Monday, December 30, 2002

ตื่นเช้า 6.50 แม่ถามว่าทำไมตื่นเช้านอนเยอะเกินไปเหรอ(เมื่อวานตอนบ่ายก็นอนไง)ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายังไงแค่รู้สึกตัวขึ้นมาก็เลยลุกเลยดีกว่าเพราะการ์ดปีใหม่ให้ครูให้เพื่อนยังไม่ได้เขียน โบว์ของน้า(ไว้ติดขนม)ยังไม่ได้ทำ ตอนบ่ายต้องไปถวายมาลัยพระพรหมอีกที่สำคัญจะเล่นเกม(ออกอุบายให้ตั๋วหนังฟรีภัทรไปดูจะได้ออกจากบ้านไปซะไม่มีคนแย่งคอม อิอิ) เวลาว่างก็มีวันนี้วันเดียวพรุ่งนี้บินไป countdown ที่ปักกิ่งค่ะ(คราวนี้ได้สัมผัสหิมะของจริงไม่ต้องไป Lutie แล้วแล็คดีนัก)

กลับจากปักกิ่งวันที่ 1 จะกลับบ้านเชียงใหม่(น้าเลยให้ทำโบว์ให้เยอะๆ)ได้ตั๋วเรียบร้อยไปฉลองกับน้องซะหน่อยไปดูแมวด้วย(ทั้งแมวแก่และลูกแมว)ตอนนี้การ์ดเรียบร้อยทำโบว์ได้ไปหนึ่งกล่องถึงเวลาเล่นเกมแล้วก่อนที่พี่จะมารับออกไปหาพระพรหม ที่ต้องไปถวายดอกไม้หนะเพราะว่าฉันอธิษฐานไว้ว่าถ้าได้เป็นแอร์จะเอามาลัยไปถวาย 99 พวงแล้วก็เปิดเพลงให้ฟังเก๋มะล่าคือว่ารำแก้บนท่านก็คงดูจนเบื่อแล้วเบื่ออีกฉันแค่ผ่านไปที่ไรเห็นรำกันตลอดฉันยังเบื่อเล้ย ฟังเพลงดีกว่าเอาเพลงอะไรดีน้าเพลง"รึเปล่า"ดีมะเมื่อคืนฉันก็ฟังทั้งคืน(ไม่ได้ฟังหรอกหลับหนะแต่เปิดทั้งคืน)

Sunday, December 29, 2002

ไฟล์ทเช้าขนาดที่ออกเดินทาง(ตามตารางบิน) 5.45 am ยังเจอน้องที่ทำงานเก่าตกกะใจแทบแย่คืออายหนะแบ่บว่าเคยลุยๆโวยวายๆมันมาเห็นเรายังงี้ก็คงงงเหมือนกันแถมขากลับจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพยังเจอพี่หญิงพี่ที่โรงงาน(ฉันมีที่ทำงานเก่าสามที่โรงงานเป็นที่ที่สอง)พี่หญิงตะลึงไม่ใช่ตะลึงในความสวยนะแต่ก็นั่นแหละแกบอกว่าก็เคยได้ยินตี้(น้องที่โรงงาน)พูดเหมือนกันไม่อยากจะเชื่อคือตอนทำงานโรงงานก็กางเกงยีนส์เสื้อยืดรองเท้าผ้าใบหน้าไม่เคยแต่งเลยกลับบ้านเล่าให้แม่ฟังว่าเขินเพื่อนแม่บอกว่าก็แต่งหน้าอย่างนี้ก็โอเคนิก็เพราะไอ้แต่งหน้านี่แหละที่เขิน ยังแต่งไม่เป็นเท่าไหร่หนะมันจะโล้นๆผึ้ง(เพื่อนแอร์ห้องเดียวกันวันนี้ไปบินด้วยกัน)บอกว่าช่วงตามันโล่งมีแต่แก้มกับปากเค้าก็เลยเขียนคิ้วให้ดูดีขึ้นมาหน่อย

ตอนทำงานก็ต้องง่วงเป็นธรรมดาตื่นเช้าซะขนาดนั้นแถมเครื่องยังออกล่าช้าเพราะปัญหาจากการที่ผู้โดยสารเช็คอินแล้วหายไปมาไม่ครบรอกัน boarding pass หายอะไรประมาณผู้โดยสารเต็ม(ชั้นประหยัดล้วนๆแต่มีการ weight balance ไปนั่งที่ BC ด้วย)แต่กัปตันก็ซิ่งนะใช้เวลาไม่เห็นถึงหนึ่งชั่วโมงเลย(กรุงเทพเชียงใหม่ใช้เวลา 1 ชั่วโมงขากลับใช้เวลา 55 นาที)พี่และเพื่อนในไฟล์ทดีๆ purser ก็ขำมากชอบจังชอบทำงานกับคนอารมณ์ดีฮาๆหนะ ขากลับผู้โดยสารร้อยกว่าคนเองเสริฟอาหารกล่องชากาแฟอะไรก็เสร็จรวดเร็ว(ขาไปเสริฟน้ำ)

กลับมาถึงบ้านประมาณสิบโมงเช้าเปลี่ยนชุดล้างหน้าเล่นเกมแต่ไม่สามารถทนความง่วงได้ไปนอนตอนบ่ายตื่นมาหกโมงเย็นคิดว่าแม่คงไม่อยากไปดูหนังแล้ว(จะพาไปดู imax)เพราะแกออกไปข้างนอกตั้งแต่บ่ายคิดว่ากลับมาจะขี้เกียจอย่างที่เคยเป็นปรากฎแม่อยากดูแฮะอะไรนี่แม่เราคึกมาก ฉันเลยพาแม่ไปดูซานต้าปะทะสโนว์แมนหนังสามมิติน่ารักหัวเราะกันคิกคักอยากดูอีกจัง

กลับบ้านก็ของตายค่ะเล่นเกมเดี๋ยวจะไปนอนแล้วเราเล่นเกมแม่ก็คอยมาพูดใส่หูว่านอนดึกหน้าโทรม แง้อยากเล่นเกม

ป.ล ในที่สุดก็ซื้อ single เพลง”รึเปล่า”มาจนได้อยากจะฟังทั้งวันทั้งเพื่อนมันแซวว่าเราอิน ฉันเปล่าซะหน่อยเพลงมันเพราะเฉยๆ อุอุ

Saturday, December 28, 2002

ลากสังขารที่นอนตอนตีหนึ่งแล้วตื่นตอนเจ็ดโมงครึ่ง(เพราะเสียงสว่านข้างบ้าน)ออกไปโยคะนี่คงจะเป็นการไปฟิตเนสครั้งสุดท้ายแล้ว(ยกเลิกแล้วเพื่อเข้าแผนปลอดหนี้) ออกจากฟิตเนสเห็น Asia book มีกะบะเซล 299-399 มี Tin Tin ด้วยอยากจะได้แต่เล่มละ 299 แหนะรอมีเงินพอที่จะมาซื้อของสะสมค่อยซื้อ (ตอนนี้มีเงินไว้ใช้หนี้และใช้ไปวันๆ)

จากนานาไปสยามกินข้าวแล้วก็เดินดูหนังสืออีกทีดูให้มันเสียเวลาจริงๆเพราะไม่ได้ซื้ออะไร เออซื้อสิแมกกาซีนการ์ตูนซิมสันจะไปให้น้องเป็นของขวัญเพราะจะกลับบ้านหลังปีใหม่จากนั้นก็ไปหาซื้อซีดีอยากได้เพลง”รึเปล่า”แต่มันก็เป็นแค่ซิงเกิ้ลเท่านั้นก็ลังเลอยู่สุดท้ายก็ไม่ซื้อฟังจากเวบก็ได้ประหยัด (แต่ก็ซื้อ HUM กับ limousine มา)

กลับบ้านโทรคุยกับต้นเรื่องตารางบินเดือนหน้ามีไฟล์ทตรงกันหนึ่งไฟล์ทสร้างสรรค์มาก ไปกัวลาฯ -_- “ ก็ยังดีนี่ก็ยุยงให้มันแลกตามไปค้างเชียงใหม่อีกไฟล์ทนึง ฟังตารางบินเพื่อนอิจฉาจริงๆได้ไปญี่ปุ่นตั้งสองครั้งแหนะเรารึบินหลวมๆ(หยุดเยอะ)สบายแต่จน(อีกแล้ว)มีไฟล์ทใหม่ๆคือดูไบจะไปขี่อูฐเที่ยวทะเลทราย(มีหรือเปล่าหว่า) คุยกับเพื่อนไปด้วยทำโบว์(ไว้ติดกล่องขนม)ให้น้าไปด้วยทำได้ 50 อันแล้วก็เล่นเกมก่อนนอนวันนี้ไม่แล็ค ก็สมควรเพราะเสียเงินซื้อชั่วโมงเนตมาอีกสองยี่ห้อ เล่นอัพขึ้นมาอีกหนึ่งเลเวลก็เลิกมาเขียนไดอารี่ต้องรีบไปนอนเพราะตีสองครึ่งต้องตื่นแล้วหรือจะเล่นเกมไปเลยไม่ต้องนอนดี

ป.ล เมื่อวานมัวแต่เม้งเรื่องน้ำแข็งลืมบอกไปว่ามีลูกเสือจากปากีสถานมาในไฟล์ทกลับด้วยหละตอนมาถึงสนามบินก็มีลูกเสือจากเยอรมันมาโดยลูกเสือไทยไปรอรับ และความรู้ใหม่ประจำไฟล์ทคือคนปากีสถานเรียนกว่า Pakistani นะจ๊ะ (ถามผู้โดยสารมา)

Friday, December 27, 2002

20:40 ไม่เคยมีความพยายามและอดทนขนาดนี้เล้ย ตอนเช้ากลับจากลาฮอเข้านอนประมาณ 7 โมงเช้าตื่นมาบ่ายนิดๆลงมาเล่นเกมแต่เล่นได้พักนึงเค้าก็ปิดบอกว่าจะ update 10 นาทีป่านนี้(ตั้งแต่บ่ายสามครึ่ง)ยังเข้าไม่ได้เลยย้าย server ม้างเห็นเปลี่ยนไปใช้ server หรูหราแต่คนรอเล่นเซ็ง ฉันกับอี้(เพื่อนเมเจอร์คอม)กรี๊ดกันสองคน(น่าจะพี่ตี่อีกคนแหละเพราะเล่นด้วยกันอยู่ตอนแรก)อยากเล่นใจจะขาด พยายามจะlogin ก็ไม่ได้ซะทีทำนั่นที่นี่ฟังเพลงก็แล้ว ส่งข้อความไปกวนเพื่อนก็แล้ว(เค้าทำงานกันหมดไง)ก็ต่อเกมไม่ได้ซะทีคืนนี้คงไม่ได้เล่น

เพราะเล่น msn ก็เลยได้คุยกับน้องเนมเค้าอ่านไดอารี่ฉันหนะน้องเค้าเรียนการบินพลเรือนฉันเลยได้ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับการเรียนของน้องเค้าแต่ก็อีกอ่ะ msn ห่วยหลุดอยู่นั่นแหละนี่ก็ login ไม่ได้(ไม่มีอะไรดีเลยรึงาย)ถามน้องเค้าได้ไม่เท่าไหร่รู้แต่ที่น้องเค้าเรียนมีให้เลือกสามเมเจอร์เกี่ยวกับการจราจร การขนส่ง การจัดการท่าอากาศยานอะไรเนี่ย ฉันเองอยากจะทำงานแบบในเรื่อง pushing tin เท่ดีแต่น้องเค้าคงเรียนการขนส่งไว้เจอใหม่จะถามต่อ

20:45 อี้บอกว่าเข้าได้แล้วฉันไปลองเข้าไม่ได้ฮือออ...น้ำตาไหลกันสองคนมาตั้งแต่บ่ายสี่แล้วอยากเล่นกันทั้งคู่มันจะเล่นได้เมื่อไหร่เนี่ยยยยยยยย...ระหว่างนี้เล่าเรื่องลาฮอก่อนดีฝ่า

ได้ไปลาฮอไฟล์ทนี้ดีใจจังเลยอ่านไม่ผิดหรอกดีใจจังเพราะได้ไปกับกัปตันที่อยากเจอ(แล้วเจออีก)คือเคยบินกับแกตอนไฟล์ทค้างภูเก็ตหนะไฟล์ทนั้นสนุกมากพี่แอร์ตลก purser ก็ฮาเป็นผู้หญิงนะแต่เฮ้วน่าดู กัปตันกับโคไพรอทก็พูดจาสนุกตลกๆหนะแล้วก็ออกไปกินข้าวด้วยกัน(เกือบ)ทั้งไฟล์ทเลยประทับใจแต่ว่าไฟล์ทนี้ก็ไม่ได้เจอหน้ากัปตันหรอกนะฉันมันเด็กครัวหลัง ตอนจอดที่ลาฮอก็ไม่ได้เดินไปครัวหน้าแกก็ไม่ได้เดินรอบๆเคบินด้วยสิ เคยเห็นกัปตันคนอื่นเค้าจะเดินวนรอบเคบินก่อน board ที่กรุงเทพ(ดูความเรียบร้อยหรือว่าดูอะไรน้า)ก็ยังเคยเห็นแกเดินตอนไฟล์ทที่ไปด้วยแต่ไฟล์ทนี้ไม่เดินเหมือนจะเดินแหละแต่มาได้ครึ่งทางเค้า board ผู้โดยสารซะก่อนก็เลยกลับ(โธ่)

ส่วนเรื่องทำงานเหรอไม่อยากจะพูดถึงก็อ่ะนะสกปรกรุงรังตามสไตล์ ผู้โดยสารไม่ได้มีแต่แขกนะก็มีผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นฝรั่งและคนไทยอยู่หนึ่งคนเค้าไปทำอะไรที่ปากีสถานกันนะ ไปกลับผู้โดยสารไม่เต็ม(โชคยังดีอยู่แม้จะยังไม่ได้แก้บน)อาหารพิเศษเยอะมากก็พวกอาหารมุสลิมหนะมีเป็นร้อยหน้าตาก็ไม่น่าอร่อยเลย ดูท่าทางชาติแขกจะชอบกินพวกถั่วเมล็ดธัญพืชนะ อย่างมื้อที่เสริฟข้าวสวยก็จะหุงกับลูกเกดอะไรยังงี้(หรือว่าการบินไทยทำวิจิตรกว่าปกติที่เค้ากินๆที่บ้านเค้า)แต่แกะผัดหัวหอมใหญ่น่าตาหน้ากินดีนะ

เรื่องน้ำก็ทำไมต้องไม่กินน้ำแข็งด้วยนะอย่างคนฝรั่งคนญี่ปุ่นไม่กินเพราะกลัวสกปรกท้องเสียอะไรยังงี้(ถามเค้ามา)แต่ว่าแขกจะไม่กินทำไมอ่ะน้ำแข็งไทยน่าจะสะอาดกว่าน้ำแข็งบ้านเค้านะไอ้ที่สงสัยคือตอนเสริฟเนี่ยทั่วไปก็น่าจะมีใส่น้ำแข็งกับไม่ใส่น้ำแข็งใช่มะแต่นี้มีแบบพอขอโค้กถามว่าใส่น้ำแข็งมะ(ต้องถามเพราะรู้แล้วว่าไม่ถามแล้วดันใส่ไปแกไม่เอาต้องทำใหม่ลำบากตัวเอง...คำเมืองพูดว่าลำบากตัวเก่า)ใส่น้ำแข็ง ได้เลยใส่น้ำแข็งฉันก็ใส่น้ำแข็งรินโค้กเสริฟ พี่แกบอกว่าน้ำแข็งก้อนเดียว ให้ตาย !! ฉันมันผิดเองฉันมันไม่รอบคอบไม่ถามว่าใส่น้ำแข็งกี่ก้อน แล้วก็มีแบบแหลมอ่ะ(อวดรู้สอดอะไรทำนองนั้น)คือตอนเสริฟฉันเด็กใหม่ก็ไม่อยากจะทำช้าเกินไปก็ถามทีละ 4 drink (ถาดมันใส่ได้ 4 แก้วพอดี) ทางซ้ายขอน้ำแอปเปิลไม่ใส่น้ำแข็ง 2 ที่ ทางขวาขอน้ำส้ม 2 ที่(ไม่มีคอมเม้นท์) ฉันก็รินแอปเปิ้ลไปเสร็จแล้วก็มารินน้ำส้มเสียงน้ำแข็งมันในเหยือกมันดัง(น้ำส้มเย็นๆอร่อยใช่มะ)อีลุงน้ำแอปเปิ้ลก็พูดตลอดการรินน้ำส้มแก้วแรกว่า no ice no ice no ice เออรู้แล้วโว้ย(คิดในใจ) ฉันก็ไม่สนใจรินน้ำส้มของฉันต่อแก้วที่สองยังจะมา no ice no ice no ice อีกต้องหันไปบอก(อย่างชัดถ้อยชัดคำ)ว่าของยู(แก)อ่ะไม่มีน้ำแข็งไง(โว้ยเดี๋ยวปั๊ดใส่น้ำแข็งซะเลย)ตอนนั้นเม้งแล้วแหละพี่หญิงคงตะลึง(เดินรถ drink ด้วยกัน)คือฉันก็ยิ้มแย้มถามนั้นเสริฟนี้มาดีๆตลอดนั่นแหละ(แม้ว่าจะเหม็นก็ตาม) จุกจิกยังไงก็ยิ้มมาตลอด แก้วพลาสติกมันติดกันดึงยังไงก็ไม่ออกก็ไม่อารมณ์เสียใจเย็นมาตลอด พอหลังอีลุงนี่แก้วติดหงุดหงิดหวะ พี่หญิงบอกใจเย็นๆแล้วยื่นแก้วฝั่งแกให้ ฮือ...จี๊ดกะหมอง(สมอง) เรื่องอื่นๆก็ไม่มีอะไรหรอกก็ทำงานใจเย็นๆหนะแต่แบ่บมันแปลกๆเค้าจะเหมือนทำตามกันอย่างมีคนนึงขอน้ำเราก็จะเอาไปเสริฟอีคนข้างๆก็จะนึกได้เลยว่าอยากกินน้ำมั่งก็จะขอเราก็ต้องเดินไปอีกรอบดีไม่ดีจะมีอีกคนข้างๆอยากกินตามอีก ทำไมไม่ขอพร้อมกันเล่าคะ วิธีแก้ไขคือ 1 คนขอน้ำ ทำไป 2 หรือจะ 3 ตามใจขายออกแน่ สบายเราสบายเขา อย่างกดปุ่มเรียกตอนกลางคืนเนี่ยก็เดาไว้ก่อนว่าน้ำก็เอาติดมือออกไปด้วยแต่ผิดแผนมาแล้วเพราะไฟล์ทนี้ตอนประมาณเกือบตีห้ามีผู้โดยสารกดเรียกฉันก็ออกไปพร้อมน้ำหนึ่งแก้วแต่ she ขอไพ่ อืมม แต่หาแล้วไม่มีไพ่อด..

ทำงานไฟล์ทกลางคืนก็มีจัดพักและก็มีตัวเกิน(แอร์และสจ๊วต)มาช่วยทำงานได้พักรอบแรก(ขาไป) 1 ชม ขากลับ 45 นาที ตอนว่างก็ได้คุยกับเพื่อนร่วมงานบ้างพี่ๆในไฟล์ทน่ารักทุกคนและมีรุ่นน้องจากมอชอด้วยหมูเล็กจบวิดยา น็อทจบ mass comm. พี่หญิงเค้าได้ยินวาเราจบวิดวะก็ถามเราว่าเรียนเมเจอร์อะไรก็คุยๆไปเราก็เลยถามพี่เค้าว่าจบอะไรพี่เค้าจบประมง เป็นไงเล่าเจ๋งไหมล่า...เดาได้เลยว่าเรียนที่เกษตรแต่พี่เค้าไม่ได้ทำงานที่เรียนมาหรอกจบปุ๊ปก็มาเป็นแอร์แต่ก็ได้ถามแกอย่างที่สงสัยมานาน(ตั้งแต่ไปงานเกษตรแฟร์)ว่าที่คณะพาไปทะเลไหมแล้วได้ทำอะไรเท่ๆแบบใน discovery เปล่าแบบตรวจน้ำทะเล ดูแหล่งปลาอะไรทำนองนั้น พี่บอกว่าไม่หรูแบบในทีวีอ่ะสิมันร้อน

ถึงกรุงเทพก่อนเวลา 15 นาที(ตารางบินลง6.15)นั่งรถบริษัทกลับบ้านสวนทางกับคนอื่นๆเค้าเพิ่งจะออกไปทำงานเริ่มต้นวันใหม่กันฉันกำลังจะไปนอนถึงบ้านก็อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันเข้านอน

ไฟล์ทหน้าวันอาทิตย์เช็คอิน 4.15 quick turn เชียงใหม่จะออกจากบ้าน 3.15 ตื่น 2.15 จะเข้านอนกี่โมงดี

ป.ล บ่นกับปึ๊ด(เพื่อนเมเจอร์อีกคนที่บอกว่าสามารถเลิกติดเกมได้แล้ว)ว่าอยากเล่นเกมมากปึ๊ดบอกให้รีบเล่นไปเลยปีหน้าเค้าจะเก็บตังค์แล้วประมาณ 400 มั้งฉันว่าก็โอเคเดือนนึงเล่น 400 ชม. ก็ชั่วโมงละบาทแล้วมันยังให้สมการมาอีกว่า "400+ค่าเน็ต+ค่าสุขภาพที่ทรุดโทรม+ค่าเสียโอกาส=ความสนุกสนาน" สมการยอมรับได้หนิ ว่าแต่ตอนนี้เข้าเกมได้รึยัง

Thursday, December 26, 2002

ในที่สุดก็ไปถึงเมืองหิมะจนได้แต่เล่นไม่ได้มันไม่ขยับเลยเซ็งเวลานอนก็น้อยลงเหลือชม.เดียวเองไปแล้วว่าแต่นอนไม่หลับแน่คืนนี้คงต้องใช้คาราบาวแดง
กินข้าวกับพี่กอล์ฟที่สยามนั่งรถไฟไปดูไฟที่ All season ผิดหวังคิดว่าจะสวยแบบ regent แต่มันไม่มีอะไรมากจริงๆก็ไม่ถึงกับผิดหวังซะทีเดียวเพราะมีต้นคริสตมาสของจริงให้ดู ต้นใหญ่และสูงมากเลยอยู่ในตึกที่เป็นร้านค้าหนะสูงเกือบสามชั้นเลย (รูปจะโหลดขึ้นอัลบั้มหลังปีใหม่) เพิ่งจะเคยไปแถวนั้นครั้งแรกมันมีร้านอาหารมีร้านขายของเยอะนะ คนทำงานแถวนั้นก็แต่งตัวประมาณหลุดมาจากแมกกาซีนเลยไว้จะไปกินข้าวกับพี่ตี่ดีกว่าจะได้หาเรื่องไปเที่ยวตึกนั้นอีก(ไปดู BMW เว่อร์มะ) ส่วนเพลงเพิงอะไรที่เค้าแสดงไม่ได้สนใจนักเพราะซื้อตั๋ว 120 เข้าไปดูเราไม่อยากอยู่ดึกแล้วมันก็ท่าทางไม่มีโต๊ะแต่ก็ได้เห็น Armchair จากระยะไกลด้วยนะ

กลับบ้านรถติดสุดๆเข้าออกนอกเมืองกันแล้วเหรอ กลับถึงบ้านวิ่งไปหาคอมดูpatch ที่ฝากภัทรโหลดปรากฎว่าโหลดครบและลงให้เรียบร้อยลองเข้าไปดูหน่อยในเมืองที่เราอยู่มันก็มีต้นคริสตมาสทีนี้ไม่รู้ว่าเมืองหิมะไปทางไหนแถมเกมก็ lag ก็เลยเลิก เที่ยงคืนนิดๆแล้วก็เลยไปโทร happy birthday น้องสาวซะหน่อยดันปิดเครื่องตอนเช้าถามได้ความแบตหมด เซ็งโว้ยหมดอยู่ได้(มือถือเก่าของฉันเอง C25 แบตเสื่อม)แล้วฉันก็โมโหไงโทรไปแล้วติดต่อไม่ได้เนี่ยมันเซ็งมันหงุดหงิดอย่าให้มีตังค์เชียวจะทิ้งแล้วไปซื้อใหม่ซะเลย

ตอนนี้พี่ไปเที่ยวเกาะมันนอกกับที่ทำงานแล้วหละน่าอิจฉาส่วนฉันคืนนี้ไปลาฮอ(น่าอิจฉามากเล้ย)เดี๋ยวต้องไปนอนเอาแรงซะหน่อยแต่ขอเล่นเกมซักครึ่งชั่วโมงเมื่อเช้าตื่น8.30ก็เด้งมาหน้าคอมรีบเล่นเกมเพราะเค้าปิด server9.00-12.00 จะเดินไปเมืองหิมะตายไปสองรอบเพราะแมงไรมะรู้มากัดเซ็งมันนี่จะไปพยายามอีกอยากเห็นหิมะ(ในเกมก็เอาวุ้ย)

Wednesday, December 25, 2002

ที่กระหืดกระหอบไปให้ทันไฟล์ทนั้นช่างคุ้มค่าจริงๆเพราะว่าเบี้ยเลี้ยงที่ได้มีเงินพิเศษวันคริสตมาสด้วยแหละคือเค้าจะให้หนึ่ง perdium ของไฟล์ทนั้นที่เราไปบินรู้สึกว่าจะคิดตั้งแต่หนึ่งทุ่มวันที่ 24 ถึงวันที่ 25 อะไรเนี่ยแหละ กลับบ้านมาเลยยังจิตใจเบิกบานไม่หลับไม่นอนมาโหลด xmas patch ของ RO แต่อีตอนโหลดนี่แหละที่ทำให้จี๊ดใจมากเพราะมันช้าและไม่เสร็จซะทีไม่ได้เล่นจนได้ วันนี้ก็โหลดอีกเสร็จไปสองไฟล์อยากจะโหลดต่อแต่ต้องออกนอกบ้านไปเอามะตูมที่พาหุลัดน้าเค้าสั่งไว้สำหรับทำขนมก็เลยออกไปกับแม่(แม่มาจากเชียงใหม่อยู่ที่นี่ถึงวันที่สามเดือนหน้า)ไห้น้าทำขนมอยู่บ้านเค้าจะได้ไม่เสียเวลาขับรถออกมาเอง

นั่งรถเมล์ไปพาหุลัดผ่านบางลำภูผ่านท่าพระจันทร์อยากจะไปเดินเล่นแถวนั้นเห็นมีนวดเท้า 150 บาทด้วยนะไปถึงพาหุลัดก็เดินเล่นดูนั่นนี่ก่อนจะไปเอามะตูมเพราะมันเยอะ ฉันซื้อกำไลแขกที่เส้นเล็กๆมาใส่เล่นร้านแรกวงละ 5 บาทอีกร้านขาย 3 วงสิบเลยเสียเงินไป 20 ได้กำไลมาห้าวงฉันว่าถ้าได้ไปซื้อที่อินเดียจริงๆอาจจะวงละ 50 สตางค์นะ คนเดินเยอะแยะตลอดเลยมีบ้างไหมนะที่คนจะน้อยไม่ยัดเยียดกันหนะจะได้เดินสะดวกๆหน่อยเค้าก็คงมาหาของขวัญปีใหม่กันมั้ง

แบกมะตูมเรียกรถแทกซี่กลับบ้านไว้วันหลังจะมาเดินเล่นอีกกลับถึงบ้านต่อเนตโหลด patch ต่อดูมีวี่แววดีหรอกแต่จะออกจากบ้านไปกินข้าวเย็นกับพี่แล้วไปดูต้นคริสตมาสที่ตึก all season จะไป merry chirstmasพี่ตี่ด้วยไม่รู้จะเจอมะยังไม่ได้โทรหาแกเลย

คืนนี้จะมีซานต้ามาให้ของขวัญฉันมั้ยเนี่ยยังไงก็ Merry chirstmas to you all

Tuesday, December 24, 2002

โดนจนได้ OD เค้าเพิ่งโทรมาเรียกให้ฉันไปบิน TG217 ไปไหนหว่าแต่เป็นภาคใต้นี่แหละ เค้าให้ direct to aircraft เลยเครื่องออกตอน 16.35 ฉันต้องไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วหละ ไปไม่ท้นตาย

คืนนี้กลับมาคงค่อยโหลด xmas patch ของ RO ต่อให้ครบจะได้ไปเล่นกับเพื่อนๆในเมืองหิมะกัน

Monday, December 23, 2002

ตีสามยี่สิบนาทีเด้งจากเตียงมาอาบน้ำแต่งตัวเพราะว่าต้องไปบินสี่แลนด์เหมือนวันที่ 9 (เช็คอินตีสี่สิบห้านาทีไปขอนแก่นและภูเก็ต) มันเช้ามากจนลืมปัดมาสคาร่าแต่ปัดที่ต่อขนตาแล้ว ไงหละใครเห็นคงคิดว่ายัยแอร์นี่ขนตาหงอก

วันนี้ฉัน stand by 1 (ตีห้าถึงบ่ายสอง)แต่พี่ OD เค้าโทรมาบอกตั้งแต่เมื่อคืนตอนเกือบสองทุ่มว่าให้ไปบินไฟล์ทนี้มีการระลึกความจำด้วยนะว่าเหมือนที่หนูไปบินเมื่อวันจันทร์ก่อน ถึงไม่เตือนหนูยังจำได้ดีเลยเพราะสี่แลนด์นี้พิเศษทั้งตื่นเช้ามากทั้งเสริฟอาหารตลอดคนเค้าก็เลยลาป่วยกันซะอย่างวันนี้ตัวจริงที่มาตามตารางบินมีแค่ 3 คนอีก 5 คนโดนเรียก stand by ทั้งนั้น

พี่ๆเพื่อนๆในไฟล์ทน่ารักทำงานราบรื่นดีผู้โดยสารก็พอดีพอดี(ร้อยกว่าคน)มีเต็มเฉพาะขากรุงเทพ-ภูเก็ตเท่านั้นตอนทำงานขาสุดท้าย(ภูเก็ต-กรุงเทพ)พวกแอร์จะหลับกันหมดแล้ว ฉันว่ามันเหนื่อยหลายอย่างทั้งตื่นเช้าและขึ้นลงหลายรอบ(take off ,landing)มันเพลียมันปวดหัวตอนนี้ก็เหมือนจะขาสั่นๆแล้วฉันแต่อยากเขียนไดอารี่จังเพราะไม่ได้เขียนหลายวันแล้ว พรุ่งนี้ก็ stand by อีกแต่เป็นเที่ยงถึงสามทุ่มไม่รู้จะโดนเรียกไปไหนอย่าให้ต้องตื่นเช้านักเลยเจ้าค่า

ป.ล มีคนมาขอแอดไอซีคิวเธอมาจากออสเตรียมีความสนใจประเทศไทยถามว่าคุยกันได้ไหม ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาก็คุยกันนิดหน่อยว่าอายุเท่าไหร่ ทำอะไร แล้วฉันก็ถามว่าสนใจเกี่ยวกับบ้านเราเหรอ เค้าถามว่ามีประชากรกี่คน(โอ้โฮ้เจ๊ไม่รู้หวะ น่าจะเกินหกสิบล้านคนนะ) ถามว่าบ้านเรากินหมากับงูเหมือนเมืองจีนหรือเปล่า(น้อง ไปอ่านมาจากไหนเนี่ย ก็บอกว่ามีบางกลุ่มที่กินหนะ) ถามว่ารสชาติหมาเป็นไง(ไม่เคยกินวุ้ย) แล้วฉันก็ถามไปถึงโมซาร์ตอะไรนั่นแหมเค้ามาจากเมืองศรีวิไลซ์อ่ะนะ แล้วเค้าถามเราว่ามีอะไรอยากรู้เกี่ยวกับบ้านเค้าไหม(เค้ามีคนแค่ 8 ล้านคนเอง) ฉันก็เลยบอกว่าอยากรู้ว่าประเทศที่มันเจริญแล้วมีอะไรไม่ดีบ้างป่าว แต่เค้าไม่ได้ตอบอ่ะเพราะเค้าถามมากกว่า ถามว่าทุกคนได้เรียนหนังสือไหม ถามว่าฉันไปว่ายน้ำไหม มีทะเลป่าว น่าน..เราประชาสัมพันธ์บ้านเมืองเรายังไงหละเนี่ย

# # # # #
วันเสาร์กลับจากภูเก็ตบ่ายสาม ตอนค่ำไปกินข้าวกับเพื่อนๆมช.ที่วังหินไอซ์แลนด์ปาร์ตี้ปีใหม่หนะถึงจะเรียนจบแล้วเราก็ยังมีงานปาร์ตี้ปีใหม่ต่อเนื่องมาตลอด ปาร์ตี้ของเรามีแลกของขวัญด้วยแต่ที่เปลี่ยนไปคือมีงานสองที่ที่เชียงใหม่กับกรุงเทพใครทำงานที่ไหนหรือตอนนั้นอยู่ที่ไหนก็ไปร่วมงานที่นั่นหรือไปมันทั้งสองงานเพราะหยุดสิ้นปีบ้านใครอยู่เชียงใหม่ก็กลับบ้านเชียงใหม่กัน งานที่กรุงเทพคราวนี้เจ๊วรรณคนที่มีของขวัญแปลกๆไม่อยู่เธอไปอยู่เม็กซิโกซะแล้วเลยไม่มีของขวัญฮาๆ ได้เจอได้คุยกันฉันรู้สึกดีแต่ยังเจอกันน้อยครั้งเกินไปเพราะเรามีเรื่องให้อัพเดทกันตรึมคาราโอเกะอะไรไม่ได้ร้องเลยเพราะมีเรื่องให้คุยกันเยอะ คิดดูว่าเจอกันน้อยเกินไปจนบอยแอบไปมีลูกตอนไหนฉันกับเพี่อนบางคนยังไม่รู้เรื่องเลยมาเห็นกันก็วันนี้ลูกมันโตเดินได้แล้วอ่ะ ฉันต้องเสนอ(แกมบังคับ)ให้มีการเจอกันบ่อยกว่านี้หน่อยเพื่อนก็มีอยู่เท่านี้ยิ่งนานมันก็ยิ่งห่างพอห่างซะแล้วทีนี้มันจะหายไปเลยหนะสิ

# # # # #
ไปเพิร์ธครั้งที่สองอากาศอบอุ่นแล้วแฟชั่นที่นั่นเปลี่ยนไปสุดๆครั้งที่ไปตอนหนาวๆก็เสื้อสีดำๆมืดๆไปคราวนี้กระโปรงบานๆบางๆเสื้อสายเดี่ยว กางเกงเอวต่ำแล้วต่ำอีก(ต่ำมาก)เสื้อผ้ามีสีสรร ดูสดใสไปทั้งเมือง ตามห้างและทางเดินย่าน shopping ก็มีการตกแต่งคริสตมาส เห็นการจัดต้นคริสตมาสแบบคุมสีไม่หลากหลายเกินไปฉันว่าสวยดีอย่างที่โรงแรมก็ตกแต่งด้วยลูกบอลสีแดงกับสีทอง ส่วนที่ห้าง david jones ก็แต่งด้วยลูกบอลเล็กๆสีเงินกับสีน้ำเงิน

ไปครั้งนี้มีเสวีเพื่อนห้องเดียวกันไปด้วยก็เหมือนมีพวกไปไหนก็ไม่กลัว ถึงจะไม่เดิน walk tour ตามที่พิมพ์ออกมาแต่ก็มีเสวีพาเที่ยวเพราะเค้าเคยมาเรียน summer เมื่อครั้งยังเด็กแต่ก็เห็นสถานที่ที่อยู่ใน walk tour เช่น สถานีดับเพลิงเก่า, หอระฆัง(Bell tower) Kings park ฉันจำอะไรไม่ได้แล้วหละโพยก็หายไว้ถ้าอัพโหลดรูปเมื่อไหร่จะลิงค์ให้ไปดูกันแล้วเล่าในนั้นประกอบภาพไปเลย(แต่ภาพที่ถ่ายก็ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ถ่ายมาไม่ครบ)

Thursday, December 19, 2002

ตอน brief ไฟล์ท BOM วันที่ 17 ได้ความรู้จาก purser ว่า BOM เนี่ยแต่เดิมเค้าชื่อมุมไบมาแต่โบราณกาลมาเรียกบอมเบย์หลังตกอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ ตอนนี้เค้าเป็นอิสระแล้วทำไมจะต้องใช้บอมเบย์อยู่เล่าแต่ three letter code ก็ยังคงเป็น BOM อยู่ และ purser บอกว่าถ้าเค้าขออะไรให้ได้ก็ให้ไปเถอะเพราะเค้าซื้อตั๋วแพงคือเต็มราคาเลยไม่มีส่วนลดแบบที่อาจได้จากการซื้อผ่านบริษัททัวร์หนะ

ทำงานในไฟล์ทมุมไบไม่เหนื่อยเพราะผู้โดยสารนิ่งๆไม่ขออะไรมากมายเหมือนแขกที่อื่น ใช่แล้วฉันจำได้แล้วว่าครั้งแรกที่ไปมุมไบฉันงงเลยตอนที่ไปเดินรถ drink รอบสอง(ต่อท้ายรถอาหาร)เพราะถามว่าจะรับอะไรดื่มไหมก็ไม่ค่อยรับอะไร(แขกอื่นที่เจอก็จะคนละสองเป็นอย่างน้อย)ตอนปิดไฟในเครื่องก็หลับกันส่วนใหญ่แต่อย่างไปลาฮอจะเล่นไพ่ทั้งคืนเลยหลายวงด้วย(หลังคริสตมาสไปลาฮออีกแล้ว)

ตอนทำงานทั้งไปและกลับก็ไม่มีเฮ(ปัญหา)แต่ประการใดมีที่นอกเหนือจากการบริการปกติคือคุณแม่แขกขอนมให้ลูกเล็ก ฉันก็ต้องบอกว่าเรามีแต่นม UHT นะได้ไหม จะให้อุ่นด้วยหรือเปล่า แม่เค้าก็พูดถึงอะไรน้ำตาล น้ำตาลฉันก็จะบอกว่ามีแต่รสจืดแต่นึกไม่ออกว่ารสจืดภาษาอังกฤษพูดว่ายังไงหวะเลยใช้คำว่า natural เค้าก็เข้าใจมั่วเก่งเหมือนกันฉัน (ดูจากกล่องนมที่บ้านนมเมจิใช้คำว่า fresh milk) ฟังๆอีกทีที่แม่เค้าพูดคือให้ใส่น้ำตาลลงไปด้วย(คงรู้อยู่แล้วมั้งว่ามีแต่นมจืด) และก็ให้อุ่นนมด้วย นม 250 cc ฉันใส่น้ำตาลไปซองเดียวเองไม่รู้สินึกเอาเองว่าเด็กไม่ควรกินหวาน

เวลาทำงานในไฟล์ทกลางคืนแบบนี้จะมีลูกเรือเกินกว่าปกติเพราะจะได้ช่วยกันและมีการจัดพักด้วยตอนแรกเห็นจำนวนผู้โดยสารเต็มนึกว่าครั้งนี้ตายแน่เพราะไม่ได้นอนแต่จริงๆเค้ากันที่ไว้ให้แล้ว 8 ที่เพื่อจะแบ่งกันพักเป็นสองกะ แต่ก็พักไม่ได้มาก(ขาไป 45 นาที ขากลับ 30 นาที)ไฟล์ทไทม์ไม่ได้นานนักแต่ได้นั่งหลับตาบ้างก็ดีกว่าอยู่แล้วแต่เพราะฉันนอนก่อนไปทำงานสองชั่วโมงในไฟล์ทก็เลยไม่ง่วงเท่าไหร่แต่ตอนนั่งรถกลับบ้านจะหลับซะให้ได้ ตอนปลายเดือนไปลาฮอก็ต้องพยายามหลับก่อนไปทำงานให้ได้งานนี้หละก็ของจริง !! ขอจริงๆ(ถ้าเค้ายังไม่เปลี่ยนไปนะ ฮา)

Monday, December 16, 2002

เรื่องเพิร์ธแปะไว้ก่อนนะขอร้อง ตอนนี้ขอเล่นเกมก่อนได้โปรด แบ่บว่ากว่าจะต่อเนตติดโครตยากเลยแย่งกันสุดๆ ทำเอาฉันจะคลั่งตายเลยขอตัวไปเล่นเกมให้สาแก่ใจก่อน พรุ่งนี้ต้องทำงานไฟล์ทแขกด้วยต้องทำให้จิตใจพร้อม(ไม่คาใจที่อดเล่นเกม)จะได้ไปบริการท่านผู้โดยสารอย่างดี ไปหละเจอกันในเกม

ป.ล ปาร์ตี้ปีใหม่สำหรับเพื่อนๆCPE ได้วันแล้วแต่สถานที่ยังตกลงกันไม่ได้

Sunday, December 15, 2002

ไฟล์ท987-996 นี่มันไฟล์ทป่วยแน่ๆฉันไม่ถึงกับเป็นไข้แต่ก็ปวดหัวจะระเบิด ที่ไม่เป็นไข้เพราะกินพารากันไว้ก่อนจะเข้านอนคืนวันที่ 13 และIM ใจดีจัดให้พักตอนทำงานขากลับแน่ๆ(แต่เสวีป่วยไปเลยก็จะเอายาให้กินเหมือนกันไม่กิน)

ฉันว่าเวลาทำงานมันชวนให้ป่วยแหละทำงานเย็นไปถึงเที่ยงคืนกว่าจะนอนก็เกือบตีสอง ตื่นมาก็ออกไปเที่ยวเล่นอากาศมันก็เปลี่ยนแปลงสุดขั้วกลางวันแดดแรงแต่ลมเย็น ตอนเย็นก็ลมแรงและเย็นสุดๆแล้วเราก็เฉือกไปเดินตากลมด้วยไง วันที่งานกลับก็ต้องตื่นตีสามครึ่งทำงานกว่าจะมาถึงกรุงเทพก็บ่ายสองครึ่ง ฉันถึงบ้านเข้านอนตั้งแต่สองทุ่มเพลียจัดแล้วก็ปวดหัว(ปวดมาตั้งแต่ในไฟล์ทแล้ว)แต่ไม่ยอมกินยา(ในที่สุดก็ต้องตื่นมากินตอนตีหนึ่งเพราะทนไม่ไหว)กว่าจะตื่นวันนี้ก็เกือบเก้าโมงเช้า ตอนนี้ก็ยังมึนๆอยู่ขอรวบรวมสถานที่ที่เดินผ่านแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

Wednesday, December 11, 2002

พรุ่งนี้ทำงานไฟล์ท 987 ไปเพิร์ธเดินทางตอนเย็นไปถึงที่นู่นเที่ยงคืนพักหนึ่งวันแล้วก็ทำงานกลับด้วยไฟล์ท996 แวะภูเก็ตก่อนเข้ากรุงเทพ ฉันไม่ชอบเลยเพราะฝังใจเรื่องไม่สบายคราวที่แล้วแต่มันอาจดีขึ้นเพราะอากาศไม่เย็นแล้วและก็ไหนๆก็จะไปอีกก็ต้องออกไปเที่ยวเล่นอยู่แล้วฉันเลยหาแผนที่ของเมืองเพิร์ธจากในเนตตอนไปครั้งแรกหาดูเหมือนกันแต่ไม่เจอครั้งนี้เจอตั้งหลายแบบเลยฉันเลือกมาสองอย่างคือ walk tour กับ shopping map น่าจะพิมพ์ walktour ของ fremantle มาด้วยแต่ไม่รู้สิคงไม่ไปอ่ะเวลาก็ไม่ได้มีมากมายวันกลับก็ต้องออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้ามืด

จากในเวบที่เจอมีแนะนำร้านอาหารด้วยฉันอยากไปกินข้าวริมแม่น้ำจังไม่รู้ใครจะไปบ้างแต่ในไฟล์มมีเสวีเพื่อนจากห้องเดียวกันน่าจะลากเค้าไปด้วยได้นะและเพราะหาที่กินข้าวนี่แหละทำให้รู้ว่าที่เข้าใจคราวที่แล้วว่าน้ำๆใกล้โรงแรมเป็นทะเลสาปจริงๆมันเป็นแม่น้ำต่างหาก Swan River และโบสถ์ที่เดินฝ่าลมหนาวคราวที่แล้วไปดูหนะชื่อว่า St.Mary’s Cathedral คราวนี้จะเดินไปทางไหนเราจะรู้แล้วว่าเราผ่านอะไรบ้างเพราะมีแผนที่อ้างอิง ตอนบ่ายจะออกไปยืมกล้องพี่กอล์ฟซะหน่อยจะถ่ายรูปตาม walktour มาให้ดู

Monday, December 09, 2002

เมื่อคืนไม่ได้นอนเร็วซักเท่าไหร่เพราะเล่นเกมนั่นแหละแล้วยังจะนอนไม่หลับอีกกังวลกลัวจะตื่นไม่ทันแต่ก็ไปเช็คอินก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ตอนทำงานง่วงจริงๆแต่เพราะต้องเสริฟอาหารก็เลยไม่ได้ว่างง่วงเท่าไหร่ถ้าไฟล์ทไม่ตรงมื้ออาหารหละก็มีหวังนั่งหลับแน่ๆ เสริฟน้ำใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่

ทำงานสี่แลนด์ถ้าไม่ง่วงนะก็สามารถอยู่แต่มาติดที่ต้องตื่นเช้านี่สิแย่เหมือนกันวันนี้ก็เที่ยวสองภาคอีสานกับใต้ไปขอนแก่นก่อนแล้วต่อด้วยภูเก็ต ช่วงขอนแก่นผู้โดยสารไม่เต็มขาเข้ากรุงเทพ(จากขอนแก่น)น้องจิน(จินตรา พูนลาภ)มาด้วยแหละถ้าเอากล้องไปนะขอถ่ายรูปด้วยเลย พี่แอร์บอกว่าเค้านะเรียบร้อยจัง ให้อะไรก็ไหว้ก็ขอบคุณตลอด ตอนลงจากเครื่องผ้าห่มเค้ายังพับให้เลย(เห็นกับตา) ตอนพักที่กรุงเทพ(ก่อนไปภูเก็ต)งีบแบบวิตกจริต(กลัวไม่ตื่น)ไปสิบนาทีแล้วก็ทำงานอีกสองเที่ยว ไปภูเก็ตคนเต็มเลยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แต่ขาเข้ากรุงเทพไม่เต็มแถมอาหารกล่องก็หน้าตาดีด้วยนะเป็นกุ้งพันตะไคร้(เหมือนกุ้งพันอ้อยแต่เปลี่ยนอ้อยเป็นตะไคร้)ตอนถึงกรุงเทพรู้สึกดีใจจังเล้ยยยย จะได้กลับบ้านแล้วเราไม่รู้เพราะจะได้นอนหรือจะได้เล่นเกม

กลับบ้านมาล้างเครื่องสำอางค์ลบยาทาเล็บอย่างไร้วิญญาณมากเลยง่วงแต่ก็ไม่นอนคิดว่าค่อยนอนทีเดียวตอนหัวค่ำเล่นเกมแป๊ปนึงก่อนแต่เจอมนต์ของเกมปาไปห้าทุ่มครึ่งซะอีก ง่วงก็ง่วงจะเล่นก็จะเล่นนี่ถ้าเพื่อนไม่เลิกก็คงยังไม่เลิกแน่ๆ

ได้หยุดสองวันต้องพักผ่อนให้ดีนอนน้อยๆแบบนี้เดี๋ยวไม่สบายอีกไฟล์ทหน้าไป Perthที่เคยไปมาแล้วไม่สบายซะด้วย ไปนอนก่อนตื่นมาค่อยหาที่เที่ยวใน Perth

Sunday, December 08, 2002

ไม่ได้เจอพี่ไก่หรอกเพราะพี่เค้าเดินทางเหนื่อยรถก็ติดเดินทางไปไหนใช้เวลานานไว้ถ้าฉันได้ไปค้างหาดใหญ่อีกนัดเจอพี่เค้ายังจะดูง่ายดายกว่า(เห็นขับรถมาแป๊ปเดียวถึงเลย)

วันหยุดก็อยู่บ้านเล่นเกมอย่างแรงไม่ต่ำกว่าวันละสี่ชั่วโมงแต่ก็ออกไปสูดอากาศ(ห้าง)บ้างที่เดอะมอลล์ เค้าปรับปรุงซะดูกว้างขวางเลยของก็มีขายเยอะยังงี้ก็คงจะเดินดูอะไรสนุกขึ้น ฉันหนะชอบเดินห้างนะเหมือนไปฟอกปอด(ฮา)แต่ส่วนใหญ่ก็เดินดูหนะดังนั้นเวลาได้ไปพักที่ต่างประเทศได้ไปเดินห้างบ้านเค้าจะสนุกมากเลยเพราะของมีหลากหลายเพียบ เพียบ เพียบ ของที่บ้านเราไม่มี นี่ก็ไม่รู้ว่าเดอะมอลล์เค้ามีของมากมายเนี่ยเพราะกำลังซื้อมันเพิ่มขึ้นขยายกลุ่มเป้าหมายหรือว่าไงนะ มี Beauty café, chanel งี้ ,Shu uemuraงี้ แต่มันก็เป็นผลประโยชน์มาทางฉันแหละไว้ไปสำรวจสินค้าใหม่ ก็คิดอยู่นะว่าซื้อของในห้างดีหรือเปล่าเพราะตอนนี้เหมือนมีโอกาสซื้อของราคาถูกได้จาก Duty free(แต่ไม่เคยกล้าไปซื้อซะที)หรือต่างประเทศ ส่วนของที่ขายในบ้านเราเค้าคิดภาษี(เพราะเป็นของฟุ่มเฟือยใช้หรือเปล่า)ราคามันเลยแพงแต่ภาษีนั่นมันเอาไปช่วยชาติหรือเปล่าหรือว่ามันไปที่ไหน ถ้าช่วยชาติได้เวลาของมันลดราคาทำให้ไม่ต่างจากราคาที่ซื้อจากเมืองนอกเท่าไหร่ก็จะซื้อในบ้านเรานี่แหละเผื่อจะเอาเงินไปพัฒนาชาติ(คงไม่เอาไปโกงกินนะ) ที่คิดๆขึ้นมาเพราะอยากจะซื้อเครื่องสำอางค์หนะแต่ยับยั้งใจไม่ก่อหนี้(ถ้าไม่จำเป็น)จนกว่าจะล้างหนี้เก่าหมด

พรุ่งนี้ไปบินต้องเช็คอินตอนตีห้าสิบห้านาทีว่าจะออกจากบ้านตีสี่ครึ่งก็ต้องตื่นตีสามครึ่งถ้านอนเร็วๆก็โอเคไปบินซะกลับมาประมาณบ่ายสาม(บินสี่แลนด์)ค่อยนอนต่อแต่ปลายเดือนมีไฟล์ทไปเชียงใหม่เช็คอินตอนตีสี่สิบห้าก็ต้องออกจากบ้านตีสามครึ่งคือต้องตื่นตีสองครึ่ง โอ้โฮ้คุณขาเวลายังงี้คนอื่นเค้ายังไม่นอนเลยม้าง อิฉันต้องตื่นไปทำงานจะนอนให้ได้ซัก6-7 ชั่วโมงก็ต้องนอนตั้งแต่ทุ่มอ่ะจะหลับมะหละนั้น เพื่อนบอกว่าไม่ต้องนอนเลยดีกว่าไปบินแค่เที่ยวเดียว(ถึงบ้านประมาณเก้าโมงเช้า)ค่อยมานอน นะเล่นเกมรอเลยดีกว่านะ กำลังเห่อด้วย

ป.ล Ragnarok ไม่ได้อ่านว่า รักนรก หรอก อ่านว่า แล็คนรก ต่างหาก แล็ค(lag)ตัลหลอด !! แต่ฉันก็เป็นนักบวชแล้วนะเจอกันขอให้รักษากันได้แต่ฝีมือยังอ่อนอยู่จ้า

Friday, December 06, 2002

กลับมาจากปีนังตอนเช้า(ไปค้างคืนนึง)ไม่มีอาการอยากนอนเท่าไหร่คงเพราะไม่ได้กินยาแก้เมาเหมือนทุกที(กินประจำไฟล์ทละครึ่งเม็ดถึงไฟล์ทไทมยาวก็กินแค่นั้น กินเป็นกำลังใจไปงั้นแหละ) ก็เลยมานั่งเช็คเมล อ่านไดอารี่ อ่านวิจาร์ณหนังในพันธ์ทิพย์(บีมส่งมาให้เรื่องผู้หญิงห้าบาป)ตลกมากเจ๊สี่ที่เค้าเขียนเขียนได้ตลกจังเลย ฉันก็อยากจะเขียนอะไรให้ดีๆตลกๆชวนอ่านแบบนั้นบ้างนะ(เอาแค่ให้ไม่วกวนก่อนก็คงจะพอ) แต่ตอนนี้ไม่รู้จะเขียนอะไรดีเล้ย แบ่บว่าไปทำงานครั้งนี้ก็แบบเห็นแต่เครื่องลงจากเครื่องก็ไปโรงแรมนอนเลยตื่นมาก็กลับเลย จะเห็นก็แต่บ้านพักที่อยู่อาศัยระหว่างทางไปโรงแรมแค่นั้น

บ้านของเราเค้าจะรั้วเตี้ยๆบ้านจะไม่ได้มีบริเวณมากๆเหมือนบ้านเรา(แต่ในกรุงเทพบ้านก็ไม่คอยมีบริเวณเหมือนกันเนอะ) ไม่มีต้นไม้ใหญ่ พวกแฟลตอะไรเงี้ยจะดูดีสะอาดสะอ้านน่าอยู่อาศัย สนามบินบ้านเค้าก็ดูดีกว่าบ้านเราแต่ก็ไม่ดูดี๊ดีแบบสนามบินที่กัวลาลัมเปอร์นะที่นั่นดีจัง ยังชื่นชมไม่หาย สเกตเดือนนี้ไม่มีกัวลาฯแฮะแปลกจังยังงี้ทุกทีมั้งพออยากไปที่ไหนจะไม่ได้ไปที่นั่นแต่ไม่อยากไปจะได้ไป อย่างตอนนี้ชอบไฟล์ท 419 ไปกัวลาฯตอนกลางคืนไปถึงก็นอนแล้วทำกลับตอนเช้า(ดีกว่าแบบ quickturn)เดือนนี้ไม่ได้ อยากไปญี่ปุ่นก็ไม่ได้ไปอีตอนกลับจากคันไซครั้งแรกไม่อยากไปแล้วอยากไปฟุกุโอกะก็ดันได้ไปคันไซอีก ไม่อยากไปเพิร์ทแล้วเดือนนี้ดันได้ไปอีก ให้มันได้ยังงั้น ต้องคิดว่าไม่อยากไปญี่ปุ่นจะได้ไปใช่ม้า เพี้ยง!

เสาร์อาทิตย์นี้หยุดซะด้วยแต่หยุดไปก็ยังงั้นพี่กอล์ฟไปเชียงใหม่ไม่มีลูกคู่ไปเที่ยวเพื่อนก็บินซะแต่ก็ดีที่พี่ไก่มากรุงเทพไม่รู้จะได้เจอกันหรือเปล่าถ้าไม่ได้ออกไปไหนอยู่บ้านเล่นแต่เกมก็ประหยัดดีเหมือนกันนะ

Wednesday, December 04, 2002

กลับมาจากงานแต่งงานแล้ว หน่อยสวยมากเซ้งก็หล่อพี่กอล์ฟยังบอกเลยว่าหน้าเซ้งเหมือนพี่ดู๋สัญญา(สมัยเรียนใครก็บอกยังงั้น) อัลบั้มรูปที่ถ่ายมาก็ดูดีเป็นธรรมชาติสวยหล่อไปหมดอาจเพราะเซ้งหน้ายิ้มแย้มรูปก็เลยดูดีไปหมดส่วนมากจะแบบเจ้าบ่าวเก๊กหล่อหนะ

ก่อนเข้างานถ่ายรูปตามธรรมเนียมแต่ตอนจะเข้างานยังไม่แน่ใจจะเจอใครที่รู้จักหรือเปล่าแต่เล็ก(เพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยม)เป็นเพื่อนเจ้าสาวต้องมาแล้วแน่ๆและต้นก็มางานนี้เหมือนกันพอเข้าไปในงานแม่หน่อยกวักมือเรียกตอนแรกงงๆแต่เห็นหน้าพ่อเลยจำได้เพราะแม่แต่งตัวสวยเกล้าผมด้วยแต่ก่อนเคยแต่เห็นแม่ปล่อยผมก็เลยนั่งโต๊ะเดียวกับพ่อแม่และเล็กเค้าบอกว่าเห็นเราตั้งแต่ยังไม่เข้ามาแล้วเพราะมีวิดีโอฉาย หันไปดูแบ่บว่าใหญ่มากค่าตายแล้วตู ยืนยิ้มหรือทำอะไรเด๋อด๋าไปนี่เห็นกันหมดทั้งงาน และเพราะนั่งโต๊ะนี้ไม่ต้องไปตักอาหารเองด้วย(งานเป็นแบบบุฟเฟ่ต์)ดีที่ไม่ไปนั่งกับต้น(มันนั่งโต๊ะเพื่อนที่คณะ)

พิธีการก็ไม่ยุ่งยากนักก่อนเริ่มก็มี presentation เหมือนที่เค้ามีๆกันแต่งานที่ทำมาก็ดูดี แล้วก็เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นเวที เชิญเจ้านายเซ้งขึ้นไปคล้องพวงมาลัยให้แล้วก็กล่าวอวยพรจากนั้นก็มีสัมภาษณ์เจ้าบ่าวเจ้าสาวนิดหน่อยแล้วก็ไปตัดเค้ก เอาเค้กไปให้ญาติผู้ใหญ่ ถ่ายรูปตามโต๊ะ

พ่อแม่และหน่อยถามถึงงานฉันบ้างว่ามีเมื่อไหร่ให้บอกกันด้วย มีหละบอกแน่แต่ตอนนี้ยังก่อนนะแบบว่ายังทะเลาะกันอยู่บ่อยๆแต่เล็กบอกว่าแต่งไปแล้วค่อยไปทะเลาะกันต่อก็ได้ นะจริงๆเราก็คงจะทะเลาะกันไม่เลิกอยู่แล้วคนแต่งงานกันไปก็ต้องมีเรื่องทะเลาะกันอยู่แหละส่งให้ต่ายกับพี่เผ่าแต่งไปก่อนแล้วกันคู่นั้นดูจะมีแววมากกว่าแต่ยังไงซะเรามีคู่หน่อยกับเซ้งเป็นที่ปรึกษาแล้วหละนะ
อยากจะเล่นเกมคอมก็ดันมาเจ๊ง(power supplyเสีย)เอาไปซ่อมเป็นอาทิตย์เลย รอจนหายเห่อเกมไปเยอะแต่ตอนนี้พี่ตี่ก็มาเล่นเกมแล้วตอนแกจะเริ่มโทรมาถามเราเริ่มเล่นมีพัฒนาการก็โทรมาบอกเรา ฟังแล้วทำให้อยากเล่นบ้างจะบ้าตายพอได้คอมมาจากจะเล่นให้หายอยากก็เจอด่านเจ้าภัทรก่อนเพราะน้องมันก็คงอยากเล่นเกมต่างๆของมันเหมือนกัน

วันนี้ก็เล่นได้แป๊ปนึงเพราะต้องออกไปหาพี่กอล์ฟที่ทำงานเย็นนี้จะไปงานแต่งงานของวรวรรณ เรื่องชุดไปงานทำเอาฉันปวดหัว(ปวดจริงๆ)เดินหาหลายวันคงเพราะบีบคั้นตัวเองอยากจะเสียเงินตอนที่ห้างมันลดราคาจะได้ประหยัด ลองร้านนั้นร้านนี่จนเซ็งชุดมันก็สวยอยู่แต่เราใส่แล้วไม่สวยหนะแล้วก็ไม่มั่นดูขัดกับบุคคลิกไอ้ที่สวยอยากได้ก็แพงเกินไป เมื่อวานก็ออกจากบ้านอีกเพราะยังไม่ได้ชุดและนัดมานพไปดูหนัง(my big fat greek wedding ก็ตลกดีนะ) ระหว่างทางไปก็ได้ชุดแซกราคาประหยัด 500 บาทจากซอยอารีย์แต่เพื่อนเห็นชุดแล้วบอกว่าเห่ยมากสั้นด้วย นพบอกให้ซื้อใหม่ฉันก็ไม่มีทุนแล้วไงเพื่อนก็จะให้ยืมเงินเลย มันแย่ยังงั้นเลยเหรอก็แค่ดูธรรมดาและดูเด็กไปหน่อยม้างแต่ก็เสียเซ้วไม่กล้าใส่แต่เพราะยุไม่ขึ้นก็เลยสรุปที่ซื้อเสื้อใหม่เป็นเสื้อตัวยาวสีขาวคอปาดแขนเต่อมาใส่กับกระโปรงผ้าถุงที่ฉันมีอยู่แล้วเพื่อนว่าออกเก๋ไก๋กว่าเยอะ ซื้อเข็ดขัดผีเสื้อมาด้วยเพราะเสื้อตัวยาวไม่มีอะไรตกแต่งจะโล้นเกินไป เสื้อผ้าสองชิ้นนี้ซื้อที่ร้าน spellbound ที่สยามเป็นร้านของพี่แอร์ตอนแรกไม่รู้หรอกแต่บทสนทนามันพาไป อะไรพี่เค้าจะขยันอย่างนั้นแต่ฉันก็อยากมีร้านแบบพี่เค้าเหมือนกันนะซึ่งก็คงเป็นแค่อีกความอยากที่ไม่ลงมือทำของฉันหนะ

เดี๋ยวจะไปเล่นเกมซะหน่อยตอนนี้เพื่อนๆทำงานหมดคงไม่มีใครมาช่วยเราก็เล่นๆเองไปก่อน พรุ่งนี้ทำงานไปค้างปีนังหนึ่งคืน

Saturday, November 23, 2002

จะโยคะให้สุขภาพดีหรือทำลายสุขภาพกันแน่หว่าตอนนี้ปวดบั้นเอว คลาสนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ไปเล่นโยคะครั้งแรกที่เล่นแล้วคิดว่าไม่เล่นอีกแล้วเพราะมันชักช้าเหลือเกินลีลาสงบนิ่งออกจะเบื่อแต่มาเล่นอีกทีเพราะว่าไอ้คลาสพวกคึกคักที่อยากเล่นได้เช่น step aerobic ทำเอาเหนื่อยแทบขาดใจตาย คิดว่าหันมาเล่นโยคะดีกว่าเพราะช้าๆเย็นๆเผื่อจะมีสมาธิแถมมากับการมีสุขภาพดีไว้เสาร์หน้าจะพยายามไปอีก จริงๆก็เพราะจะเลิกไปฟิตเนสแล้วเลยคิดเข้าคลาสโยคะบ่อยๆหน่อยจะได้จำมาเล่นที่บ้านได้หนะ

วันนี้ก็ได้ทำทุกอย่างอย่างที่คิดไว้ทั้งออกกำลังกายไปจ่ายหนี้และเอากระโปรงไปแก้ไม่รู้คิดผิดคิดถูกค่าแก้ตัวละ 120 บาทเลยนะที่ร้าน fix it (หรือเปล่าหว่า)หนะเค้าว่าเค้าฝีมือดีก็ไม่รู้สิลองดูแล้วกันเพราะร้านที่เค้าตัดให้ลองโทรไปถามเค้าว่างานเยอะแต่เราต้องการได้กระโปรงเร็วก็ไว้คราวหน้าที่ได้รับยูนิฟอร์มอีกครั้งค่อยแก้เรื่องความยาวกับที่ร้านใหม่แล้วกัน ส่วนแลกตังค์ไม่ไปแลกหลังบริษัทเพราะนอกเส้นทางเกินไปแต่แลกที่เอ็มโพเรียม(ธ.กรุงไทย)ก็ได้เยอะกว่าธนาคารทหารไทย ธนาคารเอเชีย และธนาคารไทยพาณิชย์(เช็ดดูตอนเดินผ่านหนะ)

เดี๋ยวจะไปเล่นเกม RO ซะหน่อยเพื่อนๆกำลังเล่นอยู่แต่จะเล่นกับเพื่อนได้ฉันต้องสร้างตัวละครใหม่ที่ server ที่เพื่อนๆเล่นโธ่...ตอนนี้ Level 12 แล้วนะแต่มันบอกว่าจะช่วยให้อัพเลเวลให้เร็วๆ ส่วนพรุ่งนี้จะไปดู Harry Potter จ้า

Friday, November 22, 2002

วันที่ 19 เครื่องออกเดินทางจากกรุงเทพ17.30 แวะการาจีประเทศปากีสถานแล้วถึงจะต่อไปมัสกัต ผู้โดยสารมีน้อยมากประมาณ 140 กว่าแล้วก็ลงที่การาจีบ้างและไม่มีผู้โดยสารเพิ่ม(เครื่องที่ใช้เดินทางคือ A330มี config ใน Y class 267 ที่นั่ง) ไปถึงมัสกัต(ประเทศโอมาน)เวลาตีสองซึ่งถ้าเป็นเวลามัสกัตยังห้าทุ่มอยู่(เวลาช้ากว่าบ้านเรา 3 ชั่วโมงส่วนการาจีเวลาช้ากว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง) สนามบินบ้านเค้าชื่อ Seeb International ไฟล์ทนี้มีชั่วโมงที่อยู่ค้างที่นั่นเกิน 36 ชั่วโมงเอากระเป๋าใบใหญ่ไปได้ กระเป๋าใหญ่เลยได้ไปเที่ยวต่างประเทศเป็นไฟล์ทแรก ฉันเอาขนม นม เค้กที่ซื้อไปแต่ไม่มีข้าวแช่แข็งแบบคนอื่แต่บางมื้อก็กินมาม่าผัดฝีมือพี่เดียวหรือมาม่าต้มฝีมือออย หรือกินกับข้าวของกัปตัน คิดว่าไปคราวหน้าคงต้องเอาอาหารแช่แข็ง s & p ไปด้วย

ที่มัสกัตพักที่ Sheraton Oman มีสระว่ายน้ำฟิตเนสแต่ไม่เล่นเลยทั้งที่เอาอุปกรณ์ไปพร้อมและที่คิดว่าจะไม่มีอะไรทำสุดๆหอบเกมบอย walkmanและลำโพงไปก็ไม่ได้ใช้เท่าไหร่(คือไม่มีปลั๊กให้เสียบอ่ะสิ)แต่ก็ใช้บ้างแหละเดียวหอบมาเสียเที่ยวไง

ขามาถึงที่พักประมาณตีสามนั่งรถมาไกลเชียวกว่าจะถึงตลอดทางจากสนามบินมาโรงแรมสว่างไสวมาก ถนนหนทางดี มีร้านขายรถเยอะมากส่วนมากเป็นรถญี่ปุ่นที่เห็นในท้องถนนก็พวกฮอนด้า โตโยต้า ถึงโรงแรมรับกุญแจเข้าห้องกว่าจะนอนก็ตีสี่

ตื่นนอนมันรุ่งขึ้น 10 โมงเช้าแต่ก็นอนต่อไปถึง 11 โมงตื่นมากินขนม นม อาบน้ำเตรียมไปเที่ยว Sultan center ตอนบ่ายโมงกับพี่ปี พี่โดนัทจาก BC (business class) และกัปตัน เอ(เพื่อนห้องเดียวกัน ไฟล์ทนี้มีเทรนนีสามคน เอ ออย และฉัน)

รถบัสมารับเราช้ากว่าเวลานัดขึ้นรถไปตกใจสภาพรถเบาะเยินมากเลย คนที่นี่ขับรถเร็วนะสังเกตตั้งแต่ขามาจากสนามบินแล้วต่างจากพวกสิงค์โปร์ญี่ปุ่นที่ถนนโล่งแต่ก็ขับช้า ไปถึง Sultan center ก็นัดรถมารับบ่ายสามโมงครึ่งแต่เค้าบอกว่าต้องไปรับคนอื่นขอมารับบ่ายสาม(เที่ยงบ้านเค้า)ก็โอเคแหละก็เข้าไปซื้อของกัน ห้างมันเป็นแบบคาร์ฟูหนะผลไม้เยอะ น้ำผลไม้เยอะ Tang มีตั้งหลายรสเลย ฉันเจอชั้นแรกก็กรี๊ดแล้วเป็น m&m แบบน่ารักสำหรับเทศกาลคริสตมาสปีใหม่เป็นเม็ดสีขาว มีชอกโกแลตอีกหลายแบบเลย Kiss สีเขียวสีแดง อะไรเงี้ยแต่ค่าเงินมันงงๆไงเพราะฉันไม่รู้อัตราแลกเปลี่ยนเลยไม่รู้ว่ามันถูกหรือแพงกันแน่ เดินเล่นผ่านทุกชั้นเจอซอสไฮนส์สีเขียวซื้อฝากปุ๊กเพราะมันไม่ชอบกินซอสมะเขือเทศเลยแต่เคยบอกว่าอยากได้ซอสมะเขือเทศสีเขียวจะได้สนุกในการกิน(ซอสมะเขือเทศมีประโยชน์นะมีไลโคปีนเยอะกว่ามะเขือเทศสด) เดินเล่นไปอีกเจอ pasta ในซอสมะเขือเทศกระป๋องเป็นพาสต้ารูปโปเกมอน เธอว่าฉันซื้อมั้ย ซื้ออยู่แล้วกี่บาทก็ไม่รู้เจอพี่โดนัทพี่บอกว่าก็คิดประมาณกว่า 1 เรียว(สกุลเงินบ้านเค้า มีหน่ยวสตางค์ด้วยเรียกบิซ่าหรืออะไรเนี่ยตัวย่อ bz)เท่ากับร้อยบาทถ้า 2.50 ก็สองร้อยห้าสิบบาท(แต่ราคาจริงๆประมาณ 1 เรียว 120 บาท) เดินมาถึงชั้นชอกโกแลตโอ้โห้เพียบเลย มี m&m ถุงที่มีแต่สีเขียวแดง m&m แบบมิ้นท์ แบบมินิ แบบกระป๋องอะไรเงี้ยตรึมนะ แต่ก็ไม่ได้ซื้อไปหมดหรอกกินไม่ไหวแล้วก็แพงหนะถุงนึงก็ 2.50 up (ค่าครองชีพแพงนะนั่น) พี่ๆบอกว่ามาที่นี่ก็ซื้อพวกโลชั่นอะไรเนี่ยดีฉันก็ซื้อมาเหมือนกันเป็นวาสลีนแบบที่มี spf 5 แล้วก็มี ratinal ด้วย(กันแก่) ตอนจะจ่ายตังค์กรี๊ดค่า มีไอติม sneaker, mars และ m&m ซื้อมาโดยไม่ได้คิดเพราะจริงๆเค้าห้ามกินในที่สาธารณะเพราะเป็นช่วง Ramadan หนะ(หรือตลอดไปหว่า)เอซื้อไอติมแล้วแกะกินโดนคนมาเตือนเลย กัปตันสูบบุหรี่ก็โดน มันคงจะทำลายจิตใจคนอดอาหารหนะนะ

ซื้อของเสร็จออกมารอรถ ไม่มา รอยังไงก็ไม่มา นั่งคุยกันจนหมดเรื่องจะคุยแล้วรอไปสองชั่วโมงหนะมันถึงจะมา(โทรตามไปสามที) เป็นการค่าเวลาไปเลยแต่ทรมานเพราะหิวทั้งข้าวและน้ำเลยหละกลับไปโรงแรมกินอาหารทันที ตอนค่ำประมาณสามทุ่มสี่ทุ่มออกไปเที่ยวแถว Ruwi ไปกันเก้าคนเป็นแหล่งค้าขายตอนนี้แขกจะคึกคักแล้วเพราะมืดแล้วเค้าทานอาหารได้แล้ว ร้านรวงไฟสว่างไสว พี่เดียวกับปุ๊ก(เพื่อนของเพื่อนที่คณะ)พาไปร้านกางเกงถูกซึ่งก็ถูกมากอ่ะ Gap made in oman ราคา 120 บาทแต่ไม่ได้ซื้อ เค้าก็เลือกกันใหญ่ เดินต่อไปร้านขายพวกถั่วมีลูกอมพวกชอกโกแลตห่อสวยๆเพียบเลย แล้วก็เดินต่อไปซุปเปอร์มาร์เกตซื้อของก่อนกลับโรงแรม ตอนเดินกลับผ่านร้าอาหารที่มีบริการดูดยามันเป็นกลิ่นเหมือนผลไม้เลย มีเหมือนแท่งๆที่จุดยาแล้วก็สายยางยาวออกมาให้ดูดกันกลิ่นชวนมึนมากเลยนะ ถึงโรงแรมเค้าก็เปิดวงเหล้าคาราโอเกะกันฉันอยู่ด้วยถึงตีสามไม่ได้กินเหล้าไม่ร้องเพลงหรอกอยู่เอาบรรยากาศแล้วก็ไปนอน

วันที่ 21 ตื่นมาตอนเที่ยงกินขนมในห้อง นอนเล่นเกม ออกมากินมาม่าใครๆเค้าไปว่ายน้ำกันฉันก็ขี้เกียจ กลับห้องไปนอนฟังเพลง อาบน้ำออกมาหาข้าวเย็นกิน(ประมาณห้าโมงครึ่ง)กินนั่นกินนี่จนอิ่มแล้วก็กลับห้องไปนอนตอนสองทุ่มแต่กว่าจะหลับก็สามทุ่ม

ย่างเข้าวันที่ 22 ตอนเที่ยงคืนสิบห้านาทีก็มี wake up call ตื่นมาแต่งตัวแต่งหน้า(อาบน้ำแล้วก่อนนอน)เก็บข้าวของลงมาเตรียมขึ้นรถ รถออกจากโรงแรมตอนตีหนึ่งสิบห้าไปถึงสนามบินเช็คกระเป๋า เช็ค passport ขึ้นเครื่องเปลี่ยนชุดไทยเตรียมรับผู้โดยสาร(งานไม่ต้องเตรียมมากเพราะเรารับเครื่องต่อจากไฟล์ทที่มาถึงวันนี้ซึ่งคนที่ทำงานมาส่วนใหญ่เค้าจะเตรียมอะไรไว้ให้แล้ว) เครื่องออกเดินทางตอนตีสาม เวลายังงี้เป็นใครเค้าคงนอนฝันหวานกันไปถึงไหนแล้ว

ผู้โดยสารน้อยอีกเช่นกันออกจากมัสกัตแวะการาจีก่อนมีผู้โดยสารลงและชึ้นเพิ่มเติมแต่ก็ยังน้อยอยู่ดีตอนนี้เราต้องรีบเสริฟนิดนึงเพราะตอนนั้นมันตีห้าและเราบินย้อนแสงเดียวสว่างผู้โดยสารอดทานอาหารกันพอดี เสริฟข้าวเสริฟน้ำก็ถึงเวลาพัก IM จัดเป็นสองกะตอน 6.20 ถึง 7.50 และ 7.50 ถึง 9.20 ฉันนอนรอบหลังตอนแรกๆที่อยู่เวรก็ไม่ง่วงหรอกแต่พอเจ็ดโมงจะแย่พอถึงเวลาไปนอนจัดท่านอนไม่เท่าไหร่หลับไปเลยตื่นก็พอดีเวลาและรู้สึกดีขึ้นอย่างมาก 9.30 ออกผ้าร้อนเสริฟน้ำก่อนลง เครื่องถึงกรุงเทพเวลา 10.10 กว่าจะออกมาเอากระเป๋าใหญ่เรียกแท็กซี่ถึงบ้านก็เกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว รื้อกระเป๋าลบหน้าลบเล็บแบบไร้วิญญาณ อาบน้ำแล้วนอนตอนบ่ายโมงถึงเกือบหกโมงเย็น ตื่นมาเพื่อจะดูละครเกาหลีตอนเย็นและไว้ค่อยนอนต่อตอนกลางคืน

พรุ่งนี้คิดว่าจะไปเล่นโยคะ(จะตื่นหรือเปลา) แลกตังค์เอาเงินไปจ่ายหนี้และเอากระโปรงไปแก้ให้สั้นขึ้นจะได้จ๊าบไม่ป้าใครๆก็ทักจนเสียเซ้วมากแล้วส่วนตอนนี้จะไปเล่นเกมซะหน่อย

ป.ล เวลาที่กล่างถึงเป็นเวลาประเทศไทยนะจ๊ะ

# # # # # # # # #
KIX II
ไปโอซาก้าคราวนี้เพื่อนในชั้นประหยัดสนุกๆทั้งนั้นเจอเมย์ที่เคยไปภูเก็ตด้วยกันเค้าแลกมากับแอมจะไปเที่ยว universal พี่รัตน์ที่ชอบร้องเพลงตอนทำงาน x(จริงๆจำชื่อเค้าไม่ได้เลวมะเค้าออกจะฮามากเลยแล้วก็ใจดีด้วยต้องไปคิดให้ออกแล้วจะมาบอกจ้า) พี่ดาวแอร์ญี่ปุ่น

ออกเดินทางผู้โดยสารไม่เต็มแต่ถึงเต็มผู้โดยสารญี่ปุ่นก็สงบเรียบร้อยอยู่ทำให้ทำงานสบายๆหนะเผลอแป๊ปเดียวก็ถึงคันไซแล้ว ออกจากเครื่องขึ้นรถราง(หรือรถไฟหว่า)ถึง main terminal รับ shorepass เป็นใบสีส้มให้เอาติดตัวไว้ตอนกลับค่อยคืน แล้วก็เดินไปขึ้นรถโรงแรมตรงที่จอดรถบัส เจอลมเย็นมากวูบแรกอยากกรี๊ดนิดๆหนาวเย็นแค่ uniform jacket หนะเอาไม่อยู่หรอก(จำอุณหภูมิไม่ได้แล้วแต่เราเช็คก่อนไปว่าอุณหภูมิอยู่ในช่วงเจ็ดถึงสิบห้า) ไปถึงโรงแรมรับเงิน(สำคัญ) รับกุญแจห้อง ที่นี่เห็นพี่แอร์ไฟล์ทอื่นเค้ากำลังดูลูกพลับกัน พี่เอ๊กซ์บอกว่าอร่อยมาเลยซื้อมั้ย ซื้อมั้ย ราคาลูกละ 104 เยน ตอนแรกพี่เค้าจะซื้อทั้งกล่อง 42 ลูกฉันยืนคำนวนราคาไม่ลดซักเยนเลยน่าจะลดซักหน่อยแต่ปัญหาไม่ได้เกี่ยวกับราคาหรอกแต่มันหนักมากลูกเดียวก็ใหญ่มากแล้ว พี่เอ๊กซ์ก็บอกว่าอร่อยมากเลยนะแต่ฉันแบกไม่ไว้อ่ะพี่เค้าคิดๆไปก็ไม่ไหวแต่ยังแบกไปตั้ง 30 ส่วนฉันซื้อ 12 ลูก( 1 กล่องเอามาแบ่งกัน รับของวันกลับ) จากนั้นก็นัดกับพี่เอกซ์จะไป 7-11(เหมือนเป็นธรรมเนียมถึงจะอิ่มแล้วแต่ก็อยากไป) เมย์กับแอมก็จะไปด้วย

ขึ้นห้องแปลงร่างหน้าก็ไม่ได้ลบเอาเสื้อยืดสีเทาที่มีหมวกสวมทับด้วยแจ๊คเกตที่ยืมพี่กอล์ฟมาใส่กางเกงยีนส์แล้วก็ออกไปข้างนอก ในโรงแรมมันก็อุ่นๆไม่รู้สึกอะไรแต่พอออกไปเจออากาศเย็น เสื้อที่ใส่ไม่อุ่นพอแถมลมพัดมาขอกรี๊ดอีกรอบ ยืนรอรถไฟให้ผ่านไปเพราะจะข้ามถนน ข้ามมาอีกฝากเจอรถทาโกะยากิคุณลุงนั่งขายท้ายรถมันเหมือนรถตู้เล็กๆหนะแกก็นั่งขายอยู่ในนั้นแต่เราเข้าร้าน 7-11 ก่อนฉันพยายามไม่ซื้อขนมเยอะๆเพราะลังเลเรื่องที่จะไม่พอเพราะต้องขนลูกพลับแล้วก็ไม่อยากเปลืองเงินไม่เข้าท่าแต่ก็ซื้อขนมชื่อ rega มาเพราะเห็นในโฆษณาทีวีที่นี่นั่นแหละ แล้วก็ซื้อน้ำลูกพีชกล่อง 500 ซีซี ลืมตัวไปซื้อโอเด้งอีกทั้งที่จะซื้อทาโกะยากิแต่ว่าคราวนี้โอเด้งมันมีชิกุวะด้วยหนะ ซื้อเกาลัดด้วยนะเป็นถุงสำเร็จรูปเหมือนขนมทั่วไปแหละ แล้วก็ไปซื้อทาโกะยากิ 8 ลูก 200 เยนขึ้นไปกินบนห้อง

เกาลัดเจ๋งดีคิดจะซื้อกลับบ้านแต่พอคิดๆเงินดูแล้วแพงมากเอาเงินมาซื้อเกาลัดที่เค้าคั่วๆในบ้านเราที่ว่าแพงแล้วยังถูกกว่าครึ่งนึงเลย นั่งกินทั้งโอเด้งทั้งทาโกะยากิน้ำลูกพีชกินจนหมดเลยแล้วก็นอนแต่นอนไม่หลับเพราะอากาศร้อนในห้องมันเป็นฮีดเตอร์หนะฉันก็เปิดแบบ min แล้วแต่ดึกๆไปเหมือนมันร้อนขึ้นตื่นมาร้อนโว้ยแล้วคิดแบบโง่ๆว่าหรือต้องปรับเป็น max วะมันจะได้ผสมแอร์ออกมาเยอะๆปรากฎว่าร้อนไปกันใหญ่นอนไม่หลับมาปิดตอนเช้าประมาณหกโมงบ้านเค้า(ก็ตีสี่บ้านเรา) ซึ่งสรุปว่าโง่จริงๆแหละเพราะพี่เอ๊กซ์บอกว่าก็เค้าไม่เปิดเลยไงเอาอากาศจากทางเดินที่รอดมาใต้ประตู โธ่เฟ้ยยยย นอนไม่พอเลยเราแต่ก็ออกไปเที่ยวนะไปเที่ยวคนเดียวนี่แหละพี่เอ๊กซ์ไม่ไป(ชวนเค้าแล้ว)

ออกจากห้องมาเจอพนักงานเป็นคนไทยฉันพูดถึงแอร์ในห้องเค้าบอกว่ามันปรับไม่ได้ทางโรงแรมกลัวหนาวก็เลยปรับเป็นฮีตเตอร์(คราวที่แล้วก็แอร์เย็นนอนไม่หลับเหมือนกัน) แล้วฉันก็ถามถึงเวลาที่ใช้จากสถานีรถไฟหน้าโรงแรมถึง umeda ที่จะไปเล่นชิงช้าสวรรค์เค้าบอกว่านั่งรถไฟประมาณหนึ่งชั่วโมงแต่จริงๆมีรถสายตรงจากสถานีนี้ไปถึงสถานีโอซาก้า(อยู่ใกล้ umeda) ด้วยตอน 10.42 แต่ตอนที่ฉันคุยกับเค้ามัน 10.45 พลาดค่า

เดินไปสถานี hineno ซื้อตั๋วอยากมั่นใจเพื่อไปสถานี tennoji เสียบตั๋วเดินไปยังชานชลาแล้วก็เอ๋อค่ะจะขึ้นรถฝั่งไหนหละจำไม่ได้ซะแล้วเห็นขบวนนึงไม่แน่ใจปล่อยมันไปก่อนแล้วสังเกตการณ์แต่ไม่ไหวอ่ะไปถามๆเค้าดีกว่าไปถามผู้ชายคนนึงเค้าก็ให้คำแนะนำดีนะบอก รถมา 11.07 ส่วนรถสีฟ้าที่เขียนว่า for tennoji อ่ะเป็น local ไม่ใช่เราต้องไปรถด่วน มีรถหน้าตาเหมือนขบวนแรกที่เห็นมาเลยไปถามพนักงานขับรถไฟเค้าดูปรากฎว่าใช่เลยเข้ามาในรถถึงจำได้ จำเบาะจำผ้าคลุมเบาะหนะ ถึงสถานี tennoji รอจะลงเงยไปดูป้ายบอกสถานีพบว่ารถที่ฉันนั่งหนะเป็น JR สายไปสนามบินซึ่งจริงๆมันน่าจะไปถึงสถานีโอซาก้าเหมือนกันแต่ไม่ได้ดูให้ดีตอนซื้อตั๋วคือเคยไปแบบไหนก็ไปแบบนั้นหนะ

จากสถานี tennoji ต้องต่อรถไฟใต้ดินสายสีแดง(midosuji) ฉันก็เดินวนหาเป็นวงกลมเลยไม่เจอไปถามเจ้าหน้าที่ปรากฎว่ามันอยู่หน้าสถานีต้องออกจากตัวสถานี tennoji ก่อน จากนั้นฉันก็เดินไปซื้อตั๋วเพื่อจะไปสถานี umeda มั่วจนขึ้นรถไฟถูกขบวน พอออกจากสถานี umeda งงแตกมันกว้างใหญ่มากเลยแล้วจะหา HEP Five เจอไหมเนี่ย กางแผนที่หมุนไปหมุนมาให้ตำแหน่งตึกเด่นๆเหมือนในแผนที่แล้วลองเดินลุยไปในที่สุดก็เจอเดินผ่านทางที่ดูเหมือนสถานีรถไฟออกมาซึ่งจริงๆคนรู้ทางก็คงไม่ออกจากสถานีตั้งแต่ฝั่งนู่นเหมือนฉันหรอกก็เดินใต้ดินมาเรื่อยๆได้หนะ

ห้าง HEP Five จะมีชิงช้าสวรรค์สีแดงอยู่ที่ชั้นบนสุด ห้างก็ตกแต่งสีแดงประตูทางเข้ามีแบบประตูธรรมดาให้เราผลักเค้าไปได้กลับแบบประตูหมุนอัตโนมัติเป็นแบบกลมๆเหมือนที่ซุปเปอร์แมนใช้แปลงร่างหนะ เข้าไปจะมีพนักงานทักทายสวัสดีฉันก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปจะไปนั่งชิงช้าสวรรค์นี่แหละแต่มาสะดุดกับ Snoopy town ซะก่อนน่ารักหนะ ข้างๆร้านก็มีร้านตัวการ์ตูนอีกเป็นของ sony creatio กับของ Disney น่ารักมากของที่ขายก็ต้อนรับคริสต์มาสในร้านก็เปิดเพลงคริสต์มาส อ๋อที่แถวสถานีรถไฟ umeda ดอกคริสต์มาสก็แดงเต็มไปหมดเลยอากาศเย็นดอกไม้ก็สวยอ่ะนะ

ฉันซื้อของร้าน snoopy นิดหน่อยซื้อถุงเล็กๆสำหรับใส่กล้อง fuji instax แทนถุงโฟมที่มากับกล้องแล้วก็หนังสือเพราะถูกกว่าที่บ้านเราแล้วก็เดินต่อไปยังจุดมุ่งหมายชิงช้าสวรรค์ ค่าตั๋ว 700 เยนซื้อจากเครื่องขายตั๋วพนักงานเค้าแค่มีหน้าที่ต้อนรับเฉยๆ ฉันถามเค้าได้ความว่า 1 รอบใช้เวลา 15 นาที เล่นเสร็จค่อยหาข้าวกิน ฉันนั่งหันหน้าออกดูวิวข้างหน้ารอบๆหน้าต่างจะมีสติกเกอร์ใสๆติดไว้ว่าอาคารอะไรชื่ออะไรฉันพยายามมองหาปราสาทโอซาก้าแต่ไม่เห็นฉันเห็นตึก shin umeda ที่มีสวยลอยฟ้าเปิดให้เข้าชม เห็นร้าน loft ออกจะไกลไปหน่อยคงไม่มีเวลาไปแน่

ลงจากชิงช้าสวรรค์ไปเข้าห้องน้ำเปิดประตูเข้าไปตกกะใจมันเป็นห้องน้ำแบบญี่ปุน(ที่เหมือนรองเท้าแตะอ่ะ)จริงๆเราก็เคยเห็นเคยใช้มาก่อนในรถไฟไงแต่ว่าที่ตกใจนิดหน่อยเพราะมันอยู่ระดับพื้นเลยไม่ได้ยกพื้นขั้นมาเหมือนห้องน้ำบ้านเรา ส่วนห้องน้ำแบบนั่งโถมันเจ๊งหนะ เข้าห้องน้ำก็ออกไปหาอะไรกินมีร้านขายอาหารเยอะเลยไม่รู้จะเข้าร้านไหนดี มีร้านขายพาเฟ่ต์ด้วยน่ากิน(หน้าร้านจะมีของจำลองโชว์) สรุปกินข้าวหมูทอดทงคัสซึราคา 1200 เยนอิ่มมากไม่สามารถกินขนมได้และก็อิ่มไปถึงเย็นเลย(ตอนกินก็บ่ายสองแล้ว)

ออกเดินทางจากสถานี umeda ไป shinsaibashi จะไปเดิน crysta underground shopping หาทางเดินไปยากเย็นเพราะไม่รู้ทางไงจริงๆมันคงเดินต่อจากใต้ดินไปได้เลยแต่ฉันดันออกมาบนดินแล้วหาไม่เจอเดินเข้าเดินออกจนไปถามพนักงานในสถานีรถไฟแล้วก็เจอจนได้แต่ผิดหวังหนะมันเงียบโล่งมากเลยก็เลยออกมาเดินบนดินดูวิวดีกว่าแล้วหาทางเดินต่อจะไป Namba ตอนแรกว่าจะเดินให้ผ่าน America Mura แต่ไม่ผ่านเพราะเดินผ่านทางคู่ขนานที่ถึงก่อน(มีตึก Sony tower อยู่ที่หัวมุม)ถนนสายนั้นแต่มันก็เป็นถนนสายช้อปปิ้งเหมือนกันยาวตลอดแนวเดินดูนั่นนี่ไปเรื่อยๆมีร้าน Tiffany & co. ด้วยนะอยากจะเข้าไปดูจังแต่ก็เปล่าตอนนั้นก็มืดควรจะรีบหาร้าน Biccamera ให้เจอจะได้ซื้อ memory stick กับกล้องที่พี่ปอพี่เก๋ฝากมาซึ่งก็เจอแต่ซื้อได้แค่ memory stick เพราะกล้องที่จะซื้อแพงกว่าบ้านเราสองเท่าเลย(กล้องใช้ฟิล์ม)เดินวนๆนั่นนี่ไปเรื่อย เจอตัว Sonic ยืนเต้นอยู่หน้าร้านเกมถ่ายรูปมาด้วยจริงๆก็อยากถ่ายด้วยแต่ไม่กล้าหนะ ตอนเดินๆมีคนทักสวัสดีด้วยนะฉันก็คิดว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นซะอีกดันเป็นแขก โอวววว มาถึงนี้ยังเจอแขกอีกนะว่าแต่หน้าตาเรามันกระเหรี่ยงดูออกเลยเหรอว่าไทยหนะ

จากสถานี Namba นั่งรถไฟไป Tennoji ออกมาเดินเล่นข้างบนดูบรรยากาศคริสตมาสแวะห้างแถวนั้นซื้อข้าวปั้น น้ำผลไม้และกาแฟโอเล่ยี่ห้อ Asahi (กินเบียร์ไม่ได้ขอกินกาแฟยี่ห้อนี่แล้วกัน) ที่สำคัญเค้ก เค้กที่เห็นมาบ่อยๆในทีวีแชมป์เปี้ยนก็ต้องเค้กสตรอเบอรรี่ที่มีสตรอเบอรี่สดและเค้กมองบลังซื้อที่ร้านฟูจิย่าที่สถานีนั่นแหละตอนซื้อคนขายถามถึงเวลาด้วยฉันก็งงนึกว่าซื้อตอนดึกจะลดราคาปรากฎว่าถ้ากลับบ้านใช้เวลานานเค้าจะใส่ dry ice มาด้วยหนะเพราะเค้กพวกนี้มันทำจาก whip cream ไม่เย็นมันจะยุบหนะ แล้วถึงต่อรถกลับโรงแรมเวลาที่กลับก็เป็นเวลาเลิกงานคนกลับบ้านก็ต้องยืนไปแต่เพราะเดินมาทั้งวันเมื่อยขาไปโม้ดดดดด กว่าจะได้นั่งก็ใกล้ๆถึงโรงแรมแล้วหละ

กลับถึงโรงแรมประมาณทุ่มครึ่ง(เวลาญี่ปุ่น)ไปเอาลูกพลับที่พี่เอ๊กซ์แล้วก็จัดกระเป๋าแล้วก็นอนเอาแรงก่อนประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาทำงานกลับบ้านจ้าไม่ค่อยง่วงทรมานเหมือนครั้งแรกเท่าไหร่ อยากไปอีกจังเลย

ป.ล ดูรูปประกอบได้ที่ KIX II

Tuesday, November 19, 2002

ว่าจะนอนม้วนเดียวให้ตื่นเก้าโมงเช้าภัทรดันมาปลุกตอนเกือบเจ็ดโมงเพราะเข้าใจผิดว่าจะออกจากบ้านสองโมงครึ่งตอนเช้า(8.30 AM)ก็เลยต้องพยายามนอนต่อให้ตื่นสิบนาฬิกาเพราะว่าวันนี้จะบินเย็นไปถึงตีอะไรก็ไม่รู้(เวลาบ้านเรา)

ตื่นมาสิบโมงเก็บข้าวของจะให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงจะได้มีเวลาเล่นเกมก่อนไปดันช้าไปครึ่งชั่วโมงพอลงมาจะเล่นเกมนึกว่ายังไม่ได้ซ่อมเล็บ(ทาให้มันดีเพราะมันถลอก)ก็ต้องทาเล็บแล้วน้าเค้าก็จัดบ้านใกล้ๆคอมจะมาเล่นก็เกะกะพอน้าลุกฉันก็เสียบปั๊บเลย ว่าจะเล่นสองชั่วโมงเลยเหลือชั่วโมงเดียวจะเล่นถึงบ่ายโมงครึ่งหนะ

พี่ตี่โทรมาถามเรื่องเกมragnarok อิอิ มีคนคล้อยตามมาอีกคนแล้วและเพื่อน cpe ( เพื่อนเมเจอร์คอม)เค้าก็เล่นอยู่แล้วเหมือนกันแต่คนละ server ที่ฉันเล่นยังงี้มีพวกเพียบนะ ว่าแล้วก็ไปเล่นเกมก่อนเพราะจะอดเล่นสี่วันอีกอย่างไฟล์ทที่ไปนี่โอมานหนะมันอยู่ใกล้อีรัคมะเนี่ย กลัวนะจ๊ะกลัว อวยพรฉันด้วย

Monday, November 18, 2002

ตื่นแต่ตอนเช้า..ไม่ได้เจตนาเล้ยเพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านมาล้างหน้าอาบน้ำเข้านอนก็ห้าทุ่มครึ่งแล้วแต่เพราะนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ไม่ได้ปิดเลยตื่น 6.50 โธ่..คืนก่อนบินก็นอนดึกเพราะเล่นเกมไม่เลิกเจอเพื่อนใหม่ชวนเข้ากลุ่ม(เวลาสู้ในที่เดียวกันจะแชร์ experience กันก็อัพเลเวลได้เร็วขึ้น)แถมเขาพาไปพื้นที่ใหม่เป็นทะเลทรายด้วย) นึกขึ้นได้ว่ามี re-run Mad TV ก็เลยตื่นดูทีวีเลยแล้วกันจากนั้นก็ดูมาตลอดจนสิบเอ็ดโมงกว่า ดูทีวีไปเปิดหนังสือพิมพ์ไปเห็นโฆษณาฟิลลิปเวนคิดจะเปลี่ยนมาสมัครฟิตเนสที่นี่ดีกว่าใกล้บ้านกว่าน่าจะไปเล่นมากกว่าโทรถามราคาเดือนละ 5500 !!! พี่พนักงานก็บอกว่าไปดูสถานที่ก่อนได้วันนี้เค้ามีงานครบรอบ 26 ปีด้วยสมัครในงานมีโปรโมชั่นสามเดือนแถมสามเดือนคิดแล้วตกเดือนละ 2750 ถ้วน อืมมม...คิด คิด คิดเกือบหลวมตัวไปแล้วดีว่าสติมาทันไม่งั้นเวรแน่ๆค่ะจะปลดหนี้กลายเป็นก่อหนี้ไปอีกพลิกหนังสือพิมพ์มาอีกเห็นโฆษณาจองตั๋วล่วงหน้าแฮรี่พอตเตอร์ได้แล้วงานนี้ต้องทำ!!ฉันก็เลยเพิ่มรายการสิ่งที่ต้องทำวันนี้

ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปเมเจอร์รัชโยธินเพราะฉันจะดูแฮรี่จอใหญ่ยักษ์เรียกแท็กซี่ไปเลย(เพราะออกจากบ้านช้าและอากาศร้อนมากๆ)คนขับแท็กซี่เป็นผู้หญิงด้วยหละเพิ่งเคยเจอไม่รู้สิพอคนขับเป็นผู้หญิงเหมือนจะรู้สึกผ่อนคลายนิดๆไม่ต้องกลัวขับรถห่วยๆแล้วก็เหมือนปลอดภัยหนะ พี่คนขับเป็นคนเชียงใหม่คุยกันเรื่องลอยกระทงบรรยากาศเก่าๆที่พี่เค้าเคยสนุกกับเทศกาลซึ่งพี่เค้าก็สงสัยว่ามันจะมีอยู่หรือเปล่าเพราะเค้ามาอยู่กรุงเทพ 20 ปีแล้ว(บรรยากาศประมาณไปวัดที่วัดก็มีกิจกรรมอะไรสนุกๆให้เล่น การจัดประตูป่าหน้าบ้าน จุดผางประทีป)ถึงเมเจอร์ฯลงจากรถฉันบอกว่าไว้เจอกันอีกไม่เคยพูดกับแท็กซี่คันไหนเลยเพราะล้วนแล้วแต่คิดว่าอย่าได้เจอกันอีกเลยได้โปรด...

ฉันจองตั๋ววันอาทิตย์จริงๆก็อยากดูวันศุกร์รอบแรกอะไรเงี้ยหรอกนะแต่พี่กอล์ฟไม่ว่างแล้วก็ฉันจะไป Muscatพรุ่งนี้กลับวันศุกร์ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้าคงจะนอนแน่เพราะออกจากนู่นพฤหัสเวลา23.59 ส่วนวันเสาร์พี่ก็ไม่ว่างเพราะทำบุญที่บริษัทต่อด้วยประชุม

ออกจากเมเจอร์ฯไปฟิตเนสไม่ได้ไปออกกำลังกายหรอกนะไปยกเลิกหนะไม่ค่อยได้ไปเล้ยเสียเงินเปล่าๆ(กว่าจะคิดได้)แต่แวะเซ็นทรัลชิดลมก่อนไปธนาคารแล้วก็กินข้าว ตอนกินข้าวมานพ(เพื่อนแอร์)โทรมาหาจะชวนไปดูหนังปรากฎว่าไม่ลงตัวคือเจ๊ใหญ่(ชื่อเล่นที่เพื่อนๆเรียก)อยากดู Red dragon ฉันดูแล้ว ฉันอยากดู Sweet home เจ๊ดูแล้วและฉันก็อยากจะกลับไปดูละครตอนหกโมงเย็นด้วยเลยกลายเป็นว่านัดเจอกันสี่โมงเย็นกินข้าวเย็นด้วยกัน ตอนนั้นก็บ่ายสามกว่าแล้วเผ่นไปฟิตเนสต้องฟังคำพรรณนาของพนักงานกว่าจะเสร็จเรื่อง(ฉันต้องจ่ายเงินไปอีก 1 เดือนก็โอเค ได้ ได้เริมปีใหม่ฟ้าใหม่รายจ่ายลดไปหนึ่งอย่างก็ไม่เลวแต่ตอนสมัครไหนว่าอยากเลือกเมื่อไหร่ก็ได้เลยไง)ปรี่ออกมานั่งรถไฟฟ้าไปถึงสยามสี่โมงครึ่งเจ๊หิวจะตาย

เราไปกินที่ร้านไอดินกลิ่นครกเจ๊แนะนำ(ตอนแรกฉันแนะนำไก่กะต๊าก)ไก่ทอดร้านนี้ดีนะไม่มีกระดูกทอดแบบชุปแป้งทอดหนะส้มตำก็มะเขือเทศเยอะดี กินๆคุยๆออกจากร้านมาหกโมงแล้วเฟ้ยไม่ทันละครแล้วตู คำนวณการกลับบ้านก็คงไม่ทันแน่เลยโทรบอกภัทรให้ดูแทนแล้วค่อยมาเล่าให้ฉันฟัง ฉันกับเจ๊ก็เลยเดินไปจองตั๋วหนัง Red dragon รอบทุ่มนึง(เจ๊ดูคนเดียวแหละฉันไปเป็นเพื่อน)แล้วก็ไปเดินช้อปปิ้งกัน

เดินช้อปปิ้งได้เสื้อมาสองตัวตัวละ 150 บาท(มานพบอกว่าดูดี) กับอีกตัว 400 ของร้าน Kinky คือฉันหนะเห็นเด็กๆถือถุงร้านนี้บ่อยๆเลยนะมันคงจะอินใช่ม้าแต่ไปดูไม่เคยจะมีตัวไหนใส่ได้เลยค่ะก็อยากที่บอกว่าแหละว่าเด็กสมัยนี้ตัวเล็กตัวบางมากๆๆแต่วันนี้ไปมีเสื้อตัวใหญ่ฉันใส่ได้ที่ร้านเค้าร่วมรายการ pop coupon ด้วยส่งข้อความ 1025 ไปที่ 195000 (ระบบ dtac dprompt ส่วนจีเอสเอ็มไม่รู้อ่ะ)จะได้คูปองลด 10 % นำมาใช้ที่ร้านได้ ฉันก็ยืนกดอยู่ในร้านนั่นแหละแต่ไม่มา คนขายให้ลองกดอีกทีก็ไม่มาเค้าก็เลยลดให้เลย(คูปองมาตอนสี่ทุ่มอ่ะค่าโธ่ส่งไปสองอันเสียเงิน 10 บาทเลย คูปองละ 5 บาทนะ) จากนั้นเจ๊ก็ไปดูหนังฉันก็ไปหาซื้อของกินสำหรับไป Muscat เพราะว่ามันไม่มีอะไรต้องเอาไปเองอยู่ประมาณสองวันฉันก็จะยังชีพด้วยขนมนม คอนเฟลก ชาเขียว แยม ขนมปัง บะหมี่ถ้วย อ๋อมีส้มด้วย แล้วก็กลับบ้านว่าจะไม่นอนดึกก็จะห้าทุ่มอีกแล้วสิยังไม่ได้เล่นเกมเลยนะ จะไม่ได้เล่นตั้งสี่วันลงแดงตายพอดี


ตอนนี้กำลังเห่ออะไรเกมๆใช่ม้านมที่ซื้อก็ยังเป็นเมจิดิจิมอน แซลมอนสเปรดกับเครกเกอร์ก็เป็นดิจิมอนไม่ได้ชอบดิจิมอนหรอกแต่ต้นมันบอกว่าเจ๋งกว่าโปเกมอนนะแปลงร่างเมื่อไรก็ได้(เหรอ เหรอ ต้องค้นดู) แล้วก็ตอนกินข้าวบ่ายหนะน้ำที่เคยเสริฟยี่ห้อใจรูปร่างเหมือน pupa ในเกมแร๊คน่าร้อคเลย...อยากเล่นเกมแต่ดึกแล้วหนอพรุ่งนี้ตื่นมาเก็บกระเป๋าแล้วค่อยเล่นหรือจะเล่นตอนนี้แล้วตื่นสายๆดีน้า

ป.ล1 มีเพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัวคอมบ้านเชียงใหม่เจ๊งปึ๊ดบอกว่าให้น้องยกมาสิจะซ่อมให้วันนี้ปุ๊กยกไปที่คณะ(ปึ๊ดเรียนจบแล้วเป็นอาจารย์ที่คณะ)เพื่อนว่าฮาร์ดดิสก์เจ๊งแต่จะเอาที่มีให้ใช้ไปก่อนระหว่างรอเอาของเสียไปเคลม ส่วนเรื่องจะอัพเมมเหมือนเค้าจะมี 128 MB ไม่ใช้ ถ้าอยากได้ 256 ฉันก็ซื้ออีกแผง โฮะ โฮะ โฮะ เริ่ดค่า ขอบคุณค่า

ป.ล 2 เมื่อวานบินเซี่ยงไฮ้ quickturn ขาไปใช้เวลา 3.45 ขากลับ 4.20 อยู่ในเครื่องนานๆปวดหัวช่างเบอล ตอนทำงานขากลับพี่พัด(สจ๊วต)ทำน้ำหกใส่ฉันฉันตกใจหลังจากเค้าตกใจอีกอ่ะเอ๋อไปแล้ว ปฏิกริยาตอบสนองต่ำคงเพราะนอนไม่พอมั้งหรือว่าออกซิเจนต่ำหรือว่าไง เรื่องการทำงานไม่มีอะไรหนักใจเลยพี่ๆที่ไปน่ารักหมดผู้โดยสารก็ดีมีที่ขอไวน์บ่อยๆแต่เราไปช้า(เพราะเสริฟชากาแฟอยู่ตอนนั้น)ก็ไม่ว่าไรบอกนานแค่ไหนเค้าก็จะรอ(ฮา) พี่นิดที่ทำงานด้วยข้าวเดียวกันก็ตลกพี่เค้าก็จบมอชอ ฉันคิดว่าเวลาทำงานที่จะให้ออกมาประณีตหน่อยคือไฟล์ทไทม์อย่างน้อยสองชั่วโมง(แค่ meal service นะ)

ป.ล 3 เรื่องญี่ปุ่นอ่ะเขียนพร้อมมัสกัตเลยแล้วกันนะจ๊ะ

Saturday, November 16, 2002

เขียนคืนวันศุกร์แต่โพสต์ช้าไปหนึ่งวินาทีกลายเป็นเหมือนเขียนวันเสาร์เลยเรา เช้าวันนี้หน่อยเพื่อนในกลุ่มตั้งแต่สมัยโรงเรียนแต่งงานเค้าจัดงานแต่งงานที่บ้านเชียงใหม่เลยไม่ได้ไปไว้ตอนงานเลี้ยงที่กรุงเทพเดือนหน้าไปแน่ๆถึงบินก็จะลาป่วยไปให้ได้(ไม่ใช่ว่าตรงกับไฟล์ทญี่ปุ่นนะยังงี้คิดหนัก) พูดถึงแฟนหน่อยก็คบกันตั้งแต่สมัยปีหนึ่ง(ฉันกับหน่อยเป็นสองคนที่จากโรงเรียนเดียวกันที่มาเรียนคณะเดียวกัน)เป็นคนรหัสข้างเคียงนับมาถึงวันนี้ก็จะสิบปีแหละ อย่าบอกว่าปิ๊งกันตั้งแต่ตอนเชียร์นะเพราะเวลาเชียร์เค้าจะยืนเรียงรหัสไงแล้วก็เชียร์กันเป็นเดือนๆแหนะ(ใครว่าการเชียร์ไม่ดี ฮึ) หน่อยบอกว่าให้ศึกษางานไว้จากเค้าอย่างงานที่เชียงใหม่เค้าอยากให้ใส่ชุดไทยหนะจะได้กลมกลืนกัน(เจ้าบ่าวเจ้าสาวใส่ชุดไทย)แต่ก็เพิ่งจะบอกเพื่อนสนิทๆวันก่อนจะมีงานยังงี้มันต้องเขียนไว้ในการ์ดว่าอยากให้คนร่วมงานแต่งตัวแบบไหน ฉันโทรไปคืนวันศุกร์ถามว่าตื่นเต้นป่าวจะนอนไม่หลับป่าวหน่อยบอกว่าเหนื่อยมากกว่ายังเตรียมงานไม่เสร็จเลย ฉันก็สงสัยว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องอยู่กันคนละที่ก่อนจะแต่งหรือเปล่าเค้าก็ทำแบบนั้นให้เซ๊ง(แฟนหน่อย)ไปนอนโรงแรมแล้วพอแต่งเสร็จก็ต้องอยู่บ้านสามวันคืออยู่ให้ติดที่ที่ไหนก็ได้สามวันจะได้อยู่กันยืนนานหนะ ไว้เจอตัวกันค่อยสัมภาษณ์กันใหม่

วันนี้ไม่ได้ไปสะพานเหล็กหรอกมันร้อนก็เลยไปแค่เดอะมอลล์ใกล้บ้านไปกับภัทรกับพี่กอล์ฟ ฉันอยากได้ harvest moon แต่ดันกลายเป็นซื้อ pokemon มาซะได้เพราะร้านที่เกมราคาถูกไม่มี harvest moon แผ่นเดี่ยวเค้าบอกว่าหายากแล้วมีแต่แผ่นรวมซึ่งแพงอ่ะเป็นพันเลยแล้วเกมอื่นในนั้นฉันก็ไม่อยากเล่นไงซื้อแผ่นเดี่ยวๆเท่กว่า คนขายเลยแนะนำ pokemon crystal version ให้บอกว่าภาคใหม่สุดเลยเด็กๆกำลังฮิต ฉันหนะที่เล่นค้างไว้ยังสมัย Red & Blue อยู่เล้ย เค้าบอกว่าเก่าแล้วนั่นสิเดี๋ยวเด็กว่าป้า อิอิแถมภาคใหม่เนี่ยเลือกได้ว่าจะเป็น trainer ผู้หญิงหรือผู้ชาย ตอนนี้ฉันมี pokemon 5 ตัวแล้วกำลังฝึกมันอยู่แต่ตอนนี้ขอตัวไปเล่นแร๊คน่าร็อคก่อนต้องรีบเล่นรีบนอนพรุ่งนี้ไปบินเช้ากลับเกือบสี่ทุ่ม ว่าแต่ฉันชักจูงเพื่อนให้มาเล่นด้วยกันได้สองคนพี่ปึ๊ด(เล่นเรียบร้อย)กับต้น(ต้องซื้อแผ่นก่อน) คืนนี้ลองไปดูสิว่าพี่ไก่เล่นอยู่หรือเปล่าจะไปขอเงินซะหน่อย ฮ่า ฮ่า
แก้ตัวอีกซักรอบจะเป็นไรไม่ได้เขียนไดอารี่เพราะเล่นเกมอ่ะค่า เมื่อคืนภัทรสอนให้สร้างตัวละครในเกมแร๊กน่าร็อคแล้วใช้ชื่อว่า puiii นี่แหละเจอกันก็มาให้เงินให้อาวุธได้นะจ๊ะเพราะว่าจนและอาวุธเห่ยมาก

ตอนเช้าตื่นมาเก้าโมงไม่อยากจะตื่นเพราะเมื่อคืนนอนตีสองยังไม่ได้เล่นเกมหรอกดูทีวีหนะ แต่อากาศร้อนมาก ตกลงหน้าหนาวกรุงเทพจะมีแค่สองสามวันก่อนนั่นหนะเหรอเนี่ย ตื่นมาก็กลิ้งเกลือกซักพักแล้วคิดว่าเล่นเกมดีฝ่าก็เลยมามั่วๆดู เจอคนใจดีมาช่วยให้เราอัพเลเวลเร็วด้วยโดยแลกเปลี่ยนกับคะแนนความดี เค้าพาไปสู้กับสัตว์ประหลาดตัวเก่งๆ ก็เราหนะเพิ่งเริ่มเล่นใช่ม้าเจอตัวอะไรแปลกๆก็ไปลองฆ่าดูเห็นตั๊กแตก(rocker)กระโดดๆก็ไปฟันมันไม่เจียมตัวเลย อาวุธที่ใช้ก็แค่ club ธรรมดาๆ เพื่อนใจดีให้ยืมอาวุธด้วยตอนเค้าจะไปปรากฎว่าเค้าก็ให้เราไว้ใช้เลย เย้ เย้ ตอนนี้ก็ฆ่าตัวนั้นตัวนี้เก็บของไปขายได้เงินมาซื้อเสื้อ jacket ให้ตัวเองได้แล้ว(ตอนแรกจะใส่ cotton shirt ธรรมดา) ตอนนี้ก็อยากจะเล่นอีกกำลังเห่อนั่นแหละแต่ว่ากลัวจะไม่ได้เขียนไดอารี่ซะเลยก็เลยเลิกเล่นก่อน(มีความรับผิดชอบนี๊ดส์นึง)

ไม่ต้องห่วงเรื่องไปญี่ปุ่นคราวนี้จะมีรูปให้ดูด้วยหละส่วนไฟล์ทที่ไปกัวลาฯคราวนี้เราชอบนะได้ไปนอนฟื้นฟูพลังประมาณ 5 –6 ชม. โรงแรมก็สวยดีด้วย Pan pacific(ไปถึงกัวลาประมาณสามทุ่มครึ่งบ้านเรา)แล้วก็ทำงานกลับมาตอนเช้าประมาณ 10 โมงเช้าก็ถึงบ้าน แล้วที่ชอบมากคือสนามบินเค้าสวยเก๋มากเลยเพดานมันจะเหมือนโดมสามเหลี่ยมมีหลายๆยอดนะไม่ใช่เหมือนกระโจมมียอดเดียว ท่อแอร์หรือลำโพงที่โผล่ออกมาก็ทำแบบมีดีไซน์หนะดูกลมกลืนกับอาคารดี ป้ายทางออก ป้ายเคาท์เตอร์ ป้ายโฆษณาหรือจอก็ดูดี ดูสวยไปหมดดีนะแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาไม่กล้าหนะ จาก arrival/departure hall มายัง main terminal เป็นรถรางเก๋ นึกถึงว่าหนองงูเห่าบ้านเราจะเป็นยังไงนะ arrival hall น่าจะทำให้รู้สึกถึงความเป็นไทยหนะแบบภาพเขียนวิจิตรๆสีที่ใช้หรือตกแต่งด้วยไม้ก็คงดี ปี 48คงได้เห็นกันว่าจะสู้บ้านเมืองอื่นเค้าได้หรือเปล่า

ข้าวเย็นวันนี้ออกไปกินนอกบ้านน้าปุ้ม น้าป้อม น้าเขย ภูมิ(ส่วนภัทรอยู่บ้านเล่นเกม) กินที่ร้านครัวขมิ้นถนนตัดใหม่แถวสนามบินน้ำ อร่อยแต่เผ็ดมาก กินข้าวแล้วไปกินเต้าทึงที่บางกระบือ อิ่มไปโม้ดคืนนี้คงนอนฝันดีเห็นเต้าทึงกับสัตว์ประหลาด(บอกแล้วว่าเห่อเกม) พรุ่งนี้อยากไปสะพานเหล็กไปซื้อเกมแต่สำหรับ gameboy หนะเผื่อติดตัวไปเล่นตอนไปค้างที่อื่น ตอนนี้ก็แหย่เพื่อนที่ทำงานออฟฟิศว่าเค้าทำงานเครียดเราก็เล่นเกมเครียดเหมือนกัน ยุ๊ง ยุ่งไม่ว่างเลยอ่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

Tuesday, November 12, 2002

กะจะมาเขียนไดอารี่แต่กลายไปเป็นมาอ่านไดอารี่คนอื่นๆไปซะแล้วน้องภูมิ(พี่ของภัทร)ก็จะต้องใช้คอมพิมพ์งานส่งครู ฉันก็เลยไม่สามารถจะอัพเดทได้วันนี้ไว้กลับมาจาก KUL วันพฤหัสจะมาเขียนแน่ๆค่า

ป.ล จะให้ภัทรสอนเล่นเกมแร๊กน่าร็อค (Ragnarok ตอนแรกว่า รักนรก แม้เฟ้ยโหดจริงๆ) ขี้เกียจอ่านคู่มือเอง

Monday, November 04, 2002

ผลเลือดได้มาแล้วก็ปกติหมายถึงเลือดจางเป็นปกติแต่ค่ามันน้อยลงกว่าเดิมนิดนึงก็เพราะไม่รักษาสุขภาพนั่นแหละ(นอนดึก) ส่วนเกี่ยวกับเรื่องงานหรือเปล่าหมอบอกว่าไม่เกี่ยวเพียงแต่เราจะเหนื่อยง่ายกว่าคนอื่นแล้วในเครื่องบินมันก็ปรับความดันปรับออกซิเจนก็ไม่น่าเกี่ยวอะไรแต่ถ้าไปปีนเขาดำน้ำอะไรเนี่ยคงไม่ไหว(สบายใจ)แล้วก็เรื่องกินยาแก้เมาก็ไม่ได้มีผลร้ายอะไร(สบายใจเข้าไปอีก)ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมาหรือไม่เมาแต่ไม่อยากจะเมาหนะเมาแล้วมากินยาทีหลังออกผลไม่ทันแต่ก็ลดเหลือครึ่งเม็ดเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ(กินยาแล้วไม่เมาหรอก)

แต่ตอนนี้ก็ปวดหัวนิดๆคงเพราะนอนไม่พอแต่สองวันมานี้ก็นอนสี่ทุ่มนิดๆแล้วหละวันนี้ก็จะพยายามอีกไม่นอนดึกอีกแล้ววว...กลัว กลัว แล้วก็กลัวว่านอนไม่พอแล้ววันพุธได้ไปนั่งชิงช้าสวรรค์ (HEP Five)จริงๆจะได้ไปสวรรค์เร็วเข้าไปอีกเพราะเคยนอนดึกแล้วไปเล่นของเล่นพวกเหวี่ยงๆหมุนๆมึนจะอ้วก(ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้เล่นอะไรมาอีกก็เลยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่านอนไม่พอหรือว่าแก่)

พรุ่งนี้จะเดินทางไปโอซาก้าค่ะไม่ค่อยชอบตอนทำงานขากลับเพราะง่วงแต่แลกกับการได้ไปญี่ปุ่นก็พยายามหน่อยแล้วกัน นี่ก็เช็คอุณหภูมิแล้ว เตรียมกล้อง เตรียมเสื้อผ้ารับลมหนาวและรองเท้าผ้าใบสำหรับเดินๆๆๆๆ ข้อมูลสำหรับเที่ยวก็มีแล้ว ถ้าฝนตกหละก็.........เศร้าและซวยเท่านั้นที่สามารถบรรยายได้(คราวที่แล้วก็ฝนตก)

ป.ล ปุ๊กโทรมาบอกว่าได้งานแล้ว(หลังจากว่างมาหนึ่งปี)เป็นงานโรงแรมยืนขาแข็งแน่แต่ก็ลองทำดูถือว่าหาเงินใช้ปีใหม่แล้วก็คงไม่ยืนเซ็งหรอกเพราะเข้าฤดูหนาวคนคงเยอะแหละ

Saturday, November 02, 2002

เมื่อเช้ารู้สึกตัวตอนเจ็ดโมงเช้ารู้สึกหัวหมุนนึกว่าเราขาดน้ำตาลหรือเปล่าคว้าลูกอมมากินก็ยังไม่หายลืมตาดูปรากฎว่าบ้านหมุนเคว้งคว้างมากความรู้สึกคือตูเป็นอะไรอีกเนี่ยจะตายมั้ยเนี่ยสงสัยจะทำงานนี้ไม่ได้นาน(ต๊ายยยยยย หนี้ยังไม่หมดเลยนะย้า) กลัวๆชอบกลหรือว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอต้องเป็นลมไปอีกหนึ่งวูบก่อนไม่เอาหน่า...ฉันเลยเปลี่ยนไปนอนพื้นยกขาพาดเตียงตอนลุกขึ้นหรือทำอะไรเนี่ยเหมือนเหนื่อยและรู้สึกหมุนๆอีกแล้ว คว้าโทรศัพท์โทรหาต่ายคุณหมอประจำตัว ฉันเองแหละไม่ดีนอนดึกนอนเที่ยงคืนกว่ามาหลายคืนแล้ว ต่ายให้ไปเจาะเลือดและวัดความดันแล้วโทรไปบอกด้วยต้องดูว่าซีดลงหรือเปล่า(ฉันเป็นโลหิตจางทำงานบนฟ้าหนะเหมือนฆ่าตัวเองให้ตายเร็วขึ้นอีกอยู่แล้ว) หลังจากนั้นฉันก็พยายามหลับและตื่นอีกทีเกือบเที่ยง โทรหาพี่ว่าไม่กล้าออกไปกลัวหน้ามืดระหว่างทาง(นัดกันที่เซน)

ฉันลงมากินข้าวแล้วนอนต่อพอน้าๆและภัทรกลับมาบ้านแล้วฉันก็เลยลงมาถามว่าคลีนิคหมออภิชาติใกล้บ้านเราเค้ายังเจาะเลือดยู่ใช่ป่าว(หมอจะเจาะเฉพาะต้นเดือน) พรุ่งนี้ก็เลยจะไปหาหมอตอนเช้าก่อนไปบิน คืนนี้จะนอนตั้งแต่สองทุ่มเล้ย...บางทีร่างกายผิดปกติบ่อยๆมันหงุดหงิดนะเป็นอะไรอยู่ได้ฟระเพราะตั้งแต่กลับจาก Perth ฉันก็เป็นนั่นนี่อยู่ได้ ใช่แล้วเพราะกลับจาก Perth นี่แหละที่ฉันเป็นลมครั้งแรกในชีวิตร่วงลงไปกับพื้นเลย ฉันจะตายมะเนี่ยหวังว่ามันแค่ช่วงนี้เฉยๆไม่ใช่เพราะทำงานนี้นะ เนี่ยแหละน้าไม่ออกกำลังกายแล้วยังนอนดึกสมน้ำหน้า (อดไปเซนเลยมะล่า)

Friday, November 01, 2002

เงินกำลังจะตกถึงมือเราแท้ๆแต่ก็หายแว้บไปเฉยเลยทั้งที่เราแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ 6:40 แต่ถามว่าเสียดายหรือเปล่าก็เปล่าเลยอยู่แล้วฉันหนะจนแล้วยังขี้เกียจอีกแหนะ

กำลังนอนสบายๆได้ยินเสียงน้าเรียกให้รับโทรศัพท์ไม่บอกก็ยังรู้เลยว่า OD แหงแก๋เพราะไม่ค่อยมีใครโทรหาฉันผ่านทางโทรศัพท์บ้าน พี่ OD เค้าบอกให้ไปบินเฉินตูตอน 11.15 ก็คือต้องไปเช็คอินตอน 9.15 มีการบอกด้วยนะว่ามีเพื่อนห้องเดียวกันไปด้วย เราหนะก็ขี้เกียจแต่มันก็ต้องไปใช่ม้า หน้าที่อ่ะหน้าที่ ก็เลยลุกไปเช็คเวลาบินใน TPI เพราะอยากรู้ว่าเวลาบินนานป่าว ไปแล้วกลับหรือว่าค้างซึ่งไฟล์ทนี้ก็เป็นแบบไปกลับ(quick turn) แล้วก็ต่อด้วยใบค่าเบี้ยเลี้ยง(ก็ไม่ได้งกหรอกหน่าแค่อยากรู้เฉยๆ) แล้วก็ได้ยินเสียงน้าให้รับโทรศัพท์อีกรอบ(เพราะไม่ค่อยมีโทรศัพท์ถึงฉันฉันเลยไม่ค่อยรับโทรศัพท์ที่บ้านเท่าไหร่)ปรากฎว่าไม่ต้องไปบินแล้ว พี่คนเดิมที่โทรมาตอนแรกบอกว่ามันมี Trainee แล้ว 2 คนเราไปอีกจะเป็น 3 คนก็ให้เราเป็น standby ต่อไปดีหวะ!!! ดีใจไม่ต้องบินแต่คิดๆดูแล้วไฟล์ทไทม์นานๆหนะมี trainee หมดฉันว่าไม่เป็นไรเลยเพราะยังไงก็ทำทันทีไฟล์ทไทม์สั้นๆนะ trainee ตรึมยังเคยเจอแบบ 4 คนพร้อมกันในครัวเดียว(แต่มีพี่สจ๊วตอีกหนึ่งคน)เป็นไฟล์ทที่ไม่มีใครรัก(TG 411 quickturn Singapore) ฉันก็อาบน้ำนั่งๆนอนๆกินๆดูทีวีวางแผนทัวร์(สำหรับไฟล์ทค้าง)แล้วก็หมดเวลา standby จนได้ อิอิ (standby 1 ตั้งแต่ตีห้าถึงบ่ายสองโมงตรง)

ส่วนเรื่องวางแผนทัวร์หนะเหรอก็สำหรับไฟล์ทไปโอซาก้าวันที่ 5 นี้(อยากได้ไป Fukuoka บ้างแต่เค้าจัด KIX มาให้ก็โอเคแหละเป็นญี่ปุ่นยังไงก็ชอบ.บ.บ.) คราวนี้แม่ซาโตะไม่มาหา(เขียนจดหมายไปบอกเค้าเองแหละจะไปโอซาก้าอีกแต่ไม่อยากรบกวนให้มาและซาโตะก็ไมได้กระตือรือร้นจะส่งแม่มาเหมือนครั้งแรกก็น่าจะเข้าใจได้ว่าไม่มานั่นเอง)ตอนแรกฉันคิดว่าจะไปห้าง Rinku town เป็น outlet ใหญ่โตและเดินจัสโก้ใกล้ๆแต่คิดว่าไม่เอาหน่าไปไกลๆเถอะดังนั้นฉันเลยคิดจะลองมั่วนั่งรถไฟไปเที่ยวซะหน่อยไม่น่าจะหลงเพราะอย่างน้อยก็แม่ซาโตะเคยพาไปแล้วครั้งนึงและก็สอนให้ซื้อตั๋วด้วยแถมยังมี city guide ที่ได้มาจากพนักงานที่ปราสาทโอซาก้าที่ไปเที่ยวเมื่อครั้งก่อนก็เลยมีเส้นทางรถไฟและสถานที่น่าสนใจของแต่ละมุมเมือง(แบ่งเป็นเหนือ ใต้ ออกและตก) หน้าสุดท้ายยังมี recommended touring option ด้วย มี 7 แบบ (fun-filled, romantic, delicious, interesting, inspirational, exciting และ tranquil) ฉันเลือกแบบที่ 2 แบบ romanticถึงแม้เค้าเขียนว่าเหมาะสำหรับคู่รักฉันก็ไม่ได้จะไปโรแมนติกกับใครหรอกแค่อยากไปนั่งชิงช้าสวรรค์สีแดงที่ชื่อ HEP Five แล้วก็ไปเดิน underground shopping ที่ใหญ่ที่สุดหนะเค้าว่าใหญ่สุดในญี่ปุ่นเลยแล้วก็มีร้านขายของ ร้านอาหารฮิตของวัยรุ่น(ฉันก็ยังวัยรุ่นอยู่นี่นา) เรื่องกิน(เส้นทาง delicious)ก็อยากอยู่หรอกอยากจะกินเค้ก(เห็นในทีวีแชมเปี้ยนบ่อยๆหน้าตาน่ากิน)กับทาโกะยากิ(คราวที่แล้วกินโอโคโนะมิยากิไปแล้วซึ่งสองอย่างนี้เป็นของที่ดังของโอซาก้าหนะ) ก็เลยคงจะเที่ยวแบบผสมผสานโดยเลือกที่ที่อยากไปใน 7 ทัวร์มาต่อๆกัน(ถ้ามันไปทางเดียวกัน)แต่จะเที่ยวมากไม่ได้ต้องกลับไปพักผ่อนเพราะวันที่ตื่นมาเที่ยวก็คือวันที่จะทำงานกลับตอนเที่ยงคืนไง ไม่อยากแฮ้งค์แบบคราวที่แล้ว(ใช้เวลาสองวันกว่าจะนอนหลับเป็นปกติ) แต่ว่ายังไม่มีเสื้อกันหนาวเลยหนะฉันแพ้ความหนาวด้วยสิ อากาศมันก็เย็นแบบ10นิดๆด้วยนะ

วันนี้ฝนยังตกตอนบ่ายทั้งบ่ายเหมือนเมื่อวานก็เลยไม่ได้ออกจากบ้านก็ดีไม่เสียเงินพรุ่งนี้ค่อยออกทีเดียวเลยก็อยากไปดู midnight sale ไง(หาเรื่องเสียเงิน) ส่วนวันอาทิตย์ทำงานไฟล์ท TG411 ที่ไม่มีใครรักนั่นแหละ

ป.ล Nestle tea time อร่อยดีนะลองดูสิ

# # # # # # # # #
Perth

เมื่อวันที่ 17 เดือนที่แล้วฉันไป Perth มามันก็เป็นประเทศที่เป็นฝรั่งที่สุดที่เคยได้ไปและจะได้ไป(หมายถึงออสเตเรีย)ตอนที่ยังเป็น Trainee หรือเป็นแอร์ชั้นประหยัดธรรมดาๆ(เห็นว่าเป็นสิบปีหนะถึงจะได้ไปยุโรบและอเมริกา) ก่อนเดินทางก็ได้รับรู้มาว่ามันสวย อากาศดีและมันกำลังเข้าฤดูร้อน

ทำงานอยู่ในเครื่องเกือบ 7 ชั่วโมงเสริฟอาหารสองมื้อและผู้โดยสารก็สั่งดริงก์เยอะมากแบบดื่มตลอดก็ว่าได้ พอไปถึงสนามบินกำลังจะเช็คกระเป๋าก่อนออกนึกได้ว่ามี skittle อยู่ในถุงเสื้อแต่ขนมอย่างอื่นเอาออกหมดตั้งแต่จัดกระเป๋ามาแล้ว(เค้าห้ามเอาอาหาร พืช ดอกไม้ เนื้อสัตว์เข้าประเทศ) ก็เอาให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วขอโทษเค้าซึ่งเค้าก็ไม่ว่าอะไรและอนุญาติให้เอาเข้าประเทศได้ พอออกจาก terminal อยากจะบ้า หนาวมาก !! ลมกรรโชกเชียวสะท้านค่ะสะท้าน ไหนว่าเข้าหน้าร้อนไง พี่เชอรี่เอาสายเดี่ยวมารับลมร้อนเต็มที่ลยพรุ่งนี้ที่จะออกไปเที่ยวตายแน่ๆ ส่วนฉันเอาเสื้อไหมพรมของแม่ที่คิดจะเอามาใส่นอนพรุ่งนี้สบาย

ถึงโรงแรมกว่าจะนอนก็ตีอะไรไม่รู้แล้วพี่ๆเค้านัดกัน 11 โมงเจอกันที่ lobby ฉันตื่นมาก่อนเวลาเพราะแสงแดดที่ส่องลอดม่าน(รูดปิดไม่สนิท)เข้ามาม่านอันหนามันไม่ทึบแสงซะทีเดียวก็เลยสว่างไปหน่อยก็เลยไม่นอนต่อไม่ได้ฉันเลยเดินไปดูวิวที่หน้าต่าง ด้านซ้ายมีมีทะเลสาบใหญ่(พี่อ้อมบอกว่าชื่อ swan lake) ด้านขาวมองเห็นโบสถ์ใหญ่ไหนๆก็ไม่หลับแล้วก็เลยอาบน้ำแต่งตัวซึ่งก็พอดีกับเวลานัดคือตอนแรกสับสนกันหน่อยว่า 11โมงบ้านไหนหละนึกว่าเวลาเมืองไทยปรากฎนัดเวลา Perth (เร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง) ลงมาข้างล่างมีพี่พรุน พี่เชอรี่ ตามมาด้วยพี่เล็ก พี่ปุ๊กกี้แล้วก็พี่อ้อม

พี่อ้อมจะพาไป fremantal จะไปกิน fish and chip ก่อนแล้วค่อยกลับมาช้อปปิ้งก็ทันเพราะวันนี้วันศุกร์ห้างปิดสามทุ่ม(ปกติห้างจะปิดหกโมงเย็น)แต่พี่เชอรี่กลัวไม่ได้ช้อปปิ้งนานๆก็เลยไม่อยากไปเราก็ไม่ไปด้วยเพราะก็อยากดูของต่างๆเหมือนกัน ยังไงซะตอนแรกทุกคนก็ไปทานอาหารเช้าด้วยกันก่อนพี่พรุนจะพาไปกินเคบับอร่อย ฉันก็ไม่รู้ว่าที่เราไปเรียกว่าอะไรแต่นั่งรถเมล์ตรงขึ้นไปจากโรงแรม(เราพักที่ Novotel และรถเมล์นั่งฟรี) ผ่านสวนข้างทางที่มีจิงโจ้ไปหนึ่งป้ายก็ลงเดินข้ามถนนผ่านหน้าโบส์ถเล็กๆ(อยากเข้าไปดูในโบส์ถเพราะเขาเขียนบอกว่าเปิดให้คนทั่วไปที่ต้องการความสงบ สมาธิแต่ไม่ได้เข้าไปเพราะต้องเดินตามพี่ๆ)จะเห็นทางเดินเล็กๆเหมือนซอยเป็นร้านขายของเราลงไปกินอาหารชั้นใต้ดิน ฉันเลือกเคบับทูน่ามันใหญ่มากและไม่อร่อยราคาเกือบ 7 เหรียญเชียวนะ(1 เหรียญประมาณ 23.51บาท)แต่เครื่องดื่มขวดหรือกระป๋องต่างๆน่ากินมากมีหลากหลายรสและสีแต่สังเกตุดูขนาดของขวดหรือกระป๋องจะใหญ่มากเลยหละ(หรือฝรั่งดื่มน้ำเยอะ) ฉันไม่ได้กินน้ำสำเร็จรูปหรอกเพราะเลือกกินน้ำผลไม้คั้นแพงอีกอ่ะแหละเกือบ 6 เหรียญ นั่งกินไปมองดูนั่นนี่ไปเห็นป้ายโฆษณาโค้กรสวานิลาอยากลองชิมดูนะเหลือบไปเห็นพี่เล็กซื้อมาฉันเลย(หน้าด้าน)ขอเค้าชิมเฉย รสชาติมันก็โค้กนี่แหละแต่มีกลิ่นวานิลา

หลังจากกินข้าวก็แยกเป็นสามกลุ่มคือพี่พรุนไปซื้อของคนเดียว พี่เล็กพี่อ้อมไป fremantle ฉันพี่ปุ๊กกี้พี่เชอรี่ไปด้วยกัน(เดินแถว walking street) พี่ปุ๊กกี้พาไปชี้ๆให้ดูว่าที่ไหนมีอะไรแล้วก็มายืนดูแฟชั่นรับลมร้อนของเค้า ตรงข้ามลานแฟชั่นโชว์มีห้องแถวห้องนึงที่มีนาฬิกาตอนแรกไม่ได้สังเกตุหรอกแต่มันดังขึ้นมาเลยหันไปดูมันมีรถม้าวิ่งออกด้วยหละ อาคารดูแบบเก่าหน่อยตกแต่งด้วยไม้ พอดูแฟชั่นไปได้ซักพักชักคิดได้ว่าเสียเวลาก็เลยเดินไปที่อื่นต่อ ไปร้านรองเท้าที่พี่เค้าว่าดี ไปเดินห้าง david jones เค้าเพิ่งเปิดได้ไม่นานมีการแจกลูกโป่งด้วยซึ่งฉันอยากได้บ้างสีสรรมันสวยมากเลย ในห้างดูดีเชียวดูนวลตา มีคนมาเล่นดนตรีแจ๊ซด้วย บรรยากาศดีชวนเสียเงินมาก พนักงานก็หน้าตาดี(ฝรั่งก็หน้าตาดีแหละ) เพราะอากาศหนาวนะคนแถวนั้นจะแต่งตัวเก๋ๆหนะแต่จะเป็นสีดำซะส่วนใหญ่เสื้อไหมพรมขาวของฉันดูเสร่อยังไม่รวมถึงรองเท้าแตะที่ไม่ได้เข้ากับกางเกงผมที่ลีบแบนสรุปเสียเซ้วมากค่ะเรื่องรูปร่างเหรอฝรั่งตัวสูงใหญ่ฉันที่ว่าสูงแล้วก็เหมือนคนสูงปานกลางและตัวจิ๋วไปถนัดใจ

ออกจากห้าง David jones(แน่นอนเสียเงินไปกับผลิตภัณฑ์เดวิด โจนส์ด้วย) ไปร้านขายยาไปซื้อวิตามินถึงตรงนี้พี่เชอรี่แยกไปหารองเท้าส่วนฉันตอนแรกก็ว่าจะแยกไปเอง(นัดเจอพี่เชอร์รี่ไว้ที่ Mc ตอนหกโมงเย็นจะไปซื้อของที่ foodland แล้วกลับโรงแรมด้วยกัน)แต่ไม่รู้จะไปไหนดีเลยเดินไปกับพี่ปุ๊กกี้ พี่พาไปร้าน Target เหมือนคาร์ฟูไปซื้อถุงน่อง(เพื่อนฝากซื้อ) แล้วก็หลงกับพี่ปุ๊กกี้ตอนหลังๆแหละพี่เค้าไปหาหนังสือฉันก็ต้องไปหา Bloom ที่เพื่อนฝากซื้อ ฉันก็เลยเดินไปเดินมาแต่มันก็วนๆอยู่ที่เดิมแหละจนมาถึงตึกที่มันมีนาฬิกาม้าหมุนอีกครั้งคราวนี้มองเข้าไปข้างในปรากฎว่ามันเป็นทางเดินทะลุไปถนนใหญ่และมีร้านขายของตลอดทางซึ่งตกแต่งเหมือนด้านหน้านั่นแหละคือเป็นไม้ๆดูไปแล้วมันตรอกไดแอกกอน(Harry potter) นี่นาเหมือนสุดๆ ฉันเค้าไปเดินเล่นและไปซื้อ Banana chill (นมรสกล้วยหอม)ที่ร้านขายน้ำสุดทางเดิน นั่งกินนมที่ม้านั่งมันไม่รู้จะไปแล้วดีหนะ เดินดู quicksilver ให้พี่ปอพี่กอล์ฟก็ไม่เห็นจะถูกกว่าบ้านเราเลยที่เค้าลดราคาก็มีอยู่หรอกแต่หนักไปทางของผู้หญิง นั่งดูเค้าร้องเพลงเปิดหมวกร้องเพราะมากแต่นั่งๆก็ระวังนะเพราะนกพิราบมันเยอะ บินๆมาขี้เฉยดีไม่ตกใส่หัวเรา เตร็ดเตร่ซักชั่วโมงจนหกโมงเย็นก็เดินไปหน้าแมคมองไม่เห็นพี่เชอรี่ซะหน่อยยืนให้ลมพัดหูชา(อากาศมันเย็นลงอีกเพราะไม่มีแดด) ก็ไม่เห็นมาซะทีเลยเดินไป foodland ปรากฎพี่เชอรี่อยู่ในนั้นกำลังซื้อของเค้าก็คิดว่าเราไม่มาแล้วซะอีก ฉันซื้อชอกโกแลต ชา(ชอบที่เค้ามีขายแบบแพคละ 10 ซอง ถูกด้วยขนาดยี่ห้อ twining นะ)และขนมนิดหน่อยลองซื้อ tim tam มาด้วยเพราะใครๆก็บอกว่าอร่อยทั้งนั้น(ก็อร่อยดีนะแต่อย่าหอบมาดีกว่าถ้าไม่ลดราคาเพราะน้าบอกว่าที่ Villa market ก็มี) ซื้อสตรอเบอรี่ด้วย 2 เหรียญกว่าเห็นในห้างบ้านเราอยากจะกินแต่มันแพงเกินไปร้อยกว่านี่แค่เกือบ 75 บาท แล้วก็เดินกลับโรงแรมอย่างรวดเร็วเพราะพี่เชอรี่จะแข็งตายอยู่แล้ว

กลับถึงโรงแรมอาหารที่มีติดไม้ติดมือมากินคือ choc chill สตรอเบอรี่ น้ำแร่ขวดใหญ่และแมคนักเกต(ไงล่า..พี่ๆกลุ่มอื่นไปกินสเต็ก กลุ่มผู้ใหญ่ไปกินซีฟู๊ด)แต่นักเกตเค้าอร่อยกว่าบ้านเราอ่ะซอสเผ็ดก็อร่อยกว่าของบ้านเราด้วย จริงๆอยากกิน Happy meal เอาของเล่น lilo & stitch เพราะไม่เหมือนบ้านเราแต่ของเล่นหมด กินเสร็จตอนประมาณสองทุ่มมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นโบส์ถเปิดไฟสวยดีและทะเลสาปก็ไม่ได้ไปดูใกล้ๆอยากจะออกไปแต่มันหนาวนะเจ็บเท้าเพราะรองเท้าแตะแล้วด้วยก็เลยนอนกินขนมฟังเพลงไปแล้วก็เปลี่ยนใจออกไปดีกว่าบ้านเมืองเค้าคงปลอดภัยและไฟล์ทนี้ไม่ได้มากันบ่อยยิ่งกว่าญี่ปุ่นซะอีก(ประมาณปีละครั้ง) ฉันเลยใส่รองเท้าเคบินให้นุ่มเท้าหน่อย(พามันไปเที่ยวด้วยทุกทีก็ใส่แต่เฉพาะตอนอยู่ในเครื่อง)และสวมเสื้อไหมพรมเตรียมออกไปสู้ลมหนาว

ออกจากโรงแรม(คืนนี้คึกคักเพราะมีงานเต้นรำของเด็กนักเรียน)เดินไปทางขวาก่อนลงเนินจะไปดูทะเลสาปแต่มันมีรั้วกั้นที่สวนริมทะเลสาปก็เลยคิดว่าเดินไปโบสถ์เถอะห่างไปประมาณสองบล็อก เริ่มต้นจากสี่แยกหน้าโรงแรมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามโรงแรมแล้วเดินไปทางซ้ายถึงอีกสี่แยกเดินเลี้ยวขวาขึ้นเนินไปสองบล็อกก็ได้ไปดูโบส์ถใกล้ๆมันเหมือนปราสาทนะแต่ถ่ายรูปยังไงก็ไม่สวยมันเบลอๆหนะ ตอนกลับก็เดินลงมาได้ 1 บล็อคก็คิดว่าเปลี่ยนเส้นทางดีกว่าก็เลยเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยไปเจอโรงกษาปณ์จริงๆเค้าเปิดให้ชมด้วยหละแต่ตอนนั้นก็สามทุ่มก็เลยถ่ายรูปภายนอกเฉยๆ แถวนั้นก็มีผับเล็กๆด้วย ถ่ายรูปซักหน่อยก็เดินกลับโรงแรม ขึ้นห้องอาบน้ำนอนวันรุ่งขึ้นตื่นมาก็กลับบ้านแล้วหละ

ขากลับฉันไม่สบายตั้งแต่อยู่ในเครื่องแล้วเหมือนจะเป็นไข้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวทำงานแบบกระเสาะกระแสะมากแถมขากลับยังต้องแวะภูเก็ตอีกด้วยอยากจะให้ถึงกรุงเทพซะทีทรมานจริงๆสุดท้ายก็กินพาราเข้าไปก็ดีขึ้นมาหน่อย

กลับมาบ้านก็ไม่สบายไข้ขึ้นแถมฝันว่ายังทำงานในเครื่องอีกด้วยหลอนมากทำให้หลับไม่สนิทและเหมือนกลัวไฟล์ทนี้ไปเลยแหละ

Thursday, October 31, 2002

ไปกัวลาฯเจอพี่ปุ๊กกี้ที่ไป Perth ด้วยกันและทำงานข้างเดียวกันด้วยรู้สึกโล่งใจเพราะพี่ใจดีถ้าฉันทำงานช้าก็คงไม่ได้เห็นหน้าตาไม่พอใจจากพี่เค้าหรอก ไม่รู้สิมันเป็นความกังวลใจด้วยหนะไม่รู้เหมือนกันทั้งที่เหมือนทำงานดีแล้ว ทำเครื่องดื่มได้คล่องขึ้นแล้วแต่ตอนไปไฟล์ทโคลัมโบหนะสติแตกผสมเครื่องดื่มช้า ยกถาดเก็บถาดอาหารช้าไม่รู้ทำไมคงเพราะหยุดไปนานก็ได้นะของอย่างนี้มันก็ทักษะหนะไม่ได้ทำบ่อยๆก็ไม่คล่อง

ไฟล์ทที่ไปกัวลาฯนี้ก็ดี IM ก็ใจดี Purser ก็ใจดีฉันทำงานเป็นตำแหน่ง 2L ก็คือคนที่รับผู้โดยสารเข้าเครื่องหนะจำได้ว่าตอนทำครั้งแรกมันบอกกลัวๆเพราะต้องพูดภาษาอังกฤษแน่ๆและเราก็ยังห่วงเรื่องที่นั่งด้วยแบบ A B D และ E อยู่ทางซ้ายของเครื่อง(หันหน้าไปทางหัวเครื่อง) ส่วน F G J และ K อยู่ทางขวา จะบอกเค้าว่า this way , that way แค่เนี่ยะมันก็ยังสับสนเลยนะ แล้วก็เคยเบลอแบบที่ไกด์ผู้โดยสาร BC (business class) ไปทาง Y class (Economy class) เฉยเพราะฉันดูแต่ตัวหนังสือไม่ได้ดูตัวเลขไง เลขที่นั่งของชั้นประหยัดหนะจะขึ้นด้วย 31 ส่วนชั้นธุรกิจจะขึ้นด้วย 11 และแน่นอน first class ก็ต้องเลข 1 แต่ทำนานๆก็คล่องขึ้นแม่นขึ้นแต่คราวนี้ IM เขียนในใบประเมินว่าต้องฝึกพูดตัว L และ ตัว R ให้ชัดๆ เพราะ turn right ฟังเป็น turn light นั่นสินะมันคงตลกแน่ๆในสายตาฝรั่งๆอ่ะ ตูจะไปนั่งให้ตูไปเปิดไฟที่ไหนหละเนี่ย อิอิ

เรื่องการทำงานก็ไม่น่าหนักใจอะไรถึงมันจะดูแบบแขกๆแต่ก็มีไม่กี่คนที่จุกจิกหนะหมายถึงขอนั่นขอนี่หรือทำตัวชวนอารมณ์เสีย การบริการอาหารก็นะฉันยังช้าอยู่แต่เครื่องดื่มเป็น Selection of drink คือจัดใส่ถาดมาเลยไม่ต้องออกรถเครื่องดื่ม ฉันว่าเรื่องทำงานเร็วหรือช้าเนี่ยผู้โดยสารก็มีส่วนช่วยได้นะอย่างไฟล์ทนี้เวลาบินมันสั้นเค้ามีเมนูให้อ่านก็สามารถอ่านแล้วตัดสินใจไว้ก่อนได้พออาหารมาก็บอกเลยไม่ต้องให้เราเสนอซะทุกที่นัง แล้วก็อย่างบางคนต้องการอาหารพิเศษก็ควรสั่งมาล่วงหน้าเพราะขึ้นไปบนฟ้าแล้วเนี่ยคงจะหาอะไรที่มันจำเพาะเจาะจงได้ยากหนะ เช่นคนที่แพ้ปลาก็สั่งว่าไม่เอาที่มีปลา คนที่กินอาหารมังสาวิรัติก็บอกมา หรือจะชีวจิตก็ยังได้เลยนะ แล้วก็บางคนชอบกินไก่ก็บอกล่วงหน้าได้ ไม่รู้สิไฟล์ทพวกแขกๆเนี่ยเห็นชอบกินไก่ทั้งที่มุสลิมกินปลาก็ได้อย่างไฟล์ทนี้ก็มีแขกสองคนจะเอาอาหารมุสลิมพอฉันถามก็บอกไม่แน่ใจว่าสั่งมาล่วงหน้าหรือเปล่า (อ่าวเพ่จะกินเองยังไม่รู้อีกรึว่าสั่งมาก่อนหรือเปล่า)ฉันก็ต้องบอกว่ารอก่อนนะจะไปเช็ครายชื่ออาหารพิเศษให้แต่ไม่มีไงซึ่งป่านนั้นเมนูไก่หมดไปแล้วเหลือแต่ปลาแกก็งอนไม่กินมันซะเลย อืมมนะตกลงมุสลิมกินได้แต่ไก่หรือไงเนี่ยปลาเก๋านึ่งกินกับข้าวสวยนะน่าอร่อยจะตาย แล้วแกมาฟึดฟัดกับเราเรื่องแอร์เย็นขอผ้าห่มชาตินึงแล้วไม่ได้ซะที อืมมมนะ

พรุ่งนี้ standby ยังไม่มีแววโดนเรียกไปบินไม่ได้บินก็ดีแล้ว ลุ้นกลัวโดนเรียกบินตื่นเต้นน่ากลัวกว่าฉลองฮาโลวีนซะอีก แต่เราก็กลัวขาดบรรยากาศฮาโลวีนไปก็เลยนั่งเล่นเกมผีๆ ฟักทองๆ และ trick or treat ในเวบ Cartoon Network Happy Halloween ค่ะ

Tuesday, October 29, 2002

เธอจ๋าขอโทษที่ฉันหายหัวไปนานเลยเพราะไม่สบายหนะก็ไม่ใช่จะป่วยนานขนาดนี้หรอกนะแต่มันขี้เกียจๆไม่รู้สิคงเพราะหยุดนานๆหละมั้งไม่ค่อยมีบินเลยหละ วัน standby ก็ไม่โดนเรียกนะเมื่อวันอาทิตย์ไปบินโคลัมโบ(ศรีลังกา)เจอครูนกด้วยครูทักว่าหน้าตาใสขึ้นก็น่าจะจริงอยู่หรอกนะก็ไม่ได้ทำงานอ่ะวันๆก็นอนๆกินๆ สบายแต่ไม่ค่อยมีเงินแต่ก็เหมือนฟ้าประทานนะตอนไม่อยากบินก็ไม่โดนเรียกให้บินแต่พออยากบิน(อยากได้เงินอ่ะแหละ)ก็ได้เลยหละ พรุ่งนี้เป็นวัน standby และพี่ฝ่าย OD ก็โทรมาบอกตั้งแต่ตอนบ่ายสี่ให้ไปบิน KUL กัวลาลัมเปอร์ ไฟล์ทประจำจริงๆเล้ย แขกอีกแล้วน้อ เพิ่งเจอกันไปหยกๆ ต้องเตรียมกายเตรียมใจให้ดีเลยเชียว เรื่องที่ไป Perth กับโคลัมโบหนะจะมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะเธอ

Thursday, October 17, 2002

เมื่อวานไปดูโดเรมอนกับพี่กอล์ฟพี่ปอ พี่ๆต้องทำงานนัดเจอกันที่สยามดิสฯตอนหกโมงครึ่งแต่เราไปก่อนเวลาไปออกกำลังกายแล้วก็ไปเดินเล่นมาบุญครองปรากฎว่าอี้ซึ่งตอนแรกเพื่อนๆจะนัดกินข้าวเย็นเมื่อวานกันเพราะมันลงมาดูงานที่กรุงเทพแต่มันกลัวมาไม่ทันนัดพี่เชษฎ์เลยเลื่อนเป็นเย็นวันนี้เพราะพี่แกไม่ว่างวันพุธฉันเลยอดไปกินข้าวด้วยเลยเพราะเย็นนี้ต้องไปบิน แต่คนมันจะได้เจอกันมันก็เจอกัน เจอเข้าไปได้ยังไงที่มาบุญครองออกจะกว้างใหญ่ อี้บอกว่าทำกรรมมากันเยอะ..นั่นหนะสิก็เลยเดินเล่นด้วยกันเพราะฉันก็มีเจตนาจะมาเดินเล่นสำรวจตลาดอยู่แล้ว คุยๆเดินๆไปๆมาๆอี้เลยหลงจากพี่ๆที่มาด้วยกันแถมฉันยังไถชาไช่มุกจากมันมาหนึ่งแก้ว(จริงๆเราน่าจะเลี้ยงแต่มันบอกว่ามันควรจะเลี้ยงเราซึ่งก็ดีเดือนนี้ยิ่งบินน้อยไม่ค่อยมีเงินอยู่ อิอิ)

ปรกติฉันไปไหนคนเดียวจะไม่ค่อยกล้าเข้าร้านเล็กๆแคบๆแถวสยามแต่มีเพื่อนเราก็ลากมันไปด้วยเราดูเสื้อมันดูสาวได้ประโยชน์ร่วมกัน พาอี้ไปเดิน center point ซึ่งฉันบอกว่ามันว่าไม่กล้ามาเดินหวะกลัวโดนถามว่ายายมาทำอะไร อี้บอกว่าโธ่ถึงเป็นยายก็ยังมีไฟอยู่ ฮ่า ฮ่า อ้อ!มีเคล็ดลับทำให้หน้าอ่อนมาฝาก อี้ถามว่าฉันอยากหน้าเด็กมั้ยหละ(อยากดิ) แล้วอยากให้เด็กลงกี่ปีหละ(อายุซัก 23 เป็นไงหรือ 22 ดี) อี้บอกว่างั้นต้องอัพอายุขึ้นไปเช่นใครถามก็บอกว่าอายุ 34 เค้าจะได้บอกว่าหน้าเด็กจังเลย (ว่าแล้ว ว่าต้องความคิดบ้าๆ)

หลังจากลากเพื่อนๆไปนั่นนี่เพื่อติดตามกระแสแฟชั่น จริงๆก็เดินช่วยอี้หาเสื้อไปฝากแฟนมันซึ่งฉันว่าที่ฮิตๆกันตอนนี้มันเหมือนเสื้อโชว์ไหล่เอวจัพอ่ะ ตัวละ 199 แต่มันไม่สวยเข้าตาจริงๆน่าจะหาง่ายเพราะแฟนอี้ตัวเล็กนิดนึง(ซึ่งน่าอิจฉา ใส่เสื้อได้ทั้งสยามแหละ)แต่ที่สวยก็แพงไง สรุปไม่ซื้อ อด อด อดแล้วประมาณห้าโมงเย็นก็แยกย้ายกัน ฉันเดินผ่านร้านอิชิมารุเข้าไปซื้อเทปของน้องทักกี้กับซึบาซะ เพราะไม่เพราะไม่รู้แต่น้องเค้าน่าตาดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า

พี่กอล์ฟมาถึงก่อนพี่ปอเราก็ไปรอคิวที่ร้านฟูจิพี่ปอมาถึงก็ไปจองตั๋วก่อนแล้วตามมาที่ร้าน มาถึงพี่ปอบอกให้พี่กอล์ฟด่าเค้าเลยซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจแต่พี่กอล์ฟก็ด่าๆไปและคิดว่าพี่ปอต้องทำอะไรไม่เข้าท่ามาแน่ซึ่งก็คือซื้อ Sony clie มาเพิ่งซื้อมาเมื่อวานเลย พี่ๆเค้ารู้กันดีแหละว่ามันไม่ได้มีประโยชน์กับชีวิตหรือการทำงานเลยแต่พี่ปอบอกว่าอยากได้อ่ะ ฉันหละกรี๊ดกร๊าดไปด้วยเพราะก็อยากได้ อยากได้มาเล่นเกม diamond mine เฉยๆ ซึ่งก็ยืมเล่นสนุกสนานเล่นไปหลายรอบจนมีข้อความมาบอกว่าเราเล่นไปกี่รอบแล้วถ้าไม่อยากได้ข้อความให้ไป register โธ่...

ดูหนังสนุกมากตลกดีดูแล้วนึกถึงตอนเด็กๆดูการ์ตูนแล้วทำให้จิตใจดี ดูโดเรมอนแล้วก็พาลอยากไปอ่านโดเรมอน อยากอ่าน.......

# # # # # # # # #
หาดใหญ่ (เล่าเรื่องที่ไปเจอพี่ไก่ที่หาดใหญ่)

ออกจากกรุงเทพไปพม่าแล้วกลับมากรุงเทพก่อนจะไปหาดใหญ่ พอไปถึงหาดใหญ่เราก็ไปซื้อไก่ทอดหาดใหญ่กันโดยขอให้รถโรงแรมพาไป(มีรถสองคัน คันหนุ่มๆ(นักบินและสจ๊วต)ไม่ไปแต่คันเรานำทีมด้วย purser ไปซื้อไก่ทอดเดชาก่อนเข้าโรงแรม ฉันซื้อมาเพียบทั้งไก่ทอด ไก่กอและ ข้าวหมกไก่เปล่าๆไม่เอาไก่ ข้าวเหนียว กุ้งทอด(เป็นแพๆที่ใส่แป้ง) กินไม่หมดหรอกกินนั่นนิดนี่หน่อยแต่ก็อิ่มหละ แล้วก็ออกไปตลาดกิมหยงกับพี่เอ้(เพิ่งไปบินกับพี่เอ้ตอนไป DPS) ออกจากโรงแรมนั่งรถป๊อกๆไปคนละ 10 บาทพี่เค้าจะซื้อเห็ดหอมส่วนฉันไม่มีอะไรเป็นพิเศษแค่อยากรู้ว่าอะไรมันอยู่ที่ไหนเกิดคราวหน้าไม่มีใครพาไป แต่พอไปถึงตลาดอยากซื้อไปหมดเลย ผลไม้น่ากินราคาถูกกว่าซุปเปอร์มาร์เกต ขนมหลากหลายและเกาลัดที่ราคาถูกกิโลละ 130 บาท ถูกกว่ากรุงเทพตั้งแยะฉันก็เลยซื้อมาครึ่งโล และก็ซื้อขนมด้วยอยากจะซื้อผลไม้กลับบ้านหรอกนะแต่ไม่มีที่ในกระเป๋าแน่ๆกลัวมันจะช้ำซะก่อน(เพราะเราวางแผนจะซื้อเกาลัดกลับบ้าน)

กลับจากตลาดนั่งกินเกาลัดแล้วก็โทรหาพี่ไก่ตอนแรกนึกว่าจะไม่ได้เจอกันซะแล้วเพราะร้านพี่เค้ามีลูกค้าเต็มเลยฉันเองก็ไม่ค่อยสบายเจ็บคอและง่วงแต่ไปๆมาๆพี่ไก่โทรมาบอกว่าเหลือเด็กเล่นอยู่นิดหน่อยเดี๋ยวปิดร้านออกมาพาฉันไปกินข้าวก่อนค่อยกลับไปเปิดใหม่ ฉันหละเกรงใจพี่เค้าจริงๆจะปิดร้านมาพี่ก็เสียรายได้แล้วต้องเดินทางมาหาเราอีกจะพาเราไปกินข้าวแล้วจะกลับไปทำงานต่อ แต่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไรพี่เค้าเองก็อยากออกมากินข้าวนอกบ้านเหมือนกัน ก็โอเคเลยเราจะได้เจอกันด้วยแต่ต้องรอประมาณหกโมงครึ่งให้ลูกค้ากลับก่อน แล้วพอหกโมงเกือบครึ่งความเกรงใจก็เข้าครอบงำอีกครั้งโทรไปหาพี่ไก่อีกทีคิดว่าอย่าให้พี่เค้าลำบากเพราะเราเลยแล้วเราก็ตัวร้อนๆขึ้นมาด้วยนอนหลับไปเลยดีกว่าไก่ที่กินก็เต็มท้องยังจะออกไปกินอะไรอีกเล่า ปรากฎว่าพี่เค้าปิดร้านซะแล้ว(แง้) แล้วก็บอกว่าจะออกมาซื้อของที่เซ็นทรัลก่อนแล้วกันให้เรานอนไปก่อนซื้อของเสร็จประมาณทุ่มครึ่งจะโทรอีกที

ฉันก็นอนดูทีวีไปไม่ยักกะหลับแต่ก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆไม่ตัวร้อนแล้วไม่ง่วงแล้วจนประมาณเกือบสองทุ่มกลัวพี่เค้าจะลืมเราไปซะก่อนโทรไป(อีกแล้ว)หาพี่ไก่อีกทีแล้วก็นัดเจอกัน นัดตำแหน่งที่จะเจอกันเสร็จแต่ว่าพี่เค้าไม่เคยเห็นเราซะหน่อยเราเลยต้องบอกว่าเราใส่เสือ้สีฟ้านะคะ(เหมือนนัดบอดเลย) พอเจอกันพี่ไก่หน้าตาเด็กมากเลย ขาวและหุ่นดีด้วยหละ พี่ไก่มากับสามี(พี่ต้อย)และน้องปาล์ม

ตอนแรกพี่ไก่จะพาไปกินอาหารทะเลแต่มันก็ดึกแล้วและก็จะไปไกลจากโรงแรมกินแถวนี้จะได้กลับไปพักผ่อนเร็วๆก็ไปกินที่ร้านไพลินซึ่งขายสเต็ก ร้านก็ออกมันคันทรี่ๆ เราสั่งอาหารแล้วก็นั่งคุยกันไม่รู้สึกแปลกหน้าหรือว่าเกร็งเลยคงเพราะอ่านไดอารี่กันมาเหมือนรู้จักกันมาก่อนหละมั้ง แล้วน้องพี่ไก่ก็ตามมาสมทบอีกคนคือน้องทิน คราวนี้คุยสนุกกันเข้าไปใหญ่ คุยเรื่องละครเกาหลี ญี่ปุ่น ทีนี้สี่ทุ่มที่คิดว่าจะกลับไปนอน จะกลับไปเปิดร้านหายไปโม้ดดด...น้องทินพาไปต่อร้านอะคูสติก ก็เป็นร้านฮิตร้านนึงเลยแต่ฮิตๆต้องร้าน kiss chanel แต่ไม่ได้ไปเพราะน้องปาล์มมาด้วยชุดนักเรียนเลยแปะไว้ก่อนคราวหน้าเจอกัน พี่ไก่ก็อยากไปพี่เค้าอยากเข้าใจว่าเด็กๆเค้าฮิตอะไรกัน อิอิ ที่ร้านอะคูสติกเพลงเพราะกว่าร้านแรกมากเพลงฝรั่งเพลงไทยร้องได้หมดแต่เสียงดังคุยกันไม่ค่อยได้ยิน ดีนะว่าไปร้านไพลินมาก่อนให้เราได้คุยกันก่อน ประมาณห้าทุ่มก็กลับค่ะ กว่าฉันจะเข้านอนก็เที่ยงคืนค่ะ

เช้าวันถัดมาตื่นสายออกจากห้องประมาณ 11 โมงไปกินแปะก้วยถึงเจ็บคอไม่อยากกินของหวานก็ต้องกินเพราะมิ้นก็บอกให้กินพี่แอร์ก็บอกว่ามีร้านอร่อยแต่ฉันจำไม่ได้หาไม่เจอก็เอาแบบเจอร้านไหนก็กินไปเลย แล้วก็ซื้อเกาลัดกลับบ้าน แล้วก็แวะเซ็นทรัลซื้อเสื้อลดราคา u2 ลด 50% อ่ะ กลับห้องเก็บของยัดจะไม่ลง กระเป๋าหนักมาก ออกจากโรงแรมมาถึงสนามบินโทรไปขอบคุณและร่ำลาพี่ไก่ บอกพี่ไก่ว่าตอนมาสนามบินเห็นซอยร้านเนตของพี่แล้วถ้าได้มาคราวหน้าจะไปหา แต่ปรากฎว่ายังไม่ได้กลับกรุงเทพกันง่ายๆค่ะ ติดอยู่สนามบินสองชั่วโมงกว่าเพราะฝนตกหนักมากๆๆๆๆๆ ฟ้าปิดเครื่องลงไม่ได้(เราจะรับเครื่องเพื่อบินกลับลูกเรือเค้าก็จะลงนอนหาดใหญ่) เครื่องก็วนๆอยู่แต่ก็ไม่สามารถในที่สุดก็ไปภูเก็ตก่อนแล้วค่อยกลับมาหาดใหญ่อีกครั้ง เราถึงได้กลับกรุงเทพแต่ก็ยังไม่ได้กลับบ้านค่ะ พาเกาลัดในกระเป๋าไปเที่ยวเชียงใหม่หนึ่งรอบก่อนแล้วถึงจะได้กลับบ้าน

# # # # # # # # #
Evason Hua Hin

กลับจากหาดใหญ่วันรุ่งขึ้นไปปราณบุรีค่ะไปกับมิ้น ไปพักที่ Evason สวยมากเป็น resort & spa มิ้นเคยมาพักแล้วและโปรโมชั่นราคาพิเศษยังไม่หมดเขตก็เลยชวนฉันมาอีก ฉันเคยเห็นในหนังสืออยากจะมาพักแหละแต่เห็นราคาแล้วช็อคแต่เพราะเหลือคืนละ 2000 หารแล้วเหลือคนละ 1000 ฉันรึจะยอมพลาด(ไม่มีตังค์ก็ต้องยืมใครมาก่อนหละ)

ออกเดินทางประมาณเที่ยงเพราะมิ้นต้องไปบินตอนเช้าก่อนแล้วนัดเจอกันที่สนามบิน ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ถึงที่พักฉันรู้สึกคุ้นๆที่นี่มากปรากฎว่ามันคือคลับอันเดียนาเก่านั่นเอง ไปถึงก็มีเครื่องดื่มมาต้อนรับ ชิมแล้วไม่รู้ว่าทำจากอะไรแต่อร่อยกว่าของที่เคยกินจากโรงแรมภูเก็ตกับหาดใหญ่ ถามๆดูบอกว่ามีน้ำทับทิมในส่วนประกอบด้วย ผ้าเย็นที่ให้มาก็มีกลิ่นตะไคร้สดชื่นดีรู้สึกแบบไทยๆด้วย การบินไทยน่าจะใช้กลิ่นนี้บ้างนะ เช็คอินเสร็จมีพนักงานพาเราไปส่งที่ห้องพัก ห้องที่เราพักเป็นห้อง standard เตียงคู่มีมุ้ง มีแอร์ มีทีวี มีระเบียง มีห้องน้ำเก๋ๆ แต่เก๋มากไปหน่อยคือผนังตรงอ่างอาบน้ำเป็นกระจกทั้งบานมองทะลุมาตรงห้องนอนอ่ะค่า เปิดเผยมั่กมากแต่ก็ปิดม่านได้ซึ่งม่านปิดจากข้างนอกนะ แต่มันก็ยังมีช่องว่างของขอบไม้กับผนังด้านนอกทำให้ม่านไม่แนบไปกับกระจกทีเดียวจะมีช่องตรงมุมห้องน้ำที่มองจากโถส้วมเห็นทีวีได้(สงสัยเอาไว้ให้คนนั่งส้วมดูทีวี) อีตอนอาบน้ำก็ต้องแบบว่าคนที่ไม่ได้อาบห้ามเดินเผ่นผ่านไปนอนบนเตียงนู่น แล้วประตูมันเป็นบานสไลด์ไม่ได้ปิดสนิทเสียงอะไรก็คงได้ยินโม้ด...ทำให้รู้สึกขี้หดตดหายมากเลย

เก็บของในห้องเรียบร้อยนอนเอขกนึดนึงมิ้นก็พาไปเดินชมสถานที่พาไปดูสระว่ายน้ำริมทะเล พาไปดูห้องน้ำ open air หนักกว่าห้องน้ำในห้องอีก ไม่มีเพดาน ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆเพราะมีบ่อน้ำในห้องน้ำมีบัว มีกกให้ดูระหว่างทำธุระ แต่ก็ดีไม่ใช่ผนังกระจกอ่ะนะ เดินไปดูห้องฟิตเนสและเกมรูม มีนิตยสารให้ดู สนุกเกอร์ หมากรุกแต่ที่เด็ดคือมีอินเตอร์เนตไง ฉันเห็นมันต่อเนตอยู่เลยเข้าไดอารี่มาเขียนไว้นิดนึงไงหละ

แล้วเราก็ไปนอนเล่นที่เตียงในสนามหญ้ารับลมทะเลเย็นๆ และกรรโชกมาก ทะเลหนะไม่มีหาดให้เดินนะมันติดริมถนนเลยคลื่นซัดโครมๆน่ากลัวเชียว ประมาณหกโมงเย็นก็เดินไปกินอาหารทะเลใกล้โรงแรมชื่อครัวไทยหรืออะไรนี่แหละ ปลาหมึกนึ่งมะนาวอร่อยสุดๆ เดินกลับโรงแรมก็มืดแล้วเดินผ่านแถวร้านขายเครื่องประดับมันมืดและมีเงาอะไรไม่รู้กระดุกกระดิกบรื้อ..ปรากฎเป็นแมว แมวดำมีกระพรวนอยู่ที่คอมันเดินมาหาฉันด้วยแหละก็เลยถ่ายรูปด้วยกันมันก็มาหาถูกคนนะเพราะมิ้นกลัวแมวแล้วเราก็เดินเข้าไปดูเครื่องประดับในร้านเล็กๆกลางน้ำ มีกำไลเงินดูดีแต่เป็นของอิตาลีราคา 3000 ไว้ลองไปหาของไทยดูดีกว่าอาจถูกกว่า มิ้นชอบต่างหูมุกแต่คู่นั้นแพงไปใหญ่เป็นมุกสีดำราคาสองหมื่นหก!! ถ้าสองพันหกมิ้นคงซื้อไปแล้ว เดินดูสถานที่ตอนกลางคืนเค้าจะจุดเทียนดูนวลตาดี กลับห้องอาบน้ำนอนค่ะพรุ่งนี้เช้าจะไปว่ายน้ำ

ตื่นเช้าวันถัดมาเพราะฉันดูนาฬิกาผิดเห็นหกโมงครึ่งเป็นเจ็ดโมงครึ่งเราเลยมีเวลามากขึ้น(เป็นความดีใช่มะเนี่ย) มิ้นเตรียมตัวไปว่ายน้ำฉันก็เตรียมตัวไปนอนข้างสระน้ำเอากระบุงของที่โรงแรมใส่ของไปแทนถุงของเราให้มันเข้ากับสถานที่(เป็นกระเป๋าสานจากกระจูดใบใหญ่มากๆมีให้ในห้องแขกโรงแรมก็เอาใส่ของเดินไปมา) ที่สระว่ายน้ำมีเก้าอี้นอนเยอะแยะและปกติจะมีบริการเช่นคีบแตงโมแจกแต่ถ้าใครไม่อยากได้รับบริการใดๆเค้าจะมีสัญลักษณ์ do not disturb เป็นสร้อยลูกประคำให้เอาไปห้อยที่ตะขอหลังเก้าอี้ ฉันไม่ได้ว่ายน้ำแต่ก็อยากเล่นน้ำก็เลยเดินเล่นตรงทางเดินกลางสระน้ำให้น้ำผ่านเท้าเราไป น่าจะเอาชุดว่ายน้ำเอามาแล้วจะว่ายหรือไม่ว่ายก็ได้ แต่ไม่เอามาก็อดว่ายอย่างเดียว มิ้นว่ายน้ำเสร็จกลับไปอาบน้ำที่ห้องฉันก็เดินเล่นถ่ายรูปรอแถวสระน้ำ(อาบน้ำคนเดียวในห้องน่าจะสบายใจกว่า) แล้วเราก็ไปทานอาหารเช้ากันกินกันนานเลยหละมีลมทะเลพัดมากระทบกับร่างกายรู้สึกดี กินเสร็จก็ไปเดินเล่นอีกแล้วก็ไปนอนที่ชั้นสองของศาลาใกล้สระน้ำลมเย็นทำเอาเกือบหลับไปเลย มีแมวแม่ลูกอ่อน(ลูกตัวเดียวด้วย)เดินมานอนใต้เตียงเจ้าลูกมันนะหมอบแล้วก็ขู่ฟ่อๆเวลาเราเข้าไปใกล้น่ารักดี ตอนถ่ายรูปมันก็หลบซะอีก นอนเพลินๆประมาณเที่ยงก็กลับห้องเก็บของเดินทางกลับกรุงเทพค่ะ

มื้อกลางวันเราแวะหัวหินกินอาหารทะเลอีกมื้อที่ร้านเจ๊เขียวโป๊ะแตกอร่อย ปลากระพงทอดราดน้ำปลาก็อร่อย ที่ทะเลนี้มีหาดด้วยฉันมันเด็กดอยขอลงไปถ่ายรูปกับทะเลหน่อย กลับถึงบ้านประมาณห้าโมงเย็นกว่าๆ อยากจะไปอีกจังแถมตารางบินตอนปลายเดือนก็มีวันหยุดที่เป็นวันเสาร์อาทิตย์ด้วยแหละ อยากไปแต่พี่บอกให้ประหยัดตังค์

Sunday, October 13, 2002

ไฟล์ทวันนี้รู้สึกดีถึงแม้จะเป็น 415 ไปกัวลาฯที่ใครๆก็ไม่ชอบแต่เพราะไปกับอาร์ตเพื่อน trainee เราเคยไปตรวจสุขภาพรอบสองด้วยกันลุ้นมาด้วยกันเลยหละและพี่รัตน์ พี่ตั้ว พี่แก้วก็น่ารักพี่ๆครัวหลังก็น่ารัก IM, Purser ก็ใจดีแต่ฉันคออักเสบไปบินตอนที่ลดระดับหูอื้อทั้งสองข้างและสุดท้ายก็ปวดหู ตอนนี้หูก็ยังไม่เคลียร์ดีอึดอัด ตอนนี้ปวดหัวและปวดหูทรมานมีแววจะปวดท้องอีกต่างหาก กินพาราแก้ปวดไม่อยากจะกินยาร้อกขนาดเจ็บคอยังไม่กินยาแต่ป่วยซ้ำซ้อนเกินไปนี่พยายามขยับกรามเพื่อให้หูเคลียร์จนกรามจะเบี้ยวยังไม่หาย...อึดดดดอัดดดด

Thursday, October 10, 2002

กลับมาถึงบ้านมาตอกเวลาไว้ก่อน(อย่าว่าเราขี้โกงเลย)อ่านไดอารี่พี่ไก่แล้วก็อยากเขียนความรู้สึกของตัวเองเหมือนกันว่ารู้สึกดีแค่ไหนแต่พรุ่งนี้ต้องไปกวางเจาอ่ะ ไปเช้ากลับเย็น ไฟล์ทไทม์ก็นานนิดๆขอตัวไปทาเล็บและเข้านอนก่อนนะเจ้าคะ ไม่ปล่อยให้รอนานค่ะ ไปแล้น..

Wednesday, October 09, 2002

ตอนนี้อยู่ที่ evason hua hin ค่ะกลับจากหาดใหญ่เมื่อวาน วันนี้มาเที่ยวกับมิ้นค้างหนึ่งคืนกลับไปจะเล่าเรื่องที่ไปหาดใหญ่กับที่นี่ให้ฟังค่ะ

Sunday, October 06, 2002

หลังจากไม่ได้บินมา 6 วันเพราะวันหยุดและวัน standby ไม่ไดนเรียกแต่เมื่อวานโดนเรียก standby ให้ไปบิน Denpasa (DPS) เกาะบาหลีประเทศอินโดนีเซีย ไฟล์ทไทม์ประมาณ 4 ชั่วโมง ผู้โดยสารส่วนมากเป็นฝรั่งและญี่ปุ่นการทำงานก็ไม่วุ่นวายอะไร แต่ขากลับ cognac ขายดี(จะเสริฟหลังชากาแฟในอาหารมื้อ lunch/dinner/supper)เพราะปกติที่เคยเสริฟ์ในไฟล์ทอื่นๆไม่ค่อยมีใครดื่มเลย

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้มานอนที่นี่ ยัง ยังไม่ต้องอิจฉาแค่นอนกลางวันในเครื่องนั่นแหละ ฮ่า ฮ่า เครื่องไปจอดที่นั่นประมาณสามชั่วโมงจะได้นอนพักประมาณ 1 ชั่วโมงไม่อยากเชื่อว่าจะหลับได้แต่ก็หลับทั้งสองครั้งที่มาคงเพราะตื่นเช้านั่นแหละ(ตื่นตีห้าเพราะต้องเช็คอินก่อน 6.40 นอนห้าทุ่มแล้วยังนอนหลับๆตื่นๆอีกต่างหาก) คราวนี้ซื้อสละกลับมากินด้วยพี่ๆบอกว่าไม่อร่อยหรอกแต่ถ้ายังไม่เคยกินก็ลองดู สละบ้านเค้าจะอ้วนๆเนื้อกรอบมากเหมือนแอปเปิ้ลกาล่าเนื้อก็ไม่ติดเม็ดหอมเหมือนสละๆนี่แหละแต่จืดสละบ้านเราอร่อยกว่ามาก(สวรรค์แล้วหละเมืองไทย อะไรๆก็อร่อยแถมถูกกว่า)ราคาขายสละบาหลี(เรียกให้มันหรูๆไปงั้นก็สละอินโดนั่นแหละ) 1 กิโล 100 บาท จ่ายด้วยเงินไทยได้ด้วย จะมีคนมารับออเดอร์แล้วก็เอามาส่งตอนก่อน board ผู้โดยสาร

พรุ่งนี้บินแบบแพคเกจสองวันไปร่างกุ้งหาดใหญ่เชียงใหม่กรุงเทพ ไปค้างหาดใหญ่ไม่รู้จะได้ไปเจอพี่ไก่ littlehen หรือเปล่านะ

Thursday, September 26, 2002

หมดเวลา standby แล้ว !!!วันนี้ standby ถึงสามทุ่มเมื่อวานก็ standby แต่ถึงบ่ายสองโมง การ standby มีสามแบบค่ะแบบแรกเรียก SB ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงห้าทุ่ม แบบที่สองเรียก SB1 ตั้งแต่ตีห้าถึงบ่ายสองโมง และแบบที่สาม SB2 ตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่มเพราะฉะนั้นวันนี้ standby แบบ SB2 คะ

เมื่อวานหมดเวลา standby ก็ออกไปดู waterboys ตลกมากเลยตอนแรกนึกว่าต้องไปดูคนเดียวซะแล้วเพราะพี่กอล์ฟไม่อยากดูเท่าไหร่แต่ก็ไปจนได้ในที่สุดสุดท้ายก็หัวเราะร่วนเลย ไปดูหนังที่เมเจอร์รามคำแหงเพราะใกล้ที่ทำงานพี่ ตอนไปรอดูหนัง(ไปถึงก่อนตั้งนาน)ค่าเวลาด้วยการกินเค้กก็แล้วเวลาก็ยังเหลือเวลาอีกเลยชวนพี่ขึ้นไปนั่งดูตัวอย่างหนังดีฝ่า ขึ้นไปข้างบนเห็นตู้คาราโอเกะเยอะแยะเลยเป็นสีๆก็สะดุดตาดี เห็นมานานแล้วหละแต่ไม่เคยสนใจเพราะร้องเพลงไม่เป็น ปุ๊กเคยบอกว่าไปร้องคนเดียวมันพะยะค่ะมาก สรุปรู้ตัวอีกทีก็ไปอยู่ในตู้จะร้องเพลงซะแล้วพี่กอล์ฟลากมา แลกตังค์มา 20 บาทร้องได้สองเพลง พี่เค้าก็ไม่เคยเล่นเหมือนกันเพลงที่มีให้ร้องก็ทันสมัยเลยหละแต่ฉันเลือกร้องเพลงเก่า อยากฟังหมดคำถามเลือกให้พี่ร้อง พี่ก็บอกให้ฉันร้องมั่งร้องเพลงไรดีหว่าเลือกเพลงดาวของคริสตินค่ะ ปรากฎว่าร้องไม่ได้เสียงสูงเกินเหตุกลายเป็นพี่กอล์ฟร้อง ฮ่า ฮ่า หมดสองเพลงแล้วอยากเล่นอีกเล่าให้ปุ๊กฟังปุ๊กบอกว่า “บอกแล้วว่า..จาติดจายยย” คราวหน้าจะแลกไป 10 เหรียญเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า

วันนี้ทำสมาธิด้วยการช่วยน้าหั่นอัลมอนด์(ไว้ทำขนม)หั่นตั้งกะสายจนบ่ายแก่เลยหละกว่าจะมาเล่นคอม จริงๆก็อยากจะเล่นเกมแต่ไม่เล่นแต่เช้าเพราะถ้าเล่นจะไม่เลิก ตอนนี้มีเกมที่ชอบๆคือ yahoo graffiti กับ toki toki boom เหมือน tertinet แต่ก็ยังงงๆอยู่ พรุ่งนี้วันหยุดจ้าจะไปออกกำลังกายและไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนห้องสามห้องสี่ที่โพลาโพล่า

วันเสาร์นี้ไปค้างภูเก็ตหมวดผึ้งบอกว่าอย่าพลาดก๋วยเตี๋ยวปลา

Saturday, September 21, 2002

มาเชียงใหม่ฝนก็ตกไปจะออกไปกินข้าวข้างนอกก็ไม่ต้องไปกันเพราะมันแฉะและอากาศเย็น ไปสิงค์โปร์ฝนก็คงตกอีกเซ่…

มาถึงเชียงใหม่แม่มารับที่โรงแรมแล้วเราค่อยไปรับปุ๊กสอบเสร็จ(ไม่รู้ผลจะเป็นไงบ้าง)แล้วก็กลับมานั่งๆนอนๆที่บ้านไม่หลับอีกต่างหากคืนนี้ค่อยหลับทีเดียว แม่เอาผลงานระบายสีมาอวดเป็นกิจกรรมยามว่างใหม่ของแม่รู้สึกแม่จะมีเทคนิคการระบายเจ๋งดีเหมือนกันแถมมีจินตนาการไม่ยึดติดอ่ะน้า..อย่างชุดของเวนดี้ในปีเตอร์แพนมันก็ต้องสีฟ้าแต่แม่ก็เปลี่ยนๆซะบ้างเพราะทั้งเล่มระบายแต่ชุดสีฟ้าเบื่อตาย นั่นดิเป็นฉันก็คงสีฟ้าทั้งเล่มนั่นแหละ ไว้ไปร้านหนังสือที่สิงค์โปร์ดูสมุดระบายสีน่ารักๆให้แม่ดีกว่า(จะมีมั้ยนะ)

ที่บ้านมีลูกแมวใหม่ 3 ตัวลูกของหมี 2 ตัว(ชื่อตุ๊ะต๊ะกับติ๊งต๊อง)ลูกของเสือเข้ม 1 ตัว(ชื่อโทน)หน้าตาน่ารักแล้วก็ติ๊งต๊องสีประหลาดออกขาวๆน้ำตาลอ่อนไม่ใช่สามสีธรรมดาแบบตัวอื่นๆ(ไม่นับทองก้อนที่มีสีเหลือง) แต่ที่น่าเศร้าคือดูเหมือนแมวๆที่บ้านจะจำเราไม่ได้ซะแล้ว

เดี๋ยวจะกลับไปนอนโรงแรมพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นเช้าอีกวันแต่จะถ่ายรูปเล่นก่อนเห่อกล้องใหม่ค่า(่ีfuji instant จากร้าน bic camera)

Friday, September 20, 2002

หนทางประหยัดตังค์คือการทำตัวให้ติดเนตเข้าไว้จะได้ไม่ออกจากบ้าน วันนี้ลองเล่น msn chat มันก็ไม่ได้สะนุ๊กสนุกเหมือนตอนเด็กๆอ่ะแต่เรามีจุดประสงค์ไงเราอยากฝึกภาษาญี่ปุ่นแต่ก็เข้าไปโง่ในห้องสุดๆเพราะเค้าคุยกันแบบใช้ตัวหนังสือญี่ปุ่นหนะ เราก็นั่งงมจะพยายามเซตตัวหนังสือญี่ปุ่นใน msn แต่ทำไม่ได้ตอนแรก tanuki อุตส่าห์บอกแล้วเชียวว่าต้องใช้ ie 6 ใหม่เราก็เห็นมีแต่ sp 1 นี่แหละก็นั่งโหลดและ setup แล้วแต่หาไม่เจอว่ามันต้องทำยังไงเค้าก็ไปนอนซะแล้ว เอาหน่าอ่านออกก็พอแล้วม้างเพราะยังไงก็คงพิมพ์ไม่ถูกอยู่ดีแหละ

พรุ่งนี้จะทำงานอีกครั้งหัวก็ยังไม่ได้ไปไดร์เลยฝนก็ทำท่าจะตกซะอีกนะ พรุ่งนี้ต้องไปเช็คอินตอนตีห้าครึ่งจะบินไฟล์ทคอมโบค่ะ(ได้ยินเค้าเรียกว่าไฟล์ทพวงนะแต่ฟังแล้วไม่เก๋เลยอ่ะ) ไปหาดใหญ่กลับมากรุงเทพแล้วไปค้างเชียงใหม่ จะได้ไปเจอแม่เจอน้องอีกแล้วพรุ่งนี้ปุ๊กก็สอบศาลด้วยสิเห็นอ่านหนังสืออยู่แต่ก็อ่านไปบ่นไปมันไม่ชอบเลขแล้วก็ไม่อยากจะไปสอบซะแล้วคนสอบเป็นสองแสนคนเลยปุ๊กบอกว่าต่อให้คนขาดสอบไปซักสี่หมื่นมันก็ยังสอบไม่ติดเล้ยมีแต่ปาฎิหารย์เท่านั้นแหละ ก็ไม่รู้เหมือนกันก็ต้องลองก่อนหละน้า

หลังจากเชียงใหม่ก็ไปกรุงเทพ หาดใหญ่แล้วก็สิงค์โปร์ค่ะคราวนี้จะต้องไป orchard ให้ได้ นึกแล้วก็อยากกินเค้กแครอทที่ร้าน coffee bean อีก(มันร้านเดียวกับที่กรุงเทพหรือเปล่าอ่ะไม่เคยไปที่กรุงเทพเลย) จ๊าก! ฝนตกซะแล้วสิทำไงดี ทำใจค่ะทำใจยังไงก็ต้องออกไปไดร์ผมเย็นกว่านี้หน่อยก็ได้ว่าแต่กระเป๋ายังไม่ได้จัดเลยง่ะ

Thursday, September 19, 2002

กลับมาจากญี่ปุ่นตีห้าวันที่ 18 นอนมาตลอดเลยเพราะบินกลับมาตอนตีหนึ่งมาถึงบ้านเราประมาณตีสี่ครึ่งได้นอนหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นมาถึงก็นอนชดเชยค่ะ รวมๆแล้ว 17 ชั่วโมง ตอนตอน 6 โมงเช้าถึง 10โมง ตอนตอนบ่ายสามถึงหกโมงเย็น แล้วก็นอนตอนห้าทุ่มตื่นเก้าโมง ก็ยังเบลอๆอยู่เลยนะแต่มาเล่าเรื่องไปญี่ปุ่นกันดีกว่า

ออกเดินทางบ่ายสองวันที่16 ผู้โดยสารเต็มลำเลยส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่นนั่นแหละ ฉันก็ไม่เคยทำงานในไฟล์ทญี่ปุ่นมาก่อนการบริการอาหารมันจะแตกต่างนะคือมีสองรอบอย่างขาไปก็เป็นอาหารร้อนก่อนแล้วพอใกล้ถึงโอซาก้าจะเป็น ice burger(เบอร์เกอร์ไอติม) set อาหารที่เสริฟก็จะมีตะเกียบเพิ่มขึ้นมาและนอกจากของหวานจะมีผลไม้ด้วย full course จริงๆ การบริการก็ไม่ยุ่งยากค่ะนอกจากจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่านั้นแต่เรายังรู้เรื่องอยู่ดี ดีกว่าภาษาอังกฤษอีกคือเราก็พูดกับเค้าไม่ถูกหรอกแต่ฟังออกว่าเค้าจะรับอะไรแล้วที่ฮิตๆก็วิสกี้ค่ะจะวิสกี้น้ำ วิสกี้ออนเดอะร็อคอะไรก็ได้ ตรงแถวหลังๆมีวัยรุ่นญี่ปุ่นดูจะ request บ่อยหน่อยแต่ก็แบบนอบน้อมดีก็น่าทำให้แหละนะ (น่ารักเหมือนกัน..อ่าวไงงั้นหละ) แต่ก็มีคุณลุงญี่ปุ่นไม่น่ารักเหมือนกันตอนเราไปเก็บหูฟังลุงแกหยิบออกมาแล้วก็ปล่อยเลยมันก็ตกลงพื้นสิคะแกก็ไม่ว่าอะไร ไม่แบบขอโทษขอโพยแบบคนอื่นๆเค้าทำกัน อืมมนะ

หลัง serve อาหารรอบแรกไปก็ดูหนังปิดไฟหลับไปกันหลายคนเราก็นั่งเห่ออยู่ไงไม่ง่วงนั่งดูว่าโลกเราเนอะเมื่อกี้สว่างๆอยู่ดีๆตอนนี้มืดแล้วแค่ time zone เท่านั้น พอ 1 ชั่วโมงกว่าๆก่อนเครื่องลงก็ออกไปบริการเบอร์เกอร์ไอติมค่ะ(ก่อนหน้านี้เปลี่ยนจากชุดไทยมาใส่ยูนิฟอร์มแล้วใส่ผ้ากันเปื้อนเรียบร้อย) การบริการง่ายจัดเบอร์เกอร์ใส่ตระกร้าหวายแจกพร้อมทิชชู่แล้วก็ตามด้วย selection of drink แล้วก็เก็บแก้วเก็บขยะ แจกดอกไม้ เก็บหูฟังตาม procedure เครื่องลงแล้วค่ะ

แบกกระเป๋าตัวเองลงมาจากบินขนาดยังไม่ได้ซื้ออะไรนะก็หนักซะแล้วเปลี่ยนรองเท้าจากส้นเตี้ยเป็นส้นสูงแล้วก็ออกจากเครื่องค่ะ ตามพี่เค้าเพราะว่าไม่รู้จักทางเลย พี่ๆเค้าจะทำอะไรเร็วแล้วก็ไปเร็วค่ะออกมาก็มาขึ้นรถไฟค่ะ แปลกใหม่ค่าไม่เคยเจออย่างมากก็ง่วงแล้วก็ออกมาก็เจอ terminal แล้วก็เดินไปแต่นี้เป็นเหมือนรถรางหนะจาก gate พาไป terminal อีกทีออกจากรถไฟงงค่ะไปทางไหนดีพี่ๆเค้าก็เดินๆไปซะแล้วดีว่ามีพี่เป้ง(หรือเปล่าน้า)เดินช้าๆอยู่ด้วยพี่เค้าก็ถามว่าเคยมามั้ยแล้วก็เล่าๆอะไรให้ฟัง ตอนออกจากสนามบินจะต้องรับ crew permit อืมมเป็นใบสีส้มเราต้องเขียนเบอร์ passport และชื่อแล้วก็เซ็นชื่อด้วยต้องเก็บไว้กับตัวเพราะว่าถ้ามีคนมาตรวจอะไรเนี่ยเราไม่มีมันจะเหมือนหลบหนีเข้าประเทศได้ พี่เป้งบอกว่าบางทีพวกเราคิดว่าไปซื้อของใกล้ๆก็เลยไม่เอาไป ทำยังงั้นไม่ดีเท่าไหร่ ออกจากสนามบินก็เดินไปที่รถของโรงแรม เป็นรถบัสเล็กๆนั่งได้ประมาณ 15 คนนะ น่ารักทั้งสีสรร ขนาดรถ อะไรมันจะน่ารักไปหมดหรือไงกันน้า...

รถออกเดินทางไปโรงแรมข้ามสะพานที่เราเคยเห็นในทีวีมานานแล้วว่าออกแบบไฟถนนมาพิเศษคือมันติดอยู่ที่ขอบสะพานแต่ก็สว่างทั่ว(เฉพาะตรงกลางๆสะพานอ่ะนะ ตรงปลายสะพานก็เป็นเสาไฟนี่แหละแต่ขนาดจะเตี้ยๆมีสองระดับเตี้ยกว่าปกติแล้วก็เตี้ยมากพอกลางสะพานก็ไม่มีเสาไฟเลย) รถข้ามสะพานมามองไปข้างหน้าดูสวยดีที่เราข้ามมาหนะทะเลนะนั่น ตลอดทางไปโรงแรมมันก็ดูแบบนอกเมืองอ่ะนะเงียบๆไม่มีร้านค้าแต่มีตู้ขายน้ำเป็นระยะๆ น้ำหน้าตาน่ากินอยู่ในตู้สว่างๆเห็นแล้วอยากจะกิน(ดื่ม) รถมาถึงโรงแรมแล้วแต่ไหนหละไม่เห็นมี 7-11 อย่างที่ต้นบอกเลย

เอากระเป๋าลงรับกุญแจรับตังค์จดเวลา wakeup call และ pickup สำหรับวันรุ่งขึ้นที่จะกลับคือเวลา 23.15 และ 24.00 จะขึ้นห้องแล้วลองถามพี่ๆเค้าว่า 7-11 อยู่ไหนอ่ะพี่ปรากฎว่าพี่เอ๋จะไปพอดีก็เลยจะตามพี่เค้าไป พี่เป้งแนะนำว่าให้กินโอเด้งอร่อยมาก เอาของไปเก็บในห้อง ห้องนอนมีขนาดเล็กแบบครึ่งนึงของห้องที่อื่นๆแต่ก็ดีหละมีห้องน้ำมีที่นอนมีตู้เย็นทีวี โต๊ะเก้าอี้ กระจกแต่ไม่มีตู้เสื้อผ้า(ซึ่งก็ไม่จำเป็น) ในตู้เย็นไม่มีน้ำจริงๆด้วยแต่บ้านเค้ากินน้ำจากก๊อกได้นี่นาใช่ป่ะ เปลี่ยนชุดแล้วลงมารอพี่เอ๋ข้างล่างพี่เค้าโทรศัพท์ก่อน เราก็โทรศัพท์บ้างเจ๋งหวะ 1000 เยนโทรกลับไทยได้ 212 นาทีมันเป็น ISDN หนะแต่โทรในประเทศได้แป๊ปนึงฉันโทรไปหาซาโตะคุยยังไม่ทันรู้เรื่องก็ตังค์หมดซะก่อน เลยออกไปซื้อของก่อนดีกว่าขากลับค่อยมาโทรคนเดียวได้พี่เค้าจะได้ไม่ต้องรอ

7-11 ต้องออกทางด้านข้างของโรงแรมจะผ่านสถานี Hineno (โรงแรมที่พักชื่อ KankuHineno station hotel) ข้ามทางรถไฟไปก็ถึง แถบสีร้าน 7-11 ไม่เหมือนบ้านเราถุงที่ร้านก็น่ารักกว่าบ้านเรา ของที่ขายก็ไม่มี smokey bite แบบบ้านเราแต่มีโอเด้ง หน้าตาเหมือนจืดๆแต่ปรากฎว่าอร่อย ตอนซื้อเค้าจะให้ถ้วยโฟมมาแล้วเราก็เลือกอะไรตามใจ ของเหลือไม่มากนัก ฉันเลือกบุก เต้าหู้ทรงเครื่องแล้วก็หมูย่าง(หมูสับย่างๆเสียบไม้สามลูกเอามาต้มในน้ำซุปอีก) แล้วก็ตักน้ำซุปนั่นแหละ เลือกซื้อชาเขียวมาด้วย(ถูกกว่าที่ร้านเจ๊เล้งอีกนะแต่ก็ดีแล้วที่ไม่ซื้อขวดใหญ่เพราะมันไม่หวานเอาซะเลยคนญี่ปุ่นไม่กินหวานอ่ะม้าง...สุขภาพ สุขภาพ) แล้วก็ข้าวห่อมาด้วยหนึ่งอันไว้เป็นอาหารเช้า หมดไป 500 กว่าเยน แล้วก็เดินกลับมาโทรศัพท์ สรุปว่าแม่ซาโตะจะมาหาที่โรงแรม10.30 และไม่ไปเกียวโตแล้วเพราะไกลเกินไป ฉันต้องกลับมานอนก่อนเพราะวันที่จะตื่นมาเที่ยวก็คืนวันที่จะกลับเหมือนกันแล้วแม่เค้าก็ต้องนั่งรถไฟกลับบ้านเหมือนกัน

กินโอเด้งดูทีวีโฆษณาที่ญี่ปุ่นน่ารักแต่คิดๆดูท่าเป็นบ้านเราก็คงเห่ยอ่ะถ้าทำเหมือนกันอย่างโฆษณาป๊อกกี้ก็มีวง musume (อะไรซักอย่างที่แตกมาจาก morning musume) มานั่งทำหน้าเพ้อๆแบบนึกถึงป๊อกกี้แล้วมากิโกโตะ(คนที่น่าจะเด่นที่สุดในวง)ก็ทำหน้าเหม่อๆถือป๊อกกี้แตะไว้ที่ปากอ่ะ แต่ป๊อกกี้เค้าดูดีจิ๊งจริงๆว่าแต่เลิกใช้หญ้าหวานแล้วเหรอ ปลอดภัยอ่ะป่าว(เลยไม่ได้ซื้อมาเลยซักกะกล่องเดียว) กินเสร็จก็เข้านอนเที่ยงคืนบ้านเค้าก็สี่ทุ่มบ้านเรา

รุ่งขึ้นแสงสว่างลอดหน้าต่างเข้ามาเช้าแล้วเหรอเนี่ยบิดตัวไปดูนาฬิกาที่หัวเตียง 6.30 เช้าแล้วอ๊ะ !! มันก็ตีสี่ครึ่งบ้านเราอยู่เลยอ่ะสิ จะตื่นมาทำไมเนี่ยยยยย มุดผ้าห่มนอนต่อไปตื่นมาอีกที 9.30 เฮ้ยยยย !!!! ฝนตกมาตกอะไรวันนี้เล่า ไหนว่าแดดแรงไง ตกทำไมฝนจะตกทำไมฉันมีเวลาแค่วันเดียวนะยะ อาบน้ำแต่งตัวคิดว่าอีกหนึ่งชั่วโมงอาจจะหยุดก็ได้ ปรากฎว่าแม่ซาโตะมาถึงฝนก็ยังไม่หยุดเลยแถมฉันนะใส่รองเท้าแตะอีกไม่มีแจ๊คเกตด้วยแม่เค้าถามว่าไม่หนาวเหรอ โอเคป่าว ไม่รู้อ่ะไม่โอเคก็ทำไรไม่ได้แล้ว ลุยฝนไปเลย มีร่มแล้วหนิ(แม่เค้าเอามาให้อีกต่างหาก)

ขึ้นรถไฟไป Tennoji ใช้เวลา 36 นาทีค่ารถ 230 เยน คนใช้รถไฟเป็นส่วนใหญ่หมายถึงคนทำงานคนไปเที่ยว แหมแต่หนุ่มญี่ปุ่นหัวแดงยุ่งเหยิงใส่สูทดำนี่ดูดีจังเลยยย...รถไฟไปถึง Tennoji เราเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Osaka loop line จะไปปราสาทโอซาก้าต้องลงที่สถานี Osakajokoen ฝนตกหนักเลยหละแล้วก็ต้องเดินไปไกลมากๆแม่ชี้ให้ดูหลังคาปราสาทเห็นแล้วอ่อนใจฝนก็ตกซะด้วยนี่ถ้าเป็นบ้านเรานะแบบว่าถอนตัวไปแล้วอ่ะฝนตกหนักแบบว่าอยู่บ้านดีกว่า แต่นี่มันญี่ปุ่นนะยังไงก็ไปรองเท้าแตะบอบบางพังก็ช่างมันซื้อใหม่ได้

เดินไปเรื่อยๆเรื่อยมากเพราะไกลแต่ก็มีคนอื่นๆไปเหมือนกันเรานี่แหละแม่บอกว่าเพราะฝนตกคนเลยน้อยไม่งั้นคนเยอะมากฝรั่งเค้าก็ไปนะไม่กางร่มหรอกใส่เสื้อกันฝนอย่างเดียวระหว่างทางเดินไปเห็นฝาท่อสวยๆระบายสีเป็นรูปปราสาทนี่แหละ ต้นซากุระที่ไม่สนใจมันเลยเพราะเขียวขนาดนั้นไม่เคยเห็นเห็นในทีวีมันก็มีแต่ชมพูไปหมดแม่ชี้ให้ดูยังงงเค้าจะเรียกว่าต้น cherry นะแต่มันคือซากุระนี่แหละ(ซากุระบานก็เรียก cheery blossom) รอบๆปราสาทมีน้ำล้อมรอบเป็นชั้นๆนะเดินเข้าประตูมาแล้วก็ยังต้องเดินมาอีกแล้วก็ข้ามสะพานแล้วก็เข้าประตู เดินมาซื้อตั๋วเข้าชมข้างในก็ 600 เยน เดินขึ้นบันไดไปถึงหน้าปราสาทแล้วข้างในติดแอร์มีพนักงานต้อนรับพาเราขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นห้าแต่มันมีทั้งหมดแปดชั้นนะเราก็ต้องเดินต่อขึ้นไปเอง เดินที่ชั้นบนสุดออกไปชมนอกปราสาทได้ รอบๆปราสาทมีแต่ตึกสมัยใหม่ว่าไปมีแต่ปราสาทนี่แหละที่โบราณอยู่อย่างเดียวแล้วก็เดินวนดูที่เค้าจัดแสดงไว้มาแต่ละชั้นใช้เวลาสองชั่วโมง กางเกงและรองเท้าแห้งแล้วไม่อยากจะออกไปเปียกอีกเลยในใจก็คิดว่าสาธุฝนหยุดตกทีได้โปรดดดดดดดดด หนูมีเวลาแค่วันนี้เท่านั้นนะ

ก่อนออกจากปราสาธดูร้านขายของที่ระลึกทำไมถึงมีพวงกุญแจทาโกะยากินะ ถามดูปรากฎว่ามันดังค่ะฉันก็อยากจะกินซะหน่อยนะแม่ก็จะพาไปกินแต่เป็นพิซซ่าญี่ปุ่นแทน(ทำไมหละ) ตอนเดินออกจากปราสาทก็ดูแผนที่จะหาทางไปสถานีรถไฟบังเอิญมีอาสาสมัครที่เค้าคงจะนำเที่ยวแถวปราสาทนี่แหละมาช่วยเหลือและให้ความรู้เกี่ยวกับแถวๆประตูปราสาท บอกว่ามีการปัองกันศัตรูยังไง(เปิดประตูออกมาจะมีหอกพุ่งลงมา) หรือว่าหอรอบๆประตูจะมีรูเล็กๆให้สอดปืนออกมายิงศัตรูได้ แล้วที่ประตูใหญ่จะมี joint ของเสาที่เป็นไฮไลท์คือมันออกจะแปลกๆมองด้านหน้าจะเป็นตัดแบบเหลี่ยมแต่ด้านข้างจะเป็นแบบมุมแหลมขึ้นไปปลายเสา คุณป้าอาสาสมัครมีโมเดลในกระเป๋าให้เล่นแล้วก็มีเอกสารเกี่ยวกับข้อต่อนี้ให้ฉันด้วย เค้าให้ฉันลองประกอบดู ได้อยู่แล้วเรื่องดูภาพตัดขวางอ่ะฉันถนัดสุดตั้งแต่สมัยสอบความถนัดทางวิดวะแล้ว(อย่างอื่นทำไม่ได้)

จากปราสาทเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน(ที่ผ่านมาไม่ใช่ใต้ดิน)ฝนหยุดตกแล้ว(เย้!) นั่งจากสถานีอะไรไม่รู้ 4 chome(อ่านว่าโชเม) ไป 9 chome แล้วเปลี่ยนสายไปนัมบะ คุณป้าอาสาสมัครบอกว่าวัยรุ่นชอบแต่ summer sale เพิ่งหมดไป โธ่...

ไปถึงสถานีเพิ่งจะเห็นว่าร้านรวงเยอะแยะเดินไปหาของกินก่อนแม่เค้าก็ไม่เคยมานัมบะเหมือนกันถามหาร้านโอโคโนะมิยากิจากเจ้าของร้านขายเสื้อร้านอร่อยชื่อ Chibo กินไปสองวง อิ่มมั่กมาก แล้วก็เดินวนๆเจอร้านขนมน่ารักหมายถึงร้านน่ารักสีชมพูเหลืองดูขนมมากๆซื้อขนมกลับมาเยอะเหมือนกัน(แต่มาดูแล้วไม่เยอะอ่ะเราซื้ออะไรลงไปเนี่ยจ่ายไปตั้งสองพันกว่าเยน) มีน้ำลูกท้อ(พีช)อร่อยหอมหวานอยากกินอีก กระป๋องละ 16 บาทนิดๆ แล้วก็เดินมาเจอร้าน 100 เยนเล็กๆไม่ได้ดูอะไรมากเพราะกระเป๋าไม่มีที่จะใส่ของอ่ะ เศร้าใจ เดินแบบเร็วๆจะกลับไปดูกล้องเพราะตอนนั้นจะ 5 โมงแล้วเราต้องนั่งรถไฟกลับตอนห้าโมง ร้านเล็กๆที่ขายกล้องอ่ะมันก็นะมีร้านเดียวไม่รู้ถูกหรือแพงไม่มีแบตกล้องดิจิตอลด้วยก็เลยผ่านไปนึกว่าอดซะแล้วแต่ตอนจะเลี้ยวไปที่สถานีเห็นร้าน bic camera ร้านใหญ่มากเลยแม่เลยพาไปได้ของครบเลยแถมไม่ต้องเสียภาษีด้วย(ต้องใช้ passport) เงินก็พอดี นั่งรถไฟกลับขากลับคนเค้าเลิกงาน นักเรียนก็เลิกเรียนคนเยอะแต่ไม่แน่นเท่าในการ์ตูนนะ มาถึง Hineno ก็หกโมงสิบห้าแม่ซาโตะต้องกลับเลย ดูดิฉันทำอะไรลงไปเนี่ยเค้านั่งรถไฟจากบ้านมาหา 4 ชั่วโมงเลยนะตื่นแต่ตีห้ามาเลยหละ ฉันสิของฝากอะไรก็ไม่ได้เตรียมไปเล้ย ให้ตายทำม้ายยย ทำไมเป็นคนแบบนี้ แถมยังเอาร่มเค้ามาอีกแหนะ(ลืมคืน) คราวหน้าถ้ามีเวลานะจะไปค้างบ้านเค้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย(ตรงลงเกรงใจเค้ามะเนี่ย)

กลับโรงแรมจัดของอาบน้ำพยายามจะนอนเพราะขากลับต้องทำงานตอนดึกอ่ะแต่ก็ไม่หลับยังไงก็ไม่หลับดูทีวีรายการทีวีก็ตลกดี มีโฆษณาที่ชินโง(smap)เล่นด้วยเลยไม่นงไม่นอนมันแล้วดูทีวีมันเลยแล้วกัน มีโฆษณาโอเด้งของ 7-11 ด้วยนะทันสมัยชะมัดเลยเราที่ไปกินมาแล้วแต่ถ้ามีมีครบๆแบบในโฆษณาหละเจ๋งเลยมีหนวดปลาหมึกยักษ์ด้วยหละ ถึงเวลารถมารับแล้วก็ลงจากห้องมาขึ้นรถ

ทำงานขากลับก็ไม่ยุ่งนะเครื่องออกดึก(ตีหนึ่ง)ก็เสริฟแค่แซนวิชกับข้าวห่อสาหร่ายแล้วก็น้ำแล้วก็ปิดไฟนอนไม่เหมือนไฟล์ทไปแขกที่เที่ยงคืนก็เสริฟอาหารร้อน ฉันได้นอนตอน 00.00-1.30(เวลาไทย)แต่ก็กว่าจะนอนก็เลยได้นอนแค่หนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาเปลี่ยนเวร ตอนแรกทำใจยากมากเลยนั่งสัปหงกอีกแหนะแต่นานๆเข้าก็ตื่นๆแหละ เปลี่ยนชุดตอนใกล้เสริฟอาหารเช้า อาหารเช้ามีออมเลทกับอาหารแบบญี่ปุ่น ในถาดอาหารมีกระปุกเหมือนตังช่ายนะเขียวๆป้อมๆนึกว่าติดผักดองขนาดนั้นเลยนะปรากฎว่ามันคือโยเกริต ! แอบกินมาด้วยแหละก็ดีมันโยเกริตรสธรรมชาติ

เครื่องมาถึงตีสี่ครึ่งกว่าจะออกมาจากเครื่องแล้วก็มาขึ้นไฟล์ทที่มาถึงเช้าก่อนหกโมงอ่ะมีรถไปส่งถึงบ้านเลยฉันก็มาเลย มาถึงบ้านลากกระเป๋าขึ้นห้อง นอนค่ะนอน อะไรๆมันก็ดีอ่ะคะแต่ทำงานตอนกลางคืนทรมานที่ง่วงนี่แหละ

Sunday, September 15, 2002

กลางวันต่ายกับพี่เผ่า(แฟนต่าย)และน้องเก้(เพื่อนของน้องต่าย)มารับออกไปกินข้าวเที่ยง ต่ายมาเรียนวิชาอะไรก็ไม่รู้ที่จุฬาสองเดือนตั้งแต่มาก็เพิ่งจะได้เจอกันนี่แหละ กินข้าวเสร็จเค้าทั้งหลาย(เป็นคุณหมอกันหมด)ต้องไปอ่านหนังสือ(นั่น..ชีวิตที่ฉันไม่มีทางเลือกแน่ๆ)ฉันก็กลับบ้านมาดูทีวีอ่านการ์ตูน(นี่แหละชีวิตที่ชอบ)

ตอนเย็นพี่กอล์ฟมารับออกไป the mall ออกไปทำผมเพราะพรุ่งนี้จะบินไปญี่ปุ่นออกเดินทางตอนบ่ายสองก็ต้องไปเช็คอินตอนเที่ยงตรงตอนเช้าก็ไม่ทัน(ทำเองไม่เป็นเมื่อไหร่มันจะยาวๆมัดไปซะเลยประหยัดค่าทำผมไปเยอะ) พี่ให้ยืมกล้องดิจิตอลมาด้วยเรานะจะถ่ายรูปให้สนุกไปเลย อืมม..แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วนี่แหละประเทศที่อยากจะไปมานาน ชิชะตะก่อนขอวีซ่าไปไม่ให้เราไป(ไม่รู้ทำไมเงินในบัญชีเราคงน้อยเกินไปแล้วก็เป็นผู้หญิงอีกต่างหากหละม้าง)ทีนี้จะเข้าออกเข้าออกให้เบื่อไปเล้ย อุวะฮ่ะฮ่ะฮ่า(แหงนหน้าขึ้นฟ้าเอามือป้องปากแล้วหัวเราะอย่างสาแก่ใจ)

เดี๋ยวต้องไปเก็บกระเป๋าและเตรียมชุดไทยก่อน(ชุดที่อยู่ในถุงเสื้ออยู่แล้วเพิ่งเอาออกไปซักใส่มาหลายทีแล้ว) ต้องเตรียมน้ำไปด้วยหมวดผึ้ง(เพื่อนห้องสี่)โทรมาบอกว่าในโรงแรมไม่มีแล้วก็เดินเที่ยวคนเดียวก็โอเคง่ายๆให้เอาหมวกไปด้วยเพราะแดดแรงมาก แล้วไม่รู้อะไรเข้าสิงต้นให้โทรมาหาเราเมื่อตะกี้นี้เอง(นานน้านโทรมาทีแบบว่ามันโทรมาทีเรานึกว่ามันต้องการความช่วยเหลืออย่างแรง)เราเลยถามเรื่องที่พักที่เที่ยวซะหน่อย (เห่ออ่ะสิ)ต้นบอกว่าใกล้ที่พักมี 7-11 มีน้ำแปลกๆเพียบเลย ดี ดี อิอิ ฉันก็คิดอย่างนั้นแหละเพราะเมื่อวานไปร้านเจ๊เล้งมีน้ำชาเขียวขวดน่ารักๆแต่แพงอ่ะไว้ไปญี่ปุ่นจะไปยืนหยอดเหรียญกินหน้าตู้(ขายน้ำอัตโนมัติ)มันซะเลย อิอิ

ว่าแต่ต้องไปเช็คเมลซะหน่อยไม่รู้แม่ซาโตะจะมาเจอที่โรงแรมหรือเปล่าตอนที่คุย msn กันไว้เขาว่ายังงั้น(ถ้าจริงก็มีเจ้ามือแล้นนน..) รีบเลยรีบเลยจะได้นอนเร็วๆนอนดึกเดี๋ยวได้อ้วกสมใจแน่ๆ

ป.ล ต้นแลก sched. ไม่ได้มันบอกแลกกันลำบากอ่ะไปบินทีเจอแค่กัปตันถ้าเค้าไม่ให้แลก(หรือไม่มีให้แลก)ก็อดหนะสิเป็นลูกเรือแลกง่ายกว่านั่นหนะสิคนมันเยอะ

Thursday, September 12, 2002

เมื่อวานบินไปค้างปีนังเห็นว่าเป็นวันที่ 11 เดือน 9 ก็คิดว่าจะมีอะไรให้กลัวหรือเปล่าว้า..เราก็ไม่รู้หรอกว่าประเทศนี้(มาเลเซีย)จะมีเอี่ยวอะไรหรือเปล่าแต่ก็ดูน่ากลัวกว่าที่จะได้ไปไฟล์ทพวกปากีหละน้า

ผู้โดยสารส่วนมากเป็นคนจีน(ทำไมเป็นคนจีนหละนึกว่าจะแขกๆ)และแขก(ท่าทางเหมือนไปทำงานใส่เสื้อยืดเหมือนกันเป็นกลุ่มเลย)มีคนไทยบ้างนิดหน่อย ตอนรับผู้โดยสารโหวกเหวกน่าดูเพราะคนจีนแกมาเป็นหมู่คณะหรือไรไม่ทราบจะนั่งใกล้กันแต่ boarding pass มันคนละเรื่องเลย(ยังสงสัยว่าเค้าเช็คอินไม่พร้อมกันหรือยังไงหรือคนที่เคาท์เตอร์เบลอๆมีคู่นึงคุณลุงคุณป้าดูเหมือนสามีภรรยากันแต่ได้ที่นั่ง 52 K กับ 53A คนละฝั่งคนละแถวกันเล้ย) แต่ก็ดีเค้าก็ตกลงกันเองได้แลกกันชุลมุนไปหมด

อีตอนตื่นเต้นแบบ 911 หรือเปล่าก็คือท่านผู้โดยสารแขกที่นั่งใกล้ประตู 3R พี่แกเปิดประตูเครื่องเฉย !!! ตายแล้วพี่แกคิดอะไรอยู่พี่แหม่มที่ประจำประตูตกกะใจหมดเลย พี่ตู่ที่อยู่ประตู 3L กับฉันบอกว่าตั้งแต่บินมาไม่เคยมีเหตุการณ์ยังงี้เลย นั่นดิเรารึตอนเป็นผู้โดยสารแทบไม่เคยกระดิกกระเดี้ยเล้ยกลัวไปหมด ดีนะว่าเปิดตอนยังไม่ได้ arm ประตู(ติดสไลด์กับ floor fitting) ถ้าประตูเปิดสไลด์ก้างรับรองอีกนานกว่าจะได้ออกเดินทาง

ขาไปอากาศไม่ดีตอนไต่ระดับมีอาการกระดอนดึ๋งๆแบบรถยนต์ผ่านหลังเต่าด้วยหละ(ข้างนอกเมฆมาก)เสริฟ์อาหารเครื่องดื่มหัวฟูเพราะมีออกรถ drink ด้วย(แต่ปกติที่กำหนดไว้จะเป็นจัดน้ำใส่ถาด)ไฟลท์ไทม์สั้นขอบริการมี choice ให้เลือกก็เสียเวลาตอนที่ผู้โดยสารตัดสินใจนี่แหละ เครื่องลงเก็บของออกไปขึ้นรถไปโรงแรม

พักที่โรงแรม Equatorial อยู่บนเขาโรงแรมดูใหญ่โตดีไปถึงก็ดึกแล้วสี่ทุ่มกว่าบ้านเค้า(เวลามาเลเซียเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง)เก็บอะไรกินในห้อง(มีขนมปังติดกระเป๋าไปกับอาหารที่เอามาจากเครื่อง)แล้วก็นอนประมาณเที่ยงคืนตอนตีสองยังมีหน้าตื่นมาอีกนะอยู่ดีๆก็ตื่นลืมตาขึ้นมาเฉยๆงั้นแหละ มองดูรอบๆห้องอีกทีเราอยู่ที่ไหนหว่าเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วก็นอนต่อตีห้าสิบห้านาฬิกาปลุกตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวเก็บกระเป๋าออกไปรอขึ้นรถไปสนามบิน

เครื่องดีเลย์เพราะมีผู้โดยสารโดนจับกระเป๋าไม่ใช่ว่ามีของผิดกฎหมายหรอกแต่ว่าขนาดกระเป๋าใหญ่เกินไปพอเขาทั้งหลาย(โดนไปหลายคนแขกล้วนๆ)ขึ้นเครื่องมา...โอ้กระเป๋าใหญ่จริงๆหนักด้วย ฉันว่าจริงๆเราเอาของจำเป็นๆของมีค่าขึ้นมาก็พอพวกกระเป๋าใหญ่โหลดไปเถอะเพราะเอาขึ้นมาก็ลำบากเราไหนจะถืออย่างลำบากยกขึ้น-ลง Bin อย่างลำบากแล้วดีไม่ดีอันตรายกับเราอีกต่างหากเกิด turbulance bin เปิดกระเป๋าตก ใบใหญ่ๆตกลงมาใส่หละก็ไม่อะไรก็อะไรซักอย่างละน้า ถ้าไม่แน่ใจว่ากระเป๋าใหญ่ไปหรือเปล่าแล้วๆ gate หรือเคาท์เตอร์เช็คอินมีที่วัดขนาดกระเป๋าเดินทางที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ แต่ก็ไม่รู้จะจำกัดความยังไงเหมือนกันฉันว่าคงจะวัดกันที่น้ำหนักด้วยแหละเพราะบางที่กระเป๋าใหญ่แต่เบาหรือกระเป๋าเล็กแต่หนักมาก ไม่รู้ว่าน้ำหนักกระเป๋าผู้โดยสารที่เอาขึ้นเครื่องมาเท่ากับของลูกเรือหรือเปล่าเพราะที่กำหนดไว้มันคือเจ็ดกิโลกรัมจ้า

กลับถึงบ้านยังไม่ง่วง(จริงๆถ้านอนก็คงหลับ)เลยมาเขียนไดอารี่ก่อน พรุ่งนี้หยุดหนึ่งวันวันเสาร์เป็น standby อยากจะบนว่าขอให้ไม่โดนเรียกแต่วันหยุดหนะโดนแหงๆตอนนี้จะไปอ่านการ์ตูนที่เช่ามาก่อนเผื่อไปคืนเย็นนี้จะได้เปลี่ยนเรื่องใหม่อ่านต่อไป

ป.ล เป้เพื่อน trainee จากห้อง 1 ใช้ปากกา monblac ของแท้!!!! (ตอนแรกดูไม่เป็น..ต้องดูว่ามี serial number ค่ะ) ฉันหละสงสัยทำไมอ่ะแพงนะแพง มันดียังไงเหรอตัวเอง น้อต(จากห้องหนึ่งเหมือนกัน)บอกว่าเหมือนเบนซ์กับโตโยต้าอ่ะ โอเคเลยเพื่อน

Tuesday, September 10, 2002

หลังจากออกไปเล่นกับเหมียวดำแล้วคิดๆดูไม่รู้จะเขียนไดอารี่ว่าอะไรดีแฮะ ช่วงนี้วันๆนึงรับรู้และคิดอะไรหลายอย่างไม่รู้จะเขียนถึงอะไรดีอยากเขียนไดอารี่ดีๆตอนที่อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกแบบกลางๆ(ออกไปทางดีๆถึงดีมาก) แต่ถ้าเขียนตอนนี้มันออกจะเป็นอารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาตซะมากกว่า เมื่อวานก็เกือบจะเป็นวันดีถ้าไม่คุยกับเบญตอนก่อนเข้านอนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง(ในความคิดเรา) เรื่องผิดใจกันระหว่างมันกับต่ายแล้วตูไปอยู่ตรงกลางอีกสิ(ทั้งปี) แล้วสุดท้ายมันก็ดึงเราเข้าไปหาว่าเราทำให้มันเสียใจด้วยทั้งที่ฉันพูดให้มันคิดให้มันเห็นความจริง ว่าจะไม่คิดแล้วนะแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมมันถึงคิดไปเรื่อยได้ใหญ่โตขนาดนั้น คนเราเนาะไม่เหมือนกันหวังว่ามันจะคิดได้ว่าที่มันรู้สึกและพูดออกมาเกินความจริงไปมาก

พรุ่งนี้จะได้ทำงานอีกแล้ว ดีเหมือนกัน แต่งตัวแต่งหน้าเหมือนไม่ใช่เราดี ไปยิ้มแย้มสนุกดี ฉันว่าฉันมาถูกทางแล้วหละ ชอบจังงานแบบนี้(เหตุผลมีมากกว่านั้นก็ยังคิดๆอยู่)

ป.ล แต่ไปค้างปีนังคืนวันที่ 11 กันยาเนี่ยนะ ไม่เป็นไรบ้านเราเร็วกว่าอเมริกาวันที่ 12 เราก็อยู่บ้านไม่ได้อยู่ในเครื่องบินแล้ว