ตื่นเช้า 6.50 แม่ถามว่าทำไมตื่นเช้านอนเยอะเกินไปเหรอ(เมื่อวานตอนบ่ายก็นอนไง)ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายังไงแค่รู้สึกตัวขึ้นมาก็เลยลุกเลยดีกว่าเพราะการ์ดปีใหม่ให้ครูให้เพื่อนยังไม่ได้เขียน โบว์ของน้า(ไว้ติดขนม)ยังไม่ได้ทำ ตอนบ่ายต้องไปถวายมาลัยพระพรหมอีกที่สำคัญจะเล่นเกม(ออกอุบายให้ตั๋วหนังฟรีภัทรไปดูจะได้ออกจากบ้านไปซะไม่มีคนแย่งคอม อิอิ) เวลาว่างก็มีวันนี้วันเดียวพรุ่งนี้บินไป countdown ที่ปักกิ่งค่ะ(คราวนี้ได้สัมผัสหิมะของจริงไม่ต้องไป Lutie แล้วแล็คดีนัก)
กลับจากปักกิ่งวันที่ 1 จะกลับบ้านเชียงใหม่(น้าเลยให้ทำโบว์ให้เยอะๆ)ได้ตั๋วเรียบร้อยไปฉลองกับน้องซะหน่อยไปดูแมวด้วย(ทั้งแมวแก่และลูกแมว)ตอนนี้การ์ดเรียบร้อยทำโบว์ได้ไปหนึ่งกล่องถึงเวลาเล่นเกมแล้วก่อนที่พี่จะมารับออกไปหาพระพรหม ที่ต้องไปถวายดอกไม้หนะเพราะว่าฉันอธิษฐานไว้ว่าถ้าได้เป็นแอร์จะเอามาลัยไปถวาย 99 พวงแล้วก็เปิดเพลงให้ฟังเก๋มะล่าคือว่ารำแก้บนท่านก็คงดูจนเบื่อแล้วเบื่ออีกฉันแค่ผ่านไปที่ไรเห็นรำกันตลอดฉันยังเบื่อเล้ย ฟังเพลงดีกว่าเอาเพลงอะไรดีน้าเพลง"รึเปล่า"ดีมะเมื่อคืนฉันก็ฟังทั้งคืน(ไม่ได้ฟังหรอกหลับหนะแต่เปิดทั้งคืน)
Monday, December 30, 2002
Sunday, December 29, 2002
ไฟล์ทเช้าขนาดที่ออกเดินทาง(ตามตารางบิน) 5.45 am ยังเจอน้องที่ทำงานเก่าตกกะใจแทบแย่คืออายหนะแบ่บว่าเคยลุยๆโวยวายๆมันมาเห็นเรายังงี้ก็คงงงเหมือนกันแถมขากลับจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพยังเจอพี่หญิงพี่ที่โรงงาน(ฉันมีที่ทำงานเก่าสามที่โรงงานเป็นที่ที่สอง)พี่หญิงตะลึงไม่ใช่ตะลึงในความสวยนะแต่ก็นั่นแหละแกบอกว่าก็เคยได้ยินตี้(น้องที่โรงงาน)พูดเหมือนกันไม่อยากจะเชื่อคือตอนทำงานโรงงานก็กางเกงยีนส์เสื้อยืดรองเท้าผ้าใบหน้าไม่เคยแต่งเลยกลับบ้านเล่าให้แม่ฟังว่าเขินเพื่อนแม่บอกว่าก็แต่งหน้าอย่างนี้ก็โอเคนิก็เพราะไอ้แต่งหน้านี่แหละที่เขิน ยังแต่งไม่เป็นเท่าไหร่หนะมันจะโล้นๆผึ้ง(เพื่อนแอร์ห้องเดียวกันวันนี้ไปบินด้วยกัน)บอกว่าช่วงตามันโล่งมีแต่แก้มกับปากเค้าก็เลยเขียนคิ้วให้ดูดีขึ้นมาหน่อย
ตอนทำงานก็ต้องง่วงเป็นธรรมดาตื่นเช้าซะขนาดนั้นแถมเครื่องยังออกล่าช้าเพราะปัญหาจากการที่ผู้โดยสารเช็คอินแล้วหายไปมาไม่ครบรอกัน boarding pass หายอะไรประมาณผู้โดยสารเต็ม(ชั้นประหยัดล้วนๆแต่มีการ weight balance ไปนั่งที่ BC ด้วย)แต่กัปตันก็ซิ่งนะใช้เวลาไม่เห็นถึงหนึ่งชั่วโมงเลย(กรุงเทพเชียงใหม่ใช้เวลา 1 ชั่วโมงขากลับใช้เวลา 55 นาที)พี่และเพื่อนในไฟล์ทดีๆ purser ก็ขำมากชอบจังชอบทำงานกับคนอารมณ์ดีฮาๆหนะ ขากลับผู้โดยสารร้อยกว่าคนเองเสริฟอาหารกล่องชากาแฟอะไรก็เสร็จรวดเร็ว(ขาไปเสริฟน้ำ)
กลับมาถึงบ้านประมาณสิบโมงเช้าเปลี่ยนชุดล้างหน้าเล่นเกมแต่ไม่สามารถทนความง่วงได้ไปนอนตอนบ่ายตื่นมาหกโมงเย็นคิดว่าแม่คงไม่อยากไปดูหนังแล้ว(จะพาไปดู imax)เพราะแกออกไปข้างนอกตั้งแต่บ่ายคิดว่ากลับมาจะขี้เกียจอย่างที่เคยเป็นปรากฎแม่อยากดูแฮะอะไรนี่แม่เราคึกมาก ฉันเลยพาแม่ไปดูซานต้าปะทะสโนว์แมนหนังสามมิติน่ารักหัวเราะกันคิกคักอยากดูอีกจัง
กลับบ้านก็ของตายค่ะเล่นเกมเดี๋ยวจะไปนอนแล้วเราเล่นเกมแม่ก็คอยมาพูดใส่หูว่านอนดึกหน้าโทรม แง้อยากเล่นเกม
ป.ล ในที่สุดก็ซื้อ single เพลง”รึเปล่า”มาจนได้อยากจะฟังทั้งวันทั้งเพื่อนมันแซวว่าเราอิน ฉันเปล่าซะหน่อยเพลงมันเพราะเฉยๆ อุอุ
ตอนทำงานก็ต้องง่วงเป็นธรรมดาตื่นเช้าซะขนาดนั้นแถมเครื่องยังออกล่าช้าเพราะปัญหาจากการที่ผู้โดยสารเช็คอินแล้วหายไปมาไม่ครบรอกัน boarding pass หายอะไรประมาณผู้โดยสารเต็ม(ชั้นประหยัดล้วนๆแต่มีการ weight balance ไปนั่งที่ BC ด้วย)แต่กัปตันก็ซิ่งนะใช้เวลาไม่เห็นถึงหนึ่งชั่วโมงเลย(กรุงเทพเชียงใหม่ใช้เวลา 1 ชั่วโมงขากลับใช้เวลา 55 นาที)พี่และเพื่อนในไฟล์ทดีๆ purser ก็ขำมากชอบจังชอบทำงานกับคนอารมณ์ดีฮาๆหนะ ขากลับผู้โดยสารร้อยกว่าคนเองเสริฟอาหารกล่องชากาแฟอะไรก็เสร็จรวดเร็ว(ขาไปเสริฟน้ำ)
กลับมาถึงบ้านประมาณสิบโมงเช้าเปลี่ยนชุดล้างหน้าเล่นเกมแต่ไม่สามารถทนความง่วงได้ไปนอนตอนบ่ายตื่นมาหกโมงเย็นคิดว่าแม่คงไม่อยากไปดูหนังแล้ว(จะพาไปดู imax)เพราะแกออกไปข้างนอกตั้งแต่บ่ายคิดว่ากลับมาจะขี้เกียจอย่างที่เคยเป็นปรากฎแม่อยากดูแฮะอะไรนี่แม่เราคึกมาก ฉันเลยพาแม่ไปดูซานต้าปะทะสโนว์แมนหนังสามมิติน่ารักหัวเราะกันคิกคักอยากดูอีกจัง
กลับบ้านก็ของตายค่ะเล่นเกมเดี๋ยวจะไปนอนแล้วเราเล่นเกมแม่ก็คอยมาพูดใส่หูว่านอนดึกหน้าโทรม แง้อยากเล่นเกม
ป.ล ในที่สุดก็ซื้อ single เพลง”รึเปล่า”มาจนได้อยากจะฟังทั้งวันทั้งเพื่อนมันแซวว่าเราอิน ฉันเปล่าซะหน่อยเพลงมันเพราะเฉยๆ อุอุ
Saturday, December 28, 2002
ลากสังขารที่นอนตอนตีหนึ่งแล้วตื่นตอนเจ็ดโมงครึ่ง(เพราะเสียงสว่านข้างบ้าน)ออกไปโยคะนี่คงจะเป็นการไปฟิตเนสครั้งสุดท้ายแล้ว(ยกเลิกแล้วเพื่อเข้าแผนปลอดหนี้) ออกจากฟิตเนสเห็น Asia book มีกะบะเซล 299-399 มี Tin Tin ด้วยอยากจะได้แต่เล่มละ 299 แหนะรอมีเงินพอที่จะมาซื้อของสะสมค่อยซื้อ (ตอนนี้มีเงินไว้ใช้หนี้และใช้ไปวันๆ)
จากนานาไปสยามกินข้าวแล้วก็เดินดูหนังสืออีกทีดูให้มันเสียเวลาจริงๆเพราะไม่ได้ซื้ออะไร เออซื้อสิแมกกาซีนการ์ตูนซิมสันจะไปให้น้องเป็นของขวัญเพราะจะกลับบ้านหลังปีใหม่จากนั้นก็ไปหาซื้อซีดีอยากได้เพลง”รึเปล่า”แต่มันก็เป็นแค่ซิงเกิ้ลเท่านั้นก็ลังเลอยู่สุดท้ายก็ไม่ซื้อฟังจากเวบก็ได้ประหยัด (แต่ก็ซื้อ HUM กับ limousine มา)
กลับบ้านโทรคุยกับต้นเรื่องตารางบินเดือนหน้ามีไฟล์ทตรงกันหนึ่งไฟล์ทสร้างสรรค์มาก ไปกัวลาฯ -_- “ ก็ยังดีนี่ก็ยุยงให้มันแลกตามไปค้างเชียงใหม่อีกไฟล์ทนึง ฟังตารางบินเพื่อนอิจฉาจริงๆได้ไปญี่ปุ่นตั้งสองครั้งแหนะเรารึบินหลวมๆ(หยุดเยอะ)สบายแต่จน(อีกแล้ว)มีไฟล์ทใหม่ๆคือดูไบจะไปขี่อูฐเที่ยวทะเลทราย(มีหรือเปล่าหว่า) คุยกับเพื่อนไปด้วยทำโบว์(ไว้ติดกล่องขนม)ให้น้าไปด้วยทำได้ 50 อันแล้วก็เล่นเกมก่อนนอนวันนี้ไม่แล็ค ก็สมควรเพราะเสียเงินซื้อชั่วโมงเนตมาอีกสองยี่ห้อ เล่นอัพขึ้นมาอีกหนึ่งเลเวลก็เลิกมาเขียนไดอารี่ต้องรีบไปนอนเพราะตีสองครึ่งต้องตื่นแล้วหรือจะเล่นเกมไปเลยไม่ต้องนอนดี
ป.ล เมื่อวานมัวแต่เม้งเรื่องน้ำแข็งลืมบอกไปว่ามีลูกเสือจากปากีสถานมาในไฟล์ทกลับด้วยหละตอนมาถึงสนามบินก็มีลูกเสือจากเยอรมันมาโดยลูกเสือไทยไปรอรับ และความรู้ใหม่ประจำไฟล์ทคือคนปากีสถานเรียนกว่า Pakistani นะจ๊ะ (ถามผู้โดยสารมา)
จากนานาไปสยามกินข้าวแล้วก็เดินดูหนังสืออีกทีดูให้มันเสียเวลาจริงๆเพราะไม่ได้ซื้ออะไร เออซื้อสิแมกกาซีนการ์ตูนซิมสันจะไปให้น้องเป็นของขวัญเพราะจะกลับบ้านหลังปีใหม่จากนั้นก็ไปหาซื้อซีดีอยากได้เพลง”รึเปล่า”แต่มันก็เป็นแค่ซิงเกิ้ลเท่านั้นก็ลังเลอยู่สุดท้ายก็ไม่ซื้อฟังจากเวบก็ได้ประหยัด (แต่ก็ซื้อ HUM กับ limousine มา)
กลับบ้านโทรคุยกับต้นเรื่องตารางบินเดือนหน้ามีไฟล์ทตรงกันหนึ่งไฟล์ทสร้างสรรค์มาก ไปกัวลาฯ -_- “ ก็ยังดีนี่ก็ยุยงให้มันแลกตามไปค้างเชียงใหม่อีกไฟล์ทนึง ฟังตารางบินเพื่อนอิจฉาจริงๆได้ไปญี่ปุ่นตั้งสองครั้งแหนะเรารึบินหลวมๆ(หยุดเยอะ)สบายแต่จน(อีกแล้ว)มีไฟล์ทใหม่ๆคือดูไบจะไปขี่อูฐเที่ยวทะเลทราย(มีหรือเปล่าหว่า) คุยกับเพื่อนไปด้วยทำโบว์(ไว้ติดกล่องขนม)ให้น้าไปด้วยทำได้ 50 อันแล้วก็เล่นเกมก่อนนอนวันนี้ไม่แล็ค ก็สมควรเพราะเสียเงินซื้อชั่วโมงเนตมาอีกสองยี่ห้อ เล่นอัพขึ้นมาอีกหนึ่งเลเวลก็เลิกมาเขียนไดอารี่ต้องรีบไปนอนเพราะตีสองครึ่งต้องตื่นแล้วหรือจะเล่นเกมไปเลยไม่ต้องนอนดี
ป.ล เมื่อวานมัวแต่เม้งเรื่องน้ำแข็งลืมบอกไปว่ามีลูกเสือจากปากีสถานมาในไฟล์ทกลับด้วยหละตอนมาถึงสนามบินก็มีลูกเสือจากเยอรมันมาโดยลูกเสือไทยไปรอรับ และความรู้ใหม่ประจำไฟล์ทคือคนปากีสถานเรียนกว่า Pakistani นะจ๊ะ (ถามผู้โดยสารมา)
Friday, December 27, 2002
20:40 ไม่เคยมีความพยายามและอดทนขนาดนี้เล้ย ตอนเช้ากลับจากลาฮอเข้านอนประมาณ 7 โมงเช้าตื่นมาบ่ายนิดๆลงมาเล่นเกมแต่เล่นได้พักนึงเค้าก็ปิดบอกว่าจะ update 10 นาทีป่านนี้(ตั้งแต่บ่ายสามครึ่ง)ยังเข้าไม่ได้เลยย้าย server ม้างเห็นเปลี่ยนไปใช้ server หรูหราแต่คนรอเล่นเซ็ง ฉันกับอี้(เพื่อนเมเจอร์คอม)กรี๊ดกันสองคน(น่าจะพี่ตี่อีกคนแหละเพราะเล่นด้วยกันอยู่ตอนแรก)อยากเล่นใจจะขาด พยายามจะlogin ก็ไม่ได้ซะทีทำนั่นที่นี่ฟังเพลงก็แล้ว ส่งข้อความไปกวนเพื่อนก็แล้ว(เค้าทำงานกันหมดไง)ก็ต่อเกมไม่ได้ซะทีคืนนี้คงไม่ได้เล่น
เพราะเล่น msn ก็เลยได้คุยกับน้องเนมเค้าอ่านไดอารี่ฉันหนะน้องเค้าเรียนการบินพลเรือนฉันเลยได้ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับการเรียนของน้องเค้าแต่ก็อีกอ่ะ msn ห่วยหลุดอยู่นั่นแหละนี่ก็ login ไม่ได้(ไม่มีอะไรดีเลยรึงาย)ถามน้องเค้าได้ไม่เท่าไหร่รู้แต่ที่น้องเค้าเรียนมีให้เลือกสามเมเจอร์เกี่ยวกับการจราจร การขนส่ง การจัดการท่าอากาศยานอะไรเนี่ย ฉันเองอยากจะทำงานแบบในเรื่อง pushing tin เท่ดีแต่น้องเค้าคงเรียนการขนส่งไว้เจอใหม่จะถามต่อ
20:45 อี้บอกว่าเข้าได้แล้วฉันไปลองเข้าไม่ได้ฮือออ...น้ำตาไหลกันสองคนมาตั้งแต่บ่ายสี่แล้วอยากเล่นกันทั้งคู่มันจะเล่นได้เมื่อไหร่เนี่ยยยยยยยย...ระหว่างนี้เล่าเรื่องลาฮอก่อนดีฝ่า
ได้ไปลาฮอไฟล์ทนี้ดีใจจังเลยอ่านไม่ผิดหรอกดีใจจังเพราะได้ไปกับกัปตันที่อยากเจอ(แล้วเจออีก)คือเคยบินกับแกตอนไฟล์ทค้างภูเก็ตหนะไฟล์ทนั้นสนุกมากพี่แอร์ตลก purser ก็ฮาเป็นผู้หญิงนะแต่เฮ้วน่าดู กัปตันกับโคไพรอทก็พูดจาสนุกตลกๆหนะแล้วก็ออกไปกินข้าวด้วยกัน(เกือบ)ทั้งไฟล์ทเลยประทับใจแต่ว่าไฟล์ทนี้ก็ไม่ได้เจอหน้ากัปตันหรอกนะฉันมันเด็กครัวหลัง ตอนจอดที่ลาฮอก็ไม่ได้เดินไปครัวหน้าแกก็ไม่ได้เดินรอบๆเคบินด้วยสิ เคยเห็นกัปตันคนอื่นเค้าจะเดินวนรอบเคบินก่อน board ที่กรุงเทพ(ดูความเรียบร้อยหรือว่าดูอะไรน้า)ก็ยังเคยเห็นแกเดินตอนไฟล์ทที่ไปด้วยแต่ไฟล์ทนี้ไม่เดินเหมือนจะเดินแหละแต่มาได้ครึ่งทางเค้า board ผู้โดยสารซะก่อนก็เลยกลับ(โธ่)
ส่วนเรื่องทำงานเหรอไม่อยากจะพูดถึงก็อ่ะนะสกปรกรุงรังตามสไตล์ ผู้โดยสารไม่ได้มีแต่แขกนะก็มีผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นฝรั่งและคนไทยอยู่หนึ่งคนเค้าไปทำอะไรที่ปากีสถานกันนะ ไปกลับผู้โดยสารไม่เต็ม(โชคยังดีอยู่แม้จะยังไม่ได้แก้บน)อาหารพิเศษเยอะมากก็พวกอาหารมุสลิมหนะมีเป็นร้อยหน้าตาก็ไม่น่าอร่อยเลย ดูท่าทางชาติแขกจะชอบกินพวกถั่วเมล็ดธัญพืชนะ อย่างมื้อที่เสริฟข้าวสวยก็จะหุงกับลูกเกดอะไรยังงี้(หรือว่าการบินไทยทำวิจิตรกว่าปกติที่เค้ากินๆที่บ้านเค้า)แต่แกะผัดหัวหอมใหญ่น่าตาหน้ากินดีนะ
เรื่องน้ำก็ทำไมต้องไม่กินน้ำแข็งด้วยนะอย่างคนฝรั่งคนญี่ปุ่นไม่กินเพราะกลัวสกปรกท้องเสียอะไรยังงี้(ถามเค้ามา)แต่ว่าแขกจะไม่กินทำไมอ่ะน้ำแข็งไทยน่าจะสะอาดกว่าน้ำแข็งบ้านเค้านะไอ้ที่สงสัยคือตอนเสริฟเนี่ยทั่วไปก็น่าจะมีใส่น้ำแข็งกับไม่ใส่น้ำแข็งใช่มะแต่นี้มีแบบพอขอโค้กถามว่าใส่น้ำแข็งมะ(ต้องถามเพราะรู้แล้วว่าไม่ถามแล้วดันใส่ไปแกไม่เอาต้องทำใหม่ลำบากตัวเอง...คำเมืองพูดว่าลำบากตัวเก่า)ใส่น้ำแข็ง ได้เลยใส่น้ำแข็งฉันก็ใส่น้ำแข็งรินโค้กเสริฟ พี่แกบอกว่าน้ำแข็งก้อนเดียว ให้ตาย !! ฉันมันผิดเองฉันมันไม่รอบคอบไม่ถามว่าใส่น้ำแข็งกี่ก้อน แล้วก็มีแบบแหลมอ่ะ(อวดรู้สอดอะไรทำนองนั้น)คือตอนเสริฟฉันเด็กใหม่ก็ไม่อยากจะทำช้าเกินไปก็ถามทีละ 4 drink (ถาดมันใส่ได้ 4 แก้วพอดี) ทางซ้ายขอน้ำแอปเปิลไม่ใส่น้ำแข็ง 2 ที่ ทางขวาขอน้ำส้ม 2 ที่(ไม่มีคอมเม้นท์) ฉันก็รินแอปเปิ้ลไปเสร็จแล้วก็มารินน้ำส้มเสียงน้ำแข็งมันในเหยือกมันดัง(น้ำส้มเย็นๆอร่อยใช่มะ)อีลุงน้ำแอปเปิ้ลก็พูดตลอดการรินน้ำส้มแก้วแรกว่า no ice no ice no ice เออรู้แล้วโว้ย(คิดในใจ) ฉันก็ไม่สนใจรินน้ำส้มของฉันต่อแก้วที่สองยังจะมา no ice no ice no ice อีกต้องหันไปบอก(อย่างชัดถ้อยชัดคำ)ว่าของยู(แก)อ่ะไม่มีน้ำแข็งไง(โว้ยเดี๋ยวปั๊ดใส่น้ำแข็งซะเลย)ตอนนั้นเม้งแล้วแหละพี่หญิงคงตะลึง(เดินรถ drink ด้วยกัน)คือฉันก็ยิ้มแย้มถามนั้นเสริฟนี้มาดีๆตลอดนั่นแหละ(แม้ว่าจะเหม็นก็ตาม) จุกจิกยังไงก็ยิ้มมาตลอด แก้วพลาสติกมันติดกันดึงยังไงก็ไม่ออกก็ไม่อารมณ์เสียใจเย็นมาตลอด พอหลังอีลุงนี่แก้วติดหงุดหงิดหวะ พี่หญิงบอกใจเย็นๆแล้วยื่นแก้วฝั่งแกให้ ฮือ...จี๊ดกะหมอง(สมอง) เรื่องอื่นๆก็ไม่มีอะไรหรอกก็ทำงานใจเย็นๆหนะแต่แบ่บมันแปลกๆเค้าจะเหมือนทำตามกันอย่างมีคนนึงขอน้ำเราก็จะเอาไปเสริฟอีคนข้างๆก็จะนึกได้เลยว่าอยากกินน้ำมั่งก็จะขอเราก็ต้องเดินไปอีกรอบดีไม่ดีจะมีอีกคนข้างๆอยากกินตามอีก ทำไมไม่ขอพร้อมกันเล่าคะ วิธีแก้ไขคือ 1 คนขอน้ำ ทำไป 2 หรือจะ 3 ตามใจขายออกแน่ สบายเราสบายเขา อย่างกดปุ่มเรียกตอนกลางคืนเนี่ยก็เดาไว้ก่อนว่าน้ำก็เอาติดมือออกไปด้วยแต่ผิดแผนมาแล้วเพราะไฟล์ทนี้ตอนประมาณเกือบตีห้ามีผู้โดยสารกดเรียกฉันก็ออกไปพร้อมน้ำหนึ่งแก้วแต่ she ขอไพ่ อืมม แต่หาแล้วไม่มีไพ่อด..
ทำงานไฟล์ทกลางคืนก็มีจัดพักและก็มีตัวเกิน(แอร์และสจ๊วต)มาช่วยทำงานได้พักรอบแรก(ขาไป) 1 ชม ขากลับ 45 นาที ตอนว่างก็ได้คุยกับเพื่อนร่วมงานบ้างพี่ๆในไฟล์ทน่ารักทุกคนและมีรุ่นน้องจากมอชอด้วยหมูเล็กจบวิดยา น็อทจบ mass comm. พี่หญิงเค้าได้ยินวาเราจบวิดวะก็ถามเราว่าเรียนเมเจอร์อะไรก็คุยๆไปเราก็เลยถามพี่เค้าว่าจบอะไรพี่เค้าจบประมง เป็นไงเล่าเจ๋งไหมล่า...เดาได้เลยว่าเรียนที่เกษตรแต่พี่เค้าไม่ได้ทำงานที่เรียนมาหรอกจบปุ๊ปก็มาเป็นแอร์แต่ก็ได้ถามแกอย่างที่สงสัยมานาน(ตั้งแต่ไปงานเกษตรแฟร์)ว่าที่คณะพาไปทะเลไหมแล้วได้ทำอะไรเท่ๆแบบใน discovery เปล่าแบบตรวจน้ำทะเล ดูแหล่งปลาอะไรทำนองนั้น พี่บอกว่าไม่หรูแบบในทีวีอ่ะสิมันร้อน
ถึงกรุงเทพก่อนเวลา 15 นาที(ตารางบินลง6.15)นั่งรถบริษัทกลับบ้านสวนทางกับคนอื่นๆเค้าเพิ่งจะออกไปทำงานเริ่มต้นวันใหม่กันฉันกำลังจะไปนอนถึงบ้านก็อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันเข้านอน
ไฟล์ทหน้าวันอาทิตย์เช็คอิน 4.15 quick turn เชียงใหม่จะออกจากบ้าน 3.15 ตื่น 2.15 จะเข้านอนกี่โมงดี
ป.ล บ่นกับปึ๊ด(เพื่อนเมเจอร์อีกคนที่บอกว่าสามารถเลิกติดเกมได้แล้ว)ว่าอยากเล่นเกมมากปึ๊ดบอกให้รีบเล่นไปเลยปีหน้าเค้าจะเก็บตังค์แล้วประมาณ 400 มั้งฉันว่าก็โอเคเดือนนึงเล่น 400 ชม. ก็ชั่วโมงละบาทแล้วมันยังให้สมการมาอีกว่า "400+ค่าเน็ต+ค่าสุขภาพที่ทรุดโทรม+ค่าเสียโอกาส=ความสนุกสนาน" สมการยอมรับได้หนิ ว่าแต่ตอนนี้เข้าเกมได้รึยัง
เพราะเล่น msn ก็เลยได้คุยกับน้องเนมเค้าอ่านไดอารี่ฉันหนะน้องเค้าเรียนการบินพลเรือนฉันเลยได้ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับการเรียนของน้องเค้าแต่ก็อีกอ่ะ msn ห่วยหลุดอยู่นั่นแหละนี่ก็ login ไม่ได้(ไม่มีอะไรดีเลยรึงาย)ถามน้องเค้าได้ไม่เท่าไหร่รู้แต่ที่น้องเค้าเรียนมีให้เลือกสามเมเจอร์เกี่ยวกับการจราจร การขนส่ง การจัดการท่าอากาศยานอะไรเนี่ย ฉันเองอยากจะทำงานแบบในเรื่อง pushing tin เท่ดีแต่น้องเค้าคงเรียนการขนส่งไว้เจอใหม่จะถามต่อ
20:45 อี้บอกว่าเข้าได้แล้วฉันไปลองเข้าไม่ได้ฮือออ...น้ำตาไหลกันสองคนมาตั้งแต่บ่ายสี่แล้วอยากเล่นกันทั้งคู่มันจะเล่นได้เมื่อไหร่เนี่ยยยยยยยย...ระหว่างนี้เล่าเรื่องลาฮอก่อนดีฝ่า
ได้ไปลาฮอไฟล์ทนี้ดีใจจังเลยอ่านไม่ผิดหรอกดีใจจังเพราะได้ไปกับกัปตันที่อยากเจอ(แล้วเจออีก)คือเคยบินกับแกตอนไฟล์ทค้างภูเก็ตหนะไฟล์ทนั้นสนุกมากพี่แอร์ตลก purser ก็ฮาเป็นผู้หญิงนะแต่เฮ้วน่าดู กัปตันกับโคไพรอทก็พูดจาสนุกตลกๆหนะแล้วก็ออกไปกินข้าวด้วยกัน(เกือบ)ทั้งไฟล์ทเลยประทับใจแต่ว่าไฟล์ทนี้ก็ไม่ได้เจอหน้ากัปตันหรอกนะฉันมันเด็กครัวหลัง ตอนจอดที่ลาฮอก็ไม่ได้เดินไปครัวหน้าแกก็ไม่ได้เดินรอบๆเคบินด้วยสิ เคยเห็นกัปตันคนอื่นเค้าจะเดินวนรอบเคบินก่อน board ที่กรุงเทพ(ดูความเรียบร้อยหรือว่าดูอะไรน้า)ก็ยังเคยเห็นแกเดินตอนไฟล์ทที่ไปด้วยแต่ไฟล์ทนี้ไม่เดินเหมือนจะเดินแหละแต่มาได้ครึ่งทางเค้า board ผู้โดยสารซะก่อนก็เลยกลับ(โธ่)
ส่วนเรื่องทำงานเหรอไม่อยากจะพูดถึงก็อ่ะนะสกปรกรุงรังตามสไตล์ ผู้โดยสารไม่ได้มีแต่แขกนะก็มีผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นฝรั่งและคนไทยอยู่หนึ่งคนเค้าไปทำอะไรที่ปากีสถานกันนะ ไปกลับผู้โดยสารไม่เต็ม(โชคยังดีอยู่แม้จะยังไม่ได้แก้บน)อาหารพิเศษเยอะมากก็พวกอาหารมุสลิมหนะมีเป็นร้อยหน้าตาก็ไม่น่าอร่อยเลย ดูท่าทางชาติแขกจะชอบกินพวกถั่วเมล็ดธัญพืชนะ อย่างมื้อที่เสริฟข้าวสวยก็จะหุงกับลูกเกดอะไรยังงี้(หรือว่าการบินไทยทำวิจิตรกว่าปกติที่เค้ากินๆที่บ้านเค้า)แต่แกะผัดหัวหอมใหญ่น่าตาหน้ากินดีนะ
เรื่องน้ำก็ทำไมต้องไม่กินน้ำแข็งด้วยนะอย่างคนฝรั่งคนญี่ปุ่นไม่กินเพราะกลัวสกปรกท้องเสียอะไรยังงี้(ถามเค้ามา)แต่ว่าแขกจะไม่กินทำไมอ่ะน้ำแข็งไทยน่าจะสะอาดกว่าน้ำแข็งบ้านเค้านะไอ้ที่สงสัยคือตอนเสริฟเนี่ยทั่วไปก็น่าจะมีใส่น้ำแข็งกับไม่ใส่น้ำแข็งใช่มะแต่นี้มีแบบพอขอโค้กถามว่าใส่น้ำแข็งมะ(ต้องถามเพราะรู้แล้วว่าไม่ถามแล้วดันใส่ไปแกไม่เอาต้องทำใหม่ลำบากตัวเอง...คำเมืองพูดว่าลำบากตัวเก่า)ใส่น้ำแข็ง ได้เลยใส่น้ำแข็งฉันก็ใส่น้ำแข็งรินโค้กเสริฟ พี่แกบอกว่าน้ำแข็งก้อนเดียว ให้ตาย !! ฉันมันผิดเองฉันมันไม่รอบคอบไม่ถามว่าใส่น้ำแข็งกี่ก้อน แล้วก็มีแบบแหลมอ่ะ(อวดรู้สอดอะไรทำนองนั้น)คือตอนเสริฟฉันเด็กใหม่ก็ไม่อยากจะทำช้าเกินไปก็ถามทีละ 4 drink (ถาดมันใส่ได้ 4 แก้วพอดี) ทางซ้ายขอน้ำแอปเปิลไม่ใส่น้ำแข็ง 2 ที่ ทางขวาขอน้ำส้ม 2 ที่(ไม่มีคอมเม้นท์) ฉันก็รินแอปเปิ้ลไปเสร็จแล้วก็มารินน้ำส้มเสียงน้ำแข็งมันในเหยือกมันดัง(น้ำส้มเย็นๆอร่อยใช่มะ)อีลุงน้ำแอปเปิ้ลก็พูดตลอดการรินน้ำส้มแก้วแรกว่า no ice no ice no ice เออรู้แล้วโว้ย(คิดในใจ) ฉันก็ไม่สนใจรินน้ำส้มของฉันต่อแก้วที่สองยังจะมา no ice no ice no ice อีกต้องหันไปบอก(อย่างชัดถ้อยชัดคำ)ว่าของยู(แก)อ่ะไม่มีน้ำแข็งไง(โว้ยเดี๋ยวปั๊ดใส่น้ำแข็งซะเลย)ตอนนั้นเม้งแล้วแหละพี่หญิงคงตะลึง(เดินรถ drink ด้วยกัน)คือฉันก็ยิ้มแย้มถามนั้นเสริฟนี้มาดีๆตลอดนั่นแหละ(แม้ว่าจะเหม็นก็ตาม) จุกจิกยังไงก็ยิ้มมาตลอด แก้วพลาสติกมันติดกันดึงยังไงก็ไม่ออกก็ไม่อารมณ์เสียใจเย็นมาตลอด พอหลังอีลุงนี่แก้วติดหงุดหงิดหวะ พี่หญิงบอกใจเย็นๆแล้วยื่นแก้วฝั่งแกให้ ฮือ...จี๊ดกะหมอง(สมอง) เรื่องอื่นๆก็ไม่มีอะไรหรอกก็ทำงานใจเย็นๆหนะแต่แบ่บมันแปลกๆเค้าจะเหมือนทำตามกันอย่างมีคนนึงขอน้ำเราก็จะเอาไปเสริฟอีคนข้างๆก็จะนึกได้เลยว่าอยากกินน้ำมั่งก็จะขอเราก็ต้องเดินไปอีกรอบดีไม่ดีจะมีอีกคนข้างๆอยากกินตามอีก ทำไมไม่ขอพร้อมกันเล่าคะ วิธีแก้ไขคือ 1 คนขอน้ำ ทำไป 2 หรือจะ 3 ตามใจขายออกแน่ สบายเราสบายเขา อย่างกดปุ่มเรียกตอนกลางคืนเนี่ยก็เดาไว้ก่อนว่าน้ำก็เอาติดมือออกไปด้วยแต่ผิดแผนมาแล้วเพราะไฟล์ทนี้ตอนประมาณเกือบตีห้ามีผู้โดยสารกดเรียกฉันก็ออกไปพร้อมน้ำหนึ่งแก้วแต่ she ขอไพ่ อืมม แต่หาแล้วไม่มีไพ่อด..
ทำงานไฟล์ทกลางคืนก็มีจัดพักและก็มีตัวเกิน(แอร์และสจ๊วต)มาช่วยทำงานได้พักรอบแรก(ขาไป) 1 ชม ขากลับ 45 นาที ตอนว่างก็ได้คุยกับเพื่อนร่วมงานบ้างพี่ๆในไฟล์ทน่ารักทุกคนและมีรุ่นน้องจากมอชอด้วยหมูเล็กจบวิดยา น็อทจบ mass comm. พี่หญิงเค้าได้ยินวาเราจบวิดวะก็ถามเราว่าเรียนเมเจอร์อะไรก็คุยๆไปเราก็เลยถามพี่เค้าว่าจบอะไรพี่เค้าจบประมง เป็นไงเล่าเจ๋งไหมล่า...เดาได้เลยว่าเรียนที่เกษตรแต่พี่เค้าไม่ได้ทำงานที่เรียนมาหรอกจบปุ๊ปก็มาเป็นแอร์แต่ก็ได้ถามแกอย่างที่สงสัยมานาน(ตั้งแต่ไปงานเกษตรแฟร์)ว่าที่คณะพาไปทะเลไหมแล้วได้ทำอะไรเท่ๆแบบใน discovery เปล่าแบบตรวจน้ำทะเล ดูแหล่งปลาอะไรทำนองนั้น พี่บอกว่าไม่หรูแบบในทีวีอ่ะสิมันร้อน
ถึงกรุงเทพก่อนเวลา 15 นาที(ตารางบินลง6.15)นั่งรถบริษัทกลับบ้านสวนทางกับคนอื่นๆเค้าเพิ่งจะออกไปทำงานเริ่มต้นวันใหม่กันฉันกำลังจะไปนอนถึงบ้านก็อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันเข้านอน
ไฟล์ทหน้าวันอาทิตย์เช็คอิน 4.15 quick turn เชียงใหม่จะออกจากบ้าน 3.15 ตื่น 2.15 จะเข้านอนกี่โมงดี
ป.ล บ่นกับปึ๊ด(เพื่อนเมเจอร์อีกคนที่บอกว่าสามารถเลิกติดเกมได้แล้ว)ว่าอยากเล่นเกมมากปึ๊ดบอกให้รีบเล่นไปเลยปีหน้าเค้าจะเก็บตังค์แล้วประมาณ 400 มั้งฉันว่าก็โอเคเดือนนึงเล่น 400 ชม. ก็ชั่วโมงละบาทแล้วมันยังให้สมการมาอีกว่า "400+ค่าเน็ต+ค่าสุขภาพที่ทรุดโทรม+ค่าเสียโอกาส=ความสนุกสนาน" สมการยอมรับได้หนิ ว่าแต่ตอนนี้เข้าเกมได้รึยัง
Thursday, December 26, 2002
กินข้าวกับพี่กอล์ฟที่สยามนั่งรถไฟไปดูไฟที่ All season ผิดหวังคิดว่าจะสวยแบบ regent แต่มันไม่มีอะไรมากจริงๆก็ไม่ถึงกับผิดหวังซะทีเดียวเพราะมีต้นคริสตมาสของจริงให้ดู ต้นใหญ่และสูงมากเลยอยู่ในตึกที่เป็นร้านค้าหนะสูงเกือบสามชั้นเลย (รูปจะโหลดขึ้นอัลบั้มหลังปีใหม่) เพิ่งจะเคยไปแถวนั้นครั้งแรกมันมีร้านอาหารมีร้านขายของเยอะนะ คนทำงานแถวนั้นก็แต่งตัวประมาณหลุดมาจากแมกกาซีนเลยไว้จะไปกินข้าวกับพี่ตี่ดีกว่าจะได้หาเรื่องไปเที่ยวตึกนั้นอีก(ไปดู BMW เว่อร์มะ) ส่วนเพลงเพิงอะไรที่เค้าแสดงไม่ได้สนใจนักเพราะซื้อตั๋ว 120 เข้าไปดูเราไม่อยากอยู่ดึกแล้วมันก็ท่าทางไม่มีโต๊ะแต่ก็ได้เห็น Armchair จากระยะไกลด้วยนะ
กลับบ้านรถติดสุดๆเข้าออกนอกเมืองกันแล้วเหรอ กลับถึงบ้านวิ่งไปหาคอมดูpatch ที่ฝากภัทรโหลดปรากฎว่าโหลดครบและลงให้เรียบร้อยลองเข้าไปดูหน่อยในเมืองที่เราอยู่มันก็มีต้นคริสตมาสทีนี้ไม่รู้ว่าเมืองหิมะไปทางไหนแถมเกมก็ lag ก็เลยเลิก เที่ยงคืนนิดๆแล้วก็เลยไปโทร happy birthday น้องสาวซะหน่อยดันปิดเครื่องตอนเช้าถามได้ความแบตหมด เซ็งโว้ยหมดอยู่ได้(มือถือเก่าของฉันเอง C25 แบตเสื่อม)แล้วฉันก็โมโหไงโทรไปแล้วติดต่อไม่ได้เนี่ยมันเซ็งมันหงุดหงิดอย่าให้มีตังค์เชียวจะทิ้งแล้วไปซื้อใหม่ซะเลย
ตอนนี้พี่ไปเที่ยวเกาะมันนอกกับที่ทำงานแล้วหละน่าอิจฉาส่วนฉันคืนนี้ไปลาฮอ(น่าอิจฉามากเล้ย)เดี๋ยวต้องไปนอนเอาแรงซะหน่อยแต่ขอเล่นเกมซักครึ่งชั่วโมงเมื่อเช้าตื่น8.30ก็เด้งมาหน้าคอมรีบเล่นเกมเพราะเค้าปิด server9.00-12.00 จะเดินไปเมืองหิมะตายไปสองรอบเพราะแมงไรมะรู้มากัดเซ็งมันนี่จะไปพยายามอีกอยากเห็นหิมะ(ในเกมก็เอาวุ้ย)
กลับบ้านรถติดสุดๆเข้าออกนอกเมืองกันแล้วเหรอ กลับถึงบ้านวิ่งไปหาคอมดูpatch ที่ฝากภัทรโหลดปรากฎว่าโหลดครบและลงให้เรียบร้อยลองเข้าไปดูหน่อยในเมืองที่เราอยู่มันก็มีต้นคริสตมาสทีนี้ไม่รู้ว่าเมืองหิมะไปทางไหนแถมเกมก็ lag ก็เลยเลิก เที่ยงคืนนิดๆแล้วก็เลยไปโทร happy birthday น้องสาวซะหน่อยดันปิดเครื่องตอนเช้าถามได้ความแบตหมด เซ็งโว้ยหมดอยู่ได้(มือถือเก่าของฉันเอง C25 แบตเสื่อม)แล้วฉันก็โมโหไงโทรไปแล้วติดต่อไม่ได้เนี่ยมันเซ็งมันหงุดหงิดอย่าให้มีตังค์เชียวจะทิ้งแล้วไปซื้อใหม่ซะเลย
ตอนนี้พี่ไปเที่ยวเกาะมันนอกกับที่ทำงานแล้วหละน่าอิจฉาส่วนฉันคืนนี้ไปลาฮอ(น่าอิจฉามากเล้ย)เดี๋ยวต้องไปนอนเอาแรงซะหน่อยแต่ขอเล่นเกมซักครึ่งชั่วโมงเมื่อเช้าตื่น8.30ก็เด้งมาหน้าคอมรีบเล่นเกมเพราะเค้าปิด server9.00-12.00 จะเดินไปเมืองหิมะตายไปสองรอบเพราะแมงไรมะรู้มากัดเซ็งมันนี่จะไปพยายามอีกอยากเห็นหิมะ(ในเกมก็เอาวุ้ย)
Wednesday, December 25, 2002
ที่กระหืดกระหอบไปให้ทันไฟล์ทนั้นช่างคุ้มค่าจริงๆเพราะว่าเบี้ยเลี้ยงที่ได้มีเงินพิเศษวันคริสตมาสด้วยแหละคือเค้าจะให้หนึ่ง perdium ของไฟล์ทนั้นที่เราไปบินรู้สึกว่าจะคิดตั้งแต่หนึ่งทุ่มวันที่ 24 ถึงวันที่ 25 อะไรเนี่ยแหละ กลับบ้านมาเลยยังจิตใจเบิกบานไม่หลับไม่นอนมาโหลด xmas patch ของ RO แต่อีตอนโหลดนี่แหละที่ทำให้จี๊ดใจมากเพราะมันช้าและไม่เสร็จซะทีไม่ได้เล่นจนได้ วันนี้ก็โหลดอีกเสร็จไปสองไฟล์อยากจะโหลดต่อแต่ต้องออกนอกบ้านไปเอามะตูมที่พาหุลัดน้าเค้าสั่งไว้สำหรับทำขนมก็เลยออกไปกับแม่(แม่มาจากเชียงใหม่อยู่ที่นี่ถึงวันที่สามเดือนหน้า)ไห้น้าทำขนมอยู่บ้านเค้าจะได้ไม่เสียเวลาขับรถออกมาเอง
นั่งรถเมล์ไปพาหุลัดผ่านบางลำภูผ่านท่าพระจันทร์อยากจะไปเดินเล่นแถวนั้นเห็นมีนวดเท้า 150 บาทด้วยนะไปถึงพาหุลัดก็เดินเล่นดูนั่นนี่ก่อนจะไปเอามะตูมเพราะมันเยอะ ฉันซื้อกำไลแขกที่เส้นเล็กๆมาใส่เล่นร้านแรกวงละ 5 บาทอีกร้านขาย 3 วงสิบเลยเสียเงินไป 20 ได้กำไลมาห้าวงฉันว่าถ้าได้ไปซื้อที่อินเดียจริงๆอาจจะวงละ 50 สตางค์นะ คนเดินเยอะแยะตลอดเลยมีบ้างไหมนะที่คนจะน้อยไม่ยัดเยียดกันหนะจะได้เดินสะดวกๆหน่อยเค้าก็คงมาหาของขวัญปีใหม่กันมั้ง
แบกมะตูมเรียกรถแทกซี่กลับบ้านไว้วันหลังจะมาเดินเล่นอีกกลับถึงบ้านต่อเนตโหลด patch ต่อดูมีวี่แววดีหรอกแต่จะออกจากบ้านไปกินข้าวเย็นกับพี่แล้วไปดูต้นคริสตมาสที่ตึก all season จะไป merry chirstmasพี่ตี่ด้วยไม่รู้จะเจอมะยังไม่ได้โทรหาแกเลย
คืนนี้จะมีซานต้ามาให้ของขวัญฉันมั้ยเนี่ยยังไงก็ Merry chirstmas to you all
นั่งรถเมล์ไปพาหุลัดผ่านบางลำภูผ่านท่าพระจันทร์อยากจะไปเดินเล่นแถวนั้นเห็นมีนวดเท้า 150 บาทด้วยนะไปถึงพาหุลัดก็เดินเล่นดูนั่นนี่ก่อนจะไปเอามะตูมเพราะมันเยอะ ฉันซื้อกำไลแขกที่เส้นเล็กๆมาใส่เล่นร้านแรกวงละ 5 บาทอีกร้านขาย 3 วงสิบเลยเสียเงินไป 20 ได้กำไลมาห้าวงฉันว่าถ้าได้ไปซื้อที่อินเดียจริงๆอาจจะวงละ 50 สตางค์นะ คนเดินเยอะแยะตลอดเลยมีบ้างไหมนะที่คนจะน้อยไม่ยัดเยียดกันหนะจะได้เดินสะดวกๆหน่อยเค้าก็คงมาหาของขวัญปีใหม่กันมั้ง
แบกมะตูมเรียกรถแทกซี่กลับบ้านไว้วันหลังจะมาเดินเล่นอีกกลับถึงบ้านต่อเนตโหลด patch ต่อดูมีวี่แววดีหรอกแต่จะออกจากบ้านไปกินข้าวเย็นกับพี่แล้วไปดูต้นคริสตมาสที่ตึก all season จะไป merry chirstmasพี่ตี่ด้วยไม่รู้จะเจอมะยังไม่ได้โทรหาแกเลย
คืนนี้จะมีซานต้ามาให้ของขวัญฉันมั้ยเนี่ยยังไงก็ Merry chirstmas to you all
Tuesday, December 24, 2002
Monday, December 23, 2002
ตีสามยี่สิบนาทีเด้งจากเตียงมาอาบน้ำแต่งตัวเพราะว่าต้องไปบินสี่แลนด์เหมือนวันที่ 9 (เช็คอินตีสี่สิบห้านาทีไปขอนแก่นและภูเก็ต) มันเช้ามากจนลืมปัดมาสคาร่าแต่ปัดที่ต่อขนตาแล้ว ไงหละใครเห็นคงคิดว่ายัยแอร์นี่ขนตาหงอก
วันนี้ฉัน stand by 1 (ตีห้าถึงบ่ายสอง)แต่พี่ OD เค้าโทรมาบอกตั้งแต่เมื่อคืนตอนเกือบสองทุ่มว่าให้ไปบินไฟล์ทนี้มีการระลึกความจำด้วยนะว่าเหมือนที่หนูไปบินเมื่อวันจันทร์ก่อน ถึงไม่เตือนหนูยังจำได้ดีเลยเพราะสี่แลนด์นี้พิเศษทั้งตื่นเช้ามากทั้งเสริฟอาหารตลอดคนเค้าก็เลยลาป่วยกันซะอย่างวันนี้ตัวจริงที่มาตามตารางบินมีแค่ 3 คนอีก 5 คนโดนเรียก stand by ทั้งนั้น
พี่ๆเพื่อนๆในไฟล์ทน่ารักทำงานราบรื่นดีผู้โดยสารก็พอดีพอดี(ร้อยกว่าคน)มีเต็มเฉพาะขากรุงเทพ-ภูเก็ตเท่านั้นตอนทำงานขาสุดท้าย(ภูเก็ต-กรุงเทพ)พวกแอร์จะหลับกันหมดแล้ว ฉันว่ามันเหนื่อยหลายอย่างทั้งตื่นเช้าและขึ้นลงหลายรอบ(take off ,landing)มันเพลียมันปวดหัวตอนนี้ก็เหมือนจะขาสั่นๆแล้วฉันแต่อยากเขียนไดอารี่จังเพราะไม่ได้เขียนหลายวันแล้ว พรุ่งนี้ก็ stand by อีกแต่เป็นเที่ยงถึงสามทุ่มไม่รู้จะโดนเรียกไปไหนอย่าให้ต้องตื่นเช้านักเลยเจ้าค่า
ป.ล มีคนมาขอแอดไอซีคิวเธอมาจากออสเตรียมีความสนใจประเทศไทยถามว่าคุยกันได้ไหม ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาก็คุยกันนิดหน่อยว่าอายุเท่าไหร่ ทำอะไร แล้วฉันก็ถามว่าสนใจเกี่ยวกับบ้านเราเหรอ เค้าถามว่ามีประชากรกี่คน(โอ้โฮ้เจ๊ไม่รู้หวะ น่าจะเกินหกสิบล้านคนนะ) ถามว่าบ้านเรากินหมากับงูเหมือนเมืองจีนหรือเปล่า(น้อง ไปอ่านมาจากไหนเนี่ย ก็บอกว่ามีบางกลุ่มที่กินหนะ) ถามว่ารสชาติหมาเป็นไง(ไม่เคยกินวุ้ย) แล้วฉันก็ถามไปถึงโมซาร์ตอะไรนั่นแหมเค้ามาจากเมืองศรีวิไลซ์อ่ะนะ แล้วเค้าถามเราว่ามีอะไรอยากรู้เกี่ยวกับบ้านเค้าไหม(เค้ามีคนแค่ 8 ล้านคนเอง) ฉันก็เลยบอกว่าอยากรู้ว่าประเทศที่มันเจริญแล้วมีอะไรไม่ดีบ้างป่าว แต่เค้าไม่ได้ตอบอ่ะเพราะเค้าถามมากกว่า ถามว่าทุกคนได้เรียนหนังสือไหม ถามว่าฉันไปว่ายน้ำไหม มีทะเลป่าว น่าน..เราประชาสัมพันธ์บ้านเมืองเรายังไงหละเนี่ย
# # # # #
วันเสาร์กลับจากภูเก็ตบ่ายสาม ตอนค่ำไปกินข้าวกับเพื่อนๆมช.ที่วังหินไอซ์แลนด์ปาร์ตี้ปีใหม่หนะถึงจะเรียนจบแล้วเราก็ยังมีงานปาร์ตี้ปีใหม่ต่อเนื่องมาตลอด ปาร์ตี้ของเรามีแลกของขวัญด้วยแต่ที่เปลี่ยนไปคือมีงานสองที่ที่เชียงใหม่กับกรุงเทพใครทำงานที่ไหนหรือตอนนั้นอยู่ที่ไหนก็ไปร่วมงานที่นั่นหรือไปมันทั้งสองงานเพราะหยุดสิ้นปีบ้านใครอยู่เชียงใหม่ก็กลับบ้านเชียงใหม่กัน งานที่กรุงเทพคราวนี้เจ๊วรรณคนที่มีของขวัญแปลกๆไม่อยู่เธอไปอยู่เม็กซิโกซะแล้วเลยไม่มีของขวัญฮาๆ ได้เจอได้คุยกันฉันรู้สึกดีแต่ยังเจอกันน้อยครั้งเกินไปเพราะเรามีเรื่องให้อัพเดทกันตรึมคาราโอเกะอะไรไม่ได้ร้องเลยเพราะมีเรื่องให้คุยกันเยอะ คิดดูว่าเจอกันน้อยเกินไปจนบอยแอบไปมีลูกตอนไหนฉันกับเพี่อนบางคนยังไม่รู้เรื่องเลยมาเห็นกันก็วันนี้ลูกมันโตเดินได้แล้วอ่ะ ฉันต้องเสนอ(แกมบังคับ)ให้มีการเจอกันบ่อยกว่านี้หน่อยเพื่อนก็มีอยู่เท่านี้ยิ่งนานมันก็ยิ่งห่างพอห่างซะแล้วทีนี้มันจะหายไปเลยหนะสิ
# # # # #
ไปเพิร์ธครั้งที่สองอากาศอบอุ่นแล้วแฟชั่นที่นั่นเปลี่ยนไปสุดๆครั้งที่ไปตอนหนาวๆก็เสื้อสีดำๆมืดๆไปคราวนี้กระโปรงบานๆบางๆเสื้อสายเดี่ยว กางเกงเอวต่ำแล้วต่ำอีก(ต่ำมาก)เสื้อผ้ามีสีสรร ดูสดใสไปทั้งเมือง ตามห้างและทางเดินย่าน shopping ก็มีการตกแต่งคริสตมาส เห็นการจัดต้นคริสตมาสแบบคุมสีไม่หลากหลายเกินไปฉันว่าสวยดีอย่างที่โรงแรมก็ตกแต่งด้วยลูกบอลสีแดงกับสีทอง ส่วนที่ห้าง david jones ก็แต่งด้วยลูกบอลเล็กๆสีเงินกับสีน้ำเงิน
ไปครั้งนี้มีเสวีเพื่อนห้องเดียวกันไปด้วยก็เหมือนมีพวกไปไหนก็ไม่กลัว ถึงจะไม่เดิน walk tour ตามที่พิมพ์ออกมาแต่ก็มีเสวีพาเที่ยวเพราะเค้าเคยมาเรียน summer เมื่อครั้งยังเด็กแต่ก็เห็นสถานที่ที่อยู่ใน walk tour เช่น สถานีดับเพลิงเก่า, หอระฆัง(Bell tower) Kings park ฉันจำอะไรไม่ได้แล้วหละโพยก็หายไว้ถ้าอัพโหลดรูปเมื่อไหร่จะลิงค์ให้ไปดูกันแล้วเล่าในนั้นประกอบภาพไปเลย(แต่ภาพที่ถ่ายก็ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ถ่ายมาไม่ครบ)
วันนี้ฉัน stand by 1 (ตีห้าถึงบ่ายสอง)แต่พี่ OD เค้าโทรมาบอกตั้งแต่เมื่อคืนตอนเกือบสองทุ่มว่าให้ไปบินไฟล์ทนี้มีการระลึกความจำด้วยนะว่าเหมือนที่หนูไปบินเมื่อวันจันทร์ก่อน ถึงไม่เตือนหนูยังจำได้ดีเลยเพราะสี่แลนด์นี้พิเศษทั้งตื่นเช้ามากทั้งเสริฟอาหารตลอดคนเค้าก็เลยลาป่วยกันซะอย่างวันนี้ตัวจริงที่มาตามตารางบินมีแค่ 3 คนอีก 5 คนโดนเรียก stand by ทั้งนั้น
พี่ๆเพื่อนๆในไฟล์ทน่ารักทำงานราบรื่นดีผู้โดยสารก็พอดีพอดี(ร้อยกว่าคน)มีเต็มเฉพาะขากรุงเทพ-ภูเก็ตเท่านั้นตอนทำงานขาสุดท้าย(ภูเก็ต-กรุงเทพ)พวกแอร์จะหลับกันหมดแล้ว ฉันว่ามันเหนื่อยหลายอย่างทั้งตื่นเช้าและขึ้นลงหลายรอบ(take off ,landing)มันเพลียมันปวดหัวตอนนี้ก็เหมือนจะขาสั่นๆแล้วฉันแต่อยากเขียนไดอารี่จังเพราะไม่ได้เขียนหลายวันแล้ว พรุ่งนี้ก็ stand by อีกแต่เป็นเที่ยงถึงสามทุ่มไม่รู้จะโดนเรียกไปไหนอย่าให้ต้องตื่นเช้านักเลยเจ้าค่า
ป.ล มีคนมาขอแอดไอซีคิวเธอมาจากออสเตรียมีความสนใจประเทศไทยถามว่าคุยกันได้ไหม ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาก็คุยกันนิดหน่อยว่าอายุเท่าไหร่ ทำอะไร แล้วฉันก็ถามว่าสนใจเกี่ยวกับบ้านเราเหรอ เค้าถามว่ามีประชากรกี่คน(โอ้โฮ้เจ๊ไม่รู้หวะ น่าจะเกินหกสิบล้านคนนะ) ถามว่าบ้านเรากินหมากับงูเหมือนเมืองจีนหรือเปล่า(น้อง ไปอ่านมาจากไหนเนี่ย ก็บอกว่ามีบางกลุ่มที่กินหนะ) ถามว่ารสชาติหมาเป็นไง(ไม่เคยกินวุ้ย) แล้วฉันก็ถามไปถึงโมซาร์ตอะไรนั่นแหมเค้ามาจากเมืองศรีวิไลซ์อ่ะนะ แล้วเค้าถามเราว่ามีอะไรอยากรู้เกี่ยวกับบ้านเค้าไหม(เค้ามีคนแค่ 8 ล้านคนเอง) ฉันก็เลยบอกว่าอยากรู้ว่าประเทศที่มันเจริญแล้วมีอะไรไม่ดีบ้างป่าว แต่เค้าไม่ได้ตอบอ่ะเพราะเค้าถามมากกว่า ถามว่าทุกคนได้เรียนหนังสือไหม ถามว่าฉันไปว่ายน้ำไหม มีทะเลป่าว น่าน..เราประชาสัมพันธ์บ้านเมืองเรายังไงหละเนี่ย
# # # # #
วันเสาร์กลับจากภูเก็ตบ่ายสาม ตอนค่ำไปกินข้าวกับเพื่อนๆมช.ที่วังหินไอซ์แลนด์ปาร์ตี้ปีใหม่หนะถึงจะเรียนจบแล้วเราก็ยังมีงานปาร์ตี้ปีใหม่ต่อเนื่องมาตลอด ปาร์ตี้ของเรามีแลกของขวัญด้วยแต่ที่เปลี่ยนไปคือมีงานสองที่ที่เชียงใหม่กับกรุงเทพใครทำงานที่ไหนหรือตอนนั้นอยู่ที่ไหนก็ไปร่วมงานที่นั่นหรือไปมันทั้งสองงานเพราะหยุดสิ้นปีบ้านใครอยู่เชียงใหม่ก็กลับบ้านเชียงใหม่กัน งานที่กรุงเทพคราวนี้เจ๊วรรณคนที่มีของขวัญแปลกๆไม่อยู่เธอไปอยู่เม็กซิโกซะแล้วเลยไม่มีของขวัญฮาๆ ได้เจอได้คุยกันฉันรู้สึกดีแต่ยังเจอกันน้อยครั้งเกินไปเพราะเรามีเรื่องให้อัพเดทกันตรึมคาราโอเกะอะไรไม่ได้ร้องเลยเพราะมีเรื่องให้คุยกันเยอะ คิดดูว่าเจอกันน้อยเกินไปจนบอยแอบไปมีลูกตอนไหนฉันกับเพี่อนบางคนยังไม่รู้เรื่องเลยมาเห็นกันก็วันนี้ลูกมันโตเดินได้แล้วอ่ะ ฉันต้องเสนอ(แกมบังคับ)ให้มีการเจอกันบ่อยกว่านี้หน่อยเพื่อนก็มีอยู่เท่านี้ยิ่งนานมันก็ยิ่งห่างพอห่างซะแล้วทีนี้มันจะหายไปเลยหนะสิ
# # # # #
ไปเพิร์ธครั้งที่สองอากาศอบอุ่นแล้วแฟชั่นที่นั่นเปลี่ยนไปสุดๆครั้งที่ไปตอนหนาวๆก็เสื้อสีดำๆมืดๆไปคราวนี้กระโปรงบานๆบางๆเสื้อสายเดี่ยว กางเกงเอวต่ำแล้วต่ำอีก(ต่ำมาก)เสื้อผ้ามีสีสรร ดูสดใสไปทั้งเมือง ตามห้างและทางเดินย่าน shopping ก็มีการตกแต่งคริสตมาส เห็นการจัดต้นคริสตมาสแบบคุมสีไม่หลากหลายเกินไปฉันว่าสวยดีอย่างที่โรงแรมก็ตกแต่งด้วยลูกบอลสีแดงกับสีทอง ส่วนที่ห้าง david jones ก็แต่งด้วยลูกบอลเล็กๆสีเงินกับสีน้ำเงิน
ไปครั้งนี้มีเสวีเพื่อนห้องเดียวกันไปด้วยก็เหมือนมีพวกไปไหนก็ไม่กลัว ถึงจะไม่เดิน walk tour ตามที่พิมพ์ออกมาแต่ก็มีเสวีพาเที่ยวเพราะเค้าเคยมาเรียน summer เมื่อครั้งยังเด็กแต่ก็เห็นสถานที่ที่อยู่ใน walk tour เช่น สถานีดับเพลิงเก่า, หอระฆัง(Bell tower) Kings park ฉันจำอะไรไม่ได้แล้วหละโพยก็หายไว้ถ้าอัพโหลดรูปเมื่อไหร่จะลิงค์ให้ไปดูกันแล้วเล่าในนั้นประกอบภาพไปเลย(แต่ภาพที่ถ่ายก็ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ถ่ายมาไม่ครบ)
Thursday, December 19, 2002
ตอน brief ไฟล์ท BOM วันที่ 17 ได้ความรู้จาก purser ว่า BOM เนี่ยแต่เดิมเค้าชื่อมุมไบมาแต่โบราณกาลมาเรียกบอมเบย์หลังตกอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ ตอนนี้เค้าเป็นอิสระแล้วทำไมจะต้องใช้บอมเบย์อยู่เล่าแต่ three letter code ก็ยังคงเป็น BOM อยู่ และ purser บอกว่าถ้าเค้าขออะไรให้ได้ก็ให้ไปเถอะเพราะเค้าซื้อตั๋วแพงคือเต็มราคาเลยไม่มีส่วนลดแบบที่อาจได้จากการซื้อผ่านบริษัททัวร์หนะ
ทำงานในไฟล์ทมุมไบไม่เหนื่อยเพราะผู้โดยสารนิ่งๆไม่ขออะไรมากมายเหมือนแขกที่อื่น ใช่แล้วฉันจำได้แล้วว่าครั้งแรกที่ไปมุมไบฉันงงเลยตอนที่ไปเดินรถ drink รอบสอง(ต่อท้ายรถอาหาร)เพราะถามว่าจะรับอะไรดื่มไหมก็ไม่ค่อยรับอะไร(แขกอื่นที่เจอก็จะคนละสองเป็นอย่างน้อย)ตอนปิดไฟในเครื่องก็หลับกันส่วนใหญ่แต่อย่างไปลาฮอจะเล่นไพ่ทั้งคืนเลยหลายวงด้วย(หลังคริสตมาสไปลาฮออีกแล้ว)
ตอนทำงานทั้งไปและกลับก็ไม่มีเฮ(ปัญหา)แต่ประการใดมีที่นอกเหนือจากการบริการปกติคือคุณแม่แขกขอนมให้ลูกเล็ก ฉันก็ต้องบอกว่าเรามีแต่นม UHT นะได้ไหม จะให้อุ่นด้วยหรือเปล่า แม่เค้าก็พูดถึงอะไรน้ำตาล น้ำตาลฉันก็จะบอกว่ามีแต่รสจืดแต่นึกไม่ออกว่ารสจืดภาษาอังกฤษพูดว่ายังไงหวะเลยใช้คำว่า natural เค้าก็เข้าใจมั่วเก่งเหมือนกันฉัน (ดูจากกล่องนมที่บ้านนมเมจิใช้คำว่า fresh milk) ฟังๆอีกทีที่แม่เค้าพูดคือให้ใส่น้ำตาลลงไปด้วย(คงรู้อยู่แล้วมั้งว่ามีแต่นมจืด) และก็ให้อุ่นนมด้วย นม 250 cc ฉันใส่น้ำตาลไปซองเดียวเองไม่รู้สินึกเอาเองว่าเด็กไม่ควรกินหวาน
เวลาทำงานในไฟล์ทกลางคืนแบบนี้จะมีลูกเรือเกินกว่าปกติเพราะจะได้ช่วยกันและมีการจัดพักด้วยตอนแรกเห็นจำนวนผู้โดยสารเต็มนึกว่าครั้งนี้ตายแน่เพราะไม่ได้นอนแต่จริงๆเค้ากันที่ไว้ให้แล้ว 8 ที่เพื่อจะแบ่งกันพักเป็นสองกะ แต่ก็พักไม่ได้มาก(ขาไป 45 นาที ขากลับ 30 นาที)ไฟล์ทไทม์ไม่ได้นานนักแต่ได้นั่งหลับตาบ้างก็ดีกว่าอยู่แล้วแต่เพราะฉันนอนก่อนไปทำงานสองชั่วโมงในไฟล์ทก็เลยไม่ง่วงเท่าไหร่แต่ตอนนั่งรถกลับบ้านจะหลับซะให้ได้ ตอนปลายเดือนไปลาฮอก็ต้องพยายามหลับก่อนไปทำงานให้ได้งานนี้หละก็ของจริง !! ขอจริงๆ(ถ้าเค้ายังไม่เปลี่ยนไปนะ ฮา)
ทำงานในไฟล์ทมุมไบไม่เหนื่อยเพราะผู้โดยสารนิ่งๆไม่ขออะไรมากมายเหมือนแขกที่อื่น ใช่แล้วฉันจำได้แล้วว่าครั้งแรกที่ไปมุมไบฉันงงเลยตอนที่ไปเดินรถ drink รอบสอง(ต่อท้ายรถอาหาร)เพราะถามว่าจะรับอะไรดื่มไหมก็ไม่ค่อยรับอะไร(แขกอื่นที่เจอก็จะคนละสองเป็นอย่างน้อย)ตอนปิดไฟในเครื่องก็หลับกันส่วนใหญ่แต่อย่างไปลาฮอจะเล่นไพ่ทั้งคืนเลยหลายวงด้วย(หลังคริสตมาสไปลาฮออีกแล้ว)
ตอนทำงานทั้งไปและกลับก็ไม่มีเฮ(ปัญหา)แต่ประการใดมีที่นอกเหนือจากการบริการปกติคือคุณแม่แขกขอนมให้ลูกเล็ก ฉันก็ต้องบอกว่าเรามีแต่นม UHT นะได้ไหม จะให้อุ่นด้วยหรือเปล่า แม่เค้าก็พูดถึงอะไรน้ำตาล น้ำตาลฉันก็จะบอกว่ามีแต่รสจืดแต่นึกไม่ออกว่ารสจืดภาษาอังกฤษพูดว่ายังไงหวะเลยใช้คำว่า natural เค้าก็เข้าใจมั่วเก่งเหมือนกันฉัน (ดูจากกล่องนมที่บ้านนมเมจิใช้คำว่า fresh milk) ฟังๆอีกทีที่แม่เค้าพูดคือให้ใส่น้ำตาลลงไปด้วย(คงรู้อยู่แล้วมั้งว่ามีแต่นมจืด) และก็ให้อุ่นนมด้วย นม 250 cc ฉันใส่น้ำตาลไปซองเดียวเองไม่รู้สินึกเอาเองว่าเด็กไม่ควรกินหวาน
เวลาทำงานในไฟล์ทกลางคืนแบบนี้จะมีลูกเรือเกินกว่าปกติเพราะจะได้ช่วยกันและมีการจัดพักด้วยตอนแรกเห็นจำนวนผู้โดยสารเต็มนึกว่าครั้งนี้ตายแน่เพราะไม่ได้นอนแต่จริงๆเค้ากันที่ไว้ให้แล้ว 8 ที่เพื่อจะแบ่งกันพักเป็นสองกะ แต่ก็พักไม่ได้มาก(ขาไป 45 นาที ขากลับ 30 นาที)ไฟล์ทไทม์ไม่ได้นานนักแต่ได้นั่งหลับตาบ้างก็ดีกว่าอยู่แล้วแต่เพราะฉันนอนก่อนไปทำงานสองชั่วโมงในไฟล์ทก็เลยไม่ง่วงเท่าไหร่แต่ตอนนั่งรถกลับบ้านจะหลับซะให้ได้ ตอนปลายเดือนไปลาฮอก็ต้องพยายามหลับก่อนไปทำงานให้ได้งานนี้หละก็ของจริง !! ขอจริงๆ(ถ้าเค้ายังไม่เปลี่ยนไปนะ ฮา)
Monday, December 16, 2002
เรื่องเพิร์ธแปะไว้ก่อนนะขอร้อง ตอนนี้ขอเล่นเกมก่อนได้โปรด แบ่บว่ากว่าจะต่อเนตติดโครตยากเลยแย่งกันสุดๆ ทำเอาฉันจะคลั่งตายเลยขอตัวไปเล่นเกมให้สาแก่ใจก่อน พรุ่งนี้ต้องทำงานไฟล์ทแขกด้วยต้องทำให้จิตใจพร้อม(ไม่คาใจที่อดเล่นเกม)จะได้ไปบริการท่านผู้โดยสารอย่างดี ไปหละเจอกันในเกม
ป.ล ปาร์ตี้ปีใหม่สำหรับเพื่อนๆCPE ได้วันแล้วแต่สถานที่ยังตกลงกันไม่ได้
ป.ล ปาร์ตี้ปีใหม่สำหรับเพื่อนๆCPE ได้วันแล้วแต่สถานที่ยังตกลงกันไม่ได้
Sunday, December 15, 2002
ไฟล์ท987-996 นี่มันไฟล์ทป่วยแน่ๆฉันไม่ถึงกับเป็นไข้แต่ก็ปวดหัวจะระเบิด ที่ไม่เป็นไข้เพราะกินพารากันไว้ก่อนจะเข้านอนคืนวันที่ 13 และIM ใจดีจัดให้พักตอนทำงานขากลับแน่ๆ(แต่เสวีป่วยไปเลยก็จะเอายาให้กินเหมือนกันไม่กิน)
ฉันว่าเวลาทำงานมันชวนให้ป่วยแหละทำงานเย็นไปถึงเที่ยงคืนกว่าจะนอนก็เกือบตีสอง ตื่นมาก็ออกไปเที่ยวเล่นอากาศมันก็เปลี่ยนแปลงสุดขั้วกลางวันแดดแรงแต่ลมเย็น ตอนเย็นก็ลมแรงและเย็นสุดๆแล้วเราก็เฉือกไปเดินตากลมด้วยไง วันที่งานกลับก็ต้องตื่นตีสามครึ่งทำงานกว่าจะมาถึงกรุงเทพก็บ่ายสองครึ่ง ฉันถึงบ้านเข้านอนตั้งแต่สองทุ่มเพลียจัดแล้วก็ปวดหัว(ปวดมาตั้งแต่ในไฟล์ทแล้ว)แต่ไม่ยอมกินยา(ในที่สุดก็ต้องตื่นมากินตอนตีหนึ่งเพราะทนไม่ไหว)กว่าจะตื่นวันนี้ก็เกือบเก้าโมงเช้า ตอนนี้ก็ยังมึนๆอยู่ขอรวบรวมสถานที่ที่เดินผ่านแล้วจะมาเล่าให้ฟัง
ฉันว่าเวลาทำงานมันชวนให้ป่วยแหละทำงานเย็นไปถึงเที่ยงคืนกว่าจะนอนก็เกือบตีสอง ตื่นมาก็ออกไปเที่ยวเล่นอากาศมันก็เปลี่ยนแปลงสุดขั้วกลางวันแดดแรงแต่ลมเย็น ตอนเย็นก็ลมแรงและเย็นสุดๆแล้วเราก็เฉือกไปเดินตากลมด้วยไง วันที่งานกลับก็ต้องตื่นตีสามครึ่งทำงานกว่าจะมาถึงกรุงเทพก็บ่ายสองครึ่ง ฉันถึงบ้านเข้านอนตั้งแต่สองทุ่มเพลียจัดแล้วก็ปวดหัว(ปวดมาตั้งแต่ในไฟล์ทแล้ว)แต่ไม่ยอมกินยา(ในที่สุดก็ต้องตื่นมากินตอนตีหนึ่งเพราะทนไม่ไหว)กว่าจะตื่นวันนี้ก็เกือบเก้าโมงเช้า ตอนนี้ก็ยังมึนๆอยู่ขอรวบรวมสถานที่ที่เดินผ่านแล้วจะมาเล่าให้ฟัง
Wednesday, December 11, 2002
พรุ่งนี้ทำงานไฟล์ท 987 ไปเพิร์ธเดินทางตอนเย็นไปถึงที่นู่นเที่ยงคืนพักหนึ่งวันแล้วก็ทำงานกลับด้วยไฟล์ท996 แวะภูเก็ตก่อนเข้ากรุงเทพ ฉันไม่ชอบเลยเพราะฝังใจเรื่องไม่สบายคราวที่แล้วแต่มันอาจดีขึ้นเพราะอากาศไม่เย็นแล้วและก็ไหนๆก็จะไปอีกก็ต้องออกไปเที่ยวเล่นอยู่แล้วฉันเลยหาแผนที่ของเมืองเพิร์ธจากในเนตตอนไปครั้งแรกหาดูเหมือนกันแต่ไม่เจอครั้งนี้เจอตั้งหลายแบบเลยฉันเลือกมาสองอย่างคือ walk tour กับ shopping map น่าจะพิมพ์ walktour ของ fremantle มาด้วยแต่ไม่รู้สิคงไม่ไปอ่ะเวลาก็ไม่ได้มีมากมายวันกลับก็ต้องออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้ามืด
จากในเวบที่เจอมีแนะนำร้านอาหารด้วยฉันอยากไปกินข้าวริมแม่น้ำจังไม่รู้ใครจะไปบ้างแต่ในไฟล์มมีเสวีเพื่อนจากห้องเดียวกันน่าจะลากเค้าไปด้วยได้นะและเพราะหาที่กินข้าวนี่แหละทำให้รู้ว่าที่เข้าใจคราวที่แล้วว่าน้ำๆใกล้โรงแรมเป็นทะเลสาปจริงๆมันเป็นแม่น้ำต่างหาก Swan River และโบสถ์ที่เดินฝ่าลมหนาวคราวที่แล้วไปดูหนะชื่อว่า St.Mary’s Cathedral คราวนี้จะเดินไปทางไหนเราจะรู้แล้วว่าเราผ่านอะไรบ้างเพราะมีแผนที่อ้างอิง ตอนบ่ายจะออกไปยืมกล้องพี่กอล์ฟซะหน่อยจะถ่ายรูปตาม walktour มาให้ดู
จากในเวบที่เจอมีแนะนำร้านอาหารด้วยฉันอยากไปกินข้าวริมแม่น้ำจังไม่รู้ใครจะไปบ้างแต่ในไฟล์มมีเสวีเพื่อนจากห้องเดียวกันน่าจะลากเค้าไปด้วยได้นะและเพราะหาที่กินข้าวนี่แหละทำให้รู้ว่าที่เข้าใจคราวที่แล้วว่าน้ำๆใกล้โรงแรมเป็นทะเลสาปจริงๆมันเป็นแม่น้ำต่างหาก Swan River และโบสถ์ที่เดินฝ่าลมหนาวคราวที่แล้วไปดูหนะชื่อว่า St.Mary’s Cathedral คราวนี้จะเดินไปทางไหนเราจะรู้แล้วว่าเราผ่านอะไรบ้างเพราะมีแผนที่อ้างอิง ตอนบ่ายจะออกไปยืมกล้องพี่กอล์ฟซะหน่อยจะถ่ายรูปตาม walktour มาให้ดู
Monday, December 09, 2002
เมื่อคืนไม่ได้นอนเร็วซักเท่าไหร่เพราะเล่นเกมนั่นแหละแล้วยังจะนอนไม่หลับอีกกังวลกลัวจะตื่นไม่ทันแต่ก็ไปเช็คอินก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ตอนทำงานง่วงจริงๆแต่เพราะต้องเสริฟอาหารก็เลยไม่ได้ว่างง่วงเท่าไหร่ถ้าไฟล์ทไม่ตรงมื้ออาหารหละก็มีหวังนั่งหลับแน่ๆ เสริฟน้ำใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่
ทำงานสี่แลนด์ถ้าไม่ง่วงนะก็สามารถอยู่แต่มาติดที่ต้องตื่นเช้านี่สิแย่เหมือนกันวันนี้ก็เที่ยวสองภาคอีสานกับใต้ไปขอนแก่นก่อนแล้วต่อด้วยภูเก็ต ช่วงขอนแก่นผู้โดยสารไม่เต็มขาเข้ากรุงเทพ(จากขอนแก่น)น้องจิน(จินตรา พูนลาภ)มาด้วยแหละถ้าเอากล้องไปนะขอถ่ายรูปด้วยเลย พี่แอร์บอกว่าเค้านะเรียบร้อยจัง ให้อะไรก็ไหว้ก็ขอบคุณตลอด ตอนลงจากเครื่องผ้าห่มเค้ายังพับให้เลย(เห็นกับตา) ตอนพักที่กรุงเทพ(ก่อนไปภูเก็ต)งีบแบบวิตกจริต(กลัวไม่ตื่น)ไปสิบนาทีแล้วก็ทำงานอีกสองเที่ยว ไปภูเก็ตคนเต็มเลยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แต่ขาเข้ากรุงเทพไม่เต็มแถมอาหารกล่องก็หน้าตาดีด้วยนะเป็นกุ้งพันตะไคร้(เหมือนกุ้งพันอ้อยแต่เปลี่ยนอ้อยเป็นตะไคร้)ตอนถึงกรุงเทพรู้สึกดีใจจังเล้ยยยย จะได้กลับบ้านแล้วเราไม่รู้เพราะจะได้นอนหรือจะได้เล่นเกม
กลับบ้านมาล้างเครื่องสำอางค์ลบยาทาเล็บอย่างไร้วิญญาณมากเลยง่วงแต่ก็ไม่นอนคิดว่าค่อยนอนทีเดียวตอนหัวค่ำเล่นเกมแป๊ปนึงก่อนแต่เจอมนต์ของเกมปาไปห้าทุ่มครึ่งซะอีก ง่วงก็ง่วงจะเล่นก็จะเล่นนี่ถ้าเพื่อนไม่เลิกก็คงยังไม่เลิกแน่ๆ
ได้หยุดสองวันต้องพักผ่อนให้ดีนอนน้อยๆแบบนี้เดี๋ยวไม่สบายอีกไฟล์ทหน้าไป Perthที่เคยไปมาแล้วไม่สบายซะด้วย ไปนอนก่อนตื่นมาค่อยหาที่เที่ยวใน Perth
ทำงานสี่แลนด์ถ้าไม่ง่วงนะก็สามารถอยู่แต่มาติดที่ต้องตื่นเช้านี่สิแย่เหมือนกันวันนี้ก็เที่ยวสองภาคอีสานกับใต้ไปขอนแก่นก่อนแล้วต่อด้วยภูเก็ต ช่วงขอนแก่นผู้โดยสารไม่เต็มขาเข้ากรุงเทพ(จากขอนแก่น)น้องจิน(จินตรา พูนลาภ)มาด้วยแหละถ้าเอากล้องไปนะขอถ่ายรูปด้วยเลย พี่แอร์บอกว่าเค้านะเรียบร้อยจัง ให้อะไรก็ไหว้ก็ขอบคุณตลอด ตอนลงจากเครื่องผ้าห่มเค้ายังพับให้เลย(เห็นกับตา) ตอนพักที่กรุงเทพ(ก่อนไปภูเก็ต)งีบแบบวิตกจริต(กลัวไม่ตื่น)ไปสิบนาทีแล้วก็ทำงานอีกสองเที่ยว ไปภูเก็ตคนเต็มเลยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แต่ขาเข้ากรุงเทพไม่เต็มแถมอาหารกล่องก็หน้าตาดีด้วยนะเป็นกุ้งพันตะไคร้(เหมือนกุ้งพันอ้อยแต่เปลี่ยนอ้อยเป็นตะไคร้)ตอนถึงกรุงเทพรู้สึกดีใจจังเล้ยยยย จะได้กลับบ้านแล้วเราไม่รู้เพราะจะได้นอนหรือจะได้เล่นเกม
กลับบ้านมาล้างเครื่องสำอางค์ลบยาทาเล็บอย่างไร้วิญญาณมากเลยง่วงแต่ก็ไม่นอนคิดว่าค่อยนอนทีเดียวตอนหัวค่ำเล่นเกมแป๊ปนึงก่อนแต่เจอมนต์ของเกมปาไปห้าทุ่มครึ่งซะอีก ง่วงก็ง่วงจะเล่นก็จะเล่นนี่ถ้าเพื่อนไม่เลิกก็คงยังไม่เลิกแน่ๆ
ได้หยุดสองวันต้องพักผ่อนให้ดีนอนน้อยๆแบบนี้เดี๋ยวไม่สบายอีกไฟล์ทหน้าไป Perthที่เคยไปมาแล้วไม่สบายซะด้วย ไปนอนก่อนตื่นมาค่อยหาที่เที่ยวใน Perth
Sunday, December 08, 2002
ไม่ได้เจอพี่ไก่หรอกเพราะพี่เค้าเดินทางเหนื่อยรถก็ติดเดินทางไปไหนใช้เวลานานไว้ถ้าฉันได้ไปค้างหาดใหญ่อีกนัดเจอพี่เค้ายังจะดูง่ายดายกว่า(เห็นขับรถมาแป๊ปเดียวถึงเลย)
วันหยุดก็อยู่บ้านเล่นเกมอย่างแรงไม่ต่ำกว่าวันละสี่ชั่วโมงแต่ก็ออกไปสูดอากาศ(ห้าง)บ้างที่เดอะมอลล์ เค้าปรับปรุงซะดูกว้างขวางเลยของก็มีขายเยอะยังงี้ก็คงจะเดินดูอะไรสนุกขึ้น ฉันหนะชอบเดินห้างนะเหมือนไปฟอกปอด(ฮา)แต่ส่วนใหญ่ก็เดินดูหนะดังนั้นเวลาได้ไปพักที่ต่างประเทศได้ไปเดินห้างบ้านเค้าจะสนุกมากเลยเพราะของมีหลากหลายเพียบ เพียบ เพียบ ของที่บ้านเราไม่มี นี่ก็ไม่รู้ว่าเดอะมอลล์เค้ามีของมากมายเนี่ยเพราะกำลังซื้อมันเพิ่มขึ้นขยายกลุ่มเป้าหมายหรือว่าไงนะ มี Beauty café, chanel งี้ ,Shu uemuraงี้ แต่มันก็เป็นผลประโยชน์มาทางฉันแหละไว้ไปสำรวจสินค้าใหม่ ก็คิดอยู่นะว่าซื้อของในห้างดีหรือเปล่าเพราะตอนนี้เหมือนมีโอกาสซื้อของราคาถูกได้จาก Duty free(แต่ไม่เคยกล้าไปซื้อซะที)หรือต่างประเทศ ส่วนของที่ขายในบ้านเราเค้าคิดภาษี(เพราะเป็นของฟุ่มเฟือยใช้หรือเปล่า)ราคามันเลยแพงแต่ภาษีนั่นมันเอาไปช่วยชาติหรือเปล่าหรือว่ามันไปที่ไหน ถ้าช่วยชาติได้เวลาของมันลดราคาทำให้ไม่ต่างจากราคาที่ซื้อจากเมืองนอกเท่าไหร่ก็จะซื้อในบ้านเรานี่แหละเผื่อจะเอาเงินไปพัฒนาชาติ(คงไม่เอาไปโกงกินนะ) ที่คิดๆขึ้นมาเพราะอยากจะซื้อเครื่องสำอางค์หนะแต่ยับยั้งใจไม่ก่อหนี้(ถ้าไม่จำเป็น)จนกว่าจะล้างหนี้เก่าหมด
พรุ่งนี้ไปบินต้องเช็คอินตอนตีห้าสิบห้านาทีว่าจะออกจากบ้านตีสี่ครึ่งก็ต้องตื่นตีสามครึ่งถ้านอนเร็วๆก็โอเคไปบินซะกลับมาประมาณบ่ายสาม(บินสี่แลนด์)ค่อยนอนต่อแต่ปลายเดือนมีไฟล์ทไปเชียงใหม่เช็คอินตอนตีสี่สิบห้าก็ต้องออกจากบ้านตีสามครึ่งคือต้องตื่นตีสองครึ่ง โอ้โฮ้คุณขาเวลายังงี้คนอื่นเค้ายังไม่นอนเลยม้าง อิฉันต้องตื่นไปทำงานจะนอนให้ได้ซัก6-7 ชั่วโมงก็ต้องนอนตั้งแต่ทุ่มอ่ะจะหลับมะหละนั้น เพื่อนบอกว่าไม่ต้องนอนเลยดีกว่าไปบินแค่เที่ยวเดียว(ถึงบ้านประมาณเก้าโมงเช้า)ค่อยมานอน นะเล่นเกมรอเลยดีกว่านะ กำลังเห่อด้วย
ป.ล Ragnarok ไม่ได้อ่านว่า รักนรก หรอก อ่านว่า แล็คนรก ต่างหาก แล็ค(lag)ตัลหลอด !! แต่ฉันก็เป็นนักบวชแล้วนะเจอกันขอให้รักษากันได้แต่ฝีมือยังอ่อนอยู่จ้า
วันหยุดก็อยู่บ้านเล่นเกมอย่างแรงไม่ต่ำกว่าวันละสี่ชั่วโมงแต่ก็ออกไปสูดอากาศ(ห้าง)บ้างที่เดอะมอลล์ เค้าปรับปรุงซะดูกว้างขวางเลยของก็มีขายเยอะยังงี้ก็คงจะเดินดูอะไรสนุกขึ้น ฉันหนะชอบเดินห้างนะเหมือนไปฟอกปอด(ฮา)แต่ส่วนใหญ่ก็เดินดูหนะดังนั้นเวลาได้ไปพักที่ต่างประเทศได้ไปเดินห้างบ้านเค้าจะสนุกมากเลยเพราะของมีหลากหลายเพียบ เพียบ เพียบ ของที่บ้านเราไม่มี นี่ก็ไม่รู้ว่าเดอะมอลล์เค้ามีของมากมายเนี่ยเพราะกำลังซื้อมันเพิ่มขึ้นขยายกลุ่มเป้าหมายหรือว่าไงนะ มี Beauty café, chanel งี้ ,Shu uemuraงี้ แต่มันก็เป็นผลประโยชน์มาทางฉันแหละไว้ไปสำรวจสินค้าใหม่ ก็คิดอยู่นะว่าซื้อของในห้างดีหรือเปล่าเพราะตอนนี้เหมือนมีโอกาสซื้อของราคาถูกได้จาก Duty free(แต่ไม่เคยกล้าไปซื้อซะที)หรือต่างประเทศ ส่วนของที่ขายในบ้านเราเค้าคิดภาษี(เพราะเป็นของฟุ่มเฟือยใช้หรือเปล่า)ราคามันเลยแพงแต่ภาษีนั่นมันเอาไปช่วยชาติหรือเปล่าหรือว่ามันไปที่ไหน ถ้าช่วยชาติได้เวลาของมันลดราคาทำให้ไม่ต่างจากราคาที่ซื้อจากเมืองนอกเท่าไหร่ก็จะซื้อในบ้านเรานี่แหละเผื่อจะเอาเงินไปพัฒนาชาติ(คงไม่เอาไปโกงกินนะ) ที่คิดๆขึ้นมาเพราะอยากจะซื้อเครื่องสำอางค์หนะแต่ยับยั้งใจไม่ก่อหนี้(ถ้าไม่จำเป็น)จนกว่าจะล้างหนี้เก่าหมด
พรุ่งนี้ไปบินต้องเช็คอินตอนตีห้าสิบห้านาทีว่าจะออกจากบ้านตีสี่ครึ่งก็ต้องตื่นตีสามครึ่งถ้านอนเร็วๆก็โอเคไปบินซะกลับมาประมาณบ่ายสาม(บินสี่แลนด์)ค่อยนอนต่อแต่ปลายเดือนมีไฟล์ทไปเชียงใหม่เช็คอินตอนตีสี่สิบห้าก็ต้องออกจากบ้านตีสามครึ่งคือต้องตื่นตีสองครึ่ง โอ้โฮ้คุณขาเวลายังงี้คนอื่นเค้ายังไม่นอนเลยม้าง อิฉันต้องตื่นไปทำงานจะนอนให้ได้ซัก6-7 ชั่วโมงก็ต้องนอนตั้งแต่ทุ่มอ่ะจะหลับมะหละนั้น เพื่อนบอกว่าไม่ต้องนอนเลยดีกว่าไปบินแค่เที่ยวเดียว(ถึงบ้านประมาณเก้าโมงเช้า)ค่อยมานอน นะเล่นเกมรอเลยดีกว่านะ กำลังเห่อด้วย
ป.ล Ragnarok ไม่ได้อ่านว่า รักนรก หรอก อ่านว่า แล็คนรก ต่างหาก แล็ค(lag)ตัลหลอด !! แต่ฉันก็เป็นนักบวชแล้วนะเจอกันขอให้รักษากันได้แต่ฝีมือยังอ่อนอยู่จ้า
Friday, December 06, 2002
กลับมาจากปีนังตอนเช้า(ไปค้างคืนนึง)ไม่มีอาการอยากนอนเท่าไหร่คงเพราะไม่ได้กินยาแก้เมาเหมือนทุกที(กินประจำไฟล์ทละครึ่งเม็ดถึงไฟล์ทไทมยาวก็กินแค่นั้น กินเป็นกำลังใจไปงั้นแหละ) ก็เลยมานั่งเช็คเมล อ่านไดอารี่ อ่านวิจาร์ณหนังในพันธ์ทิพย์(บีมส่งมาให้เรื่องผู้หญิงห้าบาป)ตลกมากเจ๊สี่ที่เค้าเขียนเขียนได้ตลกจังเลย ฉันก็อยากจะเขียนอะไรให้ดีๆตลกๆชวนอ่านแบบนั้นบ้างนะ(เอาแค่ให้ไม่วกวนก่อนก็คงจะพอ) แต่ตอนนี้ไม่รู้จะเขียนอะไรดีเล้ย แบ่บว่าไปทำงานครั้งนี้ก็แบบเห็นแต่เครื่องลงจากเครื่องก็ไปโรงแรมนอนเลยตื่นมาก็กลับเลย จะเห็นก็แต่บ้านพักที่อยู่อาศัยระหว่างทางไปโรงแรมแค่นั้น
บ้านของเราเค้าจะรั้วเตี้ยๆบ้านจะไม่ได้มีบริเวณมากๆเหมือนบ้านเรา(แต่ในกรุงเทพบ้านก็ไม่คอยมีบริเวณเหมือนกันเนอะ) ไม่มีต้นไม้ใหญ่ พวกแฟลตอะไรเงี้ยจะดูดีสะอาดสะอ้านน่าอยู่อาศัย สนามบินบ้านเค้าก็ดูดีกว่าบ้านเราแต่ก็ไม่ดูดี๊ดีแบบสนามบินที่กัวลาลัมเปอร์นะที่นั่นดีจัง ยังชื่นชมไม่หาย สเกตเดือนนี้ไม่มีกัวลาฯแฮะแปลกจังยังงี้ทุกทีมั้งพออยากไปที่ไหนจะไม่ได้ไปที่นั่นแต่ไม่อยากไปจะได้ไป อย่างตอนนี้ชอบไฟล์ท 419 ไปกัวลาฯตอนกลางคืนไปถึงก็นอนแล้วทำกลับตอนเช้า(ดีกว่าแบบ quickturn)เดือนนี้ไม่ได้ อยากไปญี่ปุ่นก็ไม่ได้ไปอีตอนกลับจากคันไซครั้งแรกไม่อยากไปแล้วอยากไปฟุกุโอกะก็ดันได้ไปคันไซอีก ไม่อยากไปเพิร์ทแล้วเดือนนี้ดันได้ไปอีก ให้มันได้ยังงั้น ต้องคิดว่าไม่อยากไปญี่ปุ่นจะได้ไปใช่ม้า เพี้ยง!
เสาร์อาทิตย์นี้หยุดซะด้วยแต่หยุดไปก็ยังงั้นพี่กอล์ฟไปเชียงใหม่ไม่มีลูกคู่ไปเที่ยวเพื่อนก็บินซะแต่ก็ดีที่พี่ไก่มากรุงเทพไม่รู้จะได้เจอกันหรือเปล่าถ้าไม่ได้ออกไปไหนอยู่บ้านเล่นแต่เกมก็ประหยัดดีเหมือนกันนะ
บ้านของเราเค้าจะรั้วเตี้ยๆบ้านจะไม่ได้มีบริเวณมากๆเหมือนบ้านเรา(แต่ในกรุงเทพบ้านก็ไม่คอยมีบริเวณเหมือนกันเนอะ) ไม่มีต้นไม้ใหญ่ พวกแฟลตอะไรเงี้ยจะดูดีสะอาดสะอ้านน่าอยู่อาศัย สนามบินบ้านเค้าก็ดูดีกว่าบ้านเราแต่ก็ไม่ดูดี๊ดีแบบสนามบินที่กัวลาลัมเปอร์นะที่นั่นดีจัง ยังชื่นชมไม่หาย สเกตเดือนนี้ไม่มีกัวลาฯแฮะแปลกจังยังงี้ทุกทีมั้งพออยากไปที่ไหนจะไม่ได้ไปที่นั่นแต่ไม่อยากไปจะได้ไป อย่างตอนนี้ชอบไฟล์ท 419 ไปกัวลาฯตอนกลางคืนไปถึงก็นอนแล้วทำกลับตอนเช้า(ดีกว่าแบบ quickturn)เดือนนี้ไม่ได้ อยากไปญี่ปุ่นก็ไม่ได้ไปอีตอนกลับจากคันไซครั้งแรกไม่อยากไปแล้วอยากไปฟุกุโอกะก็ดันได้ไปคันไซอีก ไม่อยากไปเพิร์ทแล้วเดือนนี้ดันได้ไปอีก ให้มันได้ยังงั้น ต้องคิดว่าไม่อยากไปญี่ปุ่นจะได้ไปใช่ม้า เพี้ยง!
เสาร์อาทิตย์นี้หยุดซะด้วยแต่หยุดไปก็ยังงั้นพี่กอล์ฟไปเชียงใหม่ไม่มีลูกคู่ไปเที่ยวเพื่อนก็บินซะแต่ก็ดีที่พี่ไก่มากรุงเทพไม่รู้จะได้เจอกันหรือเปล่าถ้าไม่ได้ออกไปไหนอยู่บ้านเล่นแต่เกมก็ประหยัดดีเหมือนกันนะ
Wednesday, December 04, 2002
กลับมาจากงานแต่งงานแล้ว หน่อยสวยมากเซ้งก็หล่อพี่กอล์ฟยังบอกเลยว่าหน้าเซ้งเหมือนพี่ดู๋สัญญา(สมัยเรียนใครก็บอกยังงั้น) อัลบั้มรูปที่ถ่ายมาก็ดูดีเป็นธรรมชาติสวยหล่อไปหมดอาจเพราะเซ้งหน้ายิ้มแย้มรูปก็เลยดูดีไปหมดส่วนมากจะแบบเจ้าบ่าวเก๊กหล่อหนะ
ก่อนเข้างานถ่ายรูปตามธรรมเนียมแต่ตอนจะเข้างานยังไม่แน่ใจจะเจอใครที่รู้จักหรือเปล่าแต่เล็ก(เพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยม)เป็นเพื่อนเจ้าสาวต้องมาแล้วแน่ๆและต้นก็มางานนี้เหมือนกันพอเข้าไปในงานแม่หน่อยกวักมือเรียกตอนแรกงงๆแต่เห็นหน้าพ่อเลยจำได้เพราะแม่แต่งตัวสวยเกล้าผมด้วยแต่ก่อนเคยแต่เห็นแม่ปล่อยผมก็เลยนั่งโต๊ะเดียวกับพ่อแม่และเล็กเค้าบอกว่าเห็นเราตั้งแต่ยังไม่เข้ามาแล้วเพราะมีวิดีโอฉาย หันไปดูแบ่บว่าใหญ่มากค่าตายแล้วตู ยืนยิ้มหรือทำอะไรเด๋อด๋าไปนี่เห็นกันหมดทั้งงาน และเพราะนั่งโต๊ะนี้ไม่ต้องไปตักอาหารเองด้วย(งานเป็นแบบบุฟเฟ่ต์)ดีที่ไม่ไปนั่งกับต้น(มันนั่งโต๊ะเพื่อนที่คณะ)
พิธีการก็ไม่ยุ่งยากนักก่อนเริ่มก็มี presentation เหมือนที่เค้ามีๆกันแต่งานที่ทำมาก็ดูดี แล้วก็เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นเวที เชิญเจ้านายเซ้งขึ้นไปคล้องพวงมาลัยให้แล้วก็กล่าวอวยพรจากนั้นก็มีสัมภาษณ์เจ้าบ่าวเจ้าสาวนิดหน่อยแล้วก็ไปตัดเค้ก เอาเค้กไปให้ญาติผู้ใหญ่ ถ่ายรูปตามโต๊ะ
พ่อแม่และหน่อยถามถึงงานฉันบ้างว่ามีเมื่อไหร่ให้บอกกันด้วย มีหละบอกแน่แต่ตอนนี้ยังก่อนนะแบบว่ายังทะเลาะกันอยู่บ่อยๆแต่เล็กบอกว่าแต่งไปแล้วค่อยไปทะเลาะกันต่อก็ได้ นะจริงๆเราก็คงจะทะเลาะกันไม่เลิกอยู่แล้วคนแต่งงานกันไปก็ต้องมีเรื่องทะเลาะกันอยู่แหละส่งให้ต่ายกับพี่เผ่าแต่งไปก่อนแล้วกันคู่นั้นดูจะมีแววมากกว่าแต่ยังไงซะเรามีคู่หน่อยกับเซ้งเป็นที่ปรึกษาแล้วหละนะ
ก่อนเข้างานถ่ายรูปตามธรรมเนียมแต่ตอนจะเข้างานยังไม่แน่ใจจะเจอใครที่รู้จักหรือเปล่าแต่เล็ก(เพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยม)เป็นเพื่อนเจ้าสาวต้องมาแล้วแน่ๆและต้นก็มางานนี้เหมือนกันพอเข้าไปในงานแม่หน่อยกวักมือเรียกตอนแรกงงๆแต่เห็นหน้าพ่อเลยจำได้เพราะแม่แต่งตัวสวยเกล้าผมด้วยแต่ก่อนเคยแต่เห็นแม่ปล่อยผมก็เลยนั่งโต๊ะเดียวกับพ่อแม่และเล็กเค้าบอกว่าเห็นเราตั้งแต่ยังไม่เข้ามาแล้วเพราะมีวิดีโอฉาย หันไปดูแบ่บว่าใหญ่มากค่าตายแล้วตู ยืนยิ้มหรือทำอะไรเด๋อด๋าไปนี่เห็นกันหมดทั้งงาน และเพราะนั่งโต๊ะนี้ไม่ต้องไปตักอาหารเองด้วย(งานเป็นแบบบุฟเฟ่ต์)ดีที่ไม่ไปนั่งกับต้น(มันนั่งโต๊ะเพื่อนที่คณะ)
พิธีการก็ไม่ยุ่งยากนักก่อนเริ่มก็มี presentation เหมือนที่เค้ามีๆกันแต่งานที่ทำมาก็ดูดี แล้วก็เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นเวที เชิญเจ้านายเซ้งขึ้นไปคล้องพวงมาลัยให้แล้วก็กล่าวอวยพรจากนั้นก็มีสัมภาษณ์เจ้าบ่าวเจ้าสาวนิดหน่อยแล้วก็ไปตัดเค้ก เอาเค้กไปให้ญาติผู้ใหญ่ ถ่ายรูปตามโต๊ะ
พ่อแม่และหน่อยถามถึงงานฉันบ้างว่ามีเมื่อไหร่ให้บอกกันด้วย มีหละบอกแน่แต่ตอนนี้ยังก่อนนะแบบว่ายังทะเลาะกันอยู่บ่อยๆแต่เล็กบอกว่าแต่งไปแล้วค่อยไปทะเลาะกันต่อก็ได้ นะจริงๆเราก็คงจะทะเลาะกันไม่เลิกอยู่แล้วคนแต่งงานกันไปก็ต้องมีเรื่องทะเลาะกันอยู่แหละส่งให้ต่ายกับพี่เผ่าแต่งไปก่อนแล้วกันคู่นั้นดูจะมีแววมากกว่าแต่ยังไงซะเรามีคู่หน่อยกับเซ้งเป็นที่ปรึกษาแล้วหละนะ
อยากจะเล่นเกมคอมก็ดันมาเจ๊ง(power supplyเสีย)เอาไปซ่อมเป็นอาทิตย์เลย รอจนหายเห่อเกมไปเยอะแต่ตอนนี้พี่ตี่ก็มาเล่นเกมแล้วตอนแกจะเริ่มโทรมาถามเราเริ่มเล่นมีพัฒนาการก็โทรมาบอกเรา ฟังแล้วทำให้อยากเล่นบ้างจะบ้าตายพอได้คอมมาจากจะเล่นให้หายอยากก็เจอด่านเจ้าภัทรก่อนเพราะน้องมันก็คงอยากเล่นเกมต่างๆของมันเหมือนกัน
วันนี้ก็เล่นได้แป๊ปนึงเพราะต้องออกไปหาพี่กอล์ฟที่ทำงานเย็นนี้จะไปงานแต่งงานของวรวรรณ เรื่องชุดไปงานทำเอาฉันปวดหัว(ปวดจริงๆ)เดินหาหลายวันคงเพราะบีบคั้นตัวเองอยากจะเสียเงินตอนที่ห้างมันลดราคาจะได้ประหยัด ลองร้านนั้นร้านนี่จนเซ็งชุดมันก็สวยอยู่แต่เราใส่แล้วไม่สวยหนะแล้วก็ไม่มั่นดูขัดกับบุคคลิกไอ้ที่สวยอยากได้ก็แพงเกินไป เมื่อวานก็ออกจากบ้านอีกเพราะยังไม่ได้ชุดและนัดมานพไปดูหนัง(my big fat greek wedding ก็ตลกดีนะ) ระหว่างทางไปก็ได้ชุดแซกราคาประหยัด 500 บาทจากซอยอารีย์แต่เพื่อนเห็นชุดแล้วบอกว่าเห่ยมากสั้นด้วย นพบอกให้ซื้อใหม่ฉันก็ไม่มีทุนแล้วไงเพื่อนก็จะให้ยืมเงินเลย มันแย่ยังงั้นเลยเหรอก็แค่ดูธรรมดาและดูเด็กไปหน่อยม้างแต่ก็เสียเซ้วไม่กล้าใส่แต่เพราะยุไม่ขึ้นก็เลยสรุปที่ซื้อเสื้อใหม่เป็นเสื้อตัวยาวสีขาวคอปาดแขนเต่อมาใส่กับกระโปรงผ้าถุงที่ฉันมีอยู่แล้วเพื่อนว่าออกเก๋ไก๋กว่าเยอะ ซื้อเข็ดขัดผีเสื้อมาด้วยเพราะเสื้อตัวยาวไม่มีอะไรตกแต่งจะโล้นเกินไป เสื้อผ้าสองชิ้นนี้ซื้อที่ร้าน spellbound ที่สยามเป็นร้านของพี่แอร์ตอนแรกไม่รู้หรอกแต่บทสนทนามันพาไป อะไรพี่เค้าจะขยันอย่างนั้นแต่ฉันก็อยากมีร้านแบบพี่เค้าเหมือนกันนะซึ่งก็คงเป็นแค่อีกความอยากที่ไม่ลงมือทำของฉันหนะ
เดี๋ยวจะไปเล่นเกมซะหน่อยตอนนี้เพื่อนๆทำงานหมดคงไม่มีใครมาช่วยเราก็เล่นๆเองไปก่อน พรุ่งนี้ทำงานไปค้างปีนังหนึ่งคืน
วันนี้ก็เล่นได้แป๊ปนึงเพราะต้องออกไปหาพี่กอล์ฟที่ทำงานเย็นนี้จะไปงานแต่งงานของวรวรรณ เรื่องชุดไปงานทำเอาฉันปวดหัว(ปวดจริงๆ)เดินหาหลายวันคงเพราะบีบคั้นตัวเองอยากจะเสียเงินตอนที่ห้างมันลดราคาจะได้ประหยัด ลองร้านนั้นร้านนี่จนเซ็งชุดมันก็สวยอยู่แต่เราใส่แล้วไม่สวยหนะแล้วก็ไม่มั่นดูขัดกับบุคคลิกไอ้ที่สวยอยากได้ก็แพงเกินไป เมื่อวานก็ออกจากบ้านอีกเพราะยังไม่ได้ชุดและนัดมานพไปดูหนัง(my big fat greek wedding ก็ตลกดีนะ) ระหว่างทางไปก็ได้ชุดแซกราคาประหยัด 500 บาทจากซอยอารีย์แต่เพื่อนเห็นชุดแล้วบอกว่าเห่ยมากสั้นด้วย นพบอกให้ซื้อใหม่ฉันก็ไม่มีทุนแล้วไงเพื่อนก็จะให้ยืมเงินเลย มันแย่ยังงั้นเลยเหรอก็แค่ดูธรรมดาและดูเด็กไปหน่อยม้างแต่ก็เสียเซ้วไม่กล้าใส่แต่เพราะยุไม่ขึ้นก็เลยสรุปที่ซื้อเสื้อใหม่เป็นเสื้อตัวยาวสีขาวคอปาดแขนเต่อมาใส่กับกระโปรงผ้าถุงที่ฉันมีอยู่แล้วเพื่อนว่าออกเก๋ไก๋กว่าเยอะ ซื้อเข็ดขัดผีเสื้อมาด้วยเพราะเสื้อตัวยาวไม่มีอะไรตกแต่งจะโล้นเกินไป เสื้อผ้าสองชิ้นนี้ซื้อที่ร้าน spellbound ที่สยามเป็นร้านของพี่แอร์ตอนแรกไม่รู้หรอกแต่บทสนทนามันพาไป อะไรพี่เค้าจะขยันอย่างนั้นแต่ฉันก็อยากมีร้านแบบพี่เค้าเหมือนกันนะซึ่งก็คงเป็นแค่อีกความอยากที่ไม่ลงมือทำของฉันหนะ
เดี๋ยวจะไปเล่นเกมซะหน่อยตอนนี้เพื่อนๆทำงานหมดคงไม่มีใครมาช่วยเราก็เล่นๆเองไปก่อน พรุ่งนี้ทำงานไปค้างปีนังหนึ่งคืน
Saturday, November 23, 2002
จะโยคะให้สุขภาพดีหรือทำลายสุขภาพกันแน่หว่าตอนนี้ปวดบั้นเอว คลาสนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ไปเล่นโยคะครั้งแรกที่เล่นแล้วคิดว่าไม่เล่นอีกแล้วเพราะมันชักช้าเหลือเกินลีลาสงบนิ่งออกจะเบื่อแต่มาเล่นอีกทีเพราะว่าไอ้คลาสพวกคึกคักที่อยากเล่นได้เช่น step aerobic ทำเอาเหนื่อยแทบขาดใจตาย คิดว่าหันมาเล่นโยคะดีกว่าเพราะช้าๆเย็นๆเผื่อจะมีสมาธิแถมมากับการมีสุขภาพดีไว้เสาร์หน้าจะพยายามไปอีก จริงๆก็เพราะจะเลิกไปฟิตเนสแล้วเลยคิดเข้าคลาสโยคะบ่อยๆหน่อยจะได้จำมาเล่นที่บ้านได้หนะ
วันนี้ก็ได้ทำทุกอย่างอย่างที่คิดไว้ทั้งออกกำลังกายไปจ่ายหนี้และเอากระโปรงไปแก้ไม่รู้คิดผิดคิดถูกค่าแก้ตัวละ 120 บาทเลยนะที่ร้าน fix it (หรือเปล่าหว่า)หนะเค้าว่าเค้าฝีมือดีก็ไม่รู้สิลองดูแล้วกันเพราะร้านที่เค้าตัดให้ลองโทรไปถามเค้าว่างานเยอะแต่เราต้องการได้กระโปรงเร็วก็ไว้คราวหน้าที่ได้รับยูนิฟอร์มอีกครั้งค่อยแก้เรื่องความยาวกับที่ร้านใหม่แล้วกัน ส่วนแลกตังค์ไม่ไปแลกหลังบริษัทเพราะนอกเส้นทางเกินไปแต่แลกที่เอ็มโพเรียม(ธ.กรุงไทย)ก็ได้เยอะกว่าธนาคารทหารไทย ธนาคารเอเชีย และธนาคารไทยพาณิชย์(เช็ดดูตอนเดินผ่านหนะ)
เดี๋ยวจะไปเล่นเกม RO ซะหน่อยเพื่อนๆกำลังเล่นอยู่แต่จะเล่นกับเพื่อนได้ฉันต้องสร้างตัวละครใหม่ที่ server ที่เพื่อนๆเล่นโธ่...ตอนนี้ Level 12 แล้วนะแต่มันบอกว่าจะช่วยให้อัพเลเวลให้เร็วๆ ส่วนพรุ่งนี้จะไปดู Harry Potter จ้า
วันนี้ก็ได้ทำทุกอย่างอย่างที่คิดไว้ทั้งออกกำลังกายไปจ่ายหนี้และเอากระโปรงไปแก้ไม่รู้คิดผิดคิดถูกค่าแก้ตัวละ 120 บาทเลยนะที่ร้าน fix it (หรือเปล่าหว่า)หนะเค้าว่าเค้าฝีมือดีก็ไม่รู้สิลองดูแล้วกันเพราะร้านที่เค้าตัดให้ลองโทรไปถามเค้าว่างานเยอะแต่เราต้องการได้กระโปรงเร็วก็ไว้คราวหน้าที่ได้รับยูนิฟอร์มอีกครั้งค่อยแก้เรื่องความยาวกับที่ร้านใหม่แล้วกัน ส่วนแลกตังค์ไม่ไปแลกหลังบริษัทเพราะนอกเส้นทางเกินไปแต่แลกที่เอ็มโพเรียม(ธ.กรุงไทย)ก็ได้เยอะกว่าธนาคารทหารไทย ธนาคารเอเชีย และธนาคารไทยพาณิชย์(เช็ดดูตอนเดินผ่านหนะ)
เดี๋ยวจะไปเล่นเกม RO ซะหน่อยเพื่อนๆกำลังเล่นอยู่แต่จะเล่นกับเพื่อนได้ฉันต้องสร้างตัวละครใหม่ที่ server ที่เพื่อนๆเล่นโธ่...ตอนนี้ Level 12 แล้วนะแต่มันบอกว่าจะช่วยให้อัพเลเวลให้เร็วๆ ส่วนพรุ่งนี้จะไปดู Harry Potter จ้า
Friday, November 22, 2002
วันที่ 19 เครื่องออกเดินทางจากกรุงเทพ17.30 แวะการาจีประเทศปากีสถานแล้วถึงจะต่อไปมัสกัต ผู้โดยสารมีน้อยมากประมาณ 140 กว่าแล้วก็ลงที่การาจีบ้างและไม่มีผู้โดยสารเพิ่ม(เครื่องที่ใช้เดินทางคือ A330มี config ใน Y class 267 ที่นั่ง) ไปถึงมัสกัต(ประเทศโอมาน)เวลาตีสองซึ่งถ้าเป็นเวลามัสกัตยังห้าทุ่มอยู่(เวลาช้ากว่าบ้านเรา 3 ชั่วโมงส่วนการาจีเวลาช้ากว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง) สนามบินบ้านเค้าชื่อ Seeb International ไฟล์ทนี้มีชั่วโมงที่อยู่ค้างที่นั่นเกิน 36 ชั่วโมงเอากระเป๋าใบใหญ่ไปได้ กระเป๋าใหญ่เลยได้ไปเที่ยวต่างประเทศเป็นไฟล์ทแรก ฉันเอาขนม นม เค้กที่ซื้อไปแต่ไม่มีข้าวแช่แข็งแบบคนอื่แต่บางมื้อก็กินมาม่าผัดฝีมือพี่เดียวหรือมาม่าต้มฝีมือออย หรือกินกับข้าวของกัปตัน คิดว่าไปคราวหน้าคงต้องเอาอาหารแช่แข็ง s & p ไปด้วย
ที่มัสกัตพักที่ Sheraton Oman มีสระว่ายน้ำฟิตเนสแต่ไม่เล่นเลยทั้งที่เอาอุปกรณ์ไปพร้อมและที่คิดว่าจะไม่มีอะไรทำสุดๆหอบเกมบอย walkmanและลำโพงไปก็ไม่ได้ใช้เท่าไหร่(คือไม่มีปลั๊กให้เสียบอ่ะสิ)แต่ก็ใช้บ้างแหละเดียวหอบมาเสียเที่ยวไง
ขามาถึงที่พักประมาณตีสามนั่งรถมาไกลเชียวกว่าจะถึงตลอดทางจากสนามบินมาโรงแรมสว่างไสวมาก ถนนหนทางดี มีร้านขายรถเยอะมากส่วนมากเป็นรถญี่ปุ่นที่เห็นในท้องถนนก็พวกฮอนด้า โตโยต้า ถึงโรงแรมรับกุญแจเข้าห้องกว่าจะนอนก็ตีสี่
ตื่นนอนมันรุ่งขึ้น 10 โมงเช้าแต่ก็นอนต่อไปถึง 11 โมงตื่นมากินขนม นม อาบน้ำเตรียมไปเที่ยว Sultan center ตอนบ่ายโมงกับพี่ปี พี่โดนัทจาก BC (business class) และกัปตัน เอ(เพื่อนห้องเดียวกัน ไฟล์ทนี้มีเทรนนีสามคน เอ ออย และฉัน)
รถบัสมารับเราช้ากว่าเวลานัดขึ้นรถไปตกใจสภาพรถเบาะเยินมากเลย คนที่นี่ขับรถเร็วนะสังเกตตั้งแต่ขามาจากสนามบินแล้วต่างจากพวกสิงค์โปร์ญี่ปุ่นที่ถนนโล่งแต่ก็ขับช้า ไปถึง Sultan center ก็นัดรถมารับบ่ายสามโมงครึ่งแต่เค้าบอกว่าต้องไปรับคนอื่นขอมารับบ่ายสาม(เที่ยงบ้านเค้า)ก็โอเคแหละก็เข้าไปซื้อของกัน ห้างมันเป็นแบบคาร์ฟูหนะผลไม้เยอะ น้ำผลไม้เยอะ Tang มีตั้งหลายรสเลย ฉันเจอชั้นแรกก็กรี๊ดแล้วเป็น m&m แบบน่ารักสำหรับเทศกาลคริสตมาสปีใหม่เป็นเม็ดสีขาว มีชอกโกแลตอีกหลายแบบเลย Kiss สีเขียวสีแดง อะไรเงี้ยแต่ค่าเงินมันงงๆไงเพราะฉันไม่รู้อัตราแลกเปลี่ยนเลยไม่รู้ว่ามันถูกหรือแพงกันแน่ เดินเล่นผ่านทุกชั้นเจอซอสไฮนส์สีเขียวซื้อฝากปุ๊กเพราะมันไม่ชอบกินซอสมะเขือเทศเลยแต่เคยบอกว่าอยากได้ซอสมะเขือเทศสีเขียวจะได้สนุกในการกิน(ซอสมะเขือเทศมีประโยชน์นะมีไลโคปีนเยอะกว่ามะเขือเทศสด) เดินเล่นไปอีกเจอ pasta ในซอสมะเขือเทศกระป๋องเป็นพาสต้ารูปโปเกมอน เธอว่าฉันซื้อมั้ย ซื้ออยู่แล้วกี่บาทก็ไม่รู้เจอพี่โดนัทพี่บอกว่าก็คิดประมาณกว่า 1 เรียว(สกุลเงินบ้านเค้า มีหน่ยวสตางค์ด้วยเรียกบิซ่าหรืออะไรเนี่ยตัวย่อ bz)เท่ากับร้อยบาทถ้า 2.50 ก็สองร้อยห้าสิบบาท(แต่ราคาจริงๆประมาณ 1 เรียว 120 บาท) เดินมาถึงชั้นชอกโกแลตโอ้โห้เพียบเลย มี m&m ถุงที่มีแต่สีเขียวแดง m&m แบบมิ้นท์ แบบมินิ แบบกระป๋องอะไรเงี้ยตรึมนะ แต่ก็ไม่ได้ซื้อไปหมดหรอกกินไม่ไหวแล้วก็แพงหนะถุงนึงก็ 2.50 up (ค่าครองชีพแพงนะนั่น) พี่ๆบอกว่ามาที่นี่ก็ซื้อพวกโลชั่นอะไรเนี่ยดีฉันก็ซื้อมาเหมือนกันเป็นวาสลีนแบบที่มี spf 5 แล้วก็มี ratinal ด้วย(กันแก่) ตอนจะจ่ายตังค์กรี๊ดค่า มีไอติม sneaker, mars และ m&m ซื้อมาโดยไม่ได้คิดเพราะจริงๆเค้าห้ามกินในที่สาธารณะเพราะเป็นช่วง Ramadan หนะ(หรือตลอดไปหว่า)เอซื้อไอติมแล้วแกะกินโดนคนมาเตือนเลย กัปตันสูบบุหรี่ก็โดน มันคงจะทำลายจิตใจคนอดอาหารหนะนะ
ซื้อของเสร็จออกมารอรถ ไม่มา รอยังไงก็ไม่มา นั่งคุยกันจนหมดเรื่องจะคุยแล้วรอไปสองชั่วโมงหนะมันถึงจะมา(โทรตามไปสามที) เป็นการค่าเวลาไปเลยแต่ทรมานเพราะหิวทั้งข้าวและน้ำเลยหละกลับไปโรงแรมกินอาหารทันที ตอนค่ำประมาณสามทุ่มสี่ทุ่มออกไปเที่ยวแถว Ruwi ไปกันเก้าคนเป็นแหล่งค้าขายตอนนี้แขกจะคึกคักแล้วเพราะมืดแล้วเค้าทานอาหารได้แล้ว ร้านรวงไฟสว่างไสว พี่เดียวกับปุ๊ก(เพื่อนของเพื่อนที่คณะ)พาไปร้านกางเกงถูกซึ่งก็ถูกมากอ่ะ Gap made in oman ราคา 120 บาทแต่ไม่ได้ซื้อ เค้าก็เลือกกันใหญ่ เดินต่อไปร้านขายพวกถั่วมีลูกอมพวกชอกโกแลตห่อสวยๆเพียบเลย แล้วก็เดินต่อไปซุปเปอร์มาร์เกตซื้อของก่อนกลับโรงแรม ตอนเดินกลับผ่านร้าอาหารที่มีบริการดูดยามันเป็นกลิ่นเหมือนผลไม้เลย มีเหมือนแท่งๆที่จุดยาแล้วก็สายยางยาวออกมาให้ดูดกันกลิ่นชวนมึนมากเลยนะ ถึงโรงแรมเค้าก็เปิดวงเหล้าคาราโอเกะกันฉันอยู่ด้วยถึงตีสามไม่ได้กินเหล้าไม่ร้องเพลงหรอกอยู่เอาบรรยากาศแล้วก็ไปนอน
วันที่ 21 ตื่นมาตอนเที่ยงกินขนมในห้อง นอนเล่นเกม ออกมากินมาม่าใครๆเค้าไปว่ายน้ำกันฉันก็ขี้เกียจ กลับห้องไปนอนฟังเพลง อาบน้ำออกมาหาข้าวเย็นกิน(ประมาณห้าโมงครึ่ง)กินนั่นกินนี่จนอิ่มแล้วก็กลับห้องไปนอนตอนสองทุ่มแต่กว่าจะหลับก็สามทุ่ม
ย่างเข้าวันที่ 22 ตอนเที่ยงคืนสิบห้านาทีก็มี wake up call ตื่นมาแต่งตัวแต่งหน้า(อาบน้ำแล้วก่อนนอน)เก็บข้าวของลงมาเตรียมขึ้นรถ รถออกจากโรงแรมตอนตีหนึ่งสิบห้าไปถึงสนามบินเช็คกระเป๋า เช็ค passport ขึ้นเครื่องเปลี่ยนชุดไทยเตรียมรับผู้โดยสาร(งานไม่ต้องเตรียมมากเพราะเรารับเครื่องต่อจากไฟล์ทที่มาถึงวันนี้ซึ่งคนที่ทำงานมาส่วนใหญ่เค้าจะเตรียมอะไรไว้ให้แล้ว) เครื่องออกเดินทางตอนตีสาม เวลายังงี้เป็นใครเค้าคงนอนฝันหวานกันไปถึงไหนแล้ว
ผู้โดยสารน้อยอีกเช่นกันออกจากมัสกัตแวะการาจีก่อนมีผู้โดยสารลงและชึ้นเพิ่มเติมแต่ก็ยังน้อยอยู่ดีตอนนี้เราต้องรีบเสริฟนิดนึงเพราะตอนนั้นมันตีห้าและเราบินย้อนแสงเดียวสว่างผู้โดยสารอดทานอาหารกันพอดี เสริฟข้าวเสริฟน้ำก็ถึงเวลาพัก IM จัดเป็นสองกะตอน 6.20 ถึง 7.50 และ 7.50 ถึง 9.20 ฉันนอนรอบหลังตอนแรกๆที่อยู่เวรก็ไม่ง่วงหรอกแต่พอเจ็ดโมงจะแย่พอถึงเวลาไปนอนจัดท่านอนไม่เท่าไหร่หลับไปเลยตื่นก็พอดีเวลาและรู้สึกดีขึ้นอย่างมาก 9.30 ออกผ้าร้อนเสริฟน้ำก่อนลง เครื่องถึงกรุงเทพเวลา 10.10 กว่าจะออกมาเอากระเป๋าใหญ่เรียกแท็กซี่ถึงบ้านก็เกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว รื้อกระเป๋าลบหน้าลบเล็บแบบไร้วิญญาณ อาบน้ำแล้วนอนตอนบ่ายโมงถึงเกือบหกโมงเย็น ตื่นมาเพื่อจะดูละครเกาหลีตอนเย็นและไว้ค่อยนอนต่อตอนกลางคืน
พรุ่งนี้คิดว่าจะไปเล่นโยคะ(จะตื่นหรือเปลา) แลกตังค์เอาเงินไปจ่ายหนี้และเอากระโปรงไปแก้ให้สั้นขึ้นจะได้จ๊าบไม่ป้าใครๆก็ทักจนเสียเซ้วมากแล้วส่วนตอนนี้จะไปเล่นเกมซะหน่อย
ป.ล เวลาที่กล่างถึงเป็นเวลาประเทศไทยนะจ๊ะ
# # # # # # # # #
KIX II
ไปโอซาก้าคราวนี้เพื่อนในชั้นประหยัดสนุกๆทั้งนั้นเจอเมย์ที่เคยไปภูเก็ตด้วยกันเค้าแลกมากับแอมจะไปเที่ยว universal พี่รัตน์ที่ชอบร้องเพลงตอนทำงาน x(จริงๆจำชื่อเค้าไม่ได้เลวมะเค้าออกจะฮามากเลยแล้วก็ใจดีด้วยต้องไปคิดให้ออกแล้วจะมาบอกจ้า) พี่ดาวแอร์ญี่ปุ่น
ออกเดินทางผู้โดยสารไม่เต็มแต่ถึงเต็มผู้โดยสารญี่ปุ่นก็สงบเรียบร้อยอยู่ทำให้ทำงานสบายๆหนะเผลอแป๊ปเดียวก็ถึงคันไซแล้ว ออกจากเครื่องขึ้นรถราง(หรือรถไฟหว่า)ถึง main terminal รับ shorepass เป็นใบสีส้มให้เอาติดตัวไว้ตอนกลับค่อยคืน แล้วก็เดินไปขึ้นรถโรงแรมตรงที่จอดรถบัส เจอลมเย็นมากวูบแรกอยากกรี๊ดนิดๆหนาวเย็นแค่ uniform jacket หนะเอาไม่อยู่หรอก(จำอุณหภูมิไม่ได้แล้วแต่เราเช็คก่อนไปว่าอุณหภูมิอยู่ในช่วงเจ็ดถึงสิบห้า) ไปถึงโรงแรมรับเงิน(สำคัญ) รับกุญแจห้อง ที่นี่เห็นพี่แอร์ไฟล์ทอื่นเค้ากำลังดูลูกพลับกัน พี่เอ๊กซ์บอกว่าอร่อยมาเลยซื้อมั้ย ซื้อมั้ย ราคาลูกละ 104 เยน ตอนแรกพี่เค้าจะซื้อทั้งกล่อง 42 ลูกฉันยืนคำนวนราคาไม่ลดซักเยนเลยน่าจะลดซักหน่อยแต่ปัญหาไม่ได้เกี่ยวกับราคาหรอกแต่มันหนักมากลูกเดียวก็ใหญ่มากแล้ว พี่เอ๊กซ์ก็บอกว่าอร่อยมากเลยนะแต่ฉันแบกไม่ไว้อ่ะพี่เค้าคิดๆไปก็ไม่ไหวแต่ยังแบกไปตั้ง 30 ส่วนฉันซื้อ 12 ลูก( 1 กล่องเอามาแบ่งกัน รับของวันกลับ) จากนั้นก็นัดกับพี่เอกซ์จะไป 7-11(เหมือนเป็นธรรมเนียมถึงจะอิ่มแล้วแต่ก็อยากไป) เมย์กับแอมก็จะไปด้วย
ขึ้นห้องแปลงร่างหน้าก็ไม่ได้ลบเอาเสื้อยืดสีเทาที่มีหมวกสวมทับด้วยแจ๊คเกตที่ยืมพี่กอล์ฟมาใส่กางเกงยีนส์แล้วก็ออกไปข้างนอก ในโรงแรมมันก็อุ่นๆไม่รู้สึกอะไรแต่พอออกไปเจออากาศเย็น เสื้อที่ใส่ไม่อุ่นพอแถมลมพัดมาขอกรี๊ดอีกรอบ ยืนรอรถไฟให้ผ่านไปเพราะจะข้ามถนน ข้ามมาอีกฝากเจอรถทาโกะยากิคุณลุงนั่งขายท้ายรถมันเหมือนรถตู้เล็กๆหนะแกก็นั่งขายอยู่ในนั้นแต่เราเข้าร้าน 7-11 ก่อนฉันพยายามไม่ซื้อขนมเยอะๆเพราะลังเลเรื่องที่จะไม่พอเพราะต้องขนลูกพลับแล้วก็ไม่อยากเปลืองเงินไม่เข้าท่าแต่ก็ซื้อขนมชื่อ rega มาเพราะเห็นในโฆษณาทีวีที่นี่นั่นแหละ แล้วก็ซื้อน้ำลูกพีชกล่อง 500 ซีซี ลืมตัวไปซื้อโอเด้งอีกทั้งที่จะซื้อทาโกะยากิแต่ว่าคราวนี้โอเด้งมันมีชิกุวะด้วยหนะ ซื้อเกาลัดด้วยนะเป็นถุงสำเร็จรูปเหมือนขนมทั่วไปแหละ แล้วก็ไปซื้อทาโกะยากิ 8 ลูก 200 เยนขึ้นไปกินบนห้อง
เกาลัดเจ๋งดีคิดจะซื้อกลับบ้านแต่พอคิดๆเงินดูแล้วแพงมากเอาเงินมาซื้อเกาลัดที่เค้าคั่วๆในบ้านเราที่ว่าแพงแล้วยังถูกกว่าครึ่งนึงเลย นั่งกินทั้งโอเด้งทั้งทาโกะยากิน้ำลูกพีชกินจนหมดเลยแล้วก็นอนแต่นอนไม่หลับเพราะอากาศร้อนในห้องมันเป็นฮีดเตอร์หนะฉันก็เปิดแบบ min แล้วแต่ดึกๆไปเหมือนมันร้อนขึ้นตื่นมาร้อนโว้ยแล้วคิดแบบโง่ๆว่าหรือต้องปรับเป็น max วะมันจะได้ผสมแอร์ออกมาเยอะๆปรากฎว่าร้อนไปกันใหญ่นอนไม่หลับมาปิดตอนเช้าประมาณหกโมงบ้านเค้า(ก็ตีสี่บ้านเรา) ซึ่งสรุปว่าโง่จริงๆแหละเพราะพี่เอ๊กซ์บอกว่าก็เค้าไม่เปิดเลยไงเอาอากาศจากทางเดินที่รอดมาใต้ประตู โธ่เฟ้ยยยย นอนไม่พอเลยเราแต่ก็ออกไปเที่ยวนะไปเที่ยวคนเดียวนี่แหละพี่เอ๊กซ์ไม่ไป(ชวนเค้าแล้ว)
ออกจากห้องมาเจอพนักงานเป็นคนไทยฉันพูดถึงแอร์ในห้องเค้าบอกว่ามันปรับไม่ได้ทางโรงแรมกลัวหนาวก็เลยปรับเป็นฮีตเตอร์(คราวที่แล้วก็แอร์เย็นนอนไม่หลับเหมือนกัน) แล้วฉันก็ถามถึงเวลาที่ใช้จากสถานีรถไฟหน้าโรงแรมถึง umeda ที่จะไปเล่นชิงช้าสวรรค์เค้าบอกว่านั่งรถไฟประมาณหนึ่งชั่วโมงแต่จริงๆมีรถสายตรงจากสถานีนี้ไปถึงสถานีโอซาก้า(อยู่ใกล้ umeda) ด้วยตอน 10.42 แต่ตอนที่ฉันคุยกับเค้ามัน 10.45 พลาดค่า
เดินไปสถานี hineno ซื้อตั๋วอยากมั่นใจเพื่อไปสถานี tennoji เสียบตั๋วเดินไปยังชานชลาแล้วก็เอ๋อค่ะจะขึ้นรถฝั่งไหนหละจำไม่ได้ซะแล้วเห็นขบวนนึงไม่แน่ใจปล่อยมันไปก่อนแล้วสังเกตการณ์แต่ไม่ไหวอ่ะไปถามๆเค้าดีกว่าไปถามผู้ชายคนนึงเค้าก็ให้คำแนะนำดีนะบอก รถมา 11.07 ส่วนรถสีฟ้าที่เขียนว่า for tennoji อ่ะเป็น local ไม่ใช่เราต้องไปรถด่วน มีรถหน้าตาเหมือนขบวนแรกที่เห็นมาเลยไปถามพนักงานขับรถไฟเค้าดูปรากฎว่าใช่เลยเข้ามาในรถถึงจำได้ จำเบาะจำผ้าคลุมเบาะหนะ ถึงสถานี tennoji รอจะลงเงยไปดูป้ายบอกสถานีพบว่ารถที่ฉันนั่งหนะเป็น JR สายไปสนามบินซึ่งจริงๆมันน่าจะไปถึงสถานีโอซาก้าเหมือนกันแต่ไม่ได้ดูให้ดีตอนซื้อตั๋วคือเคยไปแบบไหนก็ไปแบบนั้นหนะ
จากสถานี tennoji ต้องต่อรถไฟใต้ดินสายสีแดง(midosuji) ฉันก็เดินวนหาเป็นวงกลมเลยไม่เจอไปถามเจ้าหน้าที่ปรากฎว่ามันอยู่หน้าสถานีต้องออกจากตัวสถานี tennoji ก่อน จากนั้นฉันก็เดินไปซื้อตั๋วเพื่อจะไปสถานี umeda มั่วจนขึ้นรถไฟถูกขบวน พอออกจากสถานี umeda งงแตกมันกว้างใหญ่มากเลยแล้วจะหา HEP Five เจอไหมเนี่ย กางแผนที่หมุนไปหมุนมาให้ตำแหน่งตึกเด่นๆเหมือนในแผนที่แล้วลองเดินลุยไปในที่สุดก็เจอเดินผ่านทางที่ดูเหมือนสถานีรถไฟออกมาซึ่งจริงๆคนรู้ทางก็คงไม่ออกจากสถานีตั้งแต่ฝั่งนู่นเหมือนฉันหรอกก็เดินใต้ดินมาเรื่อยๆได้หนะ
ห้าง HEP Five จะมีชิงช้าสวรรค์สีแดงอยู่ที่ชั้นบนสุด ห้างก็ตกแต่งสีแดงประตูทางเข้ามีแบบประตูธรรมดาให้เราผลักเค้าไปได้กลับแบบประตูหมุนอัตโนมัติเป็นแบบกลมๆเหมือนที่ซุปเปอร์แมนใช้แปลงร่างหนะ เข้าไปจะมีพนักงานทักทายสวัสดีฉันก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปจะไปนั่งชิงช้าสวรรค์นี่แหละแต่มาสะดุดกับ Snoopy town ซะก่อนน่ารักหนะ ข้างๆร้านก็มีร้านตัวการ์ตูนอีกเป็นของ sony creatio กับของ Disney น่ารักมากของที่ขายก็ต้อนรับคริสต์มาสในร้านก็เปิดเพลงคริสต์มาส อ๋อที่แถวสถานีรถไฟ umeda ดอกคริสต์มาสก็แดงเต็มไปหมดเลยอากาศเย็นดอกไม้ก็สวยอ่ะนะ
ฉันซื้อของร้าน snoopy นิดหน่อยซื้อถุงเล็กๆสำหรับใส่กล้อง fuji instax แทนถุงโฟมที่มากับกล้องแล้วก็หนังสือเพราะถูกกว่าที่บ้านเราแล้วก็เดินต่อไปยังจุดมุ่งหมายชิงช้าสวรรค์ ค่าตั๋ว 700 เยนซื้อจากเครื่องขายตั๋วพนักงานเค้าแค่มีหน้าที่ต้อนรับเฉยๆ ฉันถามเค้าได้ความว่า 1 รอบใช้เวลา 15 นาที เล่นเสร็จค่อยหาข้าวกิน ฉันนั่งหันหน้าออกดูวิวข้างหน้ารอบๆหน้าต่างจะมีสติกเกอร์ใสๆติดไว้ว่าอาคารอะไรชื่ออะไรฉันพยายามมองหาปราสาทโอซาก้าแต่ไม่เห็นฉันเห็นตึก shin umeda ที่มีสวยลอยฟ้าเปิดให้เข้าชม เห็นร้าน loft ออกจะไกลไปหน่อยคงไม่มีเวลาไปแน่
ลงจากชิงช้าสวรรค์ไปเข้าห้องน้ำเปิดประตูเข้าไปตกกะใจมันเป็นห้องน้ำแบบญี่ปุน(ที่เหมือนรองเท้าแตะอ่ะ)จริงๆเราก็เคยเห็นเคยใช้มาก่อนในรถไฟไงแต่ว่าที่ตกใจนิดหน่อยเพราะมันอยู่ระดับพื้นเลยไม่ได้ยกพื้นขั้นมาเหมือนห้องน้ำบ้านเรา ส่วนห้องน้ำแบบนั่งโถมันเจ๊งหนะ เข้าห้องน้ำก็ออกไปหาอะไรกินมีร้านขายอาหารเยอะเลยไม่รู้จะเข้าร้านไหนดี มีร้านขายพาเฟ่ต์ด้วยน่ากิน(หน้าร้านจะมีของจำลองโชว์) สรุปกินข้าวหมูทอดทงคัสซึราคา 1200 เยนอิ่มมากไม่สามารถกินขนมได้และก็อิ่มไปถึงเย็นเลย(ตอนกินก็บ่ายสองแล้ว)
ออกเดินทางจากสถานี umeda ไป shinsaibashi จะไปเดิน crysta underground shopping หาทางเดินไปยากเย็นเพราะไม่รู้ทางไงจริงๆมันคงเดินต่อจากใต้ดินไปได้เลยแต่ฉันดันออกมาบนดินแล้วหาไม่เจอเดินเข้าเดินออกจนไปถามพนักงานในสถานีรถไฟแล้วก็เจอจนได้แต่ผิดหวังหนะมันเงียบโล่งมากเลยก็เลยออกมาเดินบนดินดูวิวดีกว่าแล้วหาทางเดินต่อจะไป Namba ตอนแรกว่าจะเดินให้ผ่าน America Mura แต่ไม่ผ่านเพราะเดินผ่านทางคู่ขนานที่ถึงก่อน(มีตึก Sony tower อยู่ที่หัวมุม)ถนนสายนั้นแต่มันก็เป็นถนนสายช้อปปิ้งเหมือนกันยาวตลอดแนวเดินดูนั่นนี่ไปเรื่อยๆมีร้าน Tiffany & co. ด้วยนะอยากจะเข้าไปดูจังแต่ก็เปล่าตอนนั้นก็มืดควรจะรีบหาร้าน Biccamera ให้เจอจะได้ซื้อ memory stick กับกล้องที่พี่ปอพี่เก๋ฝากมาซึ่งก็เจอแต่ซื้อได้แค่ memory stick เพราะกล้องที่จะซื้อแพงกว่าบ้านเราสองเท่าเลย(กล้องใช้ฟิล์ม)เดินวนๆนั่นนี่ไปเรื่อย เจอตัว Sonic ยืนเต้นอยู่หน้าร้านเกมถ่ายรูปมาด้วยจริงๆก็อยากถ่ายด้วยแต่ไม่กล้าหนะ ตอนเดินๆมีคนทักสวัสดีด้วยนะฉันก็คิดว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นซะอีกดันเป็นแขก โอวววว มาถึงนี้ยังเจอแขกอีกนะว่าแต่หน้าตาเรามันกระเหรี่ยงดูออกเลยเหรอว่าไทยหนะ
จากสถานี Namba นั่งรถไฟไป Tennoji ออกมาเดินเล่นข้างบนดูบรรยากาศคริสตมาสแวะห้างแถวนั้นซื้อข้าวปั้น น้ำผลไม้และกาแฟโอเล่ยี่ห้อ Asahi (กินเบียร์ไม่ได้ขอกินกาแฟยี่ห้อนี่แล้วกัน) ที่สำคัญเค้ก เค้กที่เห็นมาบ่อยๆในทีวีแชมป์เปี้ยนก็ต้องเค้กสตรอเบอรรี่ที่มีสตรอเบอรี่สดและเค้กมองบลังซื้อที่ร้านฟูจิย่าที่สถานีนั่นแหละตอนซื้อคนขายถามถึงเวลาด้วยฉันก็งงนึกว่าซื้อตอนดึกจะลดราคาปรากฎว่าถ้ากลับบ้านใช้เวลานานเค้าจะใส่ dry ice มาด้วยหนะเพราะเค้กพวกนี้มันทำจาก whip cream ไม่เย็นมันจะยุบหนะ แล้วถึงต่อรถกลับโรงแรมเวลาที่กลับก็เป็นเวลาเลิกงานคนกลับบ้านก็ต้องยืนไปแต่เพราะเดินมาทั้งวันเมื่อยขาไปโม้ดดดดด กว่าจะได้นั่งก็ใกล้ๆถึงโรงแรมแล้วหละ
กลับถึงโรงแรมประมาณทุ่มครึ่ง(เวลาญี่ปุ่น)ไปเอาลูกพลับที่พี่เอ๊กซ์แล้วก็จัดกระเป๋าแล้วก็นอนเอาแรงก่อนประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาทำงานกลับบ้านจ้าไม่ค่อยง่วงทรมานเหมือนครั้งแรกเท่าไหร่ อยากไปอีกจังเลย
ป.ล ดูรูปประกอบได้ที่ KIX II
ที่มัสกัตพักที่ Sheraton Oman มีสระว่ายน้ำฟิตเนสแต่ไม่เล่นเลยทั้งที่เอาอุปกรณ์ไปพร้อมและที่คิดว่าจะไม่มีอะไรทำสุดๆหอบเกมบอย walkmanและลำโพงไปก็ไม่ได้ใช้เท่าไหร่(คือไม่มีปลั๊กให้เสียบอ่ะสิ)แต่ก็ใช้บ้างแหละเดียวหอบมาเสียเที่ยวไง
ขามาถึงที่พักประมาณตีสามนั่งรถมาไกลเชียวกว่าจะถึงตลอดทางจากสนามบินมาโรงแรมสว่างไสวมาก ถนนหนทางดี มีร้านขายรถเยอะมากส่วนมากเป็นรถญี่ปุ่นที่เห็นในท้องถนนก็พวกฮอนด้า โตโยต้า ถึงโรงแรมรับกุญแจเข้าห้องกว่าจะนอนก็ตีสี่
ตื่นนอนมันรุ่งขึ้น 10 โมงเช้าแต่ก็นอนต่อไปถึง 11 โมงตื่นมากินขนม นม อาบน้ำเตรียมไปเที่ยว Sultan center ตอนบ่ายโมงกับพี่ปี พี่โดนัทจาก BC (business class) และกัปตัน เอ(เพื่อนห้องเดียวกัน ไฟล์ทนี้มีเทรนนีสามคน เอ ออย และฉัน)
รถบัสมารับเราช้ากว่าเวลานัดขึ้นรถไปตกใจสภาพรถเบาะเยินมากเลย คนที่นี่ขับรถเร็วนะสังเกตตั้งแต่ขามาจากสนามบินแล้วต่างจากพวกสิงค์โปร์ญี่ปุ่นที่ถนนโล่งแต่ก็ขับช้า ไปถึง Sultan center ก็นัดรถมารับบ่ายสามโมงครึ่งแต่เค้าบอกว่าต้องไปรับคนอื่นขอมารับบ่ายสาม(เที่ยงบ้านเค้า)ก็โอเคแหละก็เข้าไปซื้อของกัน ห้างมันเป็นแบบคาร์ฟูหนะผลไม้เยอะ น้ำผลไม้เยอะ Tang มีตั้งหลายรสเลย ฉันเจอชั้นแรกก็กรี๊ดแล้วเป็น m&m แบบน่ารักสำหรับเทศกาลคริสตมาสปีใหม่เป็นเม็ดสีขาว มีชอกโกแลตอีกหลายแบบเลย Kiss สีเขียวสีแดง อะไรเงี้ยแต่ค่าเงินมันงงๆไงเพราะฉันไม่รู้อัตราแลกเปลี่ยนเลยไม่รู้ว่ามันถูกหรือแพงกันแน่ เดินเล่นผ่านทุกชั้นเจอซอสไฮนส์สีเขียวซื้อฝากปุ๊กเพราะมันไม่ชอบกินซอสมะเขือเทศเลยแต่เคยบอกว่าอยากได้ซอสมะเขือเทศสีเขียวจะได้สนุกในการกิน(ซอสมะเขือเทศมีประโยชน์นะมีไลโคปีนเยอะกว่ามะเขือเทศสด) เดินเล่นไปอีกเจอ pasta ในซอสมะเขือเทศกระป๋องเป็นพาสต้ารูปโปเกมอน เธอว่าฉันซื้อมั้ย ซื้ออยู่แล้วกี่บาทก็ไม่รู้เจอพี่โดนัทพี่บอกว่าก็คิดประมาณกว่า 1 เรียว(สกุลเงินบ้านเค้า มีหน่ยวสตางค์ด้วยเรียกบิซ่าหรืออะไรเนี่ยตัวย่อ bz)เท่ากับร้อยบาทถ้า 2.50 ก็สองร้อยห้าสิบบาท(แต่ราคาจริงๆประมาณ 1 เรียว 120 บาท) เดินมาถึงชั้นชอกโกแลตโอ้โห้เพียบเลย มี m&m ถุงที่มีแต่สีเขียวแดง m&m แบบมิ้นท์ แบบมินิ แบบกระป๋องอะไรเงี้ยตรึมนะ แต่ก็ไม่ได้ซื้อไปหมดหรอกกินไม่ไหวแล้วก็แพงหนะถุงนึงก็ 2.50 up (ค่าครองชีพแพงนะนั่น) พี่ๆบอกว่ามาที่นี่ก็ซื้อพวกโลชั่นอะไรเนี่ยดีฉันก็ซื้อมาเหมือนกันเป็นวาสลีนแบบที่มี spf 5 แล้วก็มี ratinal ด้วย(กันแก่) ตอนจะจ่ายตังค์กรี๊ดค่า มีไอติม sneaker, mars และ m&m ซื้อมาโดยไม่ได้คิดเพราะจริงๆเค้าห้ามกินในที่สาธารณะเพราะเป็นช่วง Ramadan หนะ(หรือตลอดไปหว่า)เอซื้อไอติมแล้วแกะกินโดนคนมาเตือนเลย กัปตันสูบบุหรี่ก็โดน มันคงจะทำลายจิตใจคนอดอาหารหนะนะ
ซื้อของเสร็จออกมารอรถ ไม่มา รอยังไงก็ไม่มา นั่งคุยกันจนหมดเรื่องจะคุยแล้วรอไปสองชั่วโมงหนะมันถึงจะมา(โทรตามไปสามที) เป็นการค่าเวลาไปเลยแต่ทรมานเพราะหิวทั้งข้าวและน้ำเลยหละกลับไปโรงแรมกินอาหารทันที ตอนค่ำประมาณสามทุ่มสี่ทุ่มออกไปเที่ยวแถว Ruwi ไปกันเก้าคนเป็นแหล่งค้าขายตอนนี้แขกจะคึกคักแล้วเพราะมืดแล้วเค้าทานอาหารได้แล้ว ร้านรวงไฟสว่างไสว พี่เดียวกับปุ๊ก(เพื่อนของเพื่อนที่คณะ)พาไปร้านกางเกงถูกซึ่งก็ถูกมากอ่ะ Gap made in oman ราคา 120 บาทแต่ไม่ได้ซื้อ เค้าก็เลือกกันใหญ่ เดินต่อไปร้านขายพวกถั่วมีลูกอมพวกชอกโกแลตห่อสวยๆเพียบเลย แล้วก็เดินต่อไปซุปเปอร์มาร์เกตซื้อของก่อนกลับโรงแรม ตอนเดินกลับผ่านร้าอาหารที่มีบริการดูดยามันเป็นกลิ่นเหมือนผลไม้เลย มีเหมือนแท่งๆที่จุดยาแล้วก็สายยางยาวออกมาให้ดูดกันกลิ่นชวนมึนมากเลยนะ ถึงโรงแรมเค้าก็เปิดวงเหล้าคาราโอเกะกันฉันอยู่ด้วยถึงตีสามไม่ได้กินเหล้าไม่ร้องเพลงหรอกอยู่เอาบรรยากาศแล้วก็ไปนอน
วันที่ 21 ตื่นมาตอนเที่ยงกินขนมในห้อง นอนเล่นเกม ออกมากินมาม่าใครๆเค้าไปว่ายน้ำกันฉันก็ขี้เกียจ กลับห้องไปนอนฟังเพลง อาบน้ำออกมาหาข้าวเย็นกิน(ประมาณห้าโมงครึ่ง)กินนั่นกินนี่จนอิ่มแล้วก็กลับห้องไปนอนตอนสองทุ่มแต่กว่าจะหลับก็สามทุ่ม
ย่างเข้าวันที่ 22 ตอนเที่ยงคืนสิบห้านาทีก็มี wake up call ตื่นมาแต่งตัวแต่งหน้า(อาบน้ำแล้วก่อนนอน)เก็บข้าวของลงมาเตรียมขึ้นรถ รถออกจากโรงแรมตอนตีหนึ่งสิบห้าไปถึงสนามบินเช็คกระเป๋า เช็ค passport ขึ้นเครื่องเปลี่ยนชุดไทยเตรียมรับผู้โดยสาร(งานไม่ต้องเตรียมมากเพราะเรารับเครื่องต่อจากไฟล์ทที่มาถึงวันนี้ซึ่งคนที่ทำงานมาส่วนใหญ่เค้าจะเตรียมอะไรไว้ให้แล้ว) เครื่องออกเดินทางตอนตีสาม เวลายังงี้เป็นใครเค้าคงนอนฝันหวานกันไปถึงไหนแล้ว
ผู้โดยสารน้อยอีกเช่นกันออกจากมัสกัตแวะการาจีก่อนมีผู้โดยสารลงและชึ้นเพิ่มเติมแต่ก็ยังน้อยอยู่ดีตอนนี้เราต้องรีบเสริฟนิดนึงเพราะตอนนั้นมันตีห้าและเราบินย้อนแสงเดียวสว่างผู้โดยสารอดทานอาหารกันพอดี เสริฟข้าวเสริฟน้ำก็ถึงเวลาพัก IM จัดเป็นสองกะตอน 6.20 ถึง 7.50 และ 7.50 ถึง 9.20 ฉันนอนรอบหลังตอนแรกๆที่อยู่เวรก็ไม่ง่วงหรอกแต่พอเจ็ดโมงจะแย่พอถึงเวลาไปนอนจัดท่านอนไม่เท่าไหร่หลับไปเลยตื่นก็พอดีเวลาและรู้สึกดีขึ้นอย่างมาก 9.30 ออกผ้าร้อนเสริฟน้ำก่อนลง เครื่องถึงกรุงเทพเวลา 10.10 กว่าจะออกมาเอากระเป๋าใหญ่เรียกแท็กซี่ถึงบ้านก็เกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว รื้อกระเป๋าลบหน้าลบเล็บแบบไร้วิญญาณ อาบน้ำแล้วนอนตอนบ่ายโมงถึงเกือบหกโมงเย็น ตื่นมาเพื่อจะดูละครเกาหลีตอนเย็นและไว้ค่อยนอนต่อตอนกลางคืน
พรุ่งนี้คิดว่าจะไปเล่นโยคะ(จะตื่นหรือเปลา) แลกตังค์เอาเงินไปจ่ายหนี้และเอากระโปรงไปแก้ให้สั้นขึ้นจะได้จ๊าบไม่ป้าใครๆก็ทักจนเสียเซ้วมากแล้วส่วนตอนนี้จะไปเล่นเกมซะหน่อย
ป.ล เวลาที่กล่างถึงเป็นเวลาประเทศไทยนะจ๊ะ
# # # # # # # # #
KIX II
ไปโอซาก้าคราวนี้เพื่อนในชั้นประหยัดสนุกๆทั้งนั้นเจอเมย์ที่เคยไปภูเก็ตด้วยกันเค้าแลกมากับแอมจะไปเที่ยว universal พี่รัตน์ที่ชอบร้องเพลงตอนทำงาน x(จริงๆจำชื่อเค้าไม่ได้เลวมะเค้าออกจะฮามากเลยแล้วก็ใจดีด้วยต้องไปคิดให้ออกแล้วจะมาบอกจ้า) พี่ดาวแอร์ญี่ปุ่น
ออกเดินทางผู้โดยสารไม่เต็มแต่ถึงเต็มผู้โดยสารญี่ปุ่นก็สงบเรียบร้อยอยู่ทำให้ทำงานสบายๆหนะเผลอแป๊ปเดียวก็ถึงคันไซแล้ว ออกจากเครื่องขึ้นรถราง(หรือรถไฟหว่า)ถึง main terminal รับ shorepass เป็นใบสีส้มให้เอาติดตัวไว้ตอนกลับค่อยคืน แล้วก็เดินไปขึ้นรถโรงแรมตรงที่จอดรถบัส เจอลมเย็นมากวูบแรกอยากกรี๊ดนิดๆหนาวเย็นแค่ uniform jacket หนะเอาไม่อยู่หรอก(จำอุณหภูมิไม่ได้แล้วแต่เราเช็คก่อนไปว่าอุณหภูมิอยู่ในช่วงเจ็ดถึงสิบห้า) ไปถึงโรงแรมรับเงิน(สำคัญ) รับกุญแจห้อง ที่นี่เห็นพี่แอร์ไฟล์ทอื่นเค้ากำลังดูลูกพลับกัน พี่เอ๊กซ์บอกว่าอร่อยมาเลยซื้อมั้ย ซื้อมั้ย ราคาลูกละ 104 เยน ตอนแรกพี่เค้าจะซื้อทั้งกล่อง 42 ลูกฉันยืนคำนวนราคาไม่ลดซักเยนเลยน่าจะลดซักหน่อยแต่ปัญหาไม่ได้เกี่ยวกับราคาหรอกแต่มันหนักมากลูกเดียวก็ใหญ่มากแล้ว พี่เอ๊กซ์ก็บอกว่าอร่อยมากเลยนะแต่ฉันแบกไม่ไว้อ่ะพี่เค้าคิดๆไปก็ไม่ไหวแต่ยังแบกไปตั้ง 30 ส่วนฉันซื้อ 12 ลูก( 1 กล่องเอามาแบ่งกัน รับของวันกลับ) จากนั้นก็นัดกับพี่เอกซ์จะไป 7-11(เหมือนเป็นธรรมเนียมถึงจะอิ่มแล้วแต่ก็อยากไป) เมย์กับแอมก็จะไปด้วย
ขึ้นห้องแปลงร่างหน้าก็ไม่ได้ลบเอาเสื้อยืดสีเทาที่มีหมวกสวมทับด้วยแจ๊คเกตที่ยืมพี่กอล์ฟมาใส่กางเกงยีนส์แล้วก็ออกไปข้างนอก ในโรงแรมมันก็อุ่นๆไม่รู้สึกอะไรแต่พอออกไปเจออากาศเย็น เสื้อที่ใส่ไม่อุ่นพอแถมลมพัดมาขอกรี๊ดอีกรอบ ยืนรอรถไฟให้ผ่านไปเพราะจะข้ามถนน ข้ามมาอีกฝากเจอรถทาโกะยากิคุณลุงนั่งขายท้ายรถมันเหมือนรถตู้เล็กๆหนะแกก็นั่งขายอยู่ในนั้นแต่เราเข้าร้าน 7-11 ก่อนฉันพยายามไม่ซื้อขนมเยอะๆเพราะลังเลเรื่องที่จะไม่พอเพราะต้องขนลูกพลับแล้วก็ไม่อยากเปลืองเงินไม่เข้าท่าแต่ก็ซื้อขนมชื่อ rega มาเพราะเห็นในโฆษณาทีวีที่นี่นั่นแหละ แล้วก็ซื้อน้ำลูกพีชกล่อง 500 ซีซี ลืมตัวไปซื้อโอเด้งอีกทั้งที่จะซื้อทาโกะยากิแต่ว่าคราวนี้โอเด้งมันมีชิกุวะด้วยหนะ ซื้อเกาลัดด้วยนะเป็นถุงสำเร็จรูปเหมือนขนมทั่วไปแหละ แล้วก็ไปซื้อทาโกะยากิ 8 ลูก 200 เยนขึ้นไปกินบนห้อง
เกาลัดเจ๋งดีคิดจะซื้อกลับบ้านแต่พอคิดๆเงินดูแล้วแพงมากเอาเงินมาซื้อเกาลัดที่เค้าคั่วๆในบ้านเราที่ว่าแพงแล้วยังถูกกว่าครึ่งนึงเลย นั่งกินทั้งโอเด้งทั้งทาโกะยากิน้ำลูกพีชกินจนหมดเลยแล้วก็นอนแต่นอนไม่หลับเพราะอากาศร้อนในห้องมันเป็นฮีดเตอร์หนะฉันก็เปิดแบบ min แล้วแต่ดึกๆไปเหมือนมันร้อนขึ้นตื่นมาร้อนโว้ยแล้วคิดแบบโง่ๆว่าหรือต้องปรับเป็น max วะมันจะได้ผสมแอร์ออกมาเยอะๆปรากฎว่าร้อนไปกันใหญ่นอนไม่หลับมาปิดตอนเช้าประมาณหกโมงบ้านเค้า(ก็ตีสี่บ้านเรา) ซึ่งสรุปว่าโง่จริงๆแหละเพราะพี่เอ๊กซ์บอกว่าก็เค้าไม่เปิดเลยไงเอาอากาศจากทางเดินที่รอดมาใต้ประตู โธ่เฟ้ยยยย นอนไม่พอเลยเราแต่ก็ออกไปเที่ยวนะไปเที่ยวคนเดียวนี่แหละพี่เอ๊กซ์ไม่ไป(ชวนเค้าแล้ว)
ออกจากห้องมาเจอพนักงานเป็นคนไทยฉันพูดถึงแอร์ในห้องเค้าบอกว่ามันปรับไม่ได้ทางโรงแรมกลัวหนาวก็เลยปรับเป็นฮีตเตอร์(คราวที่แล้วก็แอร์เย็นนอนไม่หลับเหมือนกัน) แล้วฉันก็ถามถึงเวลาที่ใช้จากสถานีรถไฟหน้าโรงแรมถึง umeda ที่จะไปเล่นชิงช้าสวรรค์เค้าบอกว่านั่งรถไฟประมาณหนึ่งชั่วโมงแต่จริงๆมีรถสายตรงจากสถานีนี้ไปถึงสถานีโอซาก้า(อยู่ใกล้ umeda) ด้วยตอน 10.42 แต่ตอนที่ฉันคุยกับเค้ามัน 10.45 พลาดค่า
เดินไปสถานี hineno ซื้อตั๋วอยากมั่นใจเพื่อไปสถานี tennoji เสียบตั๋วเดินไปยังชานชลาแล้วก็เอ๋อค่ะจะขึ้นรถฝั่งไหนหละจำไม่ได้ซะแล้วเห็นขบวนนึงไม่แน่ใจปล่อยมันไปก่อนแล้วสังเกตการณ์แต่ไม่ไหวอ่ะไปถามๆเค้าดีกว่าไปถามผู้ชายคนนึงเค้าก็ให้คำแนะนำดีนะบอก รถมา 11.07 ส่วนรถสีฟ้าที่เขียนว่า for tennoji อ่ะเป็น local ไม่ใช่เราต้องไปรถด่วน มีรถหน้าตาเหมือนขบวนแรกที่เห็นมาเลยไปถามพนักงานขับรถไฟเค้าดูปรากฎว่าใช่เลยเข้ามาในรถถึงจำได้ จำเบาะจำผ้าคลุมเบาะหนะ ถึงสถานี tennoji รอจะลงเงยไปดูป้ายบอกสถานีพบว่ารถที่ฉันนั่งหนะเป็น JR สายไปสนามบินซึ่งจริงๆมันน่าจะไปถึงสถานีโอซาก้าเหมือนกันแต่ไม่ได้ดูให้ดีตอนซื้อตั๋วคือเคยไปแบบไหนก็ไปแบบนั้นหนะ
จากสถานี tennoji ต้องต่อรถไฟใต้ดินสายสีแดง(midosuji) ฉันก็เดินวนหาเป็นวงกลมเลยไม่เจอไปถามเจ้าหน้าที่ปรากฎว่ามันอยู่หน้าสถานีต้องออกจากตัวสถานี tennoji ก่อน จากนั้นฉันก็เดินไปซื้อตั๋วเพื่อจะไปสถานี umeda มั่วจนขึ้นรถไฟถูกขบวน พอออกจากสถานี umeda งงแตกมันกว้างใหญ่มากเลยแล้วจะหา HEP Five เจอไหมเนี่ย กางแผนที่หมุนไปหมุนมาให้ตำแหน่งตึกเด่นๆเหมือนในแผนที่แล้วลองเดินลุยไปในที่สุดก็เจอเดินผ่านทางที่ดูเหมือนสถานีรถไฟออกมาซึ่งจริงๆคนรู้ทางก็คงไม่ออกจากสถานีตั้งแต่ฝั่งนู่นเหมือนฉันหรอกก็เดินใต้ดินมาเรื่อยๆได้หนะ
ห้าง HEP Five จะมีชิงช้าสวรรค์สีแดงอยู่ที่ชั้นบนสุด ห้างก็ตกแต่งสีแดงประตูทางเข้ามีแบบประตูธรรมดาให้เราผลักเค้าไปได้กลับแบบประตูหมุนอัตโนมัติเป็นแบบกลมๆเหมือนที่ซุปเปอร์แมนใช้แปลงร่างหนะ เข้าไปจะมีพนักงานทักทายสวัสดีฉันก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปจะไปนั่งชิงช้าสวรรค์นี่แหละแต่มาสะดุดกับ Snoopy town ซะก่อนน่ารักหนะ ข้างๆร้านก็มีร้านตัวการ์ตูนอีกเป็นของ sony creatio กับของ Disney น่ารักมากของที่ขายก็ต้อนรับคริสต์มาสในร้านก็เปิดเพลงคริสต์มาส อ๋อที่แถวสถานีรถไฟ umeda ดอกคริสต์มาสก็แดงเต็มไปหมดเลยอากาศเย็นดอกไม้ก็สวยอ่ะนะ
ฉันซื้อของร้าน snoopy นิดหน่อยซื้อถุงเล็กๆสำหรับใส่กล้อง fuji instax แทนถุงโฟมที่มากับกล้องแล้วก็หนังสือเพราะถูกกว่าที่บ้านเราแล้วก็เดินต่อไปยังจุดมุ่งหมายชิงช้าสวรรค์ ค่าตั๋ว 700 เยนซื้อจากเครื่องขายตั๋วพนักงานเค้าแค่มีหน้าที่ต้อนรับเฉยๆ ฉันถามเค้าได้ความว่า 1 รอบใช้เวลา 15 นาที เล่นเสร็จค่อยหาข้าวกิน ฉันนั่งหันหน้าออกดูวิวข้างหน้ารอบๆหน้าต่างจะมีสติกเกอร์ใสๆติดไว้ว่าอาคารอะไรชื่ออะไรฉันพยายามมองหาปราสาทโอซาก้าแต่ไม่เห็นฉันเห็นตึก shin umeda ที่มีสวยลอยฟ้าเปิดให้เข้าชม เห็นร้าน loft ออกจะไกลไปหน่อยคงไม่มีเวลาไปแน่
ลงจากชิงช้าสวรรค์ไปเข้าห้องน้ำเปิดประตูเข้าไปตกกะใจมันเป็นห้องน้ำแบบญี่ปุน(ที่เหมือนรองเท้าแตะอ่ะ)จริงๆเราก็เคยเห็นเคยใช้มาก่อนในรถไฟไงแต่ว่าที่ตกใจนิดหน่อยเพราะมันอยู่ระดับพื้นเลยไม่ได้ยกพื้นขั้นมาเหมือนห้องน้ำบ้านเรา ส่วนห้องน้ำแบบนั่งโถมันเจ๊งหนะ เข้าห้องน้ำก็ออกไปหาอะไรกินมีร้านขายอาหารเยอะเลยไม่รู้จะเข้าร้านไหนดี มีร้านขายพาเฟ่ต์ด้วยน่ากิน(หน้าร้านจะมีของจำลองโชว์) สรุปกินข้าวหมูทอดทงคัสซึราคา 1200 เยนอิ่มมากไม่สามารถกินขนมได้และก็อิ่มไปถึงเย็นเลย(ตอนกินก็บ่ายสองแล้ว)
ออกเดินทางจากสถานี umeda ไป shinsaibashi จะไปเดิน crysta underground shopping หาทางเดินไปยากเย็นเพราะไม่รู้ทางไงจริงๆมันคงเดินต่อจากใต้ดินไปได้เลยแต่ฉันดันออกมาบนดินแล้วหาไม่เจอเดินเข้าเดินออกจนไปถามพนักงานในสถานีรถไฟแล้วก็เจอจนได้แต่ผิดหวังหนะมันเงียบโล่งมากเลยก็เลยออกมาเดินบนดินดูวิวดีกว่าแล้วหาทางเดินต่อจะไป Namba ตอนแรกว่าจะเดินให้ผ่าน America Mura แต่ไม่ผ่านเพราะเดินผ่านทางคู่ขนานที่ถึงก่อน(มีตึก Sony tower อยู่ที่หัวมุม)ถนนสายนั้นแต่มันก็เป็นถนนสายช้อปปิ้งเหมือนกันยาวตลอดแนวเดินดูนั่นนี่ไปเรื่อยๆมีร้าน Tiffany & co. ด้วยนะอยากจะเข้าไปดูจังแต่ก็เปล่าตอนนั้นก็มืดควรจะรีบหาร้าน Biccamera ให้เจอจะได้ซื้อ memory stick กับกล้องที่พี่ปอพี่เก๋ฝากมาซึ่งก็เจอแต่ซื้อได้แค่ memory stick เพราะกล้องที่จะซื้อแพงกว่าบ้านเราสองเท่าเลย(กล้องใช้ฟิล์ม)เดินวนๆนั่นนี่ไปเรื่อย เจอตัว Sonic ยืนเต้นอยู่หน้าร้านเกมถ่ายรูปมาด้วยจริงๆก็อยากถ่ายด้วยแต่ไม่กล้าหนะ ตอนเดินๆมีคนทักสวัสดีด้วยนะฉันก็คิดว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นซะอีกดันเป็นแขก โอวววว มาถึงนี้ยังเจอแขกอีกนะว่าแต่หน้าตาเรามันกระเหรี่ยงดูออกเลยเหรอว่าไทยหนะ
จากสถานี Namba นั่งรถไฟไป Tennoji ออกมาเดินเล่นข้างบนดูบรรยากาศคริสตมาสแวะห้างแถวนั้นซื้อข้าวปั้น น้ำผลไม้และกาแฟโอเล่ยี่ห้อ Asahi (กินเบียร์ไม่ได้ขอกินกาแฟยี่ห้อนี่แล้วกัน) ที่สำคัญเค้ก เค้กที่เห็นมาบ่อยๆในทีวีแชมป์เปี้ยนก็ต้องเค้กสตรอเบอรรี่ที่มีสตรอเบอรี่สดและเค้กมองบลังซื้อที่ร้านฟูจิย่าที่สถานีนั่นแหละตอนซื้อคนขายถามถึงเวลาด้วยฉันก็งงนึกว่าซื้อตอนดึกจะลดราคาปรากฎว่าถ้ากลับบ้านใช้เวลานานเค้าจะใส่ dry ice มาด้วยหนะเพราะเค้กพวกนี้มันทำจาก whip cream ไม่เย็นมันจะยุบหนะ แล้วถึงต่อรถกลับโรงแรมเวลาที่กลับก็เป็นเวลาเลิกงานคนกลับบ้านก็ต้องยืนไปแต่เพราะเดินมาทั้งวันเมื่อยขาไปโม้ดดดดด กว่าจะได้นั่งก็ใกล้ๆถึงโรงแรมแล้วหละ
กลับถึงโรงแรมประมาณทุ่มครึ่ง(เวลาญี่ปุ่น)ไปเอาลูกพลับที่พี่เอ๊กซ์แล้วก็จัดกระเป๋าแล้วก็นอนเอาแรงก่อนประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาทำงานกลับบ้านจ้าไม่ค่อยง่วงทรมานเหมือนครั้งแรกเท่าไหร่ อยากไปอีกจังเลย
ป.ล ดูรูปประกอบได้ที่ KIX II
Tuesday, November 19, 2002
ว่าจะนอนม้วนเดียวให้ตื่นเก้าโมงเช้าภัทรดันมาปลุกตอนเกือบเจ็ดโมงเพราะเข้าใจผิดว่าจะออกจากบ้านสองโมงครึ่งตอนเช้า(8.30 AM)ก็เลยต้องพยายามนอนต่อให้ตื่นสิบนาฬิกาเพราะว่าวันนี้จะบินเย็นไปถึงตีอะไรก็ไม่รู้(เวลาบ้านเรา)
ตื่นมาสิบโมงเก็บข้าวของจะให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงจะได้มีเวลาเล่นเกมก่อนไปดันช้าไปครึ่งชั่วโมงพอลงมาจะเล่นเกมนึกว่ายังไม่ได้ซ่อมเล็บ(ทาให้มันดีเพราะมันถลอก)ก็ต้องทาเล็บแล้วน้าเค้าก็จัดบ้านใกล้ๆคอมจะมาเล่นก็เกะกะพอน้าลุกฉันก็เสียบปั๊บเลย ว่าจะเล่นสองชั่วโมงเลยเหลือชั่วโมงเดียวจะเล่นถึงบ่ายโมงครึ่งหนะ
พี่ตี่โทรมาถามเรื่องเกมragnarok อิอิ มีคนคล้อยตามมาอีกคนแล้วและเพื่อน cpe ( เพื่อนเมเจอร์คอม)เค้าก็เล่นอยู่แล้วเหมือนกันแต่คนละ server ที่ฉันเล่นยังงี้มีพวกเพียบนะ ว่าแล้วก็ไปเล่นเกมก่อนเพราะจะอดเล่นสี่วันอีกอย่างไฟล์ทที่ไปนี่โอมานหนะมันอยู่ใกล้อีรัคมะเนี่ย กลัวนะจ๊ะกลัว อวยพรฉันด้วย
ตื่นมาสิบโมงเก็บข้าวของจะให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงจะได้มีเวลาเล่นเกมก่อนไปดันช้าไปครึ่งชั่วโมงพอลงมาจะเล่นเกมนึกว่ายังไม่ได้ซ่อมเล็บ(ทาให้มันดีเพราะมันถลอก)ก็ต้องทาเล็บแล้วน้าเค้าก็จัดบ้านใกล้ๆคอมจะมาเล่นก็เกะกะพอน้าลุกฉันก็เสียบปั๊บเลย ว่าจะเล่นสองชั่วโมงเลยเหลือชั่วโมงเดียวจะเล่นถึงบ่ายโมงครึ่งหนะ
พี่ตี่โทรมาถามเรื่องเกมragnarok อิอิ มีคนคล้อยตามมาอีกคนแล้วและเพื่อน cpe ( เพื่อนเมเจอร์คอม)เค้าก็เล่นอยู่แล้วเหมือนกันแต่คนละ server ที่ฉันเล่นยังงี้มีพวกเพียบนะ ว่าแล้วก็ไปเล่นเกมก่อนเพราะจะอดเล่นสี่วันอีกอย่างไฟล์ทที่ไปนี่โอมานหนะมันอยู่ใกล้อีรัคมะเนี่ย กลัวนะจ๊ะกลัว อวยพรฉันด้วย
Monday, November 18, 2002
ตื่นแต่ตอนเช้า..ไม่ได้เจตนาเล้ยเพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านมาล้างหน้าอาบน้ำเข้านอนก็ห้าทุ่มครึ่งแล้วแต่เพราะนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ไม่ได้ปิดเลยตื่น 6.50 โธ่..คืนก่อนบินก็นอนดึกเพราะเล่นเกมไม่เลิกเจอเพื่อนใหม่ชวนเข้ากลุ่ม(เวลาสู้ในที่เดียวกันจะแชร์ experience กันก็อัพเลเวลได้เร็วขึ้น)แถมเขาพาไปพื้นที่ใหม่เป็นทะเลทรายด้วย) นึกขึ้นได้ว่ามี re-run Mad TV ก็เลยตื่นดูทีวีเลยแล้วกันจากนั้นก็ดูมาตลอดจนสิบเอ็ดโมงกว่า ดูทีวีไปเปิดหนังสือพิมพ์ไปเห็นโฆษณาฟิลลิปเวนคิดจะเปลี่ยนมาสมัครฟิตเนสที่นี่ดีกว่าใกล้บ้านกว่าน่าจะไปเล่นมากกว่าโทรถามราคาเดือนละ 5500 !!! พี่พนักงานก็บอกว่าไปดูสถานที่ก่อนได้วันนี้เค้ามีงานครบรอบ 26 ปีด้วยสมัครในงานมีโปรโมชั่นสามเดือนแถมสามเดือนคิดแล้วตกเดือนละ 2750 ถ้วน อืมมม...คิด คิด คิดเกือบหลวมตัวไปแล้วดีว่าสติมาทันไม่งั้นเวรแน่ๆค่ะจะปลดหนี้กลายเป็นก่อหนี้ไปอีกพลิกหนังสือพิมพ์มาอีกเห็นโฆษณาจองตั๋วล่วงหน้าแฮรี่พอตเตอร์ได้แล้วงานนี้ต้องทำ!!ฉันก็เลยเพิ่มรายการสิ่งที่ต้องทำวันนี้
ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปเมเจอร์รัชโยธินเพราะฉันจะดูแฮรี่จอใหญ่ยักษ์เรียกแท็กซี่ไปเลย(เพราะออกจากบ้านช้าและอากาศร้อนมากๆ)คนขับแท็กซี่เป็นผู้หญิงด้วยหละเพิ่งเคยเจอไม่รู้สิพอคนขับเป็นผู้หญิงเหมือนจะรู้สึกผ่อนคลายนิดๆไม่ต้องกลัวขับรถห่วยๆแล้วก็เหมือนปลอดภัยหนะ พี่คนขับเป็นคนเชียงใหม่คุยกันเรื่องลอยกระทงบรรยากาศเก่าๆที่พี่เค้าเคยสนุกกับเทศกาลซึ่งพี่เค้าก็สงสัยว่ามันจะมีอยู่หรือเปล่าเพราะเค้ามาอยู่กรุงเทพ 20 ปีแล้ว(บรรยากาศประมาณไปวัดที่วัดก็มีกิจกรรมอะไรสนุกๆให้เล่น การจัดประตูป่าหน้าบ้าน จุดผางประทีป)ถึงเมเจอร์ฯลงจากรถฉันบอกว่าไว้เจอกันอีกไม่เคยพูดกับแท็กซี่คันไหนเลยเพราะล้วนแล้วแต่คิดว่าอย่าได้เจอกันอีกเลยได้โปรด...
ฉันจองตั๋ววันอาทิตย์จริงๆก็อยากดูวันศุกร์รอบแรกอะไรเงี้ยหรอกนะแต่พี่กอล์ฟไม่ว่างแล้วก็ฉันจะไป Muscatพรุ่งนี้กลับวันศุกร์ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้าคงจะนอนแน่เพราะออกจากนู่นพฤหัสเวลา23.59 ส่วนวันเสาร์พี่ก็ไม่ว่างเพราะทำบุญที่บริษัทต่อด้วยประชุม
ออกจากเมเจอร์ฯไปฟิตเนสไม่ได้ไปออกกำลังกายหรอกนะไปยกเลิกหนะไม่ค่อยได้ไปเล้ยเสียเงินเปล่าๆ(กว่าจะคิดได้)แต่แวะเซ็นทรัลชิดลมก่อนไปธนาคารแล้วก็กินข้าว ตอนกินข้าวมานพ(เพื่อนแอร์)โทรมาหาจะชวนไปดูหนังปรากฎว่าไม่ลงตัวคือเจ๊ใหญ่(ชื่อเล่นที่เพื่อนๆเรียก)อยากดู Red dragon ฉันดูแล้ว ฉันอยากดู Sweet home เจ๊ดูแล้วและฉันก็อยากจะกลับไปดูละครตอนหกโมงเย็นด้วยเลยกลายเป็นว่านัดเจอกันสี่โมงเย็นกินข้าวเย็นด้วยกัน ตอนนั้นก็บ่ายสามกว่าแล้วเผ่นไปฟิตเนสต้องฟังคำพรรณนาของพนักงานกว่าจะเสร็จเรื่อง(ฉันต้องจ่ายเงินไปอีก 1 เดือนก็โอเค ได้ ได้เริมปีใหม่ฟ้าใหม่รายจ่ายลดไปหนึ่งอย่างก็ไม่เลวแต่ตอนสมัครไหนว่าอยากเลือกเมื่อไหร่ก็ได้เลยไง)ปรี่ออกมานั่งรถไฟฟ้าไปถึงสยามสี่โมงครึ่งเจ๊หิวจะตาย
เราไปกินที่ร้านไอดินกลิ่นครกเจ๊แนะนำ(ตอนแรกฉันแนะนำไก่กะต๊าก)ไก่ทอดร้านนี้ดีนะไม่มีกระดูกทอดแบบชุปแป้งทอดหนะส้มตำก็มะเขือเทศเยอะดี กินๆคุยๆออกจากร้านมาหกโมงแล้วเฟ้ยไม่ทันละครแล้วตู คำนวณการกลับบ้านก็คงไม่ทันแน่เลยโทรบอกภัทรให้ดูแทนแล้วค่อยมาเล่าให้ฉันฟัง ฉันกับเจ๊ก็เลยเดินไปจองตั๋วหนัง Red dragon รอบทุ่มนึง(เจ๊ดูคนเดียวแหละฉันไปเป็นเพื่อน)แล้วก็ไปเดินช้อปปิ้งกัน
เดินช้อปปิ้งได้เสื้อมาสองตัวตัวละ 150 บาท(มานพบอกว่าดูดี) กับอีกตัว 400 ของร้าน Kinky คือฉันหนะเห็นเด็กๆถือถุงร้านนี้บ่อยๆเลยนะมันคงจะอินใช่ม้าแต่ไปดูไม่เคยจะมีตัวไหนใส่ได้เลยค่ะก็อยากที่บอกว่าแหละว่าเด็กสมัยนี้ตัวเล็กตัวบางมากๆๆแต่วันนี้ไปมีเสื้อตัวใหญ่ฉันใส่ได้ที่ร้านเค้าร่วมรายการ pop coupon ด้วยส่งข้อความ 1025 ไปที่ 195000 (ระบบ dtac dprompt ส่วนจีเอสเอ็มไม่รู้อ่ะ)จะได้คูปองลด 10 % นำมาใช้ที่ร้านได้ ฉันก็ยืนกดอยู่ในร้านนั่นแหละแต่ไม่มา คนขายให้ลองกดอีกทีก็ไม่มาเค้าก็เลยลดให้เลย(คูปองมาตอนสี่ทุ่มอ่ะค่าโธ่ส่งไปสองอันเสียเงิน 10 บาทเลย คูปองละ 5 บาทนะ) จากนั้นเจ๊ก็ไปดูหนังฉันก็ไปหาซื้อของกินสำหรับไป Muscat เพราะว่ามันไม่มีอะไรต้องเอาไปเองอยู่ประมาณสองวันฉันก็จะยังชีพด้วยขนมนม คอนเฟลก ชาเขียว แยม ขนมปัง บะหมี่ถ้วย อ๋อมีส้มด้วย แล้วก็กลับบ้านว่าจะไม่นอนดึกก็จะห้าทุ่มอีกแล้วสิยังไม่ได้เล่นเกมเลยนะ จะไม่ได้เล่นตั้งสี่วันลงแดงตายพอดี
ตอนนี้กำลังเห่ออะไรเกมๆใช่ม้านมที่ซื้อก็ยังเป็นเมจิดิจิมอน แซลมอนสเปรดกับเครกเกอร์ก็เป็นดิจิมอนไม่ได้ชอบดิจิมอนหรอกแต่ต้นมันบอกว่าเจ๋งกว่าโปเกมอนนะแปลงร่างเมื่อไรก็ได้(เหรอ เหรอ ต้องค้นดู) แล้วก็ตอนกินข้าวบ่ายหนะน้ำที่เคยเสริฟยี่ห้อใจรูปร่างเหมือน pupa ในเกมแร๊คน่าร้อคเลย...อยากเล่นเกมแต่ดึกแล้วหนอพรุ่งนี้ตื่นมาเก็บกระเป๋าแล้วค่อยเล่นหรือจะเล่นตอนนี้แล้วตื่นสายๆดีน้า
ป.ล1 มีเพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัวคอมบ้านเชียงใหม่เจ๊งปึ๊ดบอกว่าให้น้องยกมาสิจะซ่อมให้วันนี้ปุ๊กยกไปที่คณะ(ปึ๊ดเรียนจบแล้วเป็นอาจารย์ที่คณะ)เพื่อนว่าฮาร์ดดิสก์เจ๊งแต่จะเอาที่มีให้ใช้ไปก่อนระหว่างรอเอาของเสียไปเคลม ส่วนเรื่องจะอัพเมมเหมือนเค้าจะมี 128 MB ไม่ใช้ ถ้าอยากได้ 256 ฉันก็ซื้ออีกแผง โฮะ โฮะ โฮะ เริ่ดค่า ขอบคุณค่า
ป.ล 2 เมื่อวานบินเซี่ยงไฮ้ quickturn ขาไปใช้เวลา 3.45 ขากลับ 4.20 อยู่ในเครื่องนานๆปวดหัวช่างเบอล ตอนทำงานขากลับพี่พัด(สจ๊วต)ทำน้ำหกใส่ฉันฉันตกใจหลังจากเค้าตกใจอีกอ่ะเอ๋อไปแล้ว ปฏิกริยาตอบสนองต่ำคงเพราะนอนไม่พอมั้งหรือว่าออกซิเจนต่ำหรือว่าไง เรื่องการทำงานไม่มีอะไรหนักใจเลยพี่ๆที่ไปน่ารักหมดผู้โดยสารก็ดีมีที่ขอไวน์บ่อยๆแต่เราไปช้า(เพราะเสริฟชากาแฟอยู่ตอนนั้น)ก็ไม่ว่าไรบอกนานแค่ไหนเค้าก็จะรอ(ฮา) พี่นิดที่ทำงานด้วยข้าวเดียวกันก็ตลกพี่เค้าก็จบมอชอ ฉันคิดว่าเวลาทำงานที่จะให้ออกมาประณีตหน่อยคือไฟล์ทไทม์อย่างน้อยสองชั่วโมง(แค่ meal service นะ)
ป.ล 3 เรื่องญี่ปุ่นอ่ะเขียนพร้อมมัสกัตเลยแล้วกันนะจ๊ะ
ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปเมเจอร์รัชโยธินเพราะฉันจะดูแฮรี่จอใหญ่ยักษ์เรียกแท็กซี่ไปเลย(เพราะออกจากบ้านช้าและอากาศร้อนมากๆ)คนขับแท็กซี่เป็นผู้หญิงด้วยหละเพิ่งเคยเจอไม่รู้สิพอคนขับเป็นผู้หญิงเหมือนจะรู้สึกผ่อนคลายนิดๆไม่ต้องกลัวขับรถห่วยๆแล้วก็เหมือนปลอดภัยหนะ พี่คนขับเป็นคนเชียงใหม่คุยกันเรื่องลอยกระทงบรรยากาศเก่าๆที่พี่เค้าเคยสนุกกับเทศกาลซึ่งพี่เค้าก็สงสัยว่ามันจะมีอยู่หรือเปล่าเพราะเค้ามาอยู่กรุงเทพ 20 ปีแล้ว(บรรยากาศประมาณไปวัดที่วัดก็มีกิจกรรมอะไรสนุกๆให้เล่น การจัดประตูป่าหน้าบ้าน จุดผางประทีป)ถึงเมเจอร์ฯลงจากรถฉันบอกว่าไว้เจอกันอีกไม่เคยพูดกับแท็กซี่คันไหนเลยเพราะล้วนแล้วแต่คิดว่าอย่าได้เจอกันอีกเลยได้โปรด...
ฉันจองตั๋ววันอาทิตย์จริงๆก็อยากดูวันศุกร์รอบแรกอะไรเงี้ยหรอกนะแต่พี่กอล์ฟไม่ว่างแล้วก็ฉันจะไป Muscatพรุ่งนี้กลับวันศุกร์ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้าคงจะนอนแน่เพราะออกจากนู่นพฤหัสเวลา23.59 ส่วนวันเสาร์พี่ก็ไม่ว่างเพราะทำบุญที่บริษัทต่อด้วยประชุม
ออกจากเมเจอร์ฯไปฟิตเนสไม่ได้ไปออกกำลังกายหรอกนะไปยกเลิกหนะไม่ค่อยได้ไปเล้ยเสียเงินเปล่าๆ(กว่าจะคิดได้)แต่แวะเซ็นทรัลชิดลมก่อนไปธนาคารแล้วก็กินข้าว ตอนกินข้าวมานพ(เพื่อนแอร์)โทรมาหาจะชวนไปดูหนังปรากฎว่าไม่ลงตัวคือเจ๊ใหญ่(ชื่อเล่นที่เพื่อนๆเรียก)อยากดู Red dragon ฉันดูแล้ว ฉันอยากดู Sweet home เจ๊ดูแล้วและฉันก็อยากจะกลับไปดูละครตอนหกโมงเย็นด้วยเลยกลายเป็นว่านัดเจอกันสี่โมงเย็นกินข้าวเย็นด้วยกัน ตอนนั้นก็บ่ายสามกว่าแล้วเผ่นไปฟิตเนสต้องฟังคำพรรณนาของพนักงานกว่าจะเสร็จเรื่อง(ฉันต้องจ่ายเงินไปอีก 1 เดือนก็โอเค ได้ ได้เริมปีใหม่ฟ้าใหม่รายจ่ายลดไปหนึ่งอย่างก็ไม่เลวแต่ตอนสมัครไหนว่าอยากเลือกเมื่อไหร่ก็ได้เลยไง)ปรี่ออกมานั่งรถไฟฟ้าไปถึงสยามสี่โมงครึ่งเจ๊หิวจะตาย
เราไปกินที่ร้านไอดินกลิ่นครกเจ๊แนะนำ(ตอนแรกฉันแนะนำไก่กะต๊าก)ไก่ทอดร้านนี้ดีนะไม่มีกระดูกทอดแบบชุปแป้งทอดหนะส้มตำก็มะเขือเทศเยอะดี กินๆคุยๆออกจากร้านมาหกโมงแล้วเฟ้ยไม่ทันละครแล้วตู คำนวณการกลับบ้านก็คงไม่ทันแน่เลยโทรบอกภัทรให้ดูแทนแล้วค่อยมาเล่าให้ฉันฟัง ฉันกับเจ๊ก็เลยเดินไปจองตั๋วหนัง Red dragon รอบทุ่มนึง(เจ๊ดูคนเดียวแหละฉันไปเป็นเพื่อน)แล้วก็ไปเดินช้อปปิ้งกัน
เดินช้อปปิ้งได้เสื้อมาสองตัวตัวละ 150 บาท(มานพบอกว่าดูดี) กับอีกตัว 400 ของร้าน Kinky คือฉันหนะเห็นเด็กๆถือถุงร้านนี้บ่อยๆเลยนะมันคงจะอินใช่ม้าแต่ไปดูไม่เคยจะมีตัวไหนใส่ได้เลยค่ะก็อยากที่บอกว่าแหละว่าเด็กสมัยนี้ตัวเล็กตัวบางมากๆๆแต่วันนี้ไปมีเสื้อตัวใหญ่ฉันใส่ได้ที่ร้านเค้าร่วมรายการ pop coupon ด้วยส่งข้อความ 1025 ไปที่ 195000 (ระบบ dtac dprompt ส่วนจีเอสเอ็มไม่รู้อ่ะ)จะได้คูปองลด 10 % นำมาใช้ที่ร้านได้ ฉันก็ยืนกดอยู่ในร้านนั่นแหละแต่ไม่มา คนขายให้ลองกดอีกทีก็ไม่มาเค้าก็เลยลดให้เลย(คูปองมาตอนสี่ทุ่มอ่ะค่าโธ่ส่งไปสองอันเสียเงิน 10 บาทเลย คูปองละ 5 บาทนะ) จากนั้นเจ๊ก็ไปดูหนังฉันก็ไปหาซื้อของกินสำหรับไป Muscat เพราะว่ามันไม่มีอะไรต้องเอาไปเองอยู่ประมาณสองวันฉันก็จะยังชีพด้วยขนมนม คอนเฟลก ชาเขียว แยม ขนมปัง บะหมี่ถ้วย อ๋อมีส้มด้วย แล้วก็กลับบ้านว่าจะไม่นอนดึกก็จะห้าทุ่มอีกแล้วสิยังไม่ได้เล่นเกมเลยนะ จะไม่ได้เล่นตั้งสี่วันลงแดงตายพอดี
ตอนนี้กำลังเห่ออะไรเกมๆใช่ม้านมที่ซื้อก็ยังเป็นเมจิดิจิมอน แซลมอนสเปรดกับเครกเกอร์ก็เป็นดิจิมอนไม่ได้ชอบดิจิมอนหรอกแต่ต้นมันบอกว่าเจ๋งกว่าโปเกมอนนะแปลงร่างเมื่อไรก็ได้(เหรอ เหรอ ต้องค้นดู) แล้วก็ตอนกินข้าวบ่ายหนะน้ำที่เคยเสริฟยี่ห้อใจรูปร่างเหมือน pupa ในเกมแร๊คน่าร้อคเลย...อยากเล่นเกมแต่ดึกแล้วหนอพรุ่งนี้ตื่นมาเก็บกระเป๋าแล้วค่อยเล่นหรือจะเล่นตอนนี้แล้วตื่นสายๆดีน้า
ป.ล1 มีเพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัวคอมบ้านเชียงใหม่เจ๊งปึ๊ดบอกว่าให้น้องยกมาสิจะซ่อมให้วันนี้ปุ๊กยกไปที่คณะ(ปึ๊ดเรียนจบแล้วเป็นอาจารย์ที่คณะ)เพื่อนว่าฮาร์ดดิสก์เจ๊งแต่จะเอาที่มีให้ใช้ไปก่อนระหว่างรอเอาของเสียไปเคลม ส่วนเรื่องจะอัพเมมเหมือนเค้าจะมี 128 MB ไม่ใช้ ถ้าอยากได้ 256 ฉันก็ซื้ออีกแผง โฮะ โฮะ โฮะ เริ่ดค่า ขอบคุณค่า
ป.ล 2 เมื่อวานบินเซี่ยงไฮ้ quickturn ขาไปใช้เวลา 3.45 ขากลับ 4.20 อยู่ในเครื่องนานๆปวดหัวช่างเบอล ตอนทำงานขากลับพี่พัด(สจ๊วต)ทำน้ำหกใส่ฉันฉันตกใจหลังจากเค้าตกใจอีกอ่ะเอ๋อไปแล้ว ปฏิกริยาตอบสนองต่ำคงเพราะนอนไม่พอมั้งหรือว่าออกซิเจนต่ำหรือว่าไง เรื่องการทำงานไม่มีอะไรหนักใจเลยพี่ๆที่ไปน่ารักหมดผู้โดยสารก็ดีมีที่ขอไวน์บ่อยๆแต่เราไปช้า(เพราะเสริฟชากาแฟอยู่ตอนนั้น)ก็ไม่ว่าไรบอกนานแค่ไหนเค้าก็จะรอ(ฮา) พี่นิดที่ทำงานด้วยข้าวเดียวกันก็ตลกพี่เค้าก็จบมอชอ ฉันคิดว่าเวลาทำงานที่จะให้ออกมาประณีตหน่อยคือไฟล์ทไทม์อย่างน้อยสองชั่วโมง(แค่ meal service นะ)
ป.ล 3 เรื่องญี่ปุ่นอ่ะเขียนพร้อมมัสกัตเลยแล้วกันนะจ๊ะ
Saturday, November 16, 2002
เขียนคืนวันศุกร์แต่โพสต์ช้าไปหนึ่งวินาทีกลายเป็นเหมือนเขียนวันเสาร์เลยเรา เช้าวันนี้หน่อยเพื่อนในกลุ่มตั้งแต่สมัยโรงเรียนแต่งงานเค้าจัดงานแต่งงานที่บ้านเชียงใหม่เลยไม่ได้ไปไว้ตอนงานเลี้ยงที่กรุงเทพเดือนหน้าไปแน่ๆถึงบินก็จะลาป่วยไปให้ได้(ไม่ใช่ว่าตรงกับไฟล์ทญี่ปุ่นนะยังงี้คิดหนัก) พูดถึงแฟนหน่อยก็คบกันตั้งแต่สมัยปีหนึ่ง(ฉันกับหน่อยเป็นสองคนที่จากโรงเรียนเดียวกันที่มาเรียนคณะเดียวกัน)เป็นคนรหัสข้างเคียงนับมาถึงวันนี้ก็จะสิบปีแหละ อย่าบอกว่าปิ๊งกันตั้งแต่ตอนเชียร์นะเพราะเวลาเชียร์เค้าจะยืนเรียงรหัสไงแล้วก็เชียร์กันเป็นเดือนๆแหนะ(ใครว่าการเชียร์ไม่ดี ฮึ) หน่อยบอกว่าให้ศึกษางานไว้จากเค้าอย่างงานที่เชียงใหม่เค้าอยากให้ใส่ชุดไทยหนะจะได้กลมกลืนกัน(เจ้าบ่าวเจ้าสาวใส่ชุดไทย)แต่ก็เพิ่งจะบอกเพื่อนสนิทๆวันก่อนจะมีงานยังงี้มันต้องเขียนไว้ในการ์ดว่าอยากให้คนร่วมงานแต่งตัวแบบไหน ฉันโทรไปคืนวันศุกร์ถามว่าตื่นเต้นป่าวจะนอนไม่หลับป่าวหน่อยบอกว่าเหนื่อยมากกว่ายังเตรียมงานไม่เสร็จเลย ฉันก็สงสัยว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องอยู่กันคนละที่ก่อนจะแต่งหรือเปล่าเค้าก็ทำแบบนั้นให้เซ๊ง(แฟนหน่อย)ไปนอนโรงแรมแล้วพอแต่งเสร็จก็ต้องอยู่บ้านสามวันคืออยู่ให้ติดที่ที่ไหนก็ได้สามวันจะได้อยู่กันยืนนานหนะ ไว้เจอตัวกันค่อยสัมภาษณ์กันใหม่
วันนี้ไม่ได้ไปสะพานเหล็กหรอกมันร้อนก็เลยไปแค่เดอะมอลล์ใกล้บ้านไปกับภัทรกับพี่กอล์ฟ ฉันอยากได้ harvest moon แต่ดันกลายเป็นซื้อ pokemon มาซะได้เพราะร้านที่เกมราคาถูกไม่มี harvest moon แผ่นเดี่ยวเค้าบอกว่าหายากแล้วมีแต่แผ่นรวมซึ่งแพงอ่ะเป็นพันเลยแล้วเกมอื่นในนั้นฉันก็ไม่อยากเล่นไงซื้อแผ่นเดี่ยวๆเท่กว่า คนขายเลยแนะนำ pokemon crystal version ให้บอกว่าภาคใหม่สุดเลยเด็กๆกำลังฮิต ฉันหนะที่เล่นค้างไว้ยังสมัย Red & Blue อยู่เล้ย เค้าบอกว่าเก่าแล้วนั่นสิเดี๋ยวเด็กว่าป้า อิอิแถมภาคใหม่เนี่ยเลือกได้ว่าจะเป็น trainer ผู้หญิงหรือผู้ชาย ตอนนี้ฉันมี pokemon 5 ตัวแล้วกำลังฝึกมันอยู่แต่ตอนนี้ขอตัวไปเล่นแร๊คน่าร็อคก่อนต้องรีบเล่นรีบนอนพรุ่งนี้ไปบินเช้ากลับเกือบสี่ทุ่ม ว่าแต่ฉันชักจูงเพื่อนให้มาเล่นด้วยกันได้สองคนพี่ปึ๊ด(เล่นเรียบร้อย)กับต้น(ต้องซื้อแผ่นก่อน) คืนนี้ลองไปดูสิว่าพี่ไก่เล่นอยู่หรือเปล่าจะไปขอเงินซะหน่อย ฮ่า ฮ่า
วันนี้ไม่ได้ไปสะพานเหล็กหรอกมันร้อนก็เลยไปแค่เดอะมอลล์ใกล้บ้านไปกับภัทรกับพี่กอล์ฟ ฉันอยากได้ harvest moon แต่ดันกลายเป็นซื้อ pokemon มาซะได้เพราะร้านที่เกมราคาถูกไม่มี harvest moon แผ่นเดี่ยวเค้าบอกว่าหายากแล้วมีแต่แผ่นรวมซึ่งแพงอ่ะเป็นพันเลยแล้วเกมอื่นในนั้นฉันก็ไม่อยากเล่นไงซื้อแผ่นเดี่ยวๆเท่กว่า คนขายเลยแนะนำ pokemon crystal version ให้บอกว่าภาคใหม่สุดเลยเด็กๆกำลังฮิต ฉันหนะที่เล่นค้างไว้ยังสมัย Red & Blue อยู่เล้ย เค้าบอกว่าเก่าแล้วนั่นสิเดี๋ยวเด็กว่าป้า อิอิแถมภาคใหม่เนี่ยเลือกได้ว่าจะเป็น trainer ผู้หญิงหรือผู้ชาย ตอนนี้ฉันมี pokemon 5 ตัวแล้วกำลังฝึกมันอยู่แต่ตอนนี้ขอตัวไปเล่นแร๊คน่าร็อคก่อนต้องรีบเล่นรีบนอนพรุ่งนี้ไปบินเช้ากลับเกือบสี่ทุ่ม ว่าแต่ฉันชักจูงเพื่อนให้มาเล่นด้วยกันได้สองคนพี่ปึ๊ด(เล่นเรียบร้อย)กับต้น(ต้องซื้อแผ่นก่อน) คืนนี้ลองไปดูสิว่าพี่ไก่เล่นอยู่หรือเปล่าจะไปขอเงินซะหน่อย ฮ่า ฮ่า
แก้ตัวอีกซักรอบจะเป็นไรไม่ได้เขียนไดอารี่เพราะเล่นเกมอ่ะค่า เมื่อคืนภัทรสอนให้สร้างตัวละครในเกมแร๊กน่าร็อคแล้วใช้ชื่อว่า puiii นี่แหละเจอกันก็มาให้เงินให้อาวุธได้นะจ๊ะเพราะว่าจนและอาวุธเห่ยมาก
ตอนเช้าตื่นมาเก้าโมงไม่อยากจะตื่นเพราะเมื่อคืนนอนตีสองยังไม่ได้เล่นเกมหรอกดูทีวีหนะ แต่อากาศร้อนมาก ตกลงหน้าหนาวกรุงเทพจะมีแค่สองสามวันก่อนนั่นหนะเหรอเนี่ย ตื่นมาก็กลิ้งเกลือกซักพักแล้วคิดว่าเล่นเกมดีฝ่าก็เลยมามั่วๆดู เจอคนใจดีมาช่วยให้เราอัพเลเวลเร็วด้วยโดยแลกเปลี่ยนกับคะแนนความดี เค้าพาไปสู้กับสัตว์ประหลาดตัวเก่งๆ ก็เราหนะเพิ่งเริ่มเล่นใช่ม้าเจอตัวอะไรแปลกๆก็ไปลองฆ่าดูเห็นตั๊กแตก(rocker)กระโดดๆก็ไปฟันมันไม่เจียมตัวเลย อาวุธที่ใช้ก็แค่ club ธรรมดาๆ เพื่อนใจดีให้ยืมอาวุธด้วยตอนเค้าจะไปปรากฎว่าเค้าก็ให้เราไว้ใช้เลย เย้ เย้ ตอนนี้ก็ฆ่าตัวนั้นตัวนี้เก็บของไปขายได้เงินมาซื้อเสื้อ jacket ให้ตัวเองได้แล้ว(ตอนแรกจะใส่ cotton shirt ธรรมดา) ตอนนี้ก็อยากจะเล่นอีกกำลังเห่อนั่นแหละแต่ว่ากลัวจะไม่ได้เขียนไดอารี่ซะเลยก็เลยเลิกเล่นก่อน(มีความรับผิดชอบนี๊ดส์นึง)
ไม่ต้องห่วงเรื่องไปญี่ปุ่นคราวนี้จะมีรูปให้ดูด้วยหละส่วนไฟล์ทที่ไปกัวลาฯคราวนี้เราชอบนะได้ไปนอนฟื้นฟูพลังประมาณ 5 –6 ชม. โรงแรมก็สวยดีด้วย Pan pacific(ไปถึงกัวลาประมาณสามทุ่มครึ่งบ้านเรา)แล้วก็ทำงานกลับมาตอนเช้าประมาณ 10 โมงเช้าก็ถึงบ้าน แล้วที่ชอบมากคือสนามบินเค้าสวยเก๋มากเลยเพดานมันจะเหมือนโดมสามเหลี่ยมมีหลายๆยอดนะไม่ใช่เหมือนกระโจมมียอดเดียว ท่อแอร์หรือลำโพงที่โผล่ออกมาก็ทำแบบมีดีไซน์หนะดูกลมกลืนกับอาคารดี ป้ายทางออก ป้ายเคาท์เตอร์ ป้ายโฆษณาหรือจอก็ดูดี ดูสวยไปหมดดีนะแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาไม่กล้าหนะ จาก arrival/departure hall มายัง main terminal เป็นรถรางเก๋ นึกถึงว่าหนองงูเห่าบ้านเราจะเป็นยังไงนะ arrival hall น่าจะทำให้รู้สึกถึงความเป็นไทยหนะแบบภาพเขียนวิจิตรๆสีที่ใช้หรือตกแต่งด้วยไม้ก็คงดี ปี 48คงได้เห็นกันว่าจะสู้บ้านเมืองอื่นเค้าได้หรือเปล่า
ข้าวเย็นวันนี้ออกไปกินนอกบ้านน้าปุ้ม น้าป้อม น้าเขย ภูมิ(ส่วนภัทรอยู่บ้านเล่นเกม) กินที่ร้านครัวขมิ้นถนนตัดใหม่แถวสนามบินน้ำ อร่อยแต่เผ็ดมาก กินข้าวแล้วไปกินเต้าทึงที่บางกระบือ อิ่มไปโม้ดคืนนี้คงนอนฝันดีเห็นเต้าทึงกับสัตว์ประหลาด(บอกแล้วว่าเห่อเกม) พรุ่งนี้อยากไปสะพานเหล็กไปซื้อเกมแต่สำหรับ gameboy หนะเผื่อติดตัวไปเล่นตอนไปค้างที่อื่น ตอนนี้ก็แหย่เพื่อนที่ทำงานออฟฟิศว่าเค้าทำงานเครียดเราก็เล่นเกมเครียดเหมือนกัน ยุ๊ง ยุ่งไม่ว่างเลยอ่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ตอนเช้าตื่นมาเก้าโมงไม่อยากจะตื่นเพราะเมื่อคืนนอนตีสองยังไม่ได้เล่นเกมหรอกดูทีวีหนะ แต่อากาศร้อนมาก ตกลงหน้าหนาวกรุงเทพจะมีแค่สองสามวันก่อนนั่นหนะเหรอเนี่ย ตื่นมาก็กลิ้งเกลือกซักพักแล้วคิดว่าเล่นเกมดีฝ่าก็เลยมามั่วๆดู เจอคนใจดีมาช่วยให้เราอัพเลเวลเร็วด้วยโดยแลกเปลี่ยนกับคะแนนความดี เค้าพาไปสู้กับสัตว์ประหลาดตัวเก่งๆ ก็เราหนะเพิ่งเริ่มเล่นใช่ม้าเจอตัวอะไรแปลกๆก็ไปลองฆ่าดูเห็นตั๊กแตก(rocker)กระโดดๆก็ไปฟันมันไม่เจียมตัวเลย อาวุธที่ใช้ก็แค่ club ธรรมดาๆ เพื่อนใจดีให้ยืมอาวุธด้วยตอนเค้าจะไปปรากฎว่าเค้าก็ให้เราไว้ใช้เลย เย้ เย้ ตอนนี้ก็ฆ่าตัวนั้นตัวนี้เก็บของไปขายได้เงินมาซื้อเสื้อ jacket ให้ตัวเองได้แล้ว(ตอนแรกจะใส่ cotton shirt ธรรมดา) ตอนนี้ก็อยากจะเล่นอีกกำลังเห่อนั่นแหละแต่ว่ากลัวจะไม่ได้เขียนไดอารี่ซะเลยก็เลยเลิกเล่นก่อน(มีความรับผิดชอบนี๊ดส์นึง)
ไม่ต้องห่วงเรื่องไปญี่ปุ่นคราวนี้จะมีรูปให้ดูด้วยหละส่วนไฟล์ทที่ไปกัวลาฯคราวนี้เราชอบนะได้ไปนอนฟื้นฟูพลังประมาณ 5 –6 ชม. โรงแรมก็สวยดีด้วย Pan pacific(ไปถึงกัวลาประมาณสามทุ่มครึ่งบ้านเรา)แล้วก็ทำงานกลับมาตอนเช้าประมาณ 10 โมงเช้าก็ถึงบ้าน แล้วที่ชอบมากคือสนามบินเค้าสวยเก๋มากเลยเพดานมันจะเหมือนโดมสามเหลี่ยมมีหลายๆยอดนะไม่ใช่เหมือนกระโจมมียอดเดียว ท่อแอร์หรือลำโพงที่โผล่ออกมาก็ทำแบบมีดีไซน์หนะดูกลมกลืนกับอาคารดี ป้ายทางออก ป้ายเคาท์เตอร์ ป้ายโฆษณาหรือจอก็ดูดี ดูสวยไปหมดดีนะแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาไม่กล้าหนะ จาก arrival/departure hall มายัง main terminal เป็นรถรางเก๋ นึกถึงว่าหนองงูเห่าบ้านเราจะเป็นยังไงนะ arrival hall น่าจะทำให้รู้สึกถึงความเป็นไทยหนะแบบภาพเขียนวิจิตรๆสีที่ใช้หรือตกแต่งด้วยไม้ก็คงดี ปี 48คงได้เห็นกันว่าจะสู้บ้านเมืองอื่นเค้าได้หรือเปล่า
ข้าวเย็นวันนี้ออกไปกินนอกบ้านน้าปุ้ม น้าป้อม น้าเขย ภูมิ(ส่วนภัทรอยู่บ้านเล่นเกม) กินที่ร้านครัวขมิ้นถนนตัดใหม่แถวสนามบินน้ำ อร่อยแต่เผ็ดมาก กินข้าวแล้วไปกินเต้าทึงที่บางกระบือ อิ่มไปโม้ดคืนนี้คงนอนฝันดีเห็นเต้าทึงกับสัตว์ประหลาด(บอกแล้วว่าเห่อเกม) พรุ่งนี้อยากไปสะพานเหล็กไปซื้อเกมแต่สำหรับ gameboy หนะเผื่อติดตัวไปเล่นตอนไปค้างที่อื่น ตอนนี้ก็แหย่เพื่อนที่ทำงานออฟฟิศว่าเค้าทำงานเครียดเราก็เล่นเกมเครียดเหมือนกัน ยุ๊ง ยุ่งไม่ว่างเลยอ่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
Tuesday, November 12, 2002
Monday, November 04, 2002
ผลเลือดได้มาแล้วก็ปกติหมายถึงเลือดจางเป็นปกติแต่ค่ามันน้อยลงกว่าเดิมนิดนึงก็เพราะไม่รักษาสุขภาพนั่นแหละ(นอนดึก) ส่วนเกี่ยวกับเรื่องงานหรือเปล่าหมอบอกว่าไม่เกี่ยวเพียงแต่เราจะเหนื่อยง่ายกว่าคนอื่นแล้วในเครื่องบินมันก็ปรับความดันปรับออกซิเจนก็ไม่น่าเกี่ยวอะไรแต่ถ้าไปปีนเขาดำน้ำอะไรเนี่ยคงไม่ไหว(สบายใจ)แล้วก็เรื่องกินยาแก้เมาก็ไม่ได้มีผลร้ายอะไร(สบายใจเข้าไปอีก)ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมาหรือไม่เมาแต่ไม่อยากจะเมาหนะเมาแล้วมากินยาทีหลังออกผลไม่ทันแต่ก็ลดเหลือครึ่งเม็ดเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ(กินยาแล้วไม่เมาหรอก)
แต่ตอนนี้ก็ปวดหัวนิดๆคงเพราะนอนไม่พอแต่สองวันมานี้ก็นอนสี่ทุ่มนิดๆแล้วหละวันนี้ก็จะพยายามอีกไม่นอนดึกอีกแล้ววว...กลัว กลัว แล้วก็กลัวว่านอนไม่พอแล้ววันพุธได้ไปนั่งชิงช้าสวรรค์ (HEP Five)จริงๆจะได้ไปสวรรค์เร็วเข้าไปอีกเพราะเคยนอนดึกแล้วไปเล่นของเล่นพวกเหวี่ยงๆหมุนๆมึนจะอ้วก(ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้เล่นอะไรมาอีกก็เลยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่านอนไม่พอหรือว่าแก่)
พรุ่งนี้จะเดินทางไปโอซาก้าค่ะไม่ค่อยชอบตอนทำงานขากลับเพราะง่วงแต่แลกกับการได้ไปญี่ปุ่นก็พยายามหน่อยแล้วกัน นี่ก็เช็คอุณหภูมิแล้ว เตรียมกล้อง เตรียมเสื้อผ้ารับลมหนาวและรองเท้าผ้าใบสำหรับเดินๆๆๆๆ ข้อมูลสำหรับเที่ยวก็มีแล้ว ถ้าฝนตกหละก็.........เศร้าและซวยเท่านั้นที่สามารถบรรยายได้(คราวที่แล้วก็ฝนตก)
ป.ล ปุ๊กโทรมาบอกว่าได้งานแล้ว(หลังจากว่างมาหนึ่งปี)เป็นงานโรงแรมยืนขาแข็งแน่แต่ก็ลองทำดูถือว่าหาเงินใช้ปีใหม่แล้วก็คงไม่ยืนเซ็งหรอกเพราะเข้าฤดูหนาวคนคงเยอะแหละ
แต่ตอนนี้ก็ปวดหัวนิดๆคงเพราะนอนไม่พอแต่สองวันมานี้ก็นอนสี่ทุ่มนิดๆแล้วหละวันนี้ก็จะพยายามอีกไม่นอนดึกอีกแล้ววว...กลัว กลัว แล้วก็กลัวว่านอนไม่พอแล้ววันพุธได้ไปนั่งชิงช้าสวรรค์ (HEP Five)จริงๆจะได้ไปสวรรค์เร็วเข้าไปอีกเพราะเคยนอนดึกแล้วไปเล่นของเล่นพวกเหวี่ยงๆหมุนๆมึนจะอ้วก(ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้เล่นอะไรมาอีกก็เลยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่านอนไม่พอหรือว่าแก่)
พรุ่งนี้จะเดินทางไปโอซาก้าค่ะไม่ค่อยชอบตอนทำงานขากลับเพราะง่วงแต่แลกกับการได้ไปญี่ปุ่นก็พยายามหน่อยแล้วกัน นี่ก็เช็คอุณหภูมิแล้ว เตรียมกล้อง เตรียมเสื้อผ้ารับลมหนาวและรองเท้าผ้าใบสำหรับเดินๆๆๆๆ ข้อมูลสำหรับเที่ยวก็มีแล้ว ถ้าฝนตกหละก็.........เศร้าและซวยเท่านั้นที่สามารถบรรยายได้(คราวที่แล้วก็ฝนตก)
ป.ล ปุ๊กโทรมาบอกว่าได้งานแล้ว(หลังจากว่างมาหนึ่งปี)เป็นงานโรงแรมยืนขาแข็งแน่แต่ก็ลองทำดูถือว่าหาเงินใช้ปีใหม่แล้วก็คงไม่ยืนเซ็งหรอกเพราะเข้าฤดูหนาวคนคงเยอะแหละ
Saturday, November 02, 2002
เมื่อเช้ารู้สึกตัวตอนเจ็ดโมงเช้ารู้สึกหัวหมุนนึกว่าเราขาดน้ำตาลหรือเปล่าคว้าลูกอมมากินก็ยังไม่หายลืมตาดูปรากฎว่าบ้านหมุนเคว้งคว้างมากความรู้สึกคือตูเป็นอะไรอีกเนี่ยจะตายมั้ยเนี่ยสงสัยจะทำงานนี้ไม่ได้นาน(ต๊ายยยยยย หนี้ยังไม่หมดเลยนะย้า) กลัวๆชอบกลหรือว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอต้องเป็นลมไปอีกหนึ่งวูบก่อนไม่เอาหน่า...ฉันเลยเปลี่ยนไปนอนพื้นยกขาพาดเตียงตอนลุกขึ้นหรือทำอะไรเนี่ยเหมือนเหนื่อยและรู้สึกหมุนๆอีกแล้ว คว้าโทรศัพท์โทรหาต่ายคุณหมอประจำตัว ฉันเองแหละไม่ดีนอนดึกนอนเที่ยงคืนกว่ามาหลายคืนแล้ว ต่ายให้ไปเจาะเลือดและวัดความดันแล้วโทรไปบอกด้วยต้องดูว่าซีดลงหรือเปล่า(ฉันเป็นโลหิตจางทำงานบนฟ้าหนะเหมือนฆ่าตัวเองให้ตายเร็วขึ้นอีกอยู่แล้ว) หลังจากนั้นฉันก็พยายามหลับและตื่นอีกทีเกือบเที่ยง โทรหาพี่ว่าไม่กล้าออกไปกลัวหน้ามืดระหว่างทาง(นัดกันที่เซน)
ฉันลงมากินข้าวแล้วนอนต่อพอน้าๆและภัทรกลับมาบ้านแล้วฉันก็เลยลงมาถามว่าคลีนิคหมออภิชาติใกล้บ้านเราเค้ายังเจาะเลือดยู่ใช่ป่าว(หมอจะเจาะเฉพาะต้นเดือน) พรุ่งนี้ก็เลยจะไปหาหมอตอนเช้าก่อนไปบิน คืนนี้จะนอนตั้งแต่สองทุ่มเล้ย...บางทีร่างกายผิดปกติบ่อยๆมันหงุดหงิดนะเป็นอะไรอยู่ได้ฟระเพราะตั้งแต่กลับจาก Perth ฉันก็เป็นนั่นนี่อยู่ได้ ใช่แล้วเพราะกลับจาก Perth นี่แหละที่ฉันเป็นลมครั้งแรกในชีวิตร่วงลงไปกับพื้นเลย ฉันจะตายมะเนี่ยหวังว่ามันแค่ช่วงนี้เฉยๆไม่ใช่เพราะทำงานนี้นะ เนี่ยแหละน้าไม่ออกกำลังกายแล้วยังนอนดึกสมน้ำหน้า (อดไปเซนเลยมะล่า)
ฉันลงมากินข้าวแล้วนอนต่อพอน้าๆและภัทรกลับมาบ้านแล้วฉันก็เลยลงมาถามว่าคลีนิคหมออภิชาติใกล้บ้านเราเค้ายังเจาะเลือดยู่ใช่ป่าว(หมอจะเจาะเฉพาะต้นเดือน) พรุ่งนี้ก็เลยจะไปหาหมอตอนเช้าก่อนไปบิน คืนนี้จะนอนตั้งแต่สองทุ่มเล้ย...บางทีร่างกายผิดปกติบ่อยๆมันหงุดหงิดนะเป็นอะไรอยู่ได้ฟระเพราะตั้งแต่กลับจาก Perth ฉันก็เป็นนั่นนี่อยู่ได้ ใช่แล้วเพราะกลับจาก Perth นี่แหละที่ฉันเป็นลมครั้งแรกในชีวิตร่วงลงไปกับพื้นเลย ฉันจะตายมะเนี่ยหวังว่ามันแค่ช่วงนี้เฉยๆไม่ใช่เพราะทำงานนี้นะ เนี่ยแหละน้าไม่ออกกำลังกายแล้วยังนอนดึกสมน้ำหน้า (อดไปเซนเลยมะล่า)
Friday, November 01, 2002
เงินกำลังจะตกถึงมือเราแท้ๆแต่ก็หายแว้บไปเฉยเลยทั้งที่เราแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ 6:40 แต่ถามว่าเสียดายหรือเปล่าก็เปล่าเลยอยู่แล้วฉันหนะจนแล้วยังขี้เกียจอีกแหนะ
กำลังนอนสบายๆได้ยินเสียงน้าเรียกให้รับโทรศัพท์ไม่บอกก็ยังรู้เลยว่า OD แหงแก๋เพราะไม่ค่อยมีใครโทรหาฉันผ่านทางโทรศัพท์บ้าน พี่ OD เค้าบอกให้ไปบินเฉินตูตอน 11.15 ก็คือต้องไปเช็คอินตอน 9.15 มีการบอกด้วยนะว่ามีเพื่อนห้องเดียวกันไปด้วย เราหนะก็ขี้เกียจแต่มันก็ต้องไปใช่ม้า หน้าที่อ่ะหน้าที่ ก็เลยลุกไปเช็คเวลาบินใน TPI เพราะอยากรู้ว่าเวลาบินนานป่าว ไปแล้วกลับหรือว่าค้างซึ่งไฟล์ทนี้ก็เป็นแบบไปกลับ(quick turn) แล้วก็ต่อด้วยใบค่าเบี้ยเลี้ยง(ก็ไม่ได้งกหรอกหน่าแค่อยากรู้เฉยๆ) แล้วก็ได้ยินเสียงน้าให้รับโทรศัพท์อีกรอบ(เพราะไม่ค่อยมีโทรศัพท์ถึงฉันฉันเลยไม่ค่อยรับโทรศัพท์ที่บ้านเท่าไหร่)ปรากฎว่าไม่ต้องไปบินแล้ว พี่คนเดิมที่โทรมาตอนแรกบอกว่ามันมี Trainee แล้ว 2 คนเราไปอีกจะเป็น 3 คนก็ให้เราเป็น standby ต่อไปดีหวะ!!! ดีใจไม่ต้องบินแต่คิดๆดูแล้วไฟล์ทไทม์นานๆหนะมี trainee หมดฉันว่าไม่เป็นไรเลยเพราะยังไงก็ทำทันทีไฟล์ทไทม์สั้นๆนะ trainee ตรึมยังเคยเจอแบบ 4 คนพร้อมกันในครัวเดียว(แต่มีพี่สจ๊วตอีกหนึ่งคน)เป็นไฟล์ทที่ไม่มีใครรัก(TG 411 quickturn Singapore) ฉันก็อาบน้ำนั่งๆนอนๆกินๆดูทีวีวางแผนทัวร์(สำหรับไฟล์ทค้าง)แล้วก็หมดเวลา standby จนได้ อิอิ (standby 1 ตั้งแต่ตีห้าถึงบ่ายสองโมงตรง)
ส่วนเรื่องวางแผนทัวร์หนะเหรอก็สำหรับไฟล์ทไปโอซาก้าวันที่ 5 นี้(อยากได้ไป Fukuoka บ้างแต่เค้าจัด KIX มาให้ก็โอเคแหละเป็นญี่ปุ่นยังไงก็ชอบ.บ.บ.) คราวนี้แม่ซาโตะไม่มาหา(เขียนจดหมายไปบอกเค้าเองแหละจะไปโอซาก้าอีกแต่ไม่อยากรบกวนให้มาและซาโตะก็ไมได้กระตือรือร้นจะส่งแม่มาเหมือนครั้งแรกก็น่าจะเข้าใจได้ว่าไม่มานั่นเอง)ตอนแรกฉันคิดว่าจะไปห้าง Rinku town เป็น outlet ใหญ่โตและเดินจัสโก้ใกล้ๆแต่คิดว่าไม่เอาหน่าไปไกลๆเถอะดังนั้นฉันเลยคิดจะลองมั่วนั่งรถไฟไปเที่ยวซะหน่อยไม่น่าจะหลงเพราะอย่างน้อยก็แม่ซาโตะเคยพาไปแล้วครั้งนึงและก็สอนให้ซื้อตั๋วด้วยแถมยังมี city guide ที่ได้มาจากพนักงานที่ปราสาทโอซาก้าที่ไปเที่ยวเมื่อครั้งก่อนก็เลยมีเส้นทางรถไฟและสถานที่น่าสนใจของแต่ละมุมเมือง(แบ่งเป็นเหนือ ใต้ ออกและตก) หน้าสุดท้ายยังมี recommended touring option ด้วย มี 7 แบบ (fun-filled, romantic, delicious, interesting, inspirational, exciting และ tranquil) ฉันเลือกแบบที่ 2 แบบ romanticถึงแม้เค้าเขียนว่าเหมาะสำหรับคู่รักฉันก็ไม่ได้จะไปโรแมนติกกับใครหรอกแค่อยากไปนั่งชิงช้าสวรรค์สีแดงที่ชื่อ HEP Five แล้วก็ไปเดิน underground shopping ที่ใหญ่ที่สุดหนะเค้าว่าใหญ่สุดในญี่ปุ่นเลยแล้วก็มีร้านขายของ ร้านอาหารฮิตของวัยรุ่น(ฉันก็ยังวัยรุ่นอยู่นี่นา) เรื่องกิน(เส้นทาง delicious)ก็อยากอยู่หรอกอยากจะกินเค้ก(เห็นในทีวีแชมเปี้ยนบ่อยๆหน้าตาน่ากิน)กับทาโกะยากิ(คราวที่แล้วกินโอโคโนะมิยากิไปแล้วซึ่งสองอย่างนี้เป็นของที่ดังของโอซาก้าหนะ) ก็เลยคงจะเที่ยวแบบผสมผสานโดยเลือกที่ที่อยากไปใน 7 ทัวร์มาต่อๆกัน(ถ้ามันไปทางเดียวกัน)แต่จะเที่ยวมากไม่ได้ต้องกลับไปพักผ่อนเพราะวันที่ตื่นมาเที่ยวก็คือวันที่จะทำงานกลับตอนเที่ยงคืนไง ไม่อยากแฮ้งค์แบบคราวที่แล้ว(ใช้เวลาสองวันกว่าจะนอนหลับเป็นปกติ) แต่ว่ายังไม่มีเสื้อกันหนาวเลยหนะฉันแพ้ความหนาวด้วยสิ อากาศมันก็เย็นแบบ10นิดๆด้วยนะ
วันนี้ฝนยังตกตอนบ่ายทั้งบ่ายเหมือนเมื่อวานก็เลยไม่ได้ออกจากบ้านก็ดีไม่เสียเงินพรุ่งนี้ค่อยออกทีเดียวเลยก็อยากไปดู midnight sale ไง(หาเรื่องเสียเงิน) ส่วนวันอาทิตย์ทำงานไฟล์ท TG411 ที่ไม่มีใครรักนั่นแหละ
ป.ล Nestle tea time อร่อยดีนะลองดูสิ
# # # # # # # # #
Perth
เมื่อวันที่ 17 เดือนที่แล้วฉันไป Perth มามันก็เป็นประเทศที่เป็นฝรั่งที่สุดที่เคยได้ไปและจะได้ไป(หมายถึงออสเตเรีย)ตอนที่ยังเป็น Trainee หรือเป็นแอร์ชั้นประหยัดธรรมดาๆ(เห็นว่าเป็นสิบปีหนะถึงจะได้ไปยุโรบและอเมริกา) ก่อนเดินทางก็ได้รับรู้มาว่ามันสวย อากาศดีและมันกำลังเข้าฤดูร้อน
ทำงานอยู่ในเครื่องเกือบ 7 ชั่วโมงเสริฟอาหารสองมื้อและผู้โดยสารก็สั่งดริงก์เยอะมากแบบดื่มตลอดก็ว่าได้ พอไปถึงสนามบินกำลังจะเช็คกระเป๋าก่อนออกนึกได้ว่ามี skittle อยู่ในถุงเสื้อแต่ขนมอย่างอื่นเอาออกหมดตั้งแต่จัดกระเป๋ามาแล้ว(เค้าห้ามเอาอาหาร พืช ดอกไม้ เนื้อสัตว์เข้าประเทศ) ก็เอาให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วขอโทษเค้าซึ่งเค้าก็ไม่ว่าอะไรและอนุญาติให้เอาเข้าประเทศได้ พอออกจาก terminal อยากจะบ้า หนาวมาก !! ลมกรรโชกเชียวสะท้านค่ะสะท้าน ไหนว่าเข้าหน้าร้อนไง พี่เชอรี่เอาสายเดี่ยวมารับลมร้อนเต็มที่ลยพรุ่งนี้ที่จะออกไปเที่ยวตายแน่ๆ ส่วนฉันเอาเสื้อไหมพรมของแม่ที่คิดจะเอามาใส่นอนพรุ่งนี้สบาย
ถึงโรงแรมกว่าจะนอนก็ตีอะไรไม่รู้แล้วพี่ๆเค้านัดกัน 11 โมงเจอกันที่ lobby ฉันตื่นมาก่อนเวลาเพราะแสงแดดที่ส่องลอดม่าน(รูดปิดไม่สนิท)เข้ามาม่านอันหนามันไม่ทึบแสงซะทีเดียวก็เลยสว่างไปหน่อยก็เลยไม่นอนต่อไม่ได้ฉันเลยเดินไปดูวิวที่หน้าต่าง ด้านซ้ายมีมีทะเลสาบใหญ่(พี่อ้อมบอกว่าชื่อ swan lake) ด้านขาวมองเห็นโบสถ์ใหญ่ไหนๆก็ไม่หลับแล้วก็เลยอาบน้ำแต่งตัวซึ่งก็พอดีกับเวลานัดคือตอนแรกสับสนกันหน่อยว่า 11โมงบ้านไหนหละนึกว่าเวลาเมืองไทยปรากฎนัดเวลา Perth (เร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง) ลงมาข้างล่างมีพี่พรุน พี่เชอรี่ ตามมาด้วยพี่เล็ก พี่ปุ๊กกี้แล้วก็พี่อ้อม
พี่อ้อมจะพาไป fremantal จะไปกิน fish and chip ก่อนแล้วค่อยกลับมาช้อปปิ้งก็ทันเพราะวันนี้วันศุกร์ห้างปิดสามทุ่ม(ปกติห้างจะปิดหกโมงเย็น)แต่พี่เชอรี่กลัวไม่ได้ช้อปปิ้งนานๆก็เลยไม่อยากไปเราก็ไม่ไปด้วยเพราะก็อยากดูของต่างๆเหมือนกัน ยังไงซะตอนแรกทุกคนก็ไปทานอาหารเช้าด้วยกันก่อนพี่พรุนจะพาไปกินเคบับอร่อย ฉันก็ไม่รู้ว่าที่เราไปเรียกว่าอะไรแต่นั่งรถเมล์ตรงขึ้นไปจากโรงแรม(เราพักที่ Novotel และรถเมล์นั่งฟรี) ผ่านสวนข้างทางที่มีจิงโจ้ไปหนึ่งป้ายก็ลงเดินข้ามถนนผ่านหน้าโบส์ถเล็กๆ(อยากเข้าไปดูในโบส์ถเพราะเขาเขียนบอกว่าเปิดให้คนทั่วไปที่ต้องการความสงบ สมาธิแต่ไม่ได้เข้าไปเพราะต้องเดินตามพี่ๆ)จะเห็นทางเดินเล็กๆเหมือนซอยเป็นร้านขายของเราลงไปกินอาหารชั้นใต้ดิน ฉันเลือกเคบับทูน่ามันใหญ่มากและไม่อร่อยราคาเกือบ 7 เหรียญเชียวนะ(1 เหรียญประมาณ 23.51บาท)แต่เครื่องดื่มขวดหรือกระป๋องต่างๆน่ากินมากมีหลากหลายรสและสีแต่สังเกตุดูขนาดของขวดหรือกระป๋องจะใหญ่มากเลยหละ(หรือฝรั่งดื่มน้ำเยอะ) ฉันไม่ได้กินน้ำสำเร็จรูปหรอกเพราะเลือกกินน้ำผลไม้คั้นแพงอีกอ่ะแหละเกือบ 6 เหรียญ นั่งกินไปมองดูนั่นนี่ไปเห็นป้ายโฆษณาโค้กรสวานิลาอยากลองชิมดูนะเหลือบไปเห็นพี่เล็กซื้อมาฉันเลย(หน้าด้าน)ขอเค้าชิมเฉย รสชาติมันก็โค้กนี่แหละแต่มีกลิ่นวานิลา
หลังจากกินข้าวก็แยกเป็นสามกลุ่มคือพี่พรุนไปซื้อของคนเดียว พี่เล็กพี่อ้อมไป fremantle ฉันพี่ปุ๊กกี้พี่เชอรี่ไปด้วยกัน(เดินแถว walking street) พี่ปุ๊กกี้พาไปชี้ๆให้ดูว่าที่ไหนมีอะไรแล้วก็มายืนดูแฟชั่นรับลมร้อนของเค้า ตรงข้ามลานแฟชั่นโชว์มีห้องแถวห้องนึงที่มีนาฬิกาตอนแรกไม่ได้สังเกตุหรอกแต่มันดังขึ้นมาเลยหันไปดูมันมีรถม้าวิ่งออกด้วยหละ อาคารดูแบบเก่าหน่อยตกแต่งด้วยไม้ พอดูแฟชั่นไปได้ซักพักชักคิดได้ว่าเสียเวลาก็เลยเดินไปที่อื่นต่อ ไปร้านรองเท้าที่พี่เค้าว่าดี ไปเดินห้าง david jones เค้าเพิ่งเปิดได้ไม่นานมีการแจกลูกโป่งด้วยซึ่งฉันอยากได้บ้างสีสรรมันสวยมากเลย ในห้างดูดีเชียวดูนวลตา มีคนมาเล่นดนตรีแจ๊ซด้วย บรรยากาศดีชวนเสียเงินมาก พนักงานก็หน้าตาดี(ฝรั่งก็หน้าตาดีแหละ) เพราะอากาศหนาวนะคนแถวนั้นจะแต่งตัวเก๋ๆหนะแต่จะเป็นสีดำซะส่วนใหญ่เสื้อไหมพรมขาวของฉันดูเสร่อยังไม่รวมถึงรองเท้าแตะที่ไม่ได้เข้ากับกางเกงผมที่ลีบแบนสรุปเสียเซ้วมากค่ะเรื่องรูปร่างเหรอฝรั่งตัวสูงใหญ่ฉันที่ว่าสูงแล้วก็เหมือนคนสูงปานกลางและตัวจิ๋วไปถนัดใจ
ออกจากห้าง David jones(แน่นอนเสียเงินไปกับผลิตภัณฑ์เดวิด โจนส์ด้วย) ไปร้านขายยาไปซื้อวิตามินถึงตรงนี้พี่เชอรี่แยกไปหารองเท้าส่วนฉันตอนแรกก็ว่าจะแยกไปเอง(นัดเจอพี่เชอร์รี่ไว้ที่ Mc ตอนหกโมงเย็นจะไปซื้อของที่ foodland แล้วกลับโรงแรมด้วยกัน)แต่ไม่รู้จะไปไหนดีเลยเดินไปกับพี่ปุ๊กกี้ พี่พาไปร้าน Target เหมือนคาร์ฟูไปซื้อถุงน่อง(เพื่อนฝากซื้อ) แล้วก็หลงกับพี่ปุ๊กกี้ตอนหลังๆแหละพี่เค้าไปหาหนังสือฉันก็ต้องไปหา Bloom ที่เพื่อนฝากซื้อ ฉันก็เลยเดินไปเดินมาแต่มันก็วนๆอยู่ที่เดิมแหละจนมาถึงตึกที่มันมีนาฬิกาม้าหมุนอีกครั้งคราวนี้มองเข้าไปข้างในปรากฎว่ามันเป็นทางเดินทะลุไปถนนใหญ่และมีร้านขายของตลอดทางซึ่งตกแต่งเหมือนด้านหน้านั่นแหละคือเป็นไม้ๆดูไปแล้วมันตรอกไดแอกกอน(Harry potter) นี่นาเหมือนสุดๆ ฉันเค้าไปเดินเล่นและไปซื้อ Banana chill (นมรสกล้วยหอม)ที่ร้านขายน้ำสุดทางเดิน นั่งกินนมที่ม้านั่งมันไม่รู้จะไปแล้วดีหนะ เดินดู quicksilver ให้พี่ปอพี่กอล์ฟก็ไม่เห็นจะถูกกว่าบ้านเราเลยที่เค้าลดราคาก็มีอยู่หรอกแต่หนักไปทางของผู้หญิง นั่งดูเค้าร้องเพลงเปิดหมวกร้องเพราะมากแต่นั่งๆก็ระวังนะเพราะนกพิราบมันเยอะ บินๆมาขี้เฉยดีไม่ตกใส่หัวเรา เตร็ดเตร่ซักชั่วโมงจนหกโมงเย็นก็เดินไปหน้าแมคมองไม่เห็นพี่เชอรี่ซะหน่อยยืนให้ลมพัดหูชา(อากาศมันเย็นลงอีกเพราะไม่มีแดด) ก็ไม่เห็นมาซะทีเลยเดินไป foodland ปรากฎพี่เชอรี่อยู่ในนั้นกำลังซื้อของเค้าก็คิดว่าเราไม่มาแล้วซะอีก ฉันซื้อชอกโกแลต ชา(ชอบที่เค้ามีขายแบบแพคละ 10 ซอง ถูกด้วยขนาดยี่ห้อ twining นะ)และขนมนิดหน่อยลองซื้อ tim tam มาด้วยเพราะใครๆก็บอกว่าอร่อยทั้งนั้น(ก็อร่อยดีนะแต่อย่าหอบมาดีกว่าถ้าไม่ลดราคาเพราะน้าบอกว่าที่ Villa market ก็มี) ซื้อสตรอเบอรี่ด้วย 2 เหรียญกว่าเห็นในห้างบ้านเราอยากจะกินแต่มันแพงเกินไปร้อยกว่านี่แค่เกือบ 75 บาท แล้วก็เดินกลับโรงแรมอย่างรวดเร็วเพราะพี่เชอรี่จะแข็งตายอยู่แล้ว
กลับถึงโรงแรมอาหารที่มีติดไม้ติดมือมากินคือ choc chill สตรอเบอรี่ น้ำแร่ขวดใหญ่และแมคนักเกต(ไงล่า..พี่ๆกลุ่มอื่นไปกินสเต็ก กลุ่มผู้ใหญ่ไปกินซีฟู๊ด)แต่นักเกตเค้าอร่อยกว่าบ้านเราอ่ะซอสเผ็ดก็อร่อยกว่าของบ้านเราด้วย จริงๆอยากกิน Happy meal เอาของเล่น lilo & stitch เพราะไม่เหมือนบ้านเราแต่ของเล่นหมด กินเสร็จตอนประมาณสองทุ่มมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นโบส์ถเปิดไฟสวยดีและทะเลสาปก็ไม่ได้ไปดูใกล้ๆอยากจะออกไปแต่มันหนาวนะเจ็บเท้าเพราะรองเท้าแตะแล้วด้วยก็เลยนอนกินขนมฟังเพลงไปแล้วก็เปลี่ยนใจออกไปดีกว่าบ้านเมืองเค้าคงปลอดภัยและไฟล์ทนี้ไม่ได้มากันบ่อยยิ่งกว่าญี่ปุ่นซะอีก(ประมาณปีละครั้ง) ฉันเลยใส่รองเท้าเคบินให้นุ่มเท้าหน่อย(พามันไปเที่ยวด้วยทุกทีก็ใส่แต่เฉพาะตอนอยู่ในเครื่อง)และสวมเสื้อไหมพรมเตรียมออกไปสู้ลมหนาว
ออกจากโรงแรม(คืนนี้คึกคักเพราะมีงานเต้นรำของเด็กนักเรียน)เดินไปทางขวาก่อนลงเนินจะไปดูทะเลสาปแต่มันมีรั้วกั้นที่สวนริมทะเลสาปก็เลยคิดว่าเดินไปโบสถ์เถอะห่างไปประมาณสองบล็อก เริ่มต้นจากสี่แยกหน้าโรงแรมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามโรงแรมแล้วเดินไปทางซ้ายถึงอีกสี่แยกเดินเลี้ยวขวาขึ้นเนินไปสองบล็อกก็ได้ไปดูโบส์ถใกล้ๆมันเหมือนปราสาทนะแต่ถ่ายรูปยังไงก็ไม่สวยมันเบลอๆหนะ ตอนกลับก็เดินลงมาได้ 1 บล็อคก็คิดว่าเปลี่ยนเส้นทางดีกว่าก็เลยเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยไปเจอโรงกษาปณ์จริงๆเค้าเปิดให้ชมด้วยหละแต่ตอนนั้นก็สามทุ่มก็เลยถ่ายรูปภายนอกเฉยๆ แถวนั้นก็มีผับเล็กๆด้วย ถ่ายรูปซักหน่อยก็เดินกลับโรงแรม ขึ้นห้องอาบน้ำนอนวันรุ่งขึ้นตื่นมาก็กลับบ้านแล้วหละ
ขากลับฉันไม่สบายตั้งแต่อยู่ในเครื่องแล้วเหมือนจะเป็นไข้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวทำงานแบบกระเสาะกระแสะมากแถมขากลับยังต้องแวะภูเก็ตอีกด้วยอยากจะให้ถึงกรุงเทพซะทีทรมานจริงๆสุดท้ายก็กินพาราเข้าไปก็ดีขึ้นมาหน่อย
กลับมาบ้านก็ไม่สบายไข้ขึ้นแถมฝันว่ายังทำงานในเครื่องอีกด้วยหลอนมากทำให้หลับไม่สนิทและเหมือนกลัวไฟล์ทนี้ไปเลยแหละ
กำลังนอนสบายๆได้ยินเสียงน้าเรียกให้รับโทรศัพท์ไม่บอกก็ยังรู้เลยว่า OD แหงแก๋เพราะไม่ค่อยมีใครโทรหาฉันผ่านทางโทรศัพท์บ้าน พี่ OD เค้าบอกให้ไปบินเฉินตูตอน 11.15 ก็คือต้องไปเช็คอินตอน 9.15 มีการบอกด้วยนะว่ามีเพื่อนห้องเดียวกันไปด้วย เราหนะก็ขี้เกียจแต่มันก็ต้องไปใช่ม้า หน้าที่อ่ะหน้าที่ ก็เลยลุกไปเช็คเวลาบินใน TPI เพราะอยากรู้ว่าเวลาบินนานป่าว ไปแล้วกลับหรือว่าค้างซึ่งไฟล์ทนี้ก็เป็นแบบไปกลับ(quick turn) แล้วก็ต่อด้วยใบค่าเบี้ยเลี้ยง(ก็ไม่ได้งกหรอกหน่าแค่อยากรู้เฉยๆ) แล้วก็ได้ยินเสียงน้าให้รับโทรศัพท์อีกรอบ(เพราะไม่ค่อยมีโทรศัพท์ถึงฉันฉันเลยไม่ค่อยรับโทรศัพท์ที่บ้านเท่าไหร่)ปรากฎว่าไม่ต้องไปบินแล้ว พี่คนเดิมที่โทรมาตอนแรกบอกว่ามันมี Trainee แล้ว 2 คนเราไปอีกจะเป็น 3 คนก็ให้เราเป็น standby ต่อไปดีหวะ!!! ดีใจไม่ต้องบินแต่คิดๆดูแล้วไฟล์ทไทม์นานๆหนะมี trainee หมดฉันว่าไม่เป็นไรเลยเพราะยังไงก็ทำทันทีไฟล์ทไทม์สั้นๆนะ trainee ตรึมยังเคยเจอแบบ 4 คนพร้อมกันในครัวเดียว(แต่มีพี่สจ๊วตอีกหนึ่งคน)เป็นไฟล์ทที่ไม่มีใครรัก(TG 411 quickturn Singapore) ฉันก็อาบน้ำนั่งๆนอนๆกินๆดูทีวีวางแผนทัวร์(สำหรับไฟล์ทค้าง)แล้วก็หมดเวลา standby จนได้ อิอิ (standby 1 ตั้งแต่ตีห้าถึงบ่ายสองโมงตรง)
ส่วนเรื่องวางแผนทัวร์หนะเหรอก็สำหรับไฟล์ทไปโอซาก้าวันที่ 5 นี้(อยากได้ไป Fukuoka บ้างแต่เค้าจัด KIX มาให้ก็โอเคแหละเป็นญี่ปุ่นยังไงก็ชอบ.บ.บ.) คราวนี้แม่ซาโตะไม่มาหา(เขียนจดหมายไปบอกเค้าเองแหละจะไปโอซาก้าอีกแต่ไม่อยากรบกวนให้มาและซาโตะก็ไมได้กระตือรือร้นจะส่งแม่มาเหมือนครั้งแรกก็น่าจะเข้าใจได้ว่าไม่มานั่นเอง)ตอนแรกฉันคิดว่าจะไปห้าง Rinku town เป็น outlet ใหญ่โตและเดินจัสโก้ใกล้ๆแต่คิดว่าไม่เอาหน่าไปไกลๆเถอะดังนั้นฉันเลยคิดจะลองมั่วนั่งรถไฟไปเที่ยวซะหน่อยไม่น่าจะหลงเพราะอย่างน้อยก็แม่ซาโตะเคยพาไปแล้วครั้งนึงและก็สอนให้ซื้อตั๋วด้วยแถมยังมี city guide ที่ได้มาจากพนักงานที่ปราสาทโอซาก้าที่ไปเที่ยวเมื่อครั้งก่อนก็เลยมีเส้นทางรถไฟและสถานที่น่าสนใจของแต่ละมุมเมือง(แบ่งเป็นเหนือ ใต้ ออกและตก) หน้าสุดท้ายยังมี recommended touring option ด้วย มี 7 แบบ (fun-filled, romantic, delicious, interesting, inspirational, exciting และ tranquil) ฉันเลือกแบบที่ 2 แบบ romanticถึงแม้เค้าเขียนว่าเหมาะสำหรับคู่รักฉันก็ไม่ได้จะไปโรแมนติกกับใครหรอกแค่อยากไปนั่งชิงช้าสวรรค์สีแดงที่ชื่อ HEP Five แล้วก็ไปเดิน underground shopping ที่ใหญ่ที่สุดหนะเค้าว่าใหญ่สุดในญี่ปุ่นเลยแล้วก็มีร้านขายของ ร้านอาหารฮิตของวัยรุ่น(ฉันก็ยังวัยรุ่นอยู่นี่นา) เรื่องกิน(เส้นทาง delicious)ก็อยากอยู่หรอกอยากจะกินเค้ก(เห็นในทีวีแชมเปี้ยนบ่อยๆหน้าตาน่ากิน)กับทาโกะยากิ(คราวที่แล้วกินโอโคโนะมิยากิไปแล้วซึ่งสองอย่างนี้เป็นของที่ดังของโอซาก้าหนะ) ก็เลยคงจะเที่ยวแบบผสมผสานโดยเลือกที่ที่อยากไปใน 7 ทัวร์มาต่อๆกัน(ถ้ามันไปทางเดียวกัน)แต่จะเที่ยวมากไม่ได้ต้องกลับไปพักผ่อนเพราะวันที่ตื่นมาเที่ยวก็คือวันที่จะทำงานกลับตอนเที่ยงคืนไง ไม่อยากแฮ้งค์แบบคราวที่แล้ว(ใช้เวลาสองวันกว่าจะนอนหลับเป็นปกติ) แต่ว่ายังไม่มีเสื้อกันหนาวเลยหนะฉันแพ้ความหนาวด้วยสิ อากาศมันก็เย็นแบบ10นิดๆด้วยนะ
วันนี้ฝนยังตกตอนบ่ายทั้งบ่ายเหมือนเมื่อวานก็เลยไม่ได้ออกจากบ้านก็ดีไม่เสียเงินพรุ่งนี้ค่อยออกทีเดียวเลยก็อยากไปดู midnight sale ไง(หาเรื่องเสียเงิน) ส่วนวันอาทิตย์ทำงานไฟล์ท TG411 ที่ไม่มีใครรักนั่นแหละ
ป.ล Nestle tea time อร่อยดีนะลองดูสิ
# # # # # # # # #
Perth
เมื่อวันที่ 17 เดือนที่แล้วฉันไป Perth มามันก็เป็นประเทศที่เป็นฝรั่งที่สุดที่เคยได้ไปและจะได้ไป(หมายถึงออสเตเรีย)ตอนที่ยังเป็น Trainee หรือเป็นแอร์ชั้นประหยัดธรรมดาๆ(เห็นว่าเป็นสิบปีหนะถึงจะได้ไปยุโรบและอเมริกา) ก่อนเดินทางก็ได้รับรู้มาว่ามันสวย อากาศดีและมันกำลังเข้าฤดูร้อน
ทำงานอยู่ในเครื่องเกือบ 7 ชั่วโมงเสริฟอาหารสองมื้อและผู้โดยสารก็สั่งดริงก์เยอะมากแบบดื่มตลอดก็ว่าได้ พอไปถึงสนามบินกำลังจะเช็คกระเป๋าก่อนออกนึกได้ว่ามี skittle อยู่ในถุงเสื้อแต่ขนมอย่างอื่นเอาออกหมดตั้งแต่จัดกระเป๋ามาแล้ว(เค้าห้ามเอาอาหาร พืช ดอกไม้ เนื้อสัตว์เข้าประเทศ) ก็เอาให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วขอโทษเค้าซึ่งเค้าก็ไม่ว่าอะไรและอนุญาติให้เอาเข้าประเทศได้ พอออกจาก terminal อยากจะบ้า หนาวมาก !! ลมกรรโชกเชียวสะท้านค่ะสะท้าน ไหนว่าเข้าหน้าร้อนไง พี่เชอรี่เอาสายเดี่ยวมารับลมร้อนเต็มที่ลยพรุ่งนี้ที่จะออกไปเที่ยวตายแน่ๆ ส่วนฉันเอาเสื้อไหมพรมของแม่ที่คิดจะเอามาใส่นอนพรุ่งนี้สบาย
ถึงโรงแรมกว่าจะนอนก็ตีอะไรไม่รู้แล้วพี่ๆเค้านัดกัน 11 โมงเจอกันที่ lobby ฉันตื่นมาก่อนเวลาเพราะแสงแดดที่ส่องลอดม่าน(รูดปิดไม่สนิท)เข้ามาม่านอันหนามันไม่ทึบแสงซะทีเดียวก็เลยสว่างไปหน่อยก็เลยไม่นอนต่อไม่ได้ฉันเลยเดินไปดูวิวที่หน้าต่าง ด้านซ้ายมีมีทะเลสาบใหญ่(พี่อ้อมบอกว่าชื่อ swan lake) ด้านขาวมองเห็นโบสถ์ใหญ่ไหนๆก็ไม่หลับแล้วก็เลยอาบน้ำแต่งตัวซึ่งก็พอดีกับเวลานัดคือตอนแรกสับสนกันหน่อยว่า 11โมงบ้านไหนหละนึกว่าเวลาเมืองไทยปรากฎนัดเวลา Perth (เร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง) ลงมาข้างล่างมีพี่พรุน พี่เชอรี่ ตามมาด้วยพี่เล็ก พี่ปุ๊กกี้แล้วก็พี่อ้อม
พี่อ้อมจะพาไป fremantal จะไปกิน fish and chip ก่อนแล้วค่อยกลับมาช้อปปิ้งก็ทันเพราะวันนี้วันศุกร์ห้างปิดสามทุ่ม(ปกติห้างจะปิดหกโมงเย็น)แต่พี่เชอรี่กลัวไม่ได้ช้อปปิ้งนานๆก็เลยไม่อยากไปเราก็ไม่ไปด้วยเพราะก็อยากดูของต่างๆเหมือนกัน ยังไงซะตอนแรกทุกคนก็ไปทานอาหารเช้าด้วยกันก่อนพี่พรุนจะพาไปกินเคบับอร่อย ฉันก็ไม่รู้ว่าที่เราไปเรียกว่าอะไรแต่นั่งรถเมล์ตรงขึ้นไปจากโรงแรม(เราพักที่ Novotel และรถเมล์นั่งฟรี) ผ่านสวนข้างทางที่มีจิงโจ้ไปหนึ่งป้ายก็ลงเดินข้ามถนนผ่านหน้าโบส์ถเล็กๆ(อยากเข้าไปดูในโบส์ถเพราะเขาเขียนบอกว่าเปิดให้คนทั่วไปที่ต้องการความสงบ สมาธิแต่ไม่ได้เข้าไปเพราะต้องเดินตามพี่ๆ)จะเห็นทางเดินเล็กๆเหมือนซอยเป็นร้านขายของเราลงไปกินอาหารชั้นใต้ดิน ฉันเลือกเคบับทูน่ามันใหญ่มากและไม่อร่อยราคาเกือบ 7 เหรียญเชียวนะ(1 เหรียญประมาณ 23.51บาท)แต่เครื่องดื่มขวดหรือกระป๋องต่างๆน่ากินมากมีหลากหลายรสและสีแต่สังเกตุดูขนาดของขวดหรือกระป๋องจะใหญ่มากเลยหละ(หรือฝรั่งดื่มน้ำเยอะ) ฉันไม่ได้กินน้ำสำเร็จรูปหรอกเพราะเลือกกินน้ำผลไม้คั้นแพงอีกอ่ะแหละเกือบ 6 เหรียญ นั่งกินไปมองดูนั่นนี่ไปเห็นป้ายโฆษณาโค้กรสวานิลาอยากลองชิมดูนะเหลือบไปเห็นพี่เล็กซื้อมาฉันเลย(หน้าด้าน)ขอเค้าชิมเฉย รสชาติมันก็โค้กนี่แหละแต่มีกลิ่นวานิลา
หลังจากกินข้าวก็แยกเป็นสามกลุ่มคือพี่พรุนไปซื้อของคนเดียว พี่เล็กพี่อ้อมไป fremantle ฉันพี่ปุ๊กกี้พี่เชอรี่ไปด้วยกัน(เดินแถว walking street) พี่ปุ๊กกี้พาไปชี้ๆให้ดูว่าที่ไหนมีอะไรแล้วก็มายืนดูแฟชั่นรับลมร้อนของเค้า ตรงข้ามลานแฟชั่นโชว์มีห้องแถวห้องนึงที่มีนาฬิกาตอนแรกไม่ได้สังเกตุหรอกแต่มันดังขึ้นมาเลยหันไปดูมันมีรถม้าวิ่งออกด้วยหละ อาคารดูแบบเก่าหน่อยตกแต่งด้วยไม้ พอดูแฟชั่นไปได้ซักพักชักคิดได้ว่าเสียเวลาก็เลยเดินไปที่อื่นต่อ ไปร้านรองเท้าที่พี่เค้าว่าดี ไปเดินห้าง david jones เค้าเพิ่งเปิดได้ไม่นานมีการแจกลูกโป่งด้วยซึ่งฉันอยากได้บ้างสีสรรมันสวยมากเลย ในห้างดูดีเชียวดูนวลตา มีคนมาเล่นดนตรีแจ๊ซด้วย บรรยากาศดีชวนเสียเงินมาก พนักงานก็หน้าตาดี(ฝรั่งก็หน้าตาดีแหละ) เพราะอากาศหนาวนะคนแถวนั้นจะแต่งตัวเก๋ๆหนะแต่จะเป็นสีดำซะส่วนใหญ่เสื้อไหมพรมขาวของฉันดูเสร่อยังไม่รวมถึงรองเท้าแตะที่ไม่ได้เข้ากับกางเกงผมที่ลีบแบนสรุปเสียเซ้วมากค่ะเรื่องรูปร่างเหรอฝรั่งตัวสูงใหญ่ฉันที่ว่าสูงแล้วก็เหมือนคนสูงปานกลางและตัวจิ๋วไปถนัดใจ
ออกจากห้าง David jones(แน่นอนเสียเงินไปกับผลิตภัณฑ์เดวิด โจนส์ด้วย) ไปร้านขายยาไปซื้อวิตามินถึงตรงนี้พี่เชอรี่แยกไปหารองเท้าส่วนฉันตอนแรกก็ว่าจะแยกไปเอง(นัดเจอพี่เชอร์รี่ไว้ที่ Mc ตอนหกโมงเย็นจะไปซื้อของที่ foodland แล้วกลับโรงแรมด้วยกัน)แต่ไม่รู้จะไปไหนดีเลยเดินไปกับพี่ปุ๊กกี้ พี่พาไปร้าน Target เหมือนคาร์ฟูไปซื้อถุงน่อง(เพื่อนฝากซื้อ) แล้วก็หลงกับพี่ปุ๊กกี้ตอนหลังๆแหละพี่เค้าไปหาหนังสือฉันก็ต้องไปหา Bloom ที่เพื่อนฝากซื้อ ฉันก็เลยเดินไปเดินมาแต่มันก็วนๆอยู่ที่เดิมแหละจนมาถึงตึกที่มันมีนาฬิกาม้าหมุนอีกครั้งคราวนี้มองเข้าไปข้างในปรากฎว่ามันเป็นทางเดินทะลุไปถนนใหญ่และมีร้านขายของตลอดทางซึ่งตกแต่งเหมือนด้านหน้านั่นแหละคือเป็นไม้ๆดูไปแล้วมันตรอกไดแอกกอน(Harry potter) นี่นาเหมือนสุดๆ ฉันเค้าไปเดินเล่นและไปซื้อ Banana chill (นมรสกล้วยหอม)ที่ร้านขายน้ำสุดทางเดิน นั่งกินนมที่ม้านั่งมันไม่รู้จะไปแล้วดีหนะ เดินดู quicksilver ให้พี่ปอพี่กอล์ฟก็ไม่เห็นจะถูกกว่าบ้านเราเลยที่เค้าลดราคาก็มีอยู่หรอกแต่หนักไปทางของผู้หญิง นั่งดูเค้าร้องเพลงเปิดหมวกร้องเพราะมากแต่นั่งๆก็ระวังนะเพราะนกพิราบมันเยอะ บินๆมาขี้เฉยดีไม่ตกใส่หัวเรา เตร็ดเตร่ซักชั่วโมงจนหกโมงเย็นก็เดินไปหน้าแมคมองไม่เห็นพี่เชอรี่ซะหน่อยยืนให้ลมพัดหูชา(อากาศมันเย็นลงอีกเพราะไม่มีแดด) ก็ไม่เห็นมาซะทีเลยเดินไป foodland ปรากฎพี่เชอรี่อยู่ในนั้นกำลังซื้อของเค้าก็คิดว่าเราไม่มาแล้วซะอีก ฉันซื้อชอกโกแลต ชา(ชอบที่เค้ามีขายแบบแพคละ 10 ซอง ถูกด้วยขนาดยี่ห้อ twining นะ)และขนมนิดหน่อยลองซื้อ tim tam มาด้วยเพราะใครๆก็บอกว่าอร่อยทั้งนั้น(ก็อร่อยดีนะแต่อย่าหอบมาดีกว่าถ้าไม่ลดราคาเพราะน้าบอกว่าที่ Villa market ก็มี) ซื้อสตรอเบอรี่ด้วย 2 เหรียญกว่าเห็นในห้างบ้านเราอยากจะกินแต่มันแพงเกินไปร้อยกว่านี่แค่เกือบ 75 บาท แล้วก็เดินกลับโรงแรมอย่างรวดเร็วเพราะพี่เชอรี่จะแข็งตายอยู่แล้ว
กลับถึงโรงแรมอาหารที่มีติดไม้ติดมือมากินคือ choc chill สตรอเบอรี่ น้ำแร่ขวดใหญ่และแมคนักเกต(ไงล่า..พี่ๆกลุ่มอื่นไปกินสเต็ก กลุ่มผู้ใหญ่ไปกินซีฟู๊ด)แต่นักเกตเค้าอร่อยกว่าบ้านเราอ่ะซอสเผ็ดก็อร่อยกว่าของบ้านเราด้วย จริงๆอยากกิน Happy meal เอาของเล่น lilo & stitch เพราะไม่เหมือนบ้านเราแต่ของเล่นหมด กินเสร็จตอนประมาณสองทุ่มมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นโบส์ถเปิดไฟสวยดีและทะเลสาปก็ไม่ได้ไปดูใกล้ๆอยากจะออกไปแต่มันหนาวนะเจ็บเท้าเพราะรองเท้าแตะแล้วด้วยก็เลยนอนกินขนมฟังเพลงไปแล้วก็เปลี่ยนใจออกไปดีกว่าบ้านเมืองเค้าคงปลอดภัยและไฟล์ทนี้ไม่ได้มากันบ่อยยิ่งกว่าญี่ปุ่นซะอีก(ประมาณปีละครั้ง) ฉันเลยใส่รองเท้าเคบินให้นุ่มเท้าหน่อย(พามันไปเที่ยวด้วยทุกทีก็ใส่แต่เฉพาะตอนอยู่ในเครื่อง)และสวมเสื้อไหมพรมเตรียมออกไปสู้ลมหนาว
ออกจากโรงแรม(คืนนี้คึกคักเพราะมีงานเต้นรำของเด็กนักเรียน)เดินไปทางขวาก่อนลงเนินจะไปดูทะเลสาปแต่มันมีรั้วกั้นที่สวนริมทะเลสาปก็เลยคิดว่าเดินไปโบสถ์เถอะห่างไปประมาณสองบล็อก เริ่มต้นจากสี่แยกหน้าโรงแรมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามโรงแรมแล้วเดินไปทางซ้ายถึงอีกสี่แยกเดินเลี้ยวขวาขึ้นเนินไปสองบล็อกก็ได้ไปดูโบส์ถใกล้ๆมันเหมือนปราสาทนะแต่ถ่ายรูปยังไงก็ไม่สวยมันเบลอๆหนะ ตอนกลับก็เดินลงมาได้ 1 บล็อคก็คิดว่าเปลี่ยนเส้นทางดีกว่าก็เลยเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยไปเจอโรงกษาปณ์จริงๆเค้าเปิดให้ชมด้วยหละแต่ตอนนั้นก็สามทุ่มก็เลยถ่ายรูปภายนอกเฉยๆ แถวนั้นก็มีผับเล็กๆด้วย ถ่ายรูปซักหน่อยก็เดินกลับโรงแรม ขึ้นห้องอาบน้ำนอนวันรุ่งขึ้นตื่นมาก็กลับบ้านแล้วหละ
ขากลับฉันไม่สบายตั้งแต่อยู่ในเครื่องแล้วเหมือนจะเป็นไข้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวทำงานแบบกระเสาะกระแสะมากแถมขากลับยังต้องแวะภูเก็ตอีกด้วยอยากจะให้ถึงกรุงเทพซะทีทรมานจริงๆสุดท้ายก็กินพาราเข้าไปก็ดีขึ้นมาหน่อย
กลับมาบ้านก็ไม่สบายไข้ขึ้นแถมฝันว่ายังทำงานในเครื่องอีกด้วยหลอนมากทำให้หลับไม่สนิทและเหมือนกลัวไฟล์ทนี้ไปเลยแหละ
Thursday, October 31, 2002
ไปกัวลาฯเจอพี่ปุ๊กกี้ที่ไป Perth ด้วยกันและทำงานข้างเดียวกันด้วยรู้สึกโล่งใจเพราะพี่ใจดีถ้าฉันทำงานช้าก็คงไม่ได้เห็นหน้าตาไม่พอใจจากพี่เค้าหรอก ไม่รู้สิมันเป็นความกังวลใจด้วยหนะไม่รู้เหมือนกันทั้งที่เหมือนทำงานดีแล้ว ทำเครื่องดื่มได้คล่องขึ้นแล้วแต่ตอนไปไฟล์ทโคลัมโบหนะสติแตกผสมเครื่องดื่มช้า ยกถาดเก็บถาดอาหารช้าไม่รู้ทำไมคงเพราะหยุดไปนานก็ได้นะของอย่างนี้มันก็ทักษะหนะไม่ได้ทำบ่อยๆก็ไม่คล่อง
ไฟล์ทที่ไปกัวลาฯนี้ก็ดี IM ก็ใจดี Purser ก็ใจดีฉันทำงานเป็นตำแหน่ง 2L ก็คือคนที่รับผู้โดยสารเข้าเครื่องหนะจำได้ว่าตอนทำครั้งแรกมันบอกกลัวๆเพราะต้องพูดภาษาอังกฤษแน่ๆและเราก็ยังห่วงเรื่องที่นั่งด้วยแบบ A B D และ E อยู่ทางซ้ายของเครื่อง(หันหน้าไปทางหัวเครื่อง) ส่วน F G J และ K อยู่ทางขวา จะบอกเค้าว่า this way , that way แค่เนี่ยะมันก็ยังสับสนเลยนะ แล้วก็เคยเบลอแบบที่ไกด์ผู้โดยสาร BC (business class) ไปทาง Y class (Economy class) เฉยเพราะฉันดูแต่ตัวหนังสือไม่ได้ดูตัวเลขไง เลขที่นั่งของชั้นประหยัดหนะจะขึ้นด้วย 31 ส่วนชั้นธุรกิจจะขึ้นด้วย 11 และแน่นอน first class ก็ต้องเลข 1 แต่ทำนานๆก็คล่องขึ้นแม่นขึ้นแต่คราวนี้ IM เขียนในใบประเมินว่าต้องฝึกพูดตัว L และ ตัว R ให้ชัดๆ เพราะ turn right ฟังเป็น turn light นั่นสินะมันคงตลกแน่ๆในสายตาฝรั่งๆอ่ะ ตูจะไปนั่งให้ตูไปเปิดไฟที่ไหนหละเนี่ย อิอิ
เรื่องการทำงานก็ไม่น่าหนักใจอะไรถึงมันจะดูแบบแขกๆแต่ก็มีไม่กี่คนที่จุกจิกหนะหมายถึงขอนั่นขอนี่หรือทำตัวชวนอารมณ์เสีย การบริการอาหารก็นะฉันยังช้าอยู่แต่เครื่องดื่มเป็น Selection of drink คือจัดใส่ถาดมาเลยไม่ต้องออกรถเครื่องดื่ม ฉันว่าเรื่องทำงานเร็วหรือช้าเนี่ยผู้โดยสารก็มีส่วนช่วยได้นะอย่างไฟล์ทนี้เวลาบินมันสั้นเค้ามีเมนูให้อ่านก็สามารถอ่านแล้วตัดสินใจไว้ก่อนได้พออาหารมาก็บอกเลยไม่ต้องให้เราเสนอซะทุกที่นัง แล้วก็อย่างบางคนต้องการอาหารพิเศษก็ควรสั่งมาล่วงหน้าเพราะขึ้นไปบนฟ้าแล้วเนี่ยคงจะหาอะไรที่มันจำเพาะเจาะจงได้ยากหนะ เช่นคนที่แพ้ปลาก็สั่งว่าไม่เอาที่มีปลา คนที่กินอาหารมังสาวิรัติก็บอกมา หรือจะชีวจิตก็ยังได้เลยนะ แล้วก็บางคนชอบกินไก่ก็บอกล่วงหน้าได้ ไม่รู้สิไฟล์ทพวกแขกๆเนี่ยเห็นชอบกินไก่ทั้งที่มุสลิมกินปลาก็ได้อย่างไฟล์ทนี้ก็มีแขกสองคนจะเอาอาหารมุสลิมพอฉันถามก็บอกไม่แน่ใจว่าสั่งมาล่วงหน้าหรือเปล่า (อ่าวเพ่จะกินเองยังไม่รู้อีกรึว่าสั่งมาก่อนหรือเปล่า)ฉันก็ต้องบอกว่ารอก่อนนะจะไปเช็ครายชื่ออาหารพิเศษให้แต่ไม่มีไงซึ่งป่านนั้นเมนูไก่หมดไปแล้วเหลือแต่ปลาแกก็งอนไม่กินมันซะเลย อืมมนะตกลงมุสลิมกินได้แต่ไก่หรือไงเนี่ยปลาเก๋านึ่งกินกับข้าวสวยนะน่าอร่อยจะตาย แล้วแกมาฟึดฟัดกับเราเรื่องแอร์เย็นขอผ้าห่มชาตินึงแล้วไม่ได้ซะที อืมมมนะ
พรุ่งนี้ standby ยังไม่มีแววโดนเรียกไปบินไม่ได้บินก็ดีแล้ว ลุ้นกลัวโดนเรียกบินตื่นเต้นน่ากลัวกว่าฉลองฮาโลวีนซะอีก แต่เราก็กลัวขาดบรรยากาศฮาโลวีนไปก็เลยนั่งเล่นเกมผีๆ ฟักทองๆ และ trick or treat ในเวบ Cartoon Network Happy Halloween ค่ะ
ไฟล์ทที่ไปกัวลาฯนี้ก็ดี IM ก็ใจดี Purser ก็ใจดีฉันทำงานเป็นตำแหน่ง 2L ก็คือคนที่รับผู้โดยสารเข้าเครื่องหนะจำได้ว่าตอนทำครั้งแรกมันบอกกลัวๆเพราะต้องพูดภาษาอังกฤษแน่ๆและเราก็ยังห่วงเรื่องที่นั่งด้วยแบบ A B D และ E อยู่ทางซ้ายของเครื่อง(หันหน้าไปทางหัวเครื่อง) ส่วน F G J และ K อยู่ทางขวา จะบอกเค้าว่า this way , that way แค่เนี่ยะมันก็ยังสับสนเลยนะ แล้วก็เคยเบลอแบบที่ไกด์ผู้โดยสาร BC (business class) ไปทาง Y class (Economy class) เฉยเพราะฉันดูแต่ตัวหนังสือไม่ได้ดูตัวเลขไง เลขที่นั่งของชั้นประหยัดหนะจะขึ้นด้วย 31 ส่วนชั้นธุรกิจจะขึ้นด้วย 11 และแน่นอน first class ก็ต้องเลข 1 แต่ทำนานๆก็คล่องขึ้นแม่นขึ้นแต่คราวนี้ IM เขียนในใบประเมินว่าต้องฝึกพูดตัว L และ ตัว R ให้ชัดๆ เพราะ turn right ฟังเป็น turn light นั่นสินะมันคงตลกแน่ๆในสายตาฝรั่งๆอ่ะ ตูจะไปนั่งให้ตูไปเปิดไฟที่ไหนหละเนี่ย อิอิ
เรื่องการทำงานก็ไม่น่าหนักใจอะไรถึงมันจะดูแบบแขกๆแต่ก็มีไม่กี่คนที่จุกจิกหนะหมายถึงขอนั่นขอนี่หรือทำตัวชวนอารมณ์เสีย การบริการอาหารก็นะฉันยังช้าอยู่แต่เครื่องดื่มเป็น Selection of drink คือจัดใส่ถาดมาเลยไม่ต้องออกรถเครื่องดื่ม ฉันว่าเรื่องทำงานเร็วหรือช้าเนี่ยผู้โดยสารก็มีส่วนช่วยได้นะอย่างไฟล์ทนี้เวลาบินมันสั้นเค้ามีเมนูให้อ่านก็สามารถอ่านแล้วตัดสินใจไว้ก่อนได้พออาหารมาก็บอกเลยไม่ต้องให้เราเสนอซะทุกที่นัง แล้วก็อย่างบางคนต้องการอาหารพิเศษก็ควรสั่งมาล่วงหน้าเพราะขึ้นไปบนฟ้าแล้วเนี่ยคงจะหาอะไรที่มันจำเพาะเจาะจงได้ยากหนะ เช่นคนที่แพ้ปลาก็สั่งว่าไม่เอาที่มีปลา คนที่กินอาหารมังสาวิรัติก็บอกมา หรือจะชีวจิตก็ยังได้เลยนะ แล้วก็บางคนชอบกินไก่ก็บอกล่วงหน้าได้ ไม่รู้สิไฟล์ทพวกแขกๆเนี่ยเห็นชอบกินไก่ทั้งที่มุสลิมกินปลาก็ได้อย่างไฟล์ทนี้ก็มีแขกสองคนจะเอาอาหารมุสลิมพอฉันถามก็บอกไม่แน่ใจว่าสั่งมาล่วงหน้าหรือเปล่า (อ่าวเพ่จะกินเองยังไม่รู้อีกรึว่าสั่งมาก่อนหรือเปล่า)ฉันก็ต้องบอกว่ารอก่อนนะจะไปเช็ครายชื่ออาหารพิเศษให้แต่ไม่มีไงซึ่งป่านนั้นเมนูไก่หมดไปแล้วเหลือแต่ปลาแกก็งอนไม่กินมันซะเลย อืมมนะตกลงมุสลิมกินได้แต่ไก่หรือไงเนี่ยปลาเก๋านึ่งกินกับข้าวสวยนะน่าอร่อยจะตาย แล้วแกมาฟึดฟัดกับเราเรื่องแอร์เย็นขอผ้าห่มชาตินึงแล้วไม่ได้ซะที อืมมมนะ
พรุ่งนี้ standby ยังไม่มีแววโดนเรียกไปบินไม่ได้บินก็ดีแล้ว ลุ้นกลัวโดนเรียกบินตื่นเต้นน่ากลัวกว่าฉลองฮาโลวีนซะอีก แต่เราก็กลัวขาดบรรยากาศฮาโลวีนไปก็เลยนั่งเล่นเกมผีๆ ฟักทองๆ และ trick or treat ในเวบ Cartoon Network Happy Halloween ค่ะ
Tuesday, October 29, 2002
เธอจ๋าขอโทษที่ฉันหายหัวไปนานเลยเพราะไม่สบายหนะก็ไม่ใช่จะป่วยนานขนาดนี้หรอกนะแต่มันขี้เกียจๆไม่รู้สิคงเพราะหยุดนานๆหละมั้งไม่ค่อยมีบินเลยหละ วัน standby ก็ไม่โดนเรียกนะเมื่อวันอาทิตย์ไปบินโคลัมโบ(ศรีลังกา)เจอครูนกด้วยครูทักว่าหน้าตาใสขึ้นก็น่าจะจริงอยู่หรอกนะก็ไม่ได้ทำงานอ่ะวันๆก็นอนๆกินๆ สบายแต่ไม่ค่อยมีเงินแต่ก็เหมือนฟ้าประทานนะตอนไม่อยากบินก็ไม่โดนเรียกให้บินแต่พออยากบิน(อยากได้เงินอ่ะแหละ)ก็ได้เลยหละ พรุ่งนี้เป็นวัน standby และพี่ฝ่าย OD ก็โทรมาบอกตั้งแต่ตอนบ่ายสี่ให้ไปบิน KUL กัวลาลัมเปอร์ ไฟล์ทประจำจริงๆเล้ย แขกอีกแล้วน้อ เพิ่งเจอกันไปหยกๆ ต้องเตรียมกายเตรียมใจให้ดีเลยเชียว เรื่องที่ไป Perth กับโคลัมโบหนะจะมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะเธอ
Thursday, October 17, 2002
เมื่อวานไปดูโดเรมอนกับพี่กอล์ฟพี่ปอ พี่ๆต้องทำงานนัดเจอกันที่สยามดิสฯตอนหกโมงครึ่งแต่เราไปก่อนเวลาไปออกกำลังกายแล้วก็ไปเดินเล่นมาบุญครองปรากฎว่าอี้ซึ่งตอนแรกเพื่อนๆจะนัดกินข้าวเย็นเมื่อวานกันเพราะมันลงมาดูงานที่กรุงเทพแต่มันกลัวมาไม่ทันนัดพี่เชษฎ์เลยเลื่อนเป็นเย็นวันนี้เพราะพี่แกไม่ว่างวันพุธฉันเลยอดไปกินข้าวด้วยเลยเพราะเย็นนี้ต้องไปบิน แต่คนมันจะได้เจอกันมันก็เจอกัน เจอเข้าไปได้ยังไงที่มาบุญครองออกจะกว้างใหญ่ อี้บอกว่าทำกรรมมากันเยอะ..นั่นหนะสิก็เลยเดินเล่นด้วยกันเพราะฉันก็มีเจตนาจะมาเดินเล่นสำรวจตลาดอยู่แล้ว คุยๆเดินๆไปๆมาๆอี้เลยหลงจากพี่ๆที่มาด้วยกันแถมฉันยังไถชาไช่มุกจากมันมาหนึ่งแก้ว(จริงๆเราน่าจะเลี้ยงแต่มันบอกว่ามันควรจะเลี้ยงเราซึ่งก็ดีเดือนนี้ยิ่งบินน้อยไม่ค่อยมีเงินอยู่ อิอิ)
ปรกติฉันไปไหนคนเดียวจะไม่ค่อยกล้าเข้าร้านเล็กๆแคบๆแถวสยามแต่มีเพื่อนเราก็ลากมันไปด้วยเราดูเสื้อมันดูสาวได้ประโยชน์ร่วมกัน พาอี้ไปเดิน center point ซึ่งฉันบอกว่ามันว่าไม่กล้ามาเดินหวะกลัวโดนถามว่ายายมาทำอะไร อี้บอกว่าโธ่ถึงเป็นยายก็ยังมีไฟอยู่ ฮ่า ฮ่า อ้อ!มีเคล็ดลับทำให้หน้าอ่อนมาฝาก อี้ถามว่าฉันอยากหน้าเด็กมั้ยหละ(อยากดิ) แล้วอยากให้เด็กลงกี่ปีหละ(อายุซัก 23 เป็นไงหรือ 22 ดี) อี้บอกว่างั้นต้องอัพอายุขึ้นไปเช่นใครถามก็บอกว่าอายุ 34 เค้าจะได้บอกว่าหน้าเด็กจังเลย (ว่าแล้ว ว่าต้องความคิดบ้าๆ)
หลังจากลากเพื่อนๆไปนั่นนี่เพื่อติดตามกระแสแฟชั่น จริงๆก็เดินช่วยอี้หาเสื้อไปฝากแฟนมันซึ่งฉันว่าที่ฮิตๆกันตอนนี้มันเหมือนเสื้อโชว์ไหล่เอวจัพอ่ะ ตัวละ 199 แต่มันไม่สวยเข้าตาจริงๆน่าจะหาง่ายเพราะแฟนอี้ตัวเล็กนิดนึง(ซึ่งน่าอิจฉา ใส่เสื้อได้ทั้งสยามแหละ)แต่ที่สวยก็แพงไง สรุปไม่ซื้อ อด อด อดแล้วประมาณห้าโมงเย็นก็แยกย้ายกัน ฉันเดินผ่านร้านอิชิมารุเข้าไปซื้อเทปของน้องทักกี้กับซึบาซะ เพราะไม่เพราะไม่รู้แต่น้องเค้าน่าตาดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า
พี่กอล์ฟมาถึงก่อนพี่ปอเราก็ไปรอคิวที่ร้านฟูจิพี่ปอมาถึงก็ไปจองตั๋วก่อนแล้วตามมาที่ร้าน มาถึงพี่ปอบอกให้พี่กอล์ฟด่าเค้าเลยซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจแต่พี่กอล์ฟก็ด่าๆไปและคิดว่าพี่ปอต้องทำอะไรไม่เข้าท่ามาแน่ซึ่งก็คือซื้อ Sony clie มาเพิ่งซื้อมาเมื่อวานเลย พี่ๆเค้ารู้กันดีแหละว่ามันไม่ได้มีประโยชน์กับชีวิตหรือการทำงานเลยแต่พี่ปอบอกว่าอยากได้อ่ะ ฉันหละกรี๊ดกร๊าดไปด้วยเพราะก็อยากได้ อยากได้มาเล่นเกม diamond mine เฉยๆ ซึ่งก็ยืมเล่นสนุกสนานเล่นไปหลายรอบจนมีข้อความมาบอกว่าเราเล่นไปกี่รอบแล้วถ้าไม่อยากได้ข้อความให้ไป register โธ่...
ดูหนังสนุกมากตลกดีดูแล้วนึกถึงตอนเด็กๆดูการ์ตูนแล้วทำให้จิตใจดี ดูโดเรมอนแล้วก็พาลอยากไปอ่านโดเรมอน อยากอ่าน.......
# # # # # # # # #
หาดใหญ่ (เล่าเรื่องที่ไปเจอพี่ไก่ที่หาดใหญ่)
ออกจากกรุงเทพไปพม่าแล้วกลับมากรุงเทพก่อนจะไปหาดใหญ่ พอไปถึงหาดใหญ่เราก็ไปซื้อไก่ทอดหาดใหญ่กันโดยขอให้รถโรงแรมพาไป(มีรถสองคัน คันหนุ่มๆ(นักบินและสจ๊วต)ไม่ไปแต่คันเรานำทีมด้วย purser ไปซื้อไก่ทอดเดชาก่อนเข้าโรงแรม ฉันซื้อมาเพียบทั้งไก่ทอด ไก่กอและ ข้าวหมกไก่เปล่าๆไม่เอาไก่ ข้าวเหนียว กุ้งทอด(เป็นแพๆที่ใส่แป้ง) กินไม่หมดหรอกกินนั่นนิดนี่หน่อยแต่ก็อิ่มหละ แล้วก็ออกไปตลาดกิมหยงกับพี่เอ้(เพิ่งไปบินกับพี่เอ้ตอนไป DPS) ออกจากโรงแรมนั่งรถป๊อกๆไปคนละ 10 บาทพี่เค้าจะซื้อเห็ดหอมส่วนฉันไม่มีอะไรเป็นพิเศษแค่อยากรู้ว่าอะไรมันอยู่ที่ไหนเกิดคราวหน้าไม่มีใครพาไป แต่พอไปถึงตลาดอยากซื้อไปหมดเลย ผลไม้น่ากินราคาถูกกว่าซุปเปอร์มาร์เกต ขนมหลากหลายและเกาลัดที่ราคาถูกกิโลละ 130 บาท ถูกกว่ากรุงเทพตั้งแยะฉันก็เลยซื้อมาครึ่งโล และก็ซื้อขนมด้วยอยากจะซื้อผลไม้กลับบ้านหรอกนะแต่ไม่มีที่ในกระเป๋าแน่ๆกลัวมันจะช้ำซะก่อน(เพราะเราวางแผนจะซื้อเกาลัดกลับบ้าน)
กลับจากตลาดนั่งกินเกาลัดแล้วก็โทรหาพี่ไก่ตอนแรกนึกว่าจะไม่ได้เจอกันซะแล้วเพราะร้านพี่เค้ามีลูกค้าเต็มเลยฉันเองก็ไม่ค่อยสบายเจ็บคอและง่วงแต่ไปๆมาๆพี่ไก่โทรมาบอกว่าเหลือเด็กเล่นอยู่นิดหน่อยเดี๋ยวปิดร้านออกมาพาฉันไปกินข้าวก่อนค่อยกลับไปเปิดใหม่ ฉันหละเกรงใจพี่เค้าจริงๆจะปิดร้านมาพี่ก็เสียรายได้แล้วต้องเดินทางมาหาเราอีกจะพาเราไปกินข้าวแล้วจะกลับไปทำงานต่อ แต่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไรพี่เค้าเองก็อยากออกมากินข้าวนอกบ้านเหมือนกัน ก็โอเคเลยเราจะได้เจอกันด้วยแต่ต้องรอประมาณหกโมงครึ่งให้ลูกค้ากลับก่อน แล้วพอหกโมงเกือบครึ่งความเกรงใจก็เข้าครอบงำอีกครั้งโทรไปหาพี่ไก่อีกทีคิดว่าอย่าให้พี่เค้าลำบากเพราะเราเลยแล้วเราก็ตัวร้อนๆขึ้นมาด้วยนอนหลับไปเลยดีกว่าไก่ที่กินก็เต็มท้องยังจะออกไปกินอะไรอีกเล่า ปรากฎว่าพี่เค้าปิดร้านซะแล้ว(แง้) แล้วก็บอกว่าจะออกมาซื้อของที่เซ็นทรัลก่อนแล้วกันให้เรานอนไปก่อนซื้อของเสร็จประมาณทุ่มครึ่งจะโทรอีกที
ฉันก็นอนดูทีวีไปไม่ยักกะหลับแต่ก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆไม่ตัวร้อนแล้วไม่ง่วงแล้วจนประมาณเกือบสองทุ่มกลัวพี่เค้าจะลืมเราไปซะก่อนโทรไป(อีกแล้ว)หาพี่ไก่อีกทีแล้วก็นัดเจอกัน นัดตำแหน่งที่จะเจอกันเสร็จแต่ว่าพี่เค้าไม่เคยเห็นเราซะหน่อยเราเลยต้องบอกว่าเราใส่เสือ้สีฟ้านะคะ(เหมือนนัดบอดเลย) พอเจอกันพี่ไก่หน้าตาเด็กมากเลย ขาวและหุ่นดีด้วยหละ พี่ไก่มากับสามี(พี่ต้อย)และน้องปาล์ม
ตอนแรกพี่ไก่จะพาไปกินอาหารทะเลแต่มันก็ดึกแล้วและก็จะไปไกลจากโรงแรมกินแถวนี้จะได้กลับไปพักผ่อนเร็วๆก็ไปกินที่ร้านไพลินซึ่งขายสเต็ก ร้านก็ออกมันคันทรี่ๆ เราสั่งอาหารแล้วก็นั่งคุยกันไม่รู้สึกแปลกหน้าหรือว่าเกร็งเลยคงเพราะอ่านไดอารี่กันมาเหมือนรู้จักกันมาก่อนหละมั้ง แล้วน้องพี่ไก่ก็ตามมาสมทบอีกคนคือน้องทิน คราวนี้คุยสนุกกันเข้าไปใหญ่ คุยเรื่องละครเกาหลี ญี่ปุ่น ทีนี้สี่ทุ่มที่คิดว่าจะกลับไปนอน จะกลับไปเปิดร้านหายไปโม้ดดด...น้องทินพาไปต่อร้านอะคูสติก ก็เป็นร้านฮิตร้านนึงเลยแต่ฮิตๆต้องร้าน kiss chanel แต่ไม่ได้ไปเพราะน้องปาล์มมาด้วยชุดนักเรียนเลยแปะไว้ก่อนคราวหน้าเจอกัน พี่ไก่ก็อยากไปพี่เค้าอยากเข้าใจว่าเด็กๆเค้าฮิตอะไรกัน อิอิ ที่ร้านอะคูสติกเพลงเพราะกว่าร้านแรกมากเพลงฝรั่งเพลงไทยร้องได้หมดแต่เสียงดังคุยกันไม่ค่อยได้ยิน ดีนะว่าไปร้านไพลินมาก่อนให้เราได้คุยกันก่อน ประมาณห้าทุ่มก็กลับค่ะ กว่าฉันจะเข้านอนก็เที่ยงคืนค่ะ
เช้าวันถัดมาตื่นสายออกจากห้องประมาณ 11 โมงไปกินแปะก้วยถึงเจ็บคอไม่อยากกินของหวานก็ต้องกินเพราะมิ้นก็บอกให้กินพี่แอร์ก็บอกว่ามีร้านอร่อยแต่ฉันจำไม่ได้หาไม่เจอก็เอาแบบเจอร้านไหนก็กินไปเลย แล้วก็ซื้อเกาลัดกลับบ้าน แล้วก็แวะเซ็นทรัลซื้อเสื้อลดราคา u2 ลด 50% อ่ะ กลับห้องเก็บของยัดจะไม่ลง กระเป๋าหนักมาก ออกจากโรงแรมมาถึงสนามบินโทรไปขอบคุณและร่ำลาพี่ไก่ บอกพี่ไก่ว่าตอนมาสนามบินเห็นซอยร้านเนตของพี่แล้วถ้าได้มาคราวหน้าจะไปหา แต่ปรากฎว่ายังไม่ได้กลับกรุงเทพกันง่ายๆค่ะ ติดอยู่สนามบินสองชั่วโมงกว่าเพราะฝนตกหนักมากๆๆๆๆๆ ฟ้าปิดเครื่องลงไม่ได้(เราจะรับเครื่องเพื่อบินกลับลูกเรือเค้าก็จะลงนอนหาดใหญ่) เครื่องก็วนๆอยู่แต่ก็ไม่สามารถในที่สุดก็ไปภูเก็ตก่อนแล้วค่อยกลับมาหาดใหญ่อีกครั้ง เราถึงได้กลับกรุงเทพแต่ก็ยังไม่ได้กลับบ้านค่ะ พาเกาลัดในกระเป๋าไปเที่ยวเชียงใหม่หนึ่งรอบก่อนแล้วถึงจะได้กลับบ้าน
# # # # # # # # #
Evason Hua Hin
กลับจากหาดใหญ่วันรุ่งขึ้นไปปราณบุรีค่ะไปกับมิ้น ไปพักที่ Evason สวยมากเป็น resort & spa มิ้นเคยมาพักแล้วและโปรโมชั่นราคาพิเศษยังไม่หมดเขตก็เลยชวนฉันมาอีก ฉันเคยเห็นในหนังสืออยากจะมาพักแหละแต่เห็นราคาแล้วช็อคแต่เพราะเหลือคืนละ 2000 หารแล้วเหลือคนละ 1000 ฉันรึจะยอมพลาด(ไม่มีตังค์ก็ต้องยืมใครมาก่อนหละ)
ออกเดินทางประมาณเที่ยงเพราะมิ้นต้องไปบินตอนเช้าก่อนแล้วนัดเจอกันที่สนามบิน ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ถึงที่พักฉันรู้สึกคุ้นๆที่นี่มากปรากฎว่ามันคือคลับอันเดียนาเก่านั่นเอง ไปถึงก็มีเครื่องดื่มมาต้อนรับ ชิมแล้วไม่รู้ว่าทำจากอะไรแต่อร่อยกว่าของที่เคยกินจากโรงแรมภูเก็ตกับหาดใหญ่ ถามๆดูบอกว่ามีน้ำทับทิมในส่วนประกอบด้วย ผ้าเย็นที่ให้มาก็มีกลิ่นตะไคร้สดชื่นดีรู้สึกแบบไทยๆด้วย การบินไทยน่าจะใช้กลิ่นนี้บ้างนะ เช็คอินเสร็จมีพนักงานพาเราไปส่งที่ห้องพัก ห้องที่เราพักเป็นห้อง standard เตียงคู่มีมุ้ง มีแอร์ มีทีวี มีระเบียง มีห้องน้ำเก๋ๆ แต่เก๋มากไปหน่อยคือผนังตรงอ่างอาบน้ำเป็นกระจกทั้งบานมองทะลุมาตรงห้องนอนอ่ะค่า เปิดเผยมั่กมากแต่ก็ปิดม่านได้ซึ่งม่านปิดจากข้างนอกนะ แต่มันก็ยังมีช่องว่างของขอบไม้กับผนังด้านนอกทำให้ม่านไม่แนบไปกับกระจกทีเดียวจะมีช่องตรงมุมห้องน้ำที่มองจากโถส้วมเห็นทีวีได้(สงสัยเอาไว้ให้คนนั่งส้วมดูทีวี) อีตอนอาบน้ำก็ต้องแบบว่าคนที่ไม่ได้อาบห้ามเดินเผ่นผ่านไปนอนบนเตียงนู่น แล้วประตูมันเป็นบานสไลด์ไม่ได้ปิดสนิทเสียงอะไรก็คงได้ยินโม้ด...ทำให้รู้สึกขี้หดตดหายมากเลย
เก็บของในห้องเรียบร้อยนอนเอขกนึดนึงมิ้นก็พาไปเดินชมสถานที่พาไปดูสระว่ายน้ำริมทะเล พาไปดูห้องน้ำ open air หนักกว่าห้องน้ำในห้องอีก ไม่มีเพดาน ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆเพราะมีบ่อน้ำในห้องน้ำมีบัว มีกกให้ดูระหว่างทำธุระ แต่ก็ดีไม่ใช่ผนังกระจกอ่ะนะ เดินไปดูห้องฟิตเนสและเกมรูม มีนิตยสารให้ดู สนุกเกอร์ หมากรุกแต่ที่เด็ดคือมีอินเตอร์เนตไง ฉันเห็นมันต่อเนตอยู่เลยเข้าไดอารี่มาเขียนไว้นิดนึงไงหละ
แล้วเราก็ไปนอนเล่นที่เตียงในสนามหญ้ารับลมทะเลเย็นๆ และกรรโชกมาก ทะเลหนะไม่มีหาดให้เดินนะมันติดริมถนนเลยคลื่นซัดโครมๆน่ากลัวเชียว ประมาณหกโมงเย็นก็เดินไปกินอาหารทะเลใกล้โรงแรมชื่อครัวไทยหรืออะไรนี่แหละ ปลาหมึกนึ่งมะนาวอร่อยสุดๆ เดินกลับโรงแรมก็มืดแล้วเดินผ่านแถวร้านขายเครื่องประดับมันมืดและมีเงาอะไรไม่รู้กระดุกกระดิกบรื้อ..ปรากฎเป็นแมว แมวดำมีกระพรวนอยู่ที่คอมันเดินมาหาฉันด้วยแหละก็เลยถ่ายรูปด้วยกันมันก็มาหาถูกคนนะเพราะมิ้นกลัวแมวแล้วเราก็เดินเข้าไปดูเครื่องประดับในร้านเล็กๆกลางน้ำ มีกำไลเงินดูดีแต่เป็นของอิตาลีราคา 3000 ไว้ลองไปหาของไทยดูดีกว่าอาจถูกกว่า มิ้นชอบต่างหูมุกแต่คู่นั้นแพงไปใหญ่เป็นมุกสีดำราคาสองหมื่นหก!! ถ้าสองพันหกมิ้นคงซื้อไปแล้ว เดินดูสถานที่ตอนกลางคืนเค้าจะจุดเทียนดูนวลตาดี กลับห้องอาบน้ำนอนค่ะพรุ่งนี้เช้าจะไปว่ายน้ำ
ตื่นเช้าวันถัดมาเพราะฉันดูนาฬิกาผิดเห็นหกโมงครึ่งเป็นเจ็ดโมงครึ่งเราเลยมีเวลามากขึ้น(เป็นความดีใช่มะเนี่ย) มิ้นเตรียมตัวไปว่ายน้ำฉันก็เตรียมตัวไปนอนข้างสระน้ำเอากระบุงของที่โรงแรมใส่ของไปแทนถุงของเราให้มันเข้ากับสถานที่(เป็นกระเป๋าสานจากกระจูดใบใหญ่มากๆมีให้ในห้องแขกโรงแรมก็เอาใส่ของเดินไปมา) ที่สระว่ายน้ำมีเก้าอี้นอนเยอะแยะและปกติจะมีบริการเช่นคีบแตงโมแจกแต่ถ้าใครไม่อยากได้รับบริการใดๆเค้าจะมีสัญลักษณ์ do not disturb เป็นสร้อยลูกประคำให้เอาไปห้อยที่ตะขอหลังเก้าอี้ ฉันไม่ได้ว่ายน้ำแต่ก็อยากเล่นน้ำก็เลยเดินเล่นตรงทางเดินกลางสระน้ำให้น้ำผ่านเท้าเราไป น่าจะเอาชุดว่ายน้ำเอามาแล้วจะว่ายหรือไม่ว่ายก็ได้ แต่ไม่เอามาก็อดว่ายอย่างเดียว มิ้นว่ายน้ำเสร็จกลับไปอาบน้ำที่ห้องฉันก็เดินเล่นถ่ายรูปรอแถวสระน้ำ(อาบน้ำคนเดียวในห้องน่าจะสบายใจกว่า) แล้วเราก็ไปทานอาหารเช้ากันกินกันนานเลยหละมีลมทะเลพัดมากระทบกับร่างกายรู้สึกดี กินเสร็จก็ไปเดินเล่นอีกแล้วก็ไปนอนที่ชั้นสองของศาลาใกล้สระน้ำลมเย็นทำเอาเกือบหลับไปเลย มีแมวแม่ลูกอ่อน(ลูกตัวเดียวด้วย)เดินมานอนใต้เตียงเจ้าลูกมันนะหมอบแล้วก็ขู่ฟ่อๆเวลาเราเข้าไปใกล้น่ารักดี ตอนถ่ายรูปมันก็หลบซะอีก นอนเพลินๆประมาณเที่ยงก็กลับห้องเก็บของเดินทางกลับกรุงเทพค่ะ
มื้อกลางวันเราแวะหัวหินกินอาหารทะเลอีกมื้อที่ร้านเจ๊เขียวโป๊ะแตกอร่อย ปลากระพงทอดราดน้ำปลาก็อร่อย ที่ทะเลนี้มีหาดด้วยฉันมันเด็กดอยขอลงไปถ่ายรูปกับทะเลหน่อย กลับถึงบ้านประมาณห้าโมงเย็นกว่าๆ อยากจะไปอีกจังแถมตารางบินตอนปลายเดือนก็มีวันหยุดที่เป็นวันเสาร์อาทิตย์ด้วยแหละ อยากไปแต่พี่บอกให้ประหยัดตังค์
ปรกติฉันไปไหนคนเดียวจะไม่ค่อยกล้าเข้าร้านเล็กๆแคบๆแถวสยามแต่มีเพื่อนเราก็ลากมันไปด้วยเราดูเสื้อมันดูสาวได้ประโยชน์ร่วมกัน พาอี้ไปเดิน center point ซึ่งฉันบอกว่ามันว่าไม่กล้ามาเดินหวะกลัวโดนถามว่ายายมาทำอะไร อี้บอกว่าโธ่ถึงเป็นยายก็ยังมีไฟอยู่ ฮ่า ฮ่า อ้อ!มีเคล็ดลับทำให้หน้าอ่อนมาฝาก อี้ถามว่าฉันอยากหน้าเด็กมั้ยหละ(อยากดิ) แล้วอยากให้เด็กลงกี่ปีหละ(อายุซัก 23 เป็นไงหรือ 22 ดี) อี้บอกว่างั้นต้องอัพอายุขึ้นไปเช่นใครถามก็บอกว่าอายุ 34 เค้าจะได้บอกว่าหน้าเด็กจังเลย (ว่าแล้ว ว่าต้องความคิดบ้าๆ)
หลังจากลากเพื่อนๆไปนั่นนี่เพื่อติดตามกระแสแฟชั่น จริงๆก็เดินช่วยอี้หาเสื้อไปฝากแฟนมันซึ่งฉันว่าที่ฮิตๆกันตอนนี้มันเหมือนเสื้อโชว์ไหล่เอวจัพอ่ะ ตัวละ 199 แต่มันไม่สวยเข้าตาจริงๆน่าจะหาง่ายเพราะแฟนอี้ตัวเล็กนิดนึง(ซึ่งน่าอิจฉา ใส่เสื้อได้ทั้งสยามแหละ)แต่ที่สวยก็แพงไง สรุปไม่ซื้อ อด อด อดแล้วประมาณห้าโมงเย็นก็แยกย้ายกัน ฉันเดินผ่านร้านอิชิมารุเข้าไปซื้อเทปของน้องทักกี้กับซึบาซะ เพราะไม่เพราะไม่รู้แต่น้องเค้าน่าตาดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า
พี่กอล์ฟมาถึงก่อนพี่ปอเราก็ไปรอคิวที่ร้านฟูจิพี่ปอมาถึงก็ไปจองตั๋วก่อนแล้วตามมาที่ร้าน มาถึงพี่ปอบอกให้พี่กอล์ฟด่าเค้าเลยซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจแต่พี่กอล์ฟก็ด่าๆไปและคิดว่าพี่ปอต้องทำอะไรไม่เข้าท่ามาแน่ซึ่งก็คือซื้อ Sony clie มาเพิ่งซื้อมาเมื่อวานเลย พี่ๆเค้ารู้กันดีแหละว่ามันไม่ได้มีประโยชน์กับชีวิตหรือการทำงานเลยแต่พี่ปอบอกว่าอยากได้อ่ะ ฉันหละกรี๊ดกร๊าดไปด้วยเพราะก็อยากได้ อยากได้มาเล่นเกม diamond mine เฉยๆ ซึ่งก็ยืมเล่นสนุกสนานเล่นไปหลายรอบจนมีข้อความมาบอกว่าเราเล่นไปกี่รอบแล้วถ้าไม่อยากได้ข้อความให้ไป register โธ่...
ดูหนังสนุกมากตลกดีดูแล้วนึกถึงตอนเด็กๆดูการ์ตูนแล้วทำให้จิตใจดี ดูโดเรมอนแล้วก็พาลอยากไปอ่านโดเรมอน อยากอ่าน.......
# # # # # # # # #
หาดใหญ่ (เล่าเรื่องที่ไปเจอพี่ไก่ที่หาดใหญ่)
ออกจากกรุงเทพไปพม่าแล้วกลับมากรุงเทพก่อนจะไปหาดใหญ่ พอไปถึงหาดใหญ่เราก็ไปซื้อไก่ทอดหาดใหญ่กันโดยขอให้รถโรงแรมพาไป(มีรถสองคัน คันหนุ่มๆ(นักบินและสจ๊วต)ไม่ไปแต่คันเรานำทีมด้วย purser ไปซื้อไก่ทอดเดชาก่อนเข้าโรงแรม ฉันซื้อมาเพียบทั้งไก่ทอด ไก่กอและ ข้าวหมกไก่เปล่าๆไม่เอาไก่ ข้าวเหนียว กุ้งทอด(เป็นแพๆที่ใส่แป้ง) กินไม่หมดหรอกกินนั่นนิดนี่หน่อยแต่ก็อิ่มหละ แล้วก็ออกไปตลาดกิมหยงกับพี่เอ้(เพิ่งไปบินกับพี่เอ้ตอนไป DPS) ออกจากโรงแรมนั่งรถป๊อกๆไปคนละ 10 บาทพี่เค้าจะซื้อเห็ดหอมส่วนฉันไม่มีอะไรเป็นพิเศษแค่อยากรู้ว่าอะไรมันอยู่ที่ไหนเกิดคราวหน้าไม่มีใครพาไป แต่พอไปถึงตลาดอยากซื้อไปหมดเลย ผลไม้น่ากินราคาถูกกว่าซุปเปอร์มาร์เกต ขนมหลากหลายและเกาลัดที่ราคาถูกกิโลละ 130 บาท ถูกกว่ากรุงเทพตั้งแยะฉันก็เลยซื้อมาครึ่งโล และก็ซื้อขนมด้วยอยากจะซื้อผลไม้กลับบ้านหรอกนะแต่ไม่มีที่ในกระเป๋าแน่ๆกลัวมันจะช้ำซะก่อน(เพราะเราวางแผนจะซื้อเกาลัดกลับบ้าน)
กลับจากตลาดนั่งกินเกาลัดแล้วก็โทรหาพี่ไก่ตอนแรกนึกว่าจะไม่ได้เจอกันซะแล้วเพราะร้านพี่เค้ามีลูกค้าเต็มเลยฉันเองก็ไม่ค่อยสบายเจ็บคอและง่วงแต่ไปๆมาๆพี่ไก่โทรมาบอกว่าเหลือเด็กเล่นอยู่นิดหน่อยเดี๋ยวปิดร้านออกมาพาฉันไปกินข้าวก่อนค่อยกลับไปเปิดใหม่ ฉันหละเกรงใจพี่เค้าจริงๆจะปิดร้านมาพี่ก็เสียรายได้แล้วต้องเดินทางมาหาเราอีกจะพาเราไปกินข้าวแล้วจะกลับไปทำงานต่อ แต่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไรพี่เค้าเองก็อยากออกมากินข้าวนอกบ้านเหมือนกัน ก็โอเคเลยเราจะได้เจอกันด้วยแต่ต้องรอประมาณหกโมงครึ่งให้ลูกค้ากลับก่อน แล้วพอหกโมงเกือบครึ่งความเกรงใจก็เข้าครอบงำอีกครั้งโทรไปหาพี่ไก่อีกทีคิดว่าอย่าให้พี่เค้าลำบากเพราะเราเลยแล้วเราก็ตัวร้อนๆขึ้นมาด้วยนอนหลับไปเลยดีกว่าไก่ที่กินก็เต็มท้องยังจะออกไปกินอะไรอีกเล่า ปรากฎว่าพี่เค้าปิดร้านซะแล้ว(แง้) แล้วก็บอกว่าจะออกมาซื้อของที่เซ็นทรัลก่อนแล้วกันให้เรานอนไปก่อนซื้อของเสร็จประมาณทุ่มครึ่งจะโทรอีกที
ฉันก็นอนดูทีวีไปไม่ยักกะหลับแต่ก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆไม่ตัวร้อนแล้วไม่ง่วงแล้วจนประมาณเกือบสองทุ่มกลัวพี่เค้าจะลืมเราไปซะก่อนโทรไป(อีกแล้ว)หาพี่ไก่อีกทีแล้วก็นัดเจอกัน นัดตำแหน่งที่จะเจอกันเสร็จแต่ว่าพี่เค้าไม่เคยเห็นเราซะหน่อยเราเลยต้องบอกว่าเราใส่เสือ้สีฟ้านะคะ(เหมือนนัดบอดเลย) พอเจอกันพี่ไก่หน้าตาเด็กมากเลย ขาวและหุ่นดีด้วยหละ พี่ไก่มากับสามี(พี่ต้อย)และน้องปาล์ม
ตอนแรกพี่ไก่จะพาไปกินอาหารทะเลแต่มันก็ดึกแล้วและก็จะไปไกลจากโรงแรมกินแถวนี้จะได้กลับไปพักผ่อนเร็วๆก็ไปกินที่ร้านไพลินซึ่งขายสเต็ก ร้านก็ออกมันคันทรี่ๆ เราสั่งอาหารแล้วก็นั่งคุยกันไม่รู้สึกแปลกหน้าหรือว่าเกร็งเลยคงเพราะอ่านไดอารี่กันมาเหมือนรู้จักกันมาก่อนหละมั้ง แล้วน้องพี่ไก่ก็ตามมาสมทบอีกคนคือน้องทิน คราวนี้คุยสนุกกันเข้าไปใหญ่ คุยเรื่องละครเกาหลี ญี่ปุ่น ทีนี้สี่ทุ่มที่คิดว่าจะกลับไปนอน จะกลับไปเปิดร้านหายไปโม้ดดด...น้องทินพาไปต่อร้านอะคูสติก ก็เป็นร้านฮิตร้านนึงเลยแต่ฮิตๆต้องร้าน kiss chanel แต่ไม่ได้ไปเพราะน้องปาล์มมาด้วยชุดนักเรียนเลยแปะไว้ก่อนคราวหน้าเจอกัน พี่ไก่ก็อยากไปพี่เค้าอยากเข้าใจว่าเด็กๆเค้าฮิตอะไรกัน อิอิ ที่ร้านอะคูสติกเพลงเพราะกว่าร้านแรกมากเพลงฝรั่งเพลงไทยร้องได้หมดแต่เสียงดังคุยกันไม่ค่อยได้ยิน ดีนะว่าไปร้านไพลินมาก่อนให้เราได้คุยกันก่อน ประมาณห้าทุ่มก็กลับค่ะ กว่าฉันจะเข้านอนก็เที่ยงคืนค่ะ
เช้าวันถัดมาตื่นสายออกจากห้องประมาณ 11 โมงไปกินแปะก้วยถึงเจ็บคอไม่อยากกินของหวานก็ต้องกินเพราะมิ้นก็บอกให้กินพี่แอร์ก็บอกว่ามีร้านอร่อยแต่ฉันจำไม่ได้หาไม่เจอก็เอาแบบเจอร้านไหนก็กินไปเลย แล้วก็ซื้อเกาลัดกลับบ้าน แล้วก็แวะเซ็นทรัลซื้อเสื้อลดราคา u2 ลด 50% อ่ะ กลับห้องเก็บของยัดจะไม่ลง กระเป๋าหนักมาก ออกจากโรงแรมมาถึงสนามบินโทรไปขอบคุณและร่ำลาพี่ไก่ บอกพี่ไก่ว่าตอนมาสนามบินเห็นซอยร้านเนตของพี่แล้วถ้าได้มาคราวหน้าจะไปหา แต่ปรากฎว่ายังไม่ได้กลับกรุงเทพกันง่ายๆค่ะ ติดอยู่สนามบินสองชั่วโมงกว่าเพราะฝนตกหนักมากๆๆๆๆๆ ฟ้าปิดเครื่องลงไม่ได้(เราจะรับเครื่องเพื่อบินกลับลูกเรือเค้าก็จะลงนอนหาดใหญ่) เครื่องก็วนๆอยู่แต่ก็ไม่สามารถในที่สุดก็ไปภูเก็ตก่อนแล้วค่อยกลับมาหาดใหญ่อีกครั้ง เราถึงได้กลับกรุงเทพแต่ก็ยังไม่ได้กลับบ้านค่ะ พาเกาลัดในกระเป๋าไปเที่ยวเชียงใหม่หนึ่งรอบก่อนแล้วถึงจะได้กลับบ้าน
# # # # # # # # #
Evason Hua Hin
กลับจากหาดใหญ่วันรุ่งขึ้นไปปราณบุรีค่ะไปกับมิ้น ไปพักที่ Evason สวยมากเป็น resort & spa มิ้นเคยมาพักแล้วและโปรโมชั่นราคาพิเศษยังไม่หมดเขตก็เลยชวนฉันมาอีก ฉันเคยเห็นในหนังสืออยากจะมาพักแหละแต่เห็นราคาแล้วช็อคแต่เพราะเหลือคืนละ 2000 หารแล้วเหลือคนละ 1000 ฉันรึจะยอมพลาด(ไม่มีตังค์ก็ต้องยืมใครมาก่อนหละ)
ออกเดินทางประมาณเที่ยงเพราะมิ้นต้องไปบินตอนเช้าก่อนแล้วนัดเจอกันที่สนามบิน ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ถึงที่พักฉันรู้สึกคุ้นๆที่นี่มากปรากฎว่ามันคือคลับอันเดียนาเก่านั่นเอง ไปถึงก็มีเครื่องดื่มมาต้อนรับ ชิมแล้วไม่รู้ว่าทำจากอะไรแต่อร่อยกว่าของที่เคยกินจากโรงแรมภูเก็ตกับหาดใหญ่ ถามๆดูบอกว่ามีน้ำทับทิมในส่วนประกอบด้วย ผ้าเย็นที่ให้มาก็มีกลิ่นตะไคร้สดชื่นดีรู้สึกแบบไทยๆด้วย การบินไทยน่าจะใช้กลิ่นนี้บ้างนะ เช็คอินเสร็จมีพนักงานพาเราไปส่งที่ห้องพัก ห้องที่เราพักเป็นห้อง standard เตียงคู่มีมุ้ง มีแอร์ มีทีวี มีระเบียง มีห้องน้ำเก๋ๆ แต่เก๋มากไปหน่อยคือผนังตรงอ่างอาบน้ำเป็นกระจกทั้งบานมองทะลุมาตรงห้องนอนอ่ะค่า เปิดเผยมั่กมากแต่ก็ปิดม่านได้ซึ่งม่านปิดจากข้างนอกนะ แต่มันก็ยังมีช่องว่างของขอบไม้กับผนังด้านนอกทำให้ม่านไม่แนบไปกับกระจกทีเดียวจะมีช่องตรงมุมห้องน้ำที่มองจากโถส้วมเห็นทีวีได้(สงสัยเอาไว้ให้คนนั่งส้วมดูทีวี) อีตอนอาบน้ำก็ต้องแบบว่าคนที่ไม่ได้อาบห้ามเดินเผ่นผ่านไปนอนบนเตียงนู่น แล้วประตูมันเป็นบานสไลด์ไม่ได้ปิดสนิทเสียงอะไรก็คงได้ยินโม้ด...ทำให้รู้สึกขี้หดตดหายมากเลย
เก็บของในห้องเรียบร้อยนอนเอขกนึดนึงมิ้นก็พาไปเดินชมสถานที่พาไปดูสระว่ายน้ำริมทะเล พาไปดูห้องน้ำ open air หนักกว่าห้องน้ำในห้องอีก ไม่มีเพดาน ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆเพราะมีบ่อน้ำในห้องน้ำมีบัว มีกกให้ดูระหว่างทำธุระ แต่ก็ดีไม่ใช่ผนังกระจกอ่ะนะ เดินไปดูห้องฟิตเนสและเกมรูม มีนิตยสารให้ดู สนุกเกอร์ หมากรุกแต่ที่เด็ดคือมีอินเตอร์เนตไง ฉันเห็นมันต่อเนตอยู่เลยเข้าไดอารี่มาเขียนไว้นิดนึงไงหละ
แล้วเราก็ไปนอนเล่นที่เตียงในสนามหญ้ารับลมทะเลเย็นๆ และกรรโชกมาก ทะเลหนะไม่มีหาดให้เดินนะมันติดริมถนนเลยคลื่นซัดโครมๆน่ากลัวเชียว ประมาณหกโมงเย็นก็เดินไปกินอาหารทะเลใกล้โรงแรมชื่อครัวไทยหรืออะไรนี่แหละ ปลาหมึกนึ่งมะนาวอร่อยสุดๆ เดินกลับโรงแรมก็มืดแล้วเดินผ่านแถวร้านขายเครื่องประดับมันมืดและมีเงาอะไรไม่รู้กระดุกกระดิกบรื้อ..ปรากฎเป็นแมว แมวดำมีกระพรวนอยู่ที่คอมันเดินมาหาฉันด้วยแหละก็เลยถ่ายรูปด้วยกันมันก็มาหาถูกคนนะเพราะมิ้นกลัวแมวแล้วเราก็เดินเข้าไปดูเครื่องประดับในร้านเล็กๆกลางน้ำ มีกำไลเงินดูดีแต่เป็นของอิตาลีราคา 3000 ไว้ลองไปหาของไทยดูดีกว่าอาจถูกกว่า มิ้นชอบต่างหูมุกแต่คู่นั้นแพงไปใหญ่เป็นมุกสีดำราคาสองหมื่นหก!! ถ้าสองพันหกมิ้นคงซื้อไปแล้ว เดินดูสถานที่ตอนกลางคืนเค้าจะจุดเทียนดูนวลตาดี กลับห้องอาบน้ำนอนค่ะพรุ่งนี้เช้าจะไปว่ายน้ำ
ตื่นเช้าวันถัดมาเพราะฉันดูนาฬิกาผิดเห็นหกโมงครึ่งเป็นเจ็ดโมงครึ่งเราเลยมีเวลามากขึ้น(เป็นความดีใช่มะเนี่ย) มิ้นเตรียมตัวไปว่ายน้ำฉันก็เตรียมตัวไปนอนข้างสระน้ำเอากระบุงของที่โรงแรมใส่ของไปแทนถุงของเราให้มันเข้ากับสถานที่(เป็นกระเป๋าสานจากกระจูดใบใหญ่มากๆมีให้ในห้องแขกโรงแรมก็เอาใส่ของเดินไปมา) ที่สระว่ายน้ำมีเก้าอี้นอนเยอะแยะและปกติจะมีบริการเช่นคีบแตงโมแจกแต่ถ้าใครไม่อยากได้รับบริการใดๆเค้าจะมีสัญลักษณ์ do not disturb เป็นสร้อยลูกประคำให้เอาไปห้อยที่ตะขอหลังเก้าอี้ ฉันไม่ได้ว่ายน้ำแต่ก็อยากเล่นน้ำก็เลยเดินเล่นตรงทางเดินกลางสระน้ำให้น้ำผ่านเท้าเราไป น่าจะเอาชุดว่ายน้ำเอามาแล้วจะว่ายหรือไม่ว่ายก็ได้ แต่ไม่เอามาก็อดว่ายอย่างเดียว มิ้นว่ายน้ำเสร็จกลับไปอาบน้ำที่ห้องฉันก็เดินเล่นถ่ายรูปรอแถวสระน้ำ(อาบน้ำคนเดียวในห้องน่าจะสบายใจกว่า) แล้วเราก็ไปทานอาหารเช้ากันกินกันนานเลยหละมีลมทะเลพัดมากระทบกับร่างกายรู้สึกดี กินเสร็จก็ไปเดินเล่นอีกแล้วก็ไปนอนที่ชั้นสองของศาลาใกล้สระน้ำลมเย็นทำเอาเกือบหลับไปเลย มีแมวแม่ลูกอ่อน(ลูกตัวเดียวด้วย)เดินมานอนใต้เตียงเจ้าลูกมันนะหมอบแล้วก็ขู่ฟ่อๆเวลาเราเข้าไปใกล้น่ารักดี ตอนถ่ายรูปมันก็หลบซะอีก นอนเพลินๆประมาณเที่ยงก็กลับห้องเก็บของเดินทางกลับกรุงเทพค่ะ
มื้อกลางวันเราแวะหัวหินกินอาหารทะเลอีกมื้อที่ร้านเจ๊เขียวโป๊ะแตกอร่อย ปลากระพงทอดราดน้ำปลาก็อร่อย ที่ทะเลนี้มีหาดด้วยฉันมันเด็กดอยขอลงไปถ่ายรูปกับทะเลหน่อย กลับถึงบ้านประมาณห้าโมงเย็นกว่าๆ อยากจะไปอีกจังแถมตารางบินตอนปลายเดือนก็มีวันหยุดที่เป็นวันเสาร์อาทิตย์ด้วยแหละ อยากไปแต่พี่บอกให้ประหยัดตังค์
Sunday, October 13, 2002
ไฟล์ทวันนี้รู้สึกดีถึงแม้จะเป็น 415 ไปกัวลาฯที่ใครๆก็ไม่ชอบแต่เพราะไปกับอาร์ตเพื่อน trainee เราเคยไปตรวจสุขภาพรอบสองด้วยกันลุ้นมาด้วยกันเลยหละและพี่รัตน์ พี่ตั้ว พี่แก้วก็น่ารักพี่ๆครัวหลังก็น่ารัก IM, Purser ก็ใจดีแต่ฉันคออักเสบไปบินตอนที่ลดระดับหูอื้อทั้งสองข้างและสุดท้ายก็ปวดหู ตอนนี้หูก็ยังไม่เคลียร์ดีอึดอัด ตอนนี้ปวดหัวและปวดหูทรมานมีแววจะปวดท้องอีกต่างหาก กินพาราแก้ปวดไม่อยากจะกินยาร้อกขนาดเจ็บคอยังไม่กินยาแต่ป่วยซ้ำซ้อนเกินไปนี่พยายามขยับกรามเพื่อให้หูเคลียร์จนกรามจะเบี้ยวยังไม่หาย...อึดดดดอัดดดด
Thursday, October 10, 2002
Wednesday, October 09, 2002
Sunday, October 06, 2002
หลังจากไม่ได้บินมา 6 วันเพราะวันหยุดและวัน standby ไม่ไดนเรียกแต่เมื่อวานโดนเรียก standby ให้ไปบิน Denpasa (DPS) เกาะบาหลีประเทศอินโดนีเซีย ไฟล์ทไทม์ประมาณ 4 ชั่วโมง ผู้โดยสารส่วนมากเป็นฝรั่งและญี่ปุ่นการทำงานก็ไม่วุ่นวายอะไร แต่ขากลับ cognac ขายดี(จะเสริฟหลังชากาแฟในอาหารมื้อ lunch/dinner/supper)เพราะปกติที่เคยเสริฟ์ในไฟล์ทอื่นๆไม่ค่อยมีใครดื่มเลย
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้มานอนที่นี่ ยัง ยังไม่ต้องอิจฉาแค่นอนกลางวันในเครื่องนั่นแหละ ฮ่า ฮ่า เครื่องไปจอดที่นั่นประมาณสามชั่วโมงจะได้นอนพักประมาณ 1 ชั่วโมงไม่อยากเชื่อว่าจะหลับได้แต่ก็หลับทั้งสองครั้งที่มาคงเพราะตื่นเช้านั่นแหละ(ตื่นตีห้าเพราะต้องเช็คอินก่อน 6.40 นอนห้าทุ่มแล้วยังนอนหลับๆตื่นๆอีกต่างหาก) คราวนี้ซื้อสละกลับมากินด้วยพี่ๆบอกว่าไม่อร่อยหรอกแต่ถ้ายังไม่เคยกินก็ลองดู สละบ้านเค้าจะอ้วนๆเนื้อกรอบมากเหมือนแอปเปิ้ลกาล่าเนื้อก็ไม่ติดเม็ดหอมเหมือนสละๆนี่แหละแต่จืดสละบ้านเราอร่อยกว่ามาก(สวรรค์แล้วหละเมืองไทย อะไรๆก็อร่อยแถมถูกกว่า)ราคาขายสละบาหลี(เรียกให้มันหรูๆไปงั้นก็สละอินโดนั่นแหละ) 1 กิโล 100 บาท จ่ายด้วยเงินไทยได้ด้วย จะมีคนมารับออเดอร์แล้วก็เอามาส่งตอนก่อน board ผู้โดยสาร
พรุ่งนี้บินแบบแพคเกจสองวันไปร่างกุ้งหาดใหญ่เชียงใหม่กรุงเทพ ไปค้างหาดใหญ่ไม่รู้จะได้ไปเจอพี่ไก่ littlehen หรือเปล่านะ
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้มานอนที่นี่ ยัง ยังไม่ต้องอิจฉาแค่นอนกลางวันในเครื่องนั่นแหละ ฮ่า ฮ่า เครื่องไปจอดที่นั่นประมาณสามชั่วโมงจะได้นอนพักประมาณ 1 ชั่วโมงไม่อยากเชื่อว่าจะหลับได้แต่ก็หลับทั้งสองครั้งที่มาคงเพราะตื่นเช้านั่นแหละ(ตื่นตีห้าเพราะต้องเช็คอินก่อน 6.40 นอนห้าทุ่มแล้วยังนอนหลับๆตื่นๆอีกต่างหาก) คราวนี้ซื้อสละกลับมากินด้วยพี่ๆบอกว่าไม่อร่อยหรอกแต่ถ้ายังไม่เคยกินก็ลองดู สละบ้านเค้าจะอ้วนๆเนื้อกรอบมากเหมือนแอปเปิ้ลกาล่าเนื้อก็ไม่ติดเม็ดหอมเหมือนสละๆนี่แหละแต่จืดสละบ้านเราอร่อยกว่ามาก(สวรรค์แล้วหละเมืองไทย อะไรๆก็อร่อยแถมถูกกว่า)ราคาขายสละบาหลี(เรียกให้มันหรูๆไปงั้นก็สละอินโดนั่นแหละ) 1 กิโล 100 บาท จ่ายด้วยเงินไทยได้ด้วย จะมีคนมารับออเดอร์แล้วก็เอามาส่งตอนก่อน board ผู้โดยสาร
พรุ่งนี้บินแบบแพคเกจสองวันไปร่างกุ้งหาดใหญ่เชียงใหม่กรุงเทพ ไปค้างหาดใหญ่ไม่รู้จะได้ไปเจอพี่ไก่ littlehen หรือเปล่านะ
Thursday, September 26, 2002
หมดเวลา standby แล้ว !!!วันนี้ standby ถึงสามทุ่มเมื่อวานก็ standby แต่ถึงบ่ายสองโมง การ standby มีสามแบบค่ะแบบแรกเรียก SB ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงห้าทุ่ม แบบที่สองเรียก SB1 ตั้งแต่ตีห้าถึงบ่ายสองโมง และแบบที่สาม SB2 ตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่มเพราะฉะนั้นวันนี้ standby แบบ SB2 คะ
เมื่อวานหมดเวลา standby ก็ออกไปดู waterboys ตลกมากเลยตอนแรกนึกว่าต้องไปดูคนเดียวซะแล้วเพราะพี่กอล์ฟไม่อยากดูเท่าไหร่แต่ก็ไปจนได้ในที่สุดสุดท้ายก็หัวเราะร่วนเลย ไปดูหนังที่เมเจอร์รามคำแหงเพราะใกล้ที่ทำงานพี่ ตอนไปรอดูหนัง(ไปถึงก่อนตั้งนาน)ค่าเวลาด้วยการกินเค้กก็แล้วเวลาก็ยังเหลือเวลาอีกเลยชวนพี่ขึ้นไปนั่งดูตัวอย่างหนังดีฝ่า ขึ้นไปข้างบนเห็นตู้คาราโอเกะเยอะแยะเลยเป็นสีๆก็สะดุดตาดี เห็นมานานแล้วหละแต่ไม่เคยสนใจเพราะร้องเพลงไม่เป็น ปุ๊กเคยบอกว่าไปร้องคนเดียวมันพะยะค่ะมาก สรุปรู้ตัวอีกทีก็ไปอยู่ในตู้จะร้องเพลงซะแล้วพี่กอล์ฟลากมา แลกตังค์มา 20 บาทร้องได้สองเพลง พี่เค้าก็ไม่เคยเล่นเหมือนกันเพลงที่มีให้ร้องก็ทันสมัยเลยหละแต่ฉันเลือกร้องเพลงเก่า อยากฟังหมดคำถามเลือกให้พี่ร้อง พี่ก็บอกให้ฉันร้องมั่งร้องเพลงไรดีหว่าเลือกเพลงดาวของคริสตินค่ะ ปรากฎว่าร้องไม่ได้เสียงสูงเกินเหตุกลายเป็นพี่กอล์ฟร้อง ฮ่า ฮ่า หมดสองเพลงแล้วอยากเล่นอีกเล่าให้ปุ๊กฟังปุ๊กบอกว่า “บอกแล้วว่า..จาติดจายยย” คราวหน้าจะแลกไป 10 เหรียญเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า
วันนี้ทำสมาธิด้วยการช่วยน้าหั่นอัลมอนด์(ไว้ทำขนม)หั่นตั้งกะสายจนบ่ายแก่เลยหละกว่าจะมาเล่นคอม จริงๆก็อยากจะเล่นเกมแต่ไม่เล่นแต่เช้าเพราะถ้าเล่นจะไม่เลิก ตอนนี้มีเกมที่ชอบๆคือ yahoo graffiti กับ toki toki boom เหมือน tertinet แต่ก็ยังงงๆอยู่ พรุ่งนี้วันหยุดจ้าจะไปออกกำลังกายและไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนห้องสามห้องสี่ที่โพลาโพล่า
วันเสาร์นี้ไปค้างภูเก็ตหมวดผึ้งบอกว่าอย่าพลาดก๋วยเตี๋ยวปลา
เมื่อวานหมดเวลา standby ก็ออกไปดู waterboys ตลกมากเลยตอนแรกนึกว่าต้องไปดูคนเดียวซะแล้วเพราะพี่กอล์ฟไม่อยากดูเท่าไหร่แต่ก็ไปจนได้ในที่สุดสุดท้ายก็หัวเราะร่วนเลย ไปดูหนังที่เมเจอร์รามคำแหงเพราะใกล้ที่ทำงานพี่ ตอนไปรอดูหนัง(ไปถึงก่อนตั้งนาน)ค่าเวลาด้วยการกินเค้กก็แล้วเวลาก็ยังเหลือเวลาอีกเลยชวนพี่ขึ้นไปนั่งดูตัวอย่างหนังดีฝ่า ขึ้นไปข้างบนเห็นตู้คาราโอเกะเยอะแยะเลยเป็นสีๆก็สะดุดตาดี เห็นมานานแล้วหละแต่ไม่เคยสนใจเพราะร้องเพลงไม่เป็น ปุ๊กเคยบอกว่าไปร้องคนเดียวมันพะยะค่ะมาก สรุปรู้ตัวอีกทีก็ไปอยู่ในตู้จะร้องเพลงซะแล้วพี่กอล์ฟลากมา แลกตังค์มา 20 บาทร้องได้สองเพลง พี่เค้าก็ไม่เคยเล่นเหมือนกันเพลงที่มีให้ร้องก็ทันสมัยเลยหละแต่ฉันเลือกร้องเพลงเก่า อยากฟังหมดคำถามเลือกให้พี่ร้อง พี่ก็บอกให้ฉันร้องมั่งร้องเพลงไรดีหว่าเลือกเพลงดาวของคริสตินค่ะ ปรากฎว่าร้องไม่ได้เสียงสูงเกินเหตุกลายเป็นพี่กอล์ฟร้อง ฮ่า ฮ่า หมดสองเพลงแล้วอยากเล่นอีกเล่าให้ปุ๊กฟังปุ๊กบอกว่า “บอกแล้วว่า..จาติดจายยย” คราวหน้าจะแลกไป 10 เหรียญเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า
วันนี้ทำสมาธิด้วยการช่วยน้าหั่นอัลมอนด์(ไว้ทำขนม)หั่นตั้งกะสายจนบ่ายแก่เลยหละกว่าจะมาเล่นคอม จริงๆก็อยากจะเล่นเกมแต่ไม่เล่นแต่เช้าเพราะถ้าเล่นจะไม่เลิก ตอนนี้มีเกมที่ชอบๆคือ yahoo graffiti กับ toki toki boom เหมือน tertinet แต่ก็ยังงงๆอยู่ พรุ่งนี้วันหยุดจ้าจะไปออกกำลังกายและไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนห้องสามห้องสี่ที่โพลาโพล่า
วันเสาร์นี้ไปค้างภูเก็ตหมวดผึ้งบอกว่าอย่าพลาดก๋วยเตี๋ยวปลา
Saturday, September 21, 2002
มาเชียงใหม่ฝนก็ตกไปจะออกไปกินข้าวข้างนอกก็ไม่ต้องไปกันเพราะมันแฉะและอากาศเย็น ไปสิงค์โปร์ฝนก็คงตกอีกเซ่…
มาถึงเชียงใหม่แม่มารับที่โรงแรมแล้วเราค่อยไปรับปุ๊กสอบเสร็จ(ไม่รู้ผลจะเป็นไงบ้าง)แล้วก็กลับมานั่งๆนอนๆที่บ้านไม่หลับอีกต่างหากคืนนี้ค่อยหลับทีเดียว แม่เอาผลงานระบายสีมาอวดเป็นกิจกรรมยามว่างใหม่ของแม่รู้สึกแม่จะมีเทคนิคการระบายเจ๋งดีเหมือนกันแถมมีจินตนาการไม่ยึดติดอ่ะน้า..อย่างชุดของเวนดี้ในปีเตอร์แพนมันก็ต้องสีฟ้าแต่แม่ก็เปลี่ยนๆซะบ้างเพราะทั้งเล่มระบายแต่ชุดสีฟ้าเบื่อตาย นั่นดิเป็นฉันก็คงสีฟ้าทั้งเล่มนั่นแหละ ไว้ไปร้านหนังสือที่สิงค์โปร์ดูสมุดระบายสีน่ารักๆให้แม่ดีกว่า(จะมีมั้ยนะ)
ที่บ้านมีลูกแมวใหม่ 3 ตัวลูกของหมี 2 ตัว(ชื่อตุ๊ะต๊ะกับติ๊งต๊อง)ลูกของเสือเข้ม 1 ตัว(ชื่อโทน)หน้าตาน่ารักแล้วก็ติ๊งต๊องสีประหลาดออกขาวๆน้ำตาลอ่อนไม่ใช่สามสีธรรมดาแบบตัวอื่นๆ(ไม่นับทองก้อนที่มีสีเหลือง) แต่ที่น่าเศร้าคือดูเหมือนแมวๆที่บ้านจะจำเราไม่ได้ซะแล้ว
เดี๋ยวจะกลับไปนอนโรงแรมพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นเช้าอีกวันแต่จะถ่ายรูปเล่นก่อนเห่อกล้องใหม่ค่า(่ีfuji instant จากร้าน bic camera)
มาถึงเชียงใหม่แม่มารับที่โรงแรมแล้วเราค่อยไปรับปุ๊กสอบเสร็จ(ไม่รู้ผลจะเป็นไงบ้าง)แล้วก็กลับมานั่งๆนอนๆที่บ้านไม่หลับอีกต่างหากคืนนี้ค่อยหลับทีเดียว แม่เอาผลงานระบายสีมาอวดเป็นกิจกรรมยามว่างใหม่ของแม่รู้สึกแม่จะมีเทคนิคการระบายเจ๋งดีเหมือนกันแถมมีจินตนาการไม่ยึดติดอ่ะน้า..อย่างชุดของเวนดี้ในปีเตอร์แพนมันก็ต้องสีฟ้าแต่แม่ก็เปลี่ยนๆซะบ้างเพราะทั้งเล่มระบายแต่ชุดสีฟ้าเบื่อตาย นั่นดิเป็นฉันก็คงสีฟ้าทั้งเล่มนั่นแหละ ไว้ไปร้านหนังสือที่สิงค์โปร์ดูสมุดระบายสีน่ารักๆให้แม่ดีกว่า(จะมีมั้ยนะ)
ที่บ้านมีลูกแมวใหม่ 3 ตัวลูกของหมี 2 ตัว(ชื่อตุ๊ะต๊ะกับติ๊งต๊อง)ลูกของเสือเข้ม 1 ตัว(ชื่อโทน)หน้าตาน่ารักแล้วก็ติ๊งต๊องสีประหลาดออกขาวๆน้ำตาลอ่อนไม่ใช่สามสีธรรมดาแบบตัวอื่นๆ(ไม่นับทองก้อนที่มีสีเหลือง) แต่ที่น่าเศร้าคือดูเหมือนแมวๆที่บ้านจะจำเราไม่ได้ซะแล้ว
เดี๋ยวจะกลับไปนอนโรงแรมพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นเช้าอีกวันแต่จะถ่ายรูปเล่นก่อนเห่อกล้องใหม่ค่า(่ีfuji instant จากร้าน bic camera)
Friday, September 20, 2002
หนทางประหยัดตังค์คือการทำตัวให้ติดเนตเข้าไว้จะได้ไม่ออกจากบ้าน วันนี้ลองเล่น msn chat มันก็ไม่ได้สะนุ๊กสนุกเหมือนตอนเด็กๆอ่ะแต่เรามีจุดประสงค์ไงเราอยากฝึกภาษาญี่ปุ่นแต่ก็เข้าไปโง่ในห้องสุดๆเพราะเค้าคุยกันแบบใช้ตัวหนังสือญี่ปุ่นหนะ เราก็นั่งงมจะพยายามเซตตัวหนังสือญี่ปุ่นใน msn แต่ทำไม่ได้ตอนแรก tanuki อุตส่าห์บอกแล้วเชียวว่าต้องใช้ ie 6 ใหม่เราก็เห็นมีแต่ sp 1 นี่แหละก็นั่งโหลดและ setup แล้วแต่หาไม่เจอว่ามันต้องทำยังไงเค้าก็ไปนอนซะแล้ว เอาหน่าอ่านออกก็พอแล้วม้างเพราะยังไงก็คงพิมพ์ไม่ถูกอยู่ดีแหละ
พรุ่งนี้จะทำงานอีกครั้งหัวก็ยังไม่ได้ไปไดร์เลยฝนก็ทำท่าจะตกซะอีกนะ พรุ่งนี้ต้องไปเช็คอินตอนตีห้าครึ่งจะบินไฟล์ทคอมโบค่ะ(ได้ยินเค้าเรียกว่าไฟล์ทพวงนะแต่ฟังแล้วไม่เก๋เลยอ่ะ) ไปหาดใหญ่กลับมากรุงเทพแล้วไปค้างเชียงใหม่ จะได้ไปเจอแม่เจอน้องอีกแล้วพรุ่งนี้ปุ๊กก็สอบศาลด้วยสิเห็นอ่านหนังสืออยู่แต่ก็อ่านไปบ่นไปมันไม่ชอบเลขแล้วก็ไม่อยากจะไปสอบซะแล้วคนสอบเป็นสองแสนคนเลยปุ๊กบอกว่าต่อให้คนขาดสอบไปซักสี่หมื่นมันก็ยังสอบไม่ติดเล้ยมีแต่ปาฎิหารย์เท่านั้นแหละ ก็ไม่รู้เหมือนกันก็ต้องลองก่อนหละน้า
หลังจากเชียงใหม่ก็ไปกรุงเทพ หาดใหญ่แล้วก็สิงค์โปร์ค่ะคราวนี้จะต้องไป orchard ให้ได้ นึกแล้วก็อยากกินเค้กแครอทที่ร้าน coffee bean อีก(มันร้านเดียวกับที่กรุงเทพหรือเปล่าอ่ะไม่เคยไปที่กรุงเทพเลย) จ๊าก! ฝนตกซะแล้วสิทำไงดี ทำใจค่ะทำใจยังไงก็ต้องออกไปไดร์ผมเย็นกว่านี้หน่อยก็ได้ว่าแต่กระเป๋ายังไม่ได้จัดเลยง่ะ
พรุ่งนี้จะทำงานอีกครั้งหัวก็ยังไม่ได้ไปไดร์เลยฝนก็ทำท่าจะตกซะอีกนะ พรุ่งนี้ต้องไปเช็คอินตอนตีห้าครึ่งจะบินไฟล์ทคอมโบค่ะ(ได้ยินเค้าเรียกว่าไฟล์ทพวงนะแต่ฟังแล้วไม่เก๋เลยอ่ะ) ไปหาดใหญ่กลับมากรุงเทพแล้วไปค้างเชียงใหม่ จะได้ไปเจอแม่เจอน้องอีกแล้วพรุ่งนี้ปุ๊กก็สอบศาลด้วยสิเห็นอ่านหนังสืออยู่แต่ก็อ่านไปบ่นไปมันไม่ชอบเลขแล้วก็ไม่อยากจะไปสอบซะแล้วคนสอบเป็นสองแสนคนเลยปุ๊กบอกว่าต่อให้คนขาดสอบไปซักสี่หมื่นมันก็ยังสอบไม่ติดเล้ยมีแต่ปาฎิหารย์เท่านั้นแหละ ก็ไม่รู้เหมือนกันก็ต้องลองก่อนหละน้า
หลังจากเชียงใหม่ก็ไปกรุงเทพ หาดใหญ่แล้วก็สิงค์โปร์ค่ะคราวนี้จะต้องไป orchard ให้ได้ นึกแล้วก็อยากกินเค้กแครอทที่ร้าน coffee bean อีก(มันร้านเดียวกับที่กรุงเทพหรือเปล่าอ่ะไม่เคยไปที่กรุงเทพเลย) จ๊าก! ฝนตกซะแล้วสิทำไงดี ทำใจค่ะทำใจยังไงก็ต้องออกไปไดร์ผมเย็นกว่านี้หน่อยก็ได้ว่าแต่กระเป๋ายังไม่ได้จัดเลยง่ะ
Thursday, September 19, 2002
กลับมาจากญี่ปุ่นตีห้าวันที่ 18 นอนมาตลอดเลยเพราะบินกลับมาตอนตีหนึ่งมาถึงบ้านเราประมาณตีสี่ครึ่งได้นอนหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นมาถึงก็นอนชดเชยค่ะ รวมๆแล้ว 17 ชั่วโมง ตอนตอน 6 โมงเช้าถึง 10โมง ตอนตอนบ่ายสามถึงหกโมงเย็น แล้วก็นอนตอนห้าทุ่มตื่นเก้าโมง ก็ยังเบลอๆอยู่เลยนะแต่มาเล่าเรื่องไปญี่ปุ่นกันดีกว่า
ออกเดินทางบ่ายสองวันที่16 ผู้โดยสารเต็มลำเลยส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่นนั่นแหละ ฉันก็ไม่เคยทำงานในไฟล์ทญี่ปุ่นมาก่อนการบริการอาหารมันจะแตกต่างนะคือมีสองรอบอย่างขาไปก็เป็นอาหารร้อนก่อนแล้วพอใกล้ถึงโอซาก้าจะเป็น ice burger(เบอร์เกอร์ไอติม) set อาหารที่เสริฟก็จะมีตะเกียบเพิ่มขึ้นมาและนอกจากของหวานจะมีผลไม้ด้วย full course จริงๆ การบริการก็ไม่ยุ่งยากค่ะนอกจากจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่านั้นแต่เรายังรู้เรื่องอยู่ดี ดีกว่าภาษาอังกฤษอีกคือเราก็พูดกับเค้าไม่ถูกหรอกแต่ฟังออกว่าเค้าจะรับอะไรแล้วที่ฮิตๆก็วิสกี้ค่ะจะวิสกี้น้ำ วิสกี้ออนเดอะร็อคอะไรก็ได้ ตรงแถวหลังๆมีวัยรุ่นญี่ปุ่นดูจะ request บ่อยหน่อยแต่ก็แบบนอบน้อมดีก็น่าทำให้แหละนะ (น่ารักเหมือนกัน..อ่าวไงงั้นหละ) แต่ก็มีคุณลุงญี่ปุ่นไม่น่ารักเหมือนกันตอนเราไปเก็บหูฟังลุงแกหยิบออกมาแล้วก็ปล่อยเลยมันก็ตกลงพื้นสิคะแกก็ไม่ว่าอะไร ไม่แบบขอโทษขอโพยแบบคนอื่นๆเค้าทำกัน อืมมนะ
หลัง serve อาหารรอบแรกไปก็ดูหนังปิดไฟหลับไปกันหลายคนเราก็นั่งเห่ออยู่ไงไม่ง่วงนั่งดูว่าโลกเราเนอะเมื่อกี้สว่างๆอยู่ดีๆตอนนี้มืดแล้วแค่ time zone เท่านั้น พอ 1 ชั่วโมงกว่าๆก่อนเครื่องลงก็ออกไปบริการเบอร์เกอร์ไอติมค่ะ(ก่อนหน้านี้เปลี่ยนจากชุดไทยมาใส่ยูนิฟอร์มแล้วใส่ผ้ากันเปื้อนเรียบร้อย) การบริการง่ายจัดเบอร์เกอร์ใส่ตระกร้าหวายแจกพร้อมทิชชู่แล้วก็ตามด้วย selection of drink แล้วก็เก็บแก้วเก็บขยะ แจกดอกไม้ เก็บหูฟังตาม procedure เครื่องลงแล้วค่ะ
แบกกระเป๋าตัวเองลงมาจากบินขนาดยังไม่ได้ซื้ออะไรนะก็หนักซะแล้วเปลี่ยนรองเท้าจากส้นเตี้ยเป็นส้นสูงแล้วก็ออกจากเครื่องค่ะ ตามพี่เค้าเพราะว่าไม่รู้จักทางเลย พี่ๆเค้าจะทำอะไรเร็วแล้วก็ไปเร็วค่ะออกมาก็มาขึ้นรถไฟค่ะ แปลกใหม่ค่าไม่เคยเจออย่างมากก็ง่วงแล้วก็ออกมาก็เจอ terminal แล้วก็เดินไปแต่นี้เป็นเหมือนรถรางหนะจาก gate พาไป terminal อีกทีออกจากรถไฟงงค่ะไปทางไหนดีพี่ๆเค้าก็เดินๆไปซะแล้วดีว่ามีพี่เป้ง(หรือเปล่าน้า)เดินช้าๆอยู่ด้วยพี่เค้าก็ถามว่าเคยมามั้ยแล้วก็เล่าๆอะไรให้ฟัง ตอนออกจากสนามบินจะต้องรับ crew permit อืมมเป็นใบสีส้มเราต้องเขียนเบอร์ passport และชื่อแล้วก็เซ็นชื่อด้วยต้องเก็บไว้กับตัวเพราะว่าถ้ามีคนมาตรวจอะไรเนี่ยเราไม่มีมันจะเหมือนหลบหนีเข้าประเทศได้ พี่เป้งบอกว่าบางทีพวกเราคิดว่าไปซื้อของใกล้ๆก็เลยไม่เอาไป ทำยังงั้นไม่ดีเท่าไหร่ ออกจากสนามบินก็เดินไปที่รถของโรงแรม เป็นรถบัสเล็กๆนั่งได้ประมาณ 15 คนนะ น่ารักทั้งสีสรร ขนาดรถ อะไรมันจะน่ารักไปหมดหรือไงกันน้า...
รถออกเดินทางไปโรงแรมข้ามสะพานที่เราเคยเห็นในทีวีมานานแล้วว่าออกแบบไฟถนนมาพิเศษคือมันติดอยู่ที่ขอบสะพานแต่ก็สว่างทั่ว(เฉพาะตรงกลางๆสะพานอ่ะนะ ตรงปลายสะพานก็เป็นเสาไฟนี่แหละแต่ขนาดจะเตี้ยๆมีสองระดับเตี้ยกว่าปกติแล้วก็เตี้ยมากพอกลางสะพานก็ไม่มีเสาไฟเลย) รถข้ามสะพานมามองไปข้างหน้าดูสวยดีที่เราข้ามมาหนะทะเลนะนั่น ตลอดทางไปโรงแรมมันก็ดูแบบนอกเมืองอ่ะนะเงียบๆไม่มีร้านค้าแต่มีตู้ขายน้ำเป็นระยะๆ น้ำหน้าตาน่ากินอยู่ในตู้สว่างๆเห็นแล้วอยากจะกิน(ดื่ม) รถมาถึงโรงแรมแล้วแต่ไหนหละไม่เห็นมี 7-11 อย่างที่ต้นบอกเลย
เอากระเป๋าลงรับกุญแจรับตังค์จดเวลา wakeup call และ pickup สำหรับวันรุ่งขึ้นที่จะกลับคือเวลา 23.15 และ 24.00 จะขึ้นห้องแล้วลองถามพี่ๆเค้าว่า 7-11 อยู่ไหนอ่ะพี่ปรากฎว่าพี่เอ๋จะไปพอดีก็เลยจะตามพี่เค้าไป พี่เป้งแนะนำว่าให้กินโอเด้งอร่อยมาก เอาของไปเก็บในห้อง ห้องนอนมีขนาดเล็กแบบครึ่งนึงของห้องที่อื่นๆแต่ก็ดีหละมีห้องน้ำมีที่นอนมีตู้เย็นทีวี โต๊ะเก้าอี้ กระจกแต่ไม่มีตู้เสื้อผ้า(ซึ่งก็ไม่จำเป็น) ในตู้เย็นไม่มีน้ำจริงๆด้วยแต่บ้านเค้ากินน้ำจากก๊อกได้นี่นาใช่ป่ะ เปลี่ยนชุดแล้วลงมารอพี่เอ๋ข้างล่างพี่เค้าโทรศัพท์ก่อน เราก็โทรศัพท์บ้างเจ๋งหวะ 1000 เยนโทรกลับไทยได้ 212 นาทีมันเป็น ISDN หนะแต่โทรในประเทศได้แป๊ปนึงฉันโทรไปหาซาโตะคุยยังไม่ทันรู้เรื่องก็ตังค์หมดซะก่อน เลยออกไปซื้อของก่อนดีกว่าขากลับค่อยมาโทรคนเดียวได้พี่เค้าจะได้ไม่ต้องรอ
7-11 ต้องออกทางด้านข้างของโรงแรมจะผ่านสถานี Hineno (โรงแรมที่พักชื่อ KankuHineno station hotel) ข้ามทางรถไฟไปก็ถึง แถบสีร้าน 7-11 ไม่เหมือนบ้านเราถุงที่ร้านก็น่ารักกว่าบ้านเรา ของที่ขายก็ไม่มี smokey bite แบบบ้านเราแต่มีโอเด้ง หน้าตาเหมือนจืดๆแต่ปรากฎว่าอร่อย ตอนซื้อเค้าจะให้ถ้วยโฟมมาแล้วเราก็เลือกอะไรตามใจ ของเหลือไม่มากนัก ฉันเลือกบุก เต้าหู้ทรงเครื่องแล้วก็หมูย่าง(หมูสับย่างๆเสียบไม้สามลูกเอามาต้มในน้ำซุปอีก) แล้วก็ตักน้ำซุปนั่นแหละ เลือกซื้อชาเขียวมาด้วย(ถูกกว่าที่ร้านเจ๊เล้งอีกนะแต่ก็ดีแล้วที่ไม่ซื้อขวดใหญ่เพราะมันไม่หวานเอาซะเลยคนญี่ปุ่นไม่กินหวานอ่ะม้าง...สุขภาพ สุขภาพ) แล้วก็ข้าวห่อมาด้วยหนึ่งอันไว้เป็นอาหารเช้า หมดไป 500 กว่าเยน แล้วก็เดินกลับมาโทรศัพท์ สรุปว่าแม่ซาโตะจะมาหาที่โรงแรม10.30 และไม่ไปเกียวโตแล้วเพราะไกลเกินไป ฉันต้องกลับมานอนก่อนเพราะวันที่จะตื่นมาเที่ยวก็คืนวันที่จะกลับเหมือนกันแล้วแม่เค้าก็ต้องนั่งรถไฟกลับบ้านเหมือนกัน
กินโอเด้งดูทีวีโฆษณาที่ญี่ปุ่นน่ารักแต่คิดๆดูท่าเป็นบ้านเราก็คงเห่ยอ่ะถ้าทำเหมือนกันอย่างโฆษณาป๊อกกี้ก็มีวง musume (อะไรซักอย่างที่แตกมาจาก morning musume) มานั่งทำหน้าเพ้อๆแบบนึกถึงป๊อกกี้แล้วมากิโกโตะ(คนที่น่าจะเด่นที่สุดในวง)ก็ทำหน้าเหม่อๆถือป๊อกกี้แตะไว้ที่ปากอ่ะ แต่ป๊อกกี้เค้าดูดีจิ๊งจริงๆว่าแต่เลิกใช้หญ้าหวานแล้วเหรอ ปลอดภัยอ่ะป่าว(เลยไม่ได้ซื้อมาเลยซักกะกล่องเดียว) กินเสร็จก็เข้านอนเที่ยงคืนบ้านเค้าก็สี่ทุ่มบ้านเรา
รุ่งขึ้นแสงสว่างลอดหน้าต่างเข้ามาเช้าแล้วเหรอเนี่ยบิดตัวไปดูนาฬิกาที่หัวเตียง 6.30 เช้าแล้วอ๊ะ !! มันก็ตีสี่ครึ่งบ้านเราอยู่เลยอ่ะสิ จะตื่นมาทำไมเนี่ยยยยย มุดผ้าห่มนอนต่อไปตื่นมาอีกที 9.30 เฮ้ยยยย !!!! ฝนตกมาตกอะไรวันนี้เล่า ไหนว่าแดดแรงไง ตกทำไมฝนจะตกทำไมฉันมีเวลาแค่วันเดียวนะยะ อาบน้ำแต่งตัวคิดว่าอีกหนึ่งชั่วโมงอาจจะหยุดก็ได้ ปรากฎว่าแม่ซาโตะมาถึงฝนก็ยังไม่หยุดเลยแถมฉันนะใส่รองเท้าแตะอีกไม่มีแจ๊คเกตด้วยแม่เค้าถามว่าไม่หนาวเหรอ โอเคป่าว ไม่รู้อ่ะไม่โอเคก็ทำไรไม่ได้แล้ว ลุยฝนไปเลย มีร่มแล้วหนิ(แม่เค้าเอามาให้อีกต่างหาก)
ขึ้นรถไฟไป Tennoji ใช้เวลา 36 นาทีค่ารถ 230 เยน คนใช้รถไฟเป็นส่วนใหญ่หมายถึงคนทำงานคนไปเที่ยว แหมแต่หนุ่มญี่ปุ่นหัวแดงยุ่งเหยิงใส่สูทดำนี่ดูดีจังเลยยย...รถไฟไปถึง Tennoji เราเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Osaka loop line จะไปปราสาทโอซาก้าต้องลงที่สถานี Osakajokoen ฝนตกหนักเลยหละแล้วก็ต้องเดินไปไกลมากๆแม่ชี้ให้ดูหลังคาปราสาทเห็นแล้วอ่อนใจฝนก็ตกซะด้วยนี่ถ้าเป็นบ้านเรานะแบบว่าถอนตัวไปแล้วอ่ะฝนตกหนักแบบว่าอยู่บ้านดีกว่า แต่นี่มันญี่ปุ่นนะยังไงก็ไปรองเท้าแตะบอบบางพังก็ช่างมันซื้อใหม่ได้
เดินไปเรื่อยๆเรื่อยมากเพราะไกลแต่ก็มีคนอื่นๆไปเหมือนกันเรานี่แหละแม่บอกว่าเพราะฝนตกคนเลยน้อยไม่งั้นคนเยอะมากฝรั่งเค้าก็ไปนะไม่กางร่มหรอกใส่เสื้อกันฝนอย่างเดียวระหว่างทางเดินไปเห็นฝาท่อสวยๆระบายสีเป็นรูปปราสาทนี่แหละ ต้นซากุระที่ไม่สนใจมันเลยเพราะเขียวขนาดนั้นไม่เคยเห็นเห็นในทีวีมันก็มีแต่ชมพูไปหมดแม่ชี้ให้ดูยังงงเค้าจะเรียกว่าต้น cherry นะแต่มันคือซากุระนี่แหละ(ซากุระบานก็เรียก cheery blossom) รอบๆปราสาทมีน้ำล้อมรอบเป็นชั้นๆนะเดินเข้าประตูมาแล้วก็ยังต้องเดินมาอีกแล้วก็ข้ามสะพานแล้วก็เข้าประตู เดินมาซื้อตั๋วเข้าชมข้างในก็ 600 เยน เดินขึ้นบันไดไปถึงหน้าปราสาทแล้วข้างในติดแอร์มีพนักงานต้อนรับพาเราขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นห้าแต่มันมีทั้งหมดแปดชั้นนะเราก็ต้องเดินต่อขึ้นไปเอง เดินที่ชั้นบนสุดออกไปชมนอกปราสาทได้ รอบๆปราสาทมีแต่ตึกสมัยใหม่ว่าไปมีแต่ปราสาทนี่แหละที่โบราณอยู่อย่างเดียวแล้วก็เดินวนดูที่เค้าจัดแสดงไว้มาแต่ละชั้นใช้เวลาสองชั่วโมง กางเกงและรองเท้าแห้งแล้วไม่อยากจะออกไปเปียกอีกเลยในใจก็คิดว่าสาธุฝนหยุดตกทีได้โปรดดดดดดดดด หนูมีเวลาแค่วันนี้เท่านั้นนะ
ก่อนออกจากปราสาธดูร้านขายของที่ระลึกทำไมถึงมีพวงกุญแจทาโกะยากินะ ถามดูปรากฎว่ามันดังค่ะฉันก็อยากจะกินซะหน่อยนะแม่ก็จะพาไปกินแต่เป็นพิซซ่าญี่ปุ่นแทน(ทำไมหละ) ตอนเดินออกจากปราสาทก็ดูแผนที่จะหาทางไปสถานีรถไฟบังเอิญมีอาสาสมัครที่เค้าคงจะนำเที่ยวแถวปราสาทนี่แหละมาช่วยเหลือและให้ความรู้เกี่ยวกับแถวๆประตูปราสาท บอกว่ามีการปัองกันศัตรูยังไง(เปิดประตูออกมาจะมีหอกพุ่งลงมา) หรือว่าหอรอบๆประตูจะมีรูเล็กๆให้สอดปืนออกมายิงศัตรูได้ แล้วที่ประตูใหญ่จะมี joint ของเสาที่เป็นไฮไลท์คือมันออกจะแปลกๆมองด้านหน้าจะเป็นตัดแบบเหลี่ยมแต่ด้านข้างจะเป็นแบบมุมแหลมขึ้นไปปลายเสา คุณป้าอาสาสมัครมีโมเดลในกระเป๋าให้เล่นแล้วก็มีเอกสารเกี่ยวกับข้อต่อนี้ให้ฉันด้วย เค้าให้ฉันลองประกอบดู ได้อยู่แล้วเรื่องดูภาพตัดขวางอ่ะฉันถนัดสุดตั้งแต่สมัยสอบความถนัดทางวิดวะแล้ว(อย่างอื่นทำไม่ได้)
จากปราสาทเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน(ที่ผ่านมาไม่ใช่ใต้ดิน)ฝนหยุดตกแล้ว(เย้!) นั่งจากสถานีอะไรไม่รู้ 4 chome(อ่านว่าโชเม) ไป 9 chome แล้วเปลี่ยนสายไปนัมบะ คุณป้าอาสาสมัครบอกว่าวัยรุ่นชอบแต่ summer sale เพิ่งหมดไป โธ่...
ไปถึงสถานีเพิ่งจะเห็นว่าร้านรวงเยอะแยะเดินไปหาของกินก่อนแม่เค้าก็ไม่เคยมานัมบะเหมือนกันถามหาร้านโอโคโนะมิยากิจากเจ้าของร้านขายเสื้อร้านอร่อยชื่อ Chibo กินไปสองวง อิ่มมั่กมาก แล้วก็เดินวนๆเจอร้านขนมน่ารักหมายถึงร้านน่ารักสีชมพูเหลืองดูขนมมากๆซื้อขนมกลับมาเยอะเหมือนกัน(แต่มาดูแล้วไม่เยอะอ่ะเราซื้ออะไรลงไปเนี่ยจ่ายไปตั้งสองพันกว่าเยน) มีน้ำลูกท้อ(พีช)อร่อยหอมหวานอยากกินอีก กระป๋องละ 16 บาทนิดๆ แล้วก็เดินมาเจอร้าน 100 เยนเล็กๆไม่ได้ดูอะไรมากเพราะกระเป๋าไม่มีที่จะใส่ของอ่ะ เศร้าใจ เดินแบบเร็วๆจะกลับไปดูกล้องเพราะตอนนั้นจะ 5 โมงแล้วเราต้องนั่งรถไฟกลับตอนห้าโมง ร้านเล็กๆที่ขายกล้องอ่ะมันก็นะมีร้านเดียวไม่รู้ถูกหรือแพงไม่มีแบตกล้องดิจิตอลด้วยก็เลยผ่านไปนึกว่าอดซะแล้วแต่ตอนจะเลี้ยวไปที่สถานีเห็นร้าน bic camera ร้านใหญ่มากเลยแม่เลยพาไปได้ของครบเลยแถมไม่ต้องเสียภาษีด้วย(ต้องใช้ passport) เงินก็พอดี นั่งรถไฟกลับขากลับคนเค้าเลิกงาน นักเรียนก็เลิกเรียนคนเยอะแต่ไม่แน่นเท่าในการ์ตูนนะ มาถึง Hineno ก็หกโมงสิบห้าแม่ซาโตะต้องกลับเลย ดูดิฉันทำอะไรลงไปเนี่ยเค้านั่งรถไฟจากบ้านมาหา 4 ชั่วโมงเลยนะตื่นแต่ตีห้ามาเลยหละ ฉันสิของฝากอะไรก็ไม่ได้เตรียมไปเล้ย ให้ตายทำม้ายยย ทำไมเป็นคนแบบนี้ แถมยังเอาร่มเค้ามาอีกแหนะ(ลืมคืน) คราวหน้าถ้ามีเวลานะจะไปค้างบ้านเค้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย(ตรงลงเกรงใจเค้ามะเนี่ย)
กลับโรงแรมจัดของอาบน้ำพยายามจะนอนเพราะขากลับต้องทำงานตอนดึกอ่ะแต่ก็ไม่หลับยังไงก็ไม่หลับดูทีวีรายการทีวีก็ตลกดี มีโฆษณาที่ชินโง(smap)เล่นด้วยเลยไม่นงไม่นอนมันแล้วดูทีวีมันเลยแล้วกัน มีโฆษณาโอเด้งของ 7-11 ด้วยนะทันสมัยชะมัดเลยเราที่ไปกินมาแล้วแต่ถ้ามีมีครบๆแบบในโฆษณาหละเจ๋งเลยมีหนวดปลาหมึกยักษ์ด้วยหละ ถึงเวลารถมารับแล้วก็ลงจากห้องมาขึ้นรถ
ทำงานขากลับก็ไม่ยุ่งนะเครื่องออกดึก(ตีหนึ่ง)ก็เสริฟแค่แซนวิชกับข้าวห่อสาหร่ายแล้วก็น้ำแล้วก็ปิดไฟนอนไม่เหมือนไฟล์ทไปแขกที่เที่ยงคืนก็เสริฟอาหารร้อน ฉันได้นอนตอน 00.00-1.30(เวลาไทย)แต่ก็กว่าจะนอนก็เลยได้นอนแค่หนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาเปลี่ยนเวร ตอนแรกทำใจยากมากเลยนั่งสัปหงกอีกแหนะแต่นานๆเข้าก็ตื่นๆแหละ เปลี่ยนชุดตอนใกล้เสริฟอาหารเช้า อาหารเช้ามีออมเลทกับอาหารแบบญี่ปุ่น ในถาดอาหารมีกระปุกเหมือนตังช่ายนะเขียวๆป้อมๆนึกว่าติดผักดองขนาดนั้นเลยนะปรากฎว่ามันคือโยเกริต ! แอบกินมาด้วยแหละก็ดีมันโยเกริตรสธรรมชาติ
เครื่องมาถึงตีสี่ครึ่งกว่าจะออกมาจากเครื่องแล้วก็มาขึ้นไฟล์ทที่มาถึงเช้าก่อนหกโมงอ่ะมีรถไปส่งถึงบ้านเลยฉันก็มาเลย มาถึงบ้านลากกระเป๋าขึ้นห้อง นอนค่ะนอน อะไรๆมันก็ดีอ่ะคะแต่ทำงานตอนกลางคืนทรมานที่ง่วงนี่แหละ
ออกเดินทางบ่ายสองวันที่16 ผู้โดยสารเต็มลำเลยส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่นนั่นแหละ ฉันก็ไม่เคยทำงานในไฟล์ทญี่ปุ่นมาก่อนการบริการอาหารมันจะแตกต่างนะคือมีสองรอบอย่างขาไปก็เป็นอาหารร้อนก่อนแล้วพอใกล้ถึงโอซาก้าจะเป็น ice burger(เบอร์เกอร์ไอติม) set อาหารที่เสริฟก็จะมีตะเกียบเพิ่มขึ้นมาและนอกจากของหวานจะมีผลไม้ด้วย full course จริงๆ การบริการก็ไม่ยุ่งยากค่ะนอกจากจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่านั้นแต่เรายังรู้เรื่องอยู่ดี ดีกว่าภาษาอังกฤษอีกคือเราก็พูดกับเค้าไม่ถูกหรอกแต่ฟังออกว่าเค้าจะรับอะไรแล้วที่ฮิตๆก็วิสกี้ค่ะจะวิสกี้น้ำ วิสกี้ออนเดอะร็อคอะไรก็ได้ ตรงแถวหลังๆมีวัยรุ่นญี่ปุ่นดูจะ request บ่อยหน่อยแต่ก็แบบนอบน้อมดีก็น่าทำให้แหละนะ (น่ารักเหมือนกัน..อ่าวไงงั้นหละ) แต่ก็มีคุณลุงญี่ปุ่นไม่น่ารักเหมือนกันตอนเราไปเก็บหูฟังลุงแกหยิบออกมาแล้วก็ปล่อยเลยมันก็ตกลงพื้นสิคะแกก็ไม่ว่าอะไร ไม่แบบขอโทษขอโพยแบบคนอื่นๆเค้าทำกัน อืมมนะ
หลัง serve อาหารรอบแรกไปก็ดูหนังปิดไฟหลับไปกันหลายคนเราก็นั่งเห่ออยู่ไงไม่ง่วงนั่งดูว่าโลกเราเนอะเมื่อกี้สว่างๆอยู่ดีๆตอนนี้มืดแล้วแค่ time zone เท่านั้น พอ 1 ชั่วโมงกว่าๆก่อนเครื่องลงก็ออกไปบริการเบอร์เกอร์ไอติมค่ะ(ก่อนหน้านี้เปลี่ยนจากชุดไทยมาใส่ยูนิฟอร์มแล้วใส่ผ้ากันเปื้อนเรียบร้อย) การบริการง่ายจัดเบอร์เกอร์ใส่ตระกร้าหวายแจกพร้อมทิชชู่แล้วก็ตามด้วย selection of drink แล้วก็เก็บแก้วเก็บขยะ แจกดอกไม้ เก็บหูฟังตาม procedure เครื่องลงแล้วค่ะ
แบกกระเป๋าตัวเองลงมาจากบินขนาดยังไม่ได้ซื้ออะไรนะก็หนักซะแล้วเปลี่ยนรองเท้าจากส้นเตี้ยเป็นส้นสูงแล้วก็ออกจากเครื่องค่ะ ตามพี่เค้าเพราะว่าไม่รู้จักทางเลย พี่ๆเค้าจะทำอะไรเร็วแล้วก็ไปเร็วค่ะออกมาก็มาขึ้นรถไฟค่ะ แปลกใหม่ค่าไม่เคยเจออย่างมากก็ง่วงแล้วก็ออกมาก็เจอ terminal แล้วก็เดินไปแต่นี้เป็นเหมือนรถรางหนะจาก gate พาไป terminal อีกทีออกจากรถไฟงงค่ะไปทางไหนดีพี่ๆเค้าก็เดินๆไปซะแล้วดีว่ามีพี่เป้ง(หรือเปล่าน้า)เดินช้าๆอยู่ด้วยพี่เค้าก็ถามว่าเคยมามั้ยแล้วก็เล่าๆอะไรให้ฟัง ตอนออกจากสนามบินจะต้องรับ crew permit อืมมเป็นใบสีส้มเราต้องเขียนเบอร์ passport และชื่อแล้วก็เซ็นชื่อด้วยต้องเก็บไว้กับตัวเพราะว่าถ้ามีคนมาตรวจอะไรเนี่ยเราไม่มีมันจะเหมือนหลบหนีเข้าประเทศได้ พี่เป้งบอกว่าบางทีพวกเราคิดว่าไปซื้อของใกล้ๆก็เลยไม่เอาไป ทำยังงั้นไม่ดีเท่าไหร่ ออกจากสนามบินก็เดินไปที่รถของโรงแรม เป็นรถบัสเล็กๆนั่งได้ประมาณ 15 คนนะ น่ารักทั้งสีสรร ขนาดรถ อะไรมันจะน่ารักไปหมดหรือไงกันน้า...
รถออกเดินทางไปโรงแรมข้ามสะพานที่เราเคยเห็นในทีวีมานานแล้วว่าออกแบบไฟถนนมาพิเศษคือมันติดอยู่ที่ขอบสะพานแต่ก็สว่างทั่ว(เฉพาะตรงกลางๆสะพานอ่ะนะ ตรงปลายสะพานก็เป็นเสาไฟนี่แหละแต่ขนาดจะเตี้ยๆมีสองระดับเตี้ยกว่าปกติแล้วก็เตี้ยมากพอกลางสะพานก็ไม่มีเสาไฟเลย) รถข้ามสะพานมามองไปข้างหน้าดูสวยดีที่เราข้ามมาหนะทะเลนะนั่น ตลอดทางไปโรงแรมมันก็ดูแบบนอกเมืองอ่ะนะเงียบๆไม่มีร้านค้าแต่มีตู้ขายน้ำเป็นระยะๆ น้ำหน้าตาน่ากินอยู่ในตู้สว่างๆเห็นแล้วอยากจะกิน(ดื่ม) รถมาถึงโรงแรมแล้วแต่ไหนหละไม่เห็นมี 7-11 อย่างที่ต้นบอกเลย
เอากระเป๋าลงรับกุญแจรับตังค์จดเวลา wakeup call และ pickup สำหรับวันรุ่งขึ้นที่จะกลับคือเวลา 23.15 และ 24.00 จะขึ้นห้องแล้วลองถามพี่ๆเค้าว่า 7-11 อยู่ไหนอ่ะพี่ปรากฎว่าพี่เอ๋จะไปพอดีก็เลยจะตามพี่เค้าไป พี่เป้งแนะนำว่าให้กินโอเด้งอร่อยมาก เอาของไปเก็บในห้อง ห้องนอนมีขนาดเล็กแบบครึ่งนึงของห้องที่อื่นๆแต่ก็ดีหละมีห้องน้ำมีที่นอนมีตู้เย็นทีวี โต๊ะเก้าอี้ กระจกแต่ไม่มีตู้เสื้อผ้า(ซึ่งก็ไม่จำเป็น) ในตู้เย็นไม่มีน้ำจริงๆด้วยแต่บ้านเค้ากินน้ำจากก๊อกได้นี่นาใช่ป่ะ เปลี่ยนชุดแล้วลงมารอพี่เอ๋ข้างล่างพี่เค้าโทรศัพท์ก่อน เราก็โทรศัพท์บ้างเจ๋งหวะ 1000 เยนโทรกลับไทยได้ 212 นาทีมันเป็น ISDN หนะแต่โทรในประเทศได้แป๊ปนึงฉันโทรไปหาซาโตะคุยยังไม่ทันรู้เรื่องก็ตังค์หมดซะก่อน เลยออกไปซื้อของก่อนดีกว่าขากลับค่อยมาโทรคนเดียวได้พี่เค้าจะได้ไม่ต้องรอ
7-11 ต้องออกทางด้านข้างของโรงแรมจะผ่านสถานี Hineno (โรงแรมที่พักชื่อ KankuHineno station hotel) ข้ามทางรถไฟไปก็ถึง แถบสีร้าน 7-11 ไม่เหมือนบ้านเราถุงที่ร้านก็น่ารักกว่าบ้านเรา ของที่ขายก็ไม่มี smokey bite แบบบ้านเราแต่มีโอเด้ง หน้าตาเหมือนจืดๆแต่ปรากฎว่าอร่อย ตอนซื้อเค้าจะให้ถ้วยโฟมมาแล้วเราก็เลือกอะไรตามใจ ของเหลือไม่มากนัก ฉันเลือกบุก เต้าหู้ทรงเครื่องแล้วก็หมูย่าง(หมูสับย่างๆเสียบไม้สามลูกเอามาต้มในน้ำซุปอีก) แล้วก็ตักน้ำซุปนั่นแหละ เลือกซื้อชาเขียวมาด้วย(ถูกกว่าที่ร้านเจ๊เล้งอีกนะแต่ก็ดีแล้วที่ไม่ซื้อขวดใหญ่เพราะมันไม่หวานเอาซะเลยคนญี่ปุ่นไม่กินหวานอ่ะม้าง...สุขภาพ สุขภาพ) แล้วก็ข้าวห่อมาด้วยหนึ่งอันไว้เป็นอาหารเช้า หมดไป 500 กว่าเยน แล้วก็เดินกลับมาโทรศัพท์ สรุปว่าแม่ซาโตะจะมาหาที่โรงแรม10.30 และไม่ไปเกียวโตแล้วเพราะไกลเกินไป ฉันต้องกลับมานอนก่อนเพราะวันที่จะตื่นมาเที่ยวก็คืนวันที่จะกลับเหมือนกันแล้วแม่เค้าก็ต้องนั่งรถไฟกลับบ้านเหมือนกัน
กินโอเด้งดูทีวีโฆษณาที่ญี่ปุ่นน่ารักแต่คิดๆดูท่าเป็นบ้านเราก็คงเห่ยอ่ะถ้าทำเหมือนกันอย่างโฆษณาป๊อกกี้ก็มีวง musume (อะไรซักอย่างที่แตกมาจาก morning musume) มานั่งทำหน้าเพ้อๆแบบนึกถึงป๊อกกี้แล้วมากิโกโตะ(คนที่น่าจะเด่นที่สุดในวง)ก็ทำหน้าเหม่อๆถือป๊อกกี้แตะไว้ที่ปากอ่ะ แต่ป๊อกกี้เค้าดูดีจิ๊งจริงๆว่าแต่เลิกใช้หญ้าหวานแล้วเหรอ ปลอดภัยอ่ะป่าว(เลยไม่ได้ซื้อมาเลยซักกะกล่องเดียว) กินเสร็จก็เข้านอนเที่ยงคืนบ้านเค้าก็สี่ทุ่มบ้านเรา
รุ่งขึ้นแสงสว่างลอดหน้าต่างเข้ามาเช้าแล้วเหรอเนี่ยบิดตัวไปดูนาฬิกาที่หัวเตียง 6.30 เช้าแล้วอ๊ะ !! มันก็ตีสี่ครึ่งบ้านเราอยู่เลยอ่ะสิ จะตื่นมาทำไมเนี่ยยยยย มุดผ้าห่มนอนต่อไปตื่นมาอีกที 9.30 เฮ้ยยยย !!!! ฝนตกมาตกอะไรวันนี้เล่า ไหนว่าแดดแรงไง ตกทำไมฝนจะตกทำไมฉันมีเวลาแค่วันเดียวนะยะ อาบน้ำแต่งตัวคิดว่าอีกหนึ่งชั่วโมงอาจจะหยุดก็ได้ ปรากฎว่าแม่ซาโตะมาถึงฝนก็ยังไม่หยุดเลยแถมฉันนะใส่รองเท้าแตะอีกไม่มีแจ๊คเกตด้วยแม่เค้าถามว่าไม่หนาวเหรอ โอเคป่าว ไม่รู้อ่ะไม่โอเคก็ทำไรไม่ได้แล้ว ลุยฝนไปเลย มีร่มแล้วหนิ(แม่เค้าเอามาให้อีกต่างหาก)
ขึ้นรถไฟไป Tennoji ใช้เวลา 36 นาทีค่ารถ 230 เยน คนใช้รถไฟเป็นส่วนใหญ่หมายถึงคนทำงานคนไปเที่ยว แหมแต่หนุ่มญี่ปุ่นหัวแดงยุ่งเหยิงใส่สูทดำนี่ดูดีจังเลยยย...รถไฟไปถึง Tennoji เราเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Osaka loop line จะไปปราสาทโอซาก้าต้องลงที่สถานี Osakajokoen ฝนตกหนักเลยหละแล้วก็ต้องเดินไปไกลมากๆแม่ชี้ให้ดูหลังคาปราสาทเห็นแล้วอ่อนใจฝนก็ตกซะด้วยนี่ถ้าเป็นบ้านเรานะแบบว่าถอนตัวไปแล้วอ่ะฝนตกหนักแบบว่าอยู่บ้านดีกว่า แต่นี่มันญี่ปุ่นนะยังไงก็ไปรองเท้าแตะบอบบางพังก็ช่างมันซื้อใหม่ได้
เดินไปเรื่อยๆเรื่อยมากเพราะไกลแต่ก็มีคนอื่นๆไปเหมือนกันเรานี่แหละแม่บอกว่าเพราะฝนตกคนเลยน้อยไม่งั้นคนเยอะมากฝรั่งเค้าก็ไปนะไม่กางร่มหรอกใส่เสื้อกันฝนอย่างเดียวระหว่างทางเดินไปเห็นฝาท่อสวยๆระบายสีเป็นรูปปราสาทนี่แหละ ต้นซากุระที่ไม่สนใจมันเลยเพราะเขียวขนาดนั้นไม่เคยเห็นเห็นในทีวีมันก็มีแต่ชมพูไปหมดแม่ชี้ให้ดูยังงงเค้าจะเรียกว่าต้น cherry นะแต่มันคือซากุระนี่แหละ(ซากุระบานก็เรียก cheery blossom) รอบๆปราสาทมีน้ำล้อมรอบเป็นชั้นๆนะเดินเข้าประตูมาแล้วก็ยังต้องเดินมาอีกแล้วก็ข้ามสะพานแล้วก็เข้าประตู เดินมาซื้อตั๋วเข้าชมข้างในก็ 600 เยน เดินขึ้นบันไดไปถึงหน้าปราสาทแล้วข้างในติดแอร์มีพนักงานต้อนรับพาเราขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นห้าแต่มันมีทั้งหมดแปดชั้นนะเราก็ต้องเดินต่อขึ้นไปเอง เดินที่ชั้นบนสุดออกไปชมนอกปราสาทได้ รอบๆปราสาทมีแต่ตึกสมัยใหม่ว่าไปมีแต่ปราสาทนี่แหละที่โบราณอยู่อย่างเดียวแล้วก็เดินวนดูที่เค้าจัดแสดงไว้มาแต่ละชั้นใช้เวลาสองชั่วโมง กางเกงและรองเท้าแห้งแล้วไม่อยากจะออกไปเปียกอีกเลยในใจก็คิดว่าสาธุฝนหยุดตกทีได้โปรดดดดดดดดด หนูมีเวลาแค่วันนี้เท่านั้นนะ
ก่อนออกจากปราสาธดูร้านขายของที่ระลึกทำไมถึงมีพวงกุญแจทาโกะยากินะ ถามดูปรากฎว่ามันดังค่ะฉันก็อยากจะกินซะหน่อยนะแม่ก็จะพาไปกินแต่เป็นพิซซ่าญี่ปุ่นแทน(ทำไมหละ) ตอนเดินออกจากปราสาทก็ดูแผนที่จะหาทางไปสถานีรถไฟบังเอิญมีอาสาสมัครที่เค้าคงจะนำเที่ยวแถวปราสาทนี่แหละมาช่วยเหลือและให้ความรู้เกี่ยวกับแถวๆประตูปราสาท บอกว่ามีการปัองกันศัตรูยังไง(เปิดประตูออกมาจะมีหอกพุ่งลงมา) หรือว่าหอรอบๆประตูจะมีรูเล็กๆให้สอดปืนออกมายิงศัตรูได้ แล้วที่ประตูใหญ่จะมี joint ของเสาที่เป็นไฮไลท์คือมันออกจะแปลกๆมองด้านหน้าจะเป็นตัดแบบเหลี่ยมแต่ด้านข้างจะเป็นแบบมุมแหลมขึ้นไปปลายเสา คุณป้าอาสาสมัครมีโมเดลในกระเป๋าให้เล่นแล้วก็มีเอกสารเกี่ยวกับข้อต่อนี้ให้ฉันด้วย เค้าให้ฉันลองประกอบดู ได้อยู่แล้วเรื่องดูภาพตัดขวางอ่ะฉันถนัดสุดตั้งแต่สมัยสอบความถนัดทางวิดวะแล้ว(อย่างอื่นทำไม่ได้)
จากปราสาทเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน(ที่ผ่านมาไม่ใช่ใต้ดิน)ฝนหยุดตกแล้ว(เย้!) นั่งจากสถานีอะไรไม่รู้ 4 chome(อ่านว่าโชเม) ไป 9 chome แล้วเปลี่ยนสายไปนัมบะ คุณป้าอาสาสมัครบอกว่าวัยรุ่นชอบแต่ summer sale เพิ่งหมดไป โธ่...
ไปถึงสถานีเพิ่งจะเห็นว่าร้านรวงเยอะแยะเดินไปหาของกินก่อนแม่เค้าก็ไม่เคยมานัมบะเหมือนกันถามหาร้านโอโคโนะมิยากิจากเจ้าของร้านขายเสื้อร้านอร่อยชื่อ Chibo กินไปสองวง อิ่มมั่กมาก แล้วก็เดินวนๆเจอร้านขนมน่ารักหมายถึงร้านน่ารักสีชมพูเหลืองดูขนมมากๆซื้อขนมกลับมาเยอะเหมือนกัน(แต่มาดูแล้วไม่เยอะอ่ะเราซื้ออะไรลงไปเนี่ยจ่ายไปตั้งสองพันกว่าเยน) มีน้ำลูกท้อ(พีช)อร่อยหอมหวานอยากกินอีก กระป๋องละ 16 บาทนิดๆ แล้วก็เดินมาเจอร้าน 100 เยนเล็กๆไม่ได้ดูอะไรมากเพราะกระเป๋าไม่มีที่จะใส่ของอ่ะ เศร้าใจ เดินแบบเร็วๆจะกลับไปดูกล้องเพราะตอนนั้นจะ 5 โมงแล้วเราต้องนั่งรถไฟกลับตอนห้าโมง ร้านเล็กๆที่ขายกล้องอ่ะมันก็นะมีร้านเดียวไม่รู้ถูกหรือแพงไม่มีแบตกล้องดิจิตอลด้วยก็เลยผ่านไปนึกว่าอดซะแล้วแต่ตอนจะเลี้ยวไปที่สถานีเห็นร้าน bic camera ร้านใหญ่มากเลยแม่เลยพาไปได้ของครบเลยแถมไม่ต้องเสียภาษีด้วย(ต้องใช้ passport) เงินก็พอดี นั่งรถไฟกลับขากลับคนเค้าเลิกงาน นักเรียนก็เลิกเรียนคนเยอะแต่ไม่แน่นเท่าในการ์ตูนนะ มาถึง Hineno ก็หกโมงสิบห้าแม่ซาโตะต้องกลับเลย ดูดิฉันทำอะไรลงไปเนี่ยเค้านั่งรถไฟจากบ้านมาหา 4 ชั่วโมงเลยนะตื่นแต่ตีห้ามาเลยหละ ฉันสิของฝากอะไรก็ไม่ได้เตรียมไปเล้ย ให้ตายทำม้ายยย ทำไมเป็นคนแบบนี้ แถมยังเอาร่มเค้ามาอีกแหนะ(ลืมคืน) คราวหน้าถ้ามีเวลานะจะไปค้างบ้านเค้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย(ตรงลงเกรงใจเค้ามะเนี่ย)
กลับโรงแรมจัดของอาบน้ำพยายามจะนอนเพราะขากลับต้องทำงานตอนดึกอ่ะแต่ก็ไม่หลับยังไงก็ไม่หลับดูทีวีรายการทีวีก็ตลกดี มีโฆษณาที่ชินโง(smap)เล่นด้วยเลยไม่นงไม่นอนมันแล้วดูทีวีมันเลยแล้วกัน มีโฆษณาโอเด้งของ 7-11 ด้วยนะทันสมัยชะมัดเลยเราที่ไปกินมาแล้วแต่ถ้ามีมีครบๆแบบในโฆษณาหละเจ๋งเลยมีหนวดปลาหมึกยักษ์ด้วยหละ ถึงเวลารถมารับแล้วก็ลงจากห้องมาขึ้นรถ
ทำงานขากลับก็ไม่ยุ่งนะเครื่องออกดึก(ตีหนึ่ง)ก็เสริฟแค่แซนวิชกับข้าวห่อสาหร่ายแล้วก็น้ำแล้วก็ปิดไฟนอนไม่เหมือนไฟล์ทไปแขกที่เที่ยงคืนก็เสริฟอาหารร้อน ฉันได้นอนตอน 00.00-1.30(เวลาไทย)แต่ก็กว่าจะนอนก็เลยได้นอนแค่หนึ่งชั่วโมงแล้วก็ตื่นมาเปลี่ยนเวร ตอนแรกทำใจยากมากเลยนั่งสัปหงกอีกแหนะแต่นานๆเข้าก็ตื่นๆแหละ เปลี่ยนชุดตอนใกล้เสริฟอาหารเช้า อาหารเช้ามีออมเลทกับอาหารแบบญี่ปุ่น ในถาดอาหารมีกระปุกเหมือนตังช่ายนะเขียวๆป้อมๆนึกว่าติดผักดองขนาดนั้นเลยนะปรากฎว่ามันคือโยเกริต ! แอบกินมาด้วยแหละก็ดีมันโยเกริตรสธรรมชาติ
เครื่องมาถึงตีสี่ครึ่งกว่าจะออกมาจากเครื่องแล้วก็มาขึ้นไฟล์ทที่มาถึงเช้าก่อนหกโมงอ่ะมีรถไปส่งถึงบ้านเลยฉันก็มาเลย มาถึงบ้านลากกระเป๋าขึ้นห้อง นอนค่ะนอน อะไรๆมันก็ดีอ่ะคะแต่ทำงานตอนกลางคืนทรมานที่ง่วงนี่แหละ
Sunday, September 15, 2002
กลางวันต่ายกับพี่เผ่า(แฟนต่าย)และน้องเก้(เพื่อนของน้องต่าย)มารับออกไปกินข้าวเที่ยง ต่ายมาเรียนวิชาอะไรก็ไม่รู้ที่จุฬาสองเดือนตั้งแต่มาก็เพิ่งจะได้เจอกันนี่แหละ กินข้าวเสร็จเค้าทั้งหลาย(เป็นคุณหมอกันหมด)ต้องไปอ่านหนังสือ(นั่น..ชีวิตที่ฉันไม่มีทางเลือกแน่ๆ)ฉันก็กลับบ้านมาดูทีวีอ่านการ์ตูน(นี่แหละชีวิตที่ชอบ)
ตอนเย็นพี่กอล์ฟมารับออกไป the mall ออกไปทำผมเพราะพรุ่งนี้จะบินไปญี่ปุ่นออกเดินทางตอนบ่ายสองก็ต้องไปเช็คอินตอนเที่ยงตรงตอนเช้าก็ไม่ทัน(ทำเองไม่เป็นเมื่อไหร่มันจะยาวๆมัดไปซะเลยประหยัดค่าทำผมไปเยอะ) พี่ให้ยืมกล้องดิจิตอลมาด้วยเรานะจะถ่ายรูปให้สนุกไปเลย อืมม..แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วนี่แหละประเทศที่อยากจะไปมานาน ชิชะตะก่อนขอวีซ่าไปไม่ให้เราไป(ไม่รู้ทำไมเงินในบัญชีเราคงน้อยเกินไปแล้วก็เป็นผู้หญิงอีกต่างหากหละม้าง)ทีนี้จะเข้าออกเข้าออกให้เบื่อไปเล้ย อุวะฮ่ะฮ่ะฮ่า(แหงนหน้าขึ้นฟ้าเอามือป้องปากแล้วหัวเราะอย่างสาแก่ใจ)
เดี๋ยวต้องไปเก็บกระเป๋าและเตรียมชุดไทยก่อน(ชุดที่อยู่ในถุงเสื้ออยู่แล้วเพิ่งเอาออกไปซักใส่มาหลายทีแล้ว) ต้องเตรียมน้ำไปด้วยหมวดผึ้ง(เพื่อนห้องสี่)โทรมาบอกว่าในโรงแรมไม่มีแล้วก็เดินเที่ยวคนเดียวก็โอเคง่ายๆให้เอาหมวกไปด้วยเพราะแดดแรงมาก แล้วไม่รู้อะไรเข้าสิงต้นให้โทรมาหาเราเมื่อตะกี้นี้เอง(นานน้านโทรมาทีแบบว่ามันโทรมาทีเรานึกว่ามันต้องการความช่วยเหลืออย่างแรง)เราเลยถามเรื่องที่พักที่เที่ยวซะหน่อย (เห่ออ่ะสิ)ต้นบอกว่าใกล้ที่พักมี 7-11 มีน้ำแปลกๆเพียบเลย ดี ดี อิอิ ฉันก็คิดอย่างนั้นแหละเพราะเมื่อวานไปร้านเจ๊เล้งมีน้ำชาเขียวขวดน่ารักๆแต่แพงอ่ะไว้ไปญี่ปุ่นจะไปยืนหยอดเหรียญกินหน้าตู้(ขายน้ำอัตโนมัติ)มันซะเลย อิอิ
ว่าแต่ต้องไปเช็คเมลซะหน่อยไม่รู้แม่ซาโตะจะมาเจอที่โรงแรมหรือเปล่าตอนที่คุย msn กันไว้เขาว่ายังงั้น(ถ้าจริงก็มีเจ้ามือแล้นนน..) รีบเลยรีบเลยจะได้นอนเร็วๆนอนดึกเดี๋ยวได้อ้วกสมใจแน่ๆ
ป.ล ต้นแลก sched. ไม่ได้มันบอกแลกกันลำบากอ่ะไปบินทีเจอแค่กัปตันถ้าเค้าไม่ให้แลก(หรือไม่มีให้แลก)ก็อดหนะสิเป็นลูกเรือแลกง่ายกว่านั่นหนะสิคนมันเยอะ
ตอนเย็นพี่กอล์ฟมารับออกไป the mall ออกไปทำผมเพราะพรุ่งนี้จะบินไปญี่ปุ่นออกเดินทางตอนบ่ายสองก็ต้องไปเช็คอินตอนเที่ยงตรงตอนเช้าก็ไม่ทัน(ทำเองไม่เป็นเมื่อไหร่มันจะยาวๆมัดไปซะเลยประหยัดค่าทำผมไปเยอะ) พี่ให้ยืมกล้องดิจิตอลมาด้วยเรานะจะถ่ายรูปให้สนุกไปเลย อืมม..แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วนี่แหละประเทศที่อยากจะไปมานาน ชิชะตะก่อนขอวีซ่าไปไม่ให้เราไป(ไม่รู้ทำไมเงินในบัญชีเราคงน้อยเกินไปแล้วก็เป็นผู้หญิงอีกต่างหากหละม้าง)ทีนี้จะเข้าออกเข้าออกให้เบื่อไปเล้ย อุวะฮ่ะฮ่ะฮ่า(แหงนหน้าขึ้นฟ้าเอามือป้องปากแล้วหัวเราะอย่างสาแก่ใจ)
เดี๋ยวต้องไปเก็บกระเป๋าและเตรียมชุดไทยก่อน(ชุดที่อยู่ในถุงเสื้ออยู่แล้วเพิ่งเอาออกไปซักใส่มาหลายทีแล้ว) ต้องเตรียมน้ำไปด้วยหมวดผึ้ง(เพื่อนห้องสี่)โทรมาบอกว่าในโรงแรมไม่มีแล้วก็เดินเที่ยวคนเดียวก็โอเคง่ายๆให้เอาหมวกไปด้วยเพราะแดดแรงมาก แล้วไม่รู้อะไรเข้าสิงต้นให้โทรมาหาเราเมื่อตะกี้นี้เอง(นานน้านโทรมาทีแบบว่ามันโทรมาทีเรานึกว่ามันต้องการความช่วยเหลืออย่างแรง)เราเลยถามเรื่องที่พักที่เที่ยวซะหน่อย (เห่ออ่ะสิ)ต้นบอกว่าใกล้ที่พักมี 7-11 มีน้ำแปลกๆเพียบเลย ดี ดี อิอิ ฉันก็คิดอย่างนั้นแหละเพราะเมื่อวานไปร้านเจ๊เล้งมีน้ำชาเขียวขวดน่ารักๆแต่แพงอ่ะไว้ไปญี่ปุ่นจะไปยืนหยอดเหรียญกินหน้าตู้(ขายน้ำอัตโนมัติ)มันซะเลย อิอิ
ว่าแต่ต้องไปเช็คเมลซะหน่อยไม่รู้แม่ซาโตะจะมาเจอที่โรงแรมหรือเปล่าตอนที่คุย msn กันไว้เขาว่ายังงั้น(ถ้าจริงก็มีเจ้ามือแล้นนน..) รีบเลยรีบเลยจะได้นอนเร็วๆนอนดึกเดี๋ยวได้อ้วกสมใจแน่ๆ
ป.ล ต้นแลก sched. ไม่ได้มันบอกแลกกันลำบากอ่ะไปบินทีเจอแค่กัปตันถ้าเค้าไม่ให้แลก(หรือไม่มีให้แลก)ก็อดหนะสิเป็นลูกเรือแลกง่ายกว่านั่นหนะสิคนมันเยอะ
Thursday, September 12, 2002
เมื่อวานบินไปค้างปีนังเห็นว่าเป็นวันที่ 11 เดือน 9 ก็คิดว่าจะมีอะไรให้กลัวหรือเปล่าว้า..เราก็ไม่รู้หรอกว่าประเทศนี้(มาเลเซีย)จะมีเอี่ยวอะไรหรือเปล่าแต่ก็ดูน่ากลัวกว่าที่จะได้ไปไฟล์ทพวกปากีหละน้า
ผู้โดยสารส่วนมากเป็นคนจีน(ทำไมเป็นคนจีนหละนึกว่าจะแขกๆ)และแขก(ท่าทางเหมือนไปทำงานใส่เสื้อยืดเหมือนกันเป็นกลุ่มเลย)มีคนไทยบ้างนิดหน่อย ตอนรับผู้โดยสารโหวกเหวกน่าดูเพราะคนจีนแกมาเป็นหมู่คณะหรือไรไม่ทราบจะนั่งใกล้กันแต่ boarding pass มันคนละเรื่องเลย(ยังสงสัยว่าเค้าเช็คอินไม่พร้อมกันหรือยังไงหรือคนที่เคาท์เตอร์เบลอๆมีคู่นึงคุณลุงคุณป้าดูเหมือนสามีภรรยากันแต่ได้ที่นั่ง 52 K กับ 53A คนละฝั่งคนละแถวกันเล้ย) แต่ก็ดีเค้าก็ตกลงกันเองได้แลกกันชุลมุนไปหมด
อีตอนตื่นเต้นแบบ 911 หรือเปล่าก็คือท่านผู้โดยสารแขกที่นั่งใกล้ประตู 3R พี่แกเปิดประตูเครื่องเฉย !!! ตายแล้วพี่แกคิดอะไรอยู่พี่แหม่มที่ประจำประตูตกกะใจหมดเลย พี่ตู่ที่อยู่ประตู 3L กับฉันบอกว่าตั้งแต่บินมาไม่เคยมีเหตุการณ์ยังงี้เลย นั่นดิเรารึตอนเป็นผู้โดยสารแทบไม่เคยกระดิกกระเดี้ยเล้ยกลัวไปหมด ดีนะว่าเปิดตอนยังไม่ได้ arm ประตู(ติดสไลด์กับ floor fitting) ถ้าประตูเปิดสไลด์ก้างรับรองอีกนานกว่าจะได้ออกเดินทาง
ขาไปอากาศไม่ดีตอนไต่ระดับมีอาการกระดอนดึ๋งๆแบบรถยนต์ผ่านหลังเต่าด้วยหละ(ข้างนอกเมฆมาก)เสริฟ์อาหารเครื่องดื่มหัวฟูเพราะมีออกรถ drink ด้วย(แต่ปกติที่กำหนดไว้จะเป็นจัดน้ำใส่ถาด)ไฟลท์ไทม์สั้นขอบริการมี choice ให้เลือกก็เสียเวลาตอนที่ผู้โดยสารตัดสินใจนี่แหละ เครื่องลงเก็บของออกไปขึ้นรถไปโรงแรม
พักที่โรงแรม Equatorial อยู่บนเขาโรงแรมดูใหญ่โตดีไปถึงก็ดึกแล้วสี่ทุ่มกว่าบ้านเค้า(เวลามาเลเซียเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง)เก็บอะไรกินในห้อง(มีขนมปังติดกระเป๋าไปกับอาหารที่เอามาจากเครื่อง)แล้วก็นอนประมาณเที่ยงคืนตอนตีสองยังมีหน้าตื่นมาอีกนะอยู่ดีๆก็ตื่นลืมตาขึ้นมาเฉยๆงั้นแหละ มองดูรอบๆห้องอีกทีเราอยู่ที่ไหนหว่าเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วก็นอนต่อตีห้าสิบห้านาฬิกาปลุกตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวเก็บกระเป๋าออกไปรอขึ้นรถไปสนามบิน
เครื่องดีเลย์เพราะมีผู้โดยสารโดนจับกระเป๋าไม่ใช่ว่ามีของผิดกฎหมายหรอกแต่ว่าขนาดกระเป๋าใหญ่เกินไปพอเขาทั้งหลาย(โดนไปหลายคนแขกล้วนๆ)ขึ้นเครื่องมา...โอ้กระเป๋าใหญ่จริงๆหนักด้วย ฉันว่าจริงๆเราเอาของจำเป็นๆของมีค่าขึ้นมาก็พอพวกกระเป๋าใหญ่โหลดไปเถอะเพราะเอาขึ้นมาก็ลำบากเราไหนจะถืออย่างลำบากยกขึ้น-ลง Bin อย่างลำบากแล้วดีไม่ดีอันตรายกับเราอีกต่างหากเกิด turbulance bin เปิดกระเป๋าตก ใบใหญ่ๆตกลงมาใส่หละก็ไม่อะไรก็อะไรซักอย่างละน้า ถ้าไม่แน่ใจว่ากระเป๋าใหญ่ไปหรือเปล่าแล้วๆ gate หรือเคาท์เตอร์เช็คอินมีที่วัดขนาดกระเป๋าเดินทางที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ แต่ก็ไม่รู้จะจำกัดความยังไงเหมือนกันฉันว่าคงจะวัดกันที่น้ำหนักด้วยแหละเพราะบางที่กระเป๋าใหญ่แต่เบาหรือกระเป๋าเล็กแต่หนักมาก ไม่รู้ว่าน้ำหนักกระเป๋าผู้โดยสารที่เอาขึ้นเครื่องมาเท่ากับของลูกเรือหรือเปล่าเพราะที่กำหนดไว้มันคือเจ็ดกิโลกรัมจ้า
กลับถึงบ้านยังไม่ง่วง(จริงๆถ้านอนก็คงหลับ)เลยมาเขียนไดอารี่ก่อน พรุ่งนี้หยุดหนึ่งวันวันเสาร์เป็น standby อยากจะบนว่าขอให้ไม่โดนเรียกแต่วันหยุดหนะโดนแหงๆตอนนี้จะไปอ่านการ์ตูนที่เช่ามาก่อนเผื่อไปคืนเย็นนี้จะได้เปลี่ยนเรื่องใหม่อ่านต่อไป
ป.ล เป้เพื่อน trainee จากห้อง 1 ใช้ปากกา monblac ของแท้!!!! (ตอนแรกดูไม่เป็น..ต้องดูว่ามี serial number ค่ะ) ฉันหละสงสัยทำไมอ่ะแพงนะแพง มันดียังไงเหรอตัวเอง น้อต(จากห้องหนึ่งเหมือนกัน)บอกว่าเหมือนเบนซ์กับโตโยต้าอ่ะ โอเคเลยเพื่อน
ผู้โดยสารส่วนมากเป็นคนจีน(ทำไมเป็นคนจีนหละนึกว่าจะแขกๆ)และแขก(ท่าทางเหมือนไปทำงานใส่เสื้อยืดเหมือนกันเป็นกลุ่มเลย)มีคนไทยบ้างนิดหน่อย ตอนรับผู้โดยสารโหวกเหวกน่าดูเพราะคนจีนแกมาเป็นหมู่คณะหรือไรไม่ทราบจะนั่งใกล้กันแต่ boarding pass มันคนละเรื่องเลย(ยังสงสัยว่าเค้าเช็คอินไม่พร้อมกันหรือยังไงหรือคนที่เคาท์เตอร์เบลอๆมีคู่นึงคุณลุงคุณป้าดูเหมือนสามีภรรยากันแต่ได้ที่นั่ง 52 K กับ 53A คนละฝั่งคนละแถวกันเล้ย) แต่ก็ดีเค้าก็ตกลงกันเองได้แลกกันชุลมุนไปหมด
อีตอนตื่นเต้นแบบ 911 หรือเปล่าก็คือท่านผู้โดยสารแขกที่นั่งใกล้ประตู 3R พี่แกเปิดประตูเครื่องเฉย !!! ตายแล้วพี่แกคิดอะไรอยู่พี่แหม่มที่ประจำประตูตกกะใจหมดเลย พี่ตู่ที่อยู่ประตู 3L กับฉันบอกว่าตั้งแต่บินมาไม่เคยมีเหตุการณ์ยังงี้เลย นั่นดิเรารึตอนเป็นผู้โดยสารแทบไม่เคยกระดิกกระเดี้ยเล้ยกลัวไปหมด ดีนะว่าเปิดตอนยังไม่ได้ arm ประตู(ติดสไลด์กับ floor fitting) ถ้าประตูเปิดสไลด์ก้างรับรองอีกนานกว่าจะได้ออกเดินทาง
ขาไปอากาศไม่ดีตอนไต่ระดับมีอาการกระดอนดึ๋งๆแบบรถยนต์ผ่านหลังเต่าด้วยหละ(ข้างนอกเมฆมาก)เสริฟ์อาหารเครื่องดื่มหัวฟูเพราะมีออกรถ drink ด้วย(แต่ปกติที่กำหนดไว้จะเป็นจัดน้ำใส่ถาด)ไฟลท์ไทม์สั้นขอบริการมี choice ให้เลือกก็เสียเวลาตอนที่ผู้โดยสารตัดสินใจนี่แหละ เครื่องลงเก็บของออกไปขึ้นรถไปโรงแรม
พักที่โรงแรม Equatorial อยู่บนเขาโรงแรมดูใหญ่โตดีไปถึงก็ดึกแล้วสี่ทุ่มกว่าบ้านเค้า(เวลามาเลเซียเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง)เก็บอะไรกินในห้อง(มีขนมปังติดกระเป๋าไปกับอาหารที่เอามาจากเครื่อง)แล้วก็นอนประมาณเที่ยงคืนตอนตีสองยังมีหน้าตื่นมาอีกนะอยู่ดีๆก็ตื่นลืมตาขึ้นมาเฉยๆงั้นแหละ มองดูรอบๆห้องอีกทีเราอยู่ที่ไหนหว่าเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วก็นอนต่อตีห้าสิบห้านาฬิกาปลุกตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวเก็บกระเป๋าออกไปรอขึ้นรถไปสนามบิน
เครื่องดีเลย์เพราะมีผู้โดยสารโดนจับกระเป๋าไม่ใช่ว่ามีของผิดกฎหมายหรอกแต่ว่าขนาดกระเป๋าใหญ่เกินไปพอเขาทั้งหลาย(โดนไปหลายคนแขกล้วนๆ)ขึ้นเครื่องมา...โอ้กระเป๋าใหญ่จริงๆหนักด้วย ฉันว่าจริงๆเราเอาของจำเป็นๆของมีค่าขึ้นมาก็พอพวกกระเป๋าใหญ่โหลดไปเถอะเพราะเอาขึ้นมาก็ลำบากเราไหนจะถืออย่างลำบากยกขึ้น-ลง Bin อย่างลำบากแล้วดีไม่ดีอันตรายกับเราอีกต่างหากเกิด turbulance bin เปิดกระเป๋าตก ใบใหญ่ๆตกลงมาใส่หละก็ไม่อะไรก็อะไรซักอย่างละน้า ถ้าไม่แน่ใจว่ากระเป๋าใหญ่ไปหรือเปล่าแล้วๆ gate หรือเคาท์เตอร์เช็คอินมีที่วัดขนาดกระเป๋าเดินทางที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ แต่ก็ไม่รู้จะจำกัดความยังไงเหมือนกันฉันว่าคงจะวัดกันที่น้ำหนักด้วยแหละเพราะบางที่กระเป๋าใหญ่แต่เบาหรือกระเป๋าเล็กแต่หนักมาก ไม่รู้ว่าน้ำหนักกระเป๋าผู้โดยสารที่เอาขึ้นเครื่องมาเท่ากับของลูกเรือหรือเปล่าเพราะที่กำหนดไว้มันคือเจ็ดกิโลกรัมจ้า
กลับถึงบ้านยังไม่ง่วง(จริงๆถ้านอนก็คงหลับ)เลยมาเขียนไดอารี่ก่อน พรุ่งนี้หยุดหนึ่งวันวันเสาร์เป็น standby อยากจะบนว่าขอให้ไม่โดนเรียกแต่วันหยุดหนะโดนแหงๆตอนนี้จะไปอ่านการ์ตูนที่เช่ามาก่อนเผื่อไปคืนเย็นนี้จะได้เปลี่ยนเรื่องใหม่อ่านต่อไป
ป.ล เป้เพื่อน trainee จากห้อง 1 ใช้ปากกา monblac ของแท้!!!! (ตอนแรกดูไม่เป็น..ต้องดูว่ามี serial number ค่ะ) ฉันหละสงสัยทำไมอ่ะแพงนะแพง มันดียังไงเหรอตัวเอง น้อต(จากห้องหนึ่งเหมือนกัน)บอกว่าเหมือนเบนซ์กับโตโยต้าอ่ะ โอเคเลยเพื่อน
Tuesday, September 10, 2002
หลังจากออกไปเล่นกับเหมียวดำแล้วคิดๆดูไม่รู้จะเขียนไดอารี่ว่าอะไรดีแฮะ ช่วงนี้วันๆนึงรับรู้และคิดอะไรหลายอย่างไม่รู้จะเขียนถึงอะไรดีอยากเขียนไดอารี่ดีๆตอนที่อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกแบบกลางๆ(ออกไปทางดีๆถึงดีมาก) แต่ถ้าเขียนตอนนี้มันออกจะเป็นอารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาตซะมากกว่า เมื่อวานก็เกือบจะเป็นวันดีถ้าไม่คุยกับเบญตอนก่อนเข้านอนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง(ในความคิดเรา) เรื่องผิดใจกันระหว่างมันกับต่ายแล้วตูไปอยู่ตรงกลางอีกสิ(ทั้งปี) แล้วสุดท้ายมันก็ดึงเราเข้าไปหาว่าเราทำให้มันเสียใจด้วยทั้งที่ฉันพูดให้มันคิดให้มันเห็นความจริง ว่าจะไม่คิดแล้วนะแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมมันถึงคิดไปเรื่อยได้ใหญ่โตขนาดนั้น คนเราเนาะไม่เหมือนกันหวังว่ามันจะคิดได้ว่าที่มันรู้สึกและพูดออกมาเกินความจริงไปมาก
พรุ่งนี้จะได้ทำงานอีกแล้ว ดีเหมือนกัน แต่งตัวแต่งหน้าเหมือนไม่ใช่เราดี ไปยิ้มแย้มสนุกดี ฉันว่าฉันมาถูกทางแล้วหละ ชอบจังงานแบบนี้(เหตุผลมีมากกว่านั้นก็ยังคิดๆอยู่)
ป.ล แต่ไปค้างปีนังคืนวันที่ 11 กันยาเนี่ยนะ ไม่เป็นไรบ้านเราเร็วกว่าอเมริกาวันที่ 12 เราก็อยู่บ้านไม่ได้อยู่ในเครื่องบินแล้ว
พรุ่งนี้จะได้ทำงานอีกแล้ว ดีเหมือนกัน แต่งตัวแต่งหน้าเหมือนไม่ใช่เราดี ไปยิ้มแย้มสนุกดี ฉันว่าฉันมาถูกทางแล้วหละ ชอบจังงานแบบนี้(เหตุผลมีมากกว่านั้นก็ยังคิดๆอยู่)
ป.ล แต่ไปค้างปีนังคืนวันที่ 11 กันยาเนี่ยนะ ไม่เป็นไรบ้านเราเร็วกว่าอเมริกาวันที่ 12 เราก็อยู่บ้านไม่ได้อยู่ในเครื่องบินแล้ว
Subscribe to:
Posts (Atom)