรมานกับความเจ็บป่วยอีกแล้ว ส่วนฉันก็ยังคงมีชีวิตอยู่ชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ในความไม่แน่นอน ความไม่ปลอดภัย ความบ้าความบออะไรอีกมากมาย ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง

ป.ล คืนนี้ไปงานศพพ่อพี่อ้วน พี่ในแผนก

Friday, April 12, 2002

ไม่ได้เขียนไดอารี่ไปวันสองวันเพราะยังคงโชคร้ายต่อเนื่องอยู่ประปราย บางครั้งก็ซวยจนคิดว่า เอาวะ!! ซวยกันเข้าไป

วันที่บอกไปงานศพพ่อของพี่อ้วนฉันใส่เสื้อตัวซวยที่ใส่ตอนวันโดนจี้ด้วยใจคิดว่าเอามันไปล้างซวยซะหน่อย งานศพจัดแบบจีนๆไทยๆ(มีพระสวด มีการเคารพศพ) พี่อ้วนแจกด้ายแดงบอกว่าให้เอาไปผูกหน้าบ้านจะโชคดี(แจกทุกคนที่มางาน) งานนี้พระสวดหลายจบไม่มีเทศน์เหมือนงานของยายฉัน แถมสวดไปแจกเกี๋ยมอี๋ไปได้ด้วย

หลังงานเลิกเค้าจะไปกินข้าวกันต่อที่ Riverbar (ไปงานศพกันทุกคนในแผนกแต่ไปต่อไม่ทุกคน) ฉันไปกับเค้าด้วยเพราะตอนนั้นก็จะสามทุ่มแล้วไม่มีทางกลับคนเดียวแน่ๆ ไปกินข้าวแล้วมีคนไปส่งที่บ้านทำไมจะไม่ไปเล่า

ทุกอย่างก็ดูดีใช่ม้า...กินข้าวในร้านบรรยากาศดีๆเพลงเพราะๆอาหารอร่อย(แต่แพง) อะไรๆก็โอเคๆจนห้าทุ่มจะกลับบ้าน จะกลับบ้าน จะกลับกับก๊อกกับเอแต่ว่าก็ไม่ได้กลับเพราะใครๆก็บอกว่าอีกแป๊ป อีกแป๊ปเดียว แล้วเราก็ซวยจนได้ เริ่มจาก Bossilla(กลับจากพัทยาฉันเอารูปที่ถ่ายกับแก๊งค์และแกมา edit ตั้งชื่อแกว่า Bossilla แกท่าทางจะชอบเพราะขอรูปนั้นไปเป็น wallpaper ด้วย)กับพันเล่นสาดน้ำสงกรานต์กัน ก็เอาน้ำในแก้วนี่แหละ แต่ไปๆมาๆพันเดินเอาน้ำไปราด Bossilla เลย เค้าเลยเดินมาท้ายโต๊ะ(แถวเรานั่ง)แล้วเอาถังน้ำแข็งมาจะราดพันซึ่งนั่งถัดเราไปสองคน ทีนี้ฝน(นั่นติดกับพัน) ฉันและน้องเอ กลัวเปียก ก็มากระจุกกันให้ห่างๆสองคนนั่นไว้ แล้วพันก็กรี๊ดๆ ปัดๆ ไอ้ถังเวรนั่นเลยลงมากลางวง มีเสียงของแตกแล้วอะไรก็ไม่รู้เข้าตาเรา แสบตาและลืมตาไม่ขึ้นเรากลัวเป็นแก้วมากๆ ในใจคิดว่าอย่าให้เป็นแก้ว อย่าให้เป็นแก้ว ฝนพยุงฉันไปล้างตาเพราะว่าลืมตาไม่ได้และแสบตามากๆ ปรากฎว่าเป็นแค่พริกเข้าตา โล่งใจไปหน่อย ออกมาจากห้องน้ำประชาชนแทบจะลุกมาทั้งโต๊ะ Bossillaก็มาคาราวะขอโทษ ฮือๆไม่เป็นไรหรอกเรามันโชคร้ายเอง ก็คิดดูมีกัน 3 คนที่กระจุกอยู่ตรงนั้นแต่ฉันโดนคนเดียว เราบอกท่านไดฯ ฉันควรลาพักร้อนอยู่บ้านเฉยๆนะ

จากนั้นเราก็แยกไปนั่งห่างๆโต๊ะหน่อยกันความซวยจะมาเยือนซ้ำและเมื่อกลับถึงบ้านฉันเลิกสนใจด้ายแดงที่ได้มาจากงานศพเพราะคิดว่าคนมันจะโชคร้ายยังไงซะก็โดนอยู่ดี

Wednesday, April 10, 2002

เคยคิดว่าชีวิตของฉันราบเรียบจนไม่รู้จะหยิบจับอะไรมาจดบันทึกไว้ แต่ชีวิตก็ไม่แน่ไม่นอนตามแบบของมันเสมอ ช่วงเวลาจากปลายเดือนที่แล้วมาจนถึงวันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นกับฉันซึ่งฉันคิดว่าออกจะมากเกินไปด้วยซ้ำ

ฉันไปสัมมนากับแผนกที่พัทยาวันที่ 30-31 ก็สนุกสนานดีแต่ตอนนี้แทบจะนึกถึงรายละเอียดไม่ได้มากนักเพราะมาโดนจี้ในซอยบ้านตัวเองตอนเดินกลับบ้านเมื่อวันที่ 2 เมษา เสียกระเป๋าตังค์ เสียตังค์ไปสามพัน เสียเอกสารทุกอย่าง คนร้ายมา 2-3 คนขี่มอเตอร์ไซค์เร่งมาในซอย ฉันรู้สึกแปลกๆแล้วหละเพราะว่าซอยบ้านฉันเป็นซอยตัน รถไม่พลุกพล่าน ตอนแรกคิดว่ามันจะขี่มากระชากไปเลย เราก็เอาตัวเบี่ยงมาข้างรถที่จอดอยู่จับกระเป๋าไว้แนบตัว แต่มันเสือกลงมาถึงตัวเลย ในหัวตอนนั้นกลัวโดนข่มขืนแต่มันจะมาเอาสร้อยทองซึ่งเราไม่ได้ใส่ทองใส่แต่สร้อยสแตนเลสเพราะห้อยเจ้าแม่กวนอิมซึ่งมันก็ยังเอาไปอีก(ตอนไหนไม่รู้...ฉันขอให้เจ้าแม่ลงโทษมันที) กระเป๋าตังค์หนะจริงๆไม่ให้มัน ให้ได้ไง เงินก็ไม่มี หนี้ก็ผ่อนไม่หมด แต่มันดึงคอเสื้อแล้ววันนั้นใส่เสื้อที่กระดุมเป็นแป๊ะ มันดึงคอเสื้อกระดุมก็หลุดฉันกลัวจะเสียอย่างอื่น เปิดกระเป๋าเอากระเป๋าเล็กให้ มันเสือกลวงไปเอากระเป๋าใหญ่แล้วผลักเราล้ม แล้วก็หนีไป ตอนแรกมันให้เราเอาเงินเอามือถือให้มันด้วย แต่เราไม่ให้ซึ่งก็ดีที่เราไม่เสียมือถือไปด้วย ลุกขึ้นมาได้ เกิดมาไม่เคยใช้บริการก็ใช้วันนี้แหละ โทร 191 ทันที แต่ก็รู้ว่าตำรวจคงช่วยอะไรไม่ได้เพราะว่าเราเองจำอะไรไม่ได้เลย

ฉันไม่บาดเจ็บอะไรมากแต่ปากแตกเจ็บปากมากนี่ปากก็ยุบๆแล้วและแผลก็ไม่เจ็บเท่าไหร่ แต่เจ็บใจที่ไม่ทำอะไรเลย ไม่สู้ ไม่จำรายละเอียด ใครๆก็บอกว่าดีแล้วที่ไม่เป็นไร ดีแล้วที่เสียแค่เงิน ดีแล้วที่เจ็บแต่ปาก ถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์ไป เค้าว่าดีแล้วที่ไม่สู้ซึ่งคิดแล้วถ้าฉันจะเสียเงินฉันก็น่าจะเอาเงินให้มันไปซะ ไม่ต้องมาลำบากเรื่องบัตรต่างๆเต็มไปหมด ฉันคิดว่าบางทีต้องไปเรียนศิลปะป้องกันตัวอย่างจริงๆจังเพราะแค่ body combat อะไรนั่นถึงเวลาจริงๆจำห่าอะไรไม่ได้เลย

แต่แค่โดนจี้ยังไม่ใช่ที่สุดของสัปดาห์ให้มันรู้ไปเลยว่ามีเลวร้ายก็มีเลวร้ายกว่า คุณยายของฉันเสียวันที่ 6 ตอนนี้เราจัดการเรื่องคุณยายเสร็จแล้ว มีพิธีสวด 3 คืนแล้วก็เผาเมื่อวานเก็บกระดูกกลับบ้านเรียบร้อย รอหลังสงกรานต์แม่,น้าๆ,ยายกลางและเพื่อนซี้ของคุณยายจะขึ้นเชียงใหม่ เราจะเอากระดูกคุณยายไปไว้วัดที่แม่ฉันไปประจำช่วงนั้นฉันยังไม่กลับจากพักร้อนพอดี (กลับบ้าน 14-22 เมษา) จะทำบุญกระดูกกันอีกทีที่นั่น

ตอนนี้คุณยายก็ไปสบายแล้วไม่ทรมานกับความเจ็บป่วยอีกแล้ว ส่วนฉันก็ยังคงมีชีวิตอยู่ชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ในความไม่แน่นอน ความไม่ปลอดภัย ความบ้าความบออะไรอีกมากมาย ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง

ป.ล คืนนี้ไปงานศพพ่อพี่อ้วน พี่ในแผนก